๑๓. สัมมาปริพพาชนียสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๓. สัมมาปริพพาชนียสูตร ว่าด้วยภิกษุควรละเว้นอยู่ในโลกโดยชอบ
(พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้) ข้าพระองค์ขอทูลถามพระมุนีผู้มีปัญญามาก ทรงข้ามโอฆะได้แล้วปรินิพพาน มีพระทัยมั่นคง ภิกษุนั้นบรรเทากามทั้งหลาย ออกจากเรือน (มาบวช) แล้ว พึงละเว้นอยู่ในโลกโดยชอบได้อย่างไร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๘๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๒. จูฬวรรค] ๑๓. สัมมาปริพพาชนียสูตร
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) ภิกษุผู้ตัดขาดการเชื่อสิ่งที่เห็นเป็นต้นว่า เป็นมงคล การยึดถืออุกกาบาตตก ความฝัน และการทำนายลักษณะ ละสิ่งที่ทำให้เกิดผลเสียต่อมงคลได้เด็ดขาด ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
ภิกษุพึงกำจัดความกำหนัดในกามทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของมนุษย์ และที่เป็นทิพย์ ภิกษุนั้นตรัสรู้ธรรมแล้ว ก้าวพ้นภพได้แล้ว ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
ภิกษุกำจัดความส่อเสียดแล้ว พึงละความโกรธ ความตระหนี่ ภิกษุนั้นละความยินดีและความยินร้ายได้แล้ว ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
ภิกษุละสิ่งอันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รักแล้ว ไม่ถือมั่น ผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐิอาศัยในภพไหนๆ หลุดพ้นแล้วจากธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
ภิกษุกำจัดฉันทราคะในสิ่งที่พึงยึดถือทั้งหลาย ไม่เห็นความเป็นสาระในอุปธิทั้งหลาย ภิกษุนั้นผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐิอาศัย ใครๆ พึงชักนำไปไม่ได้ ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ @เชิงอรรถ : @ อุปธิ ในที่นี้หมายถึงขันธ์ ๕ (ขุ.สุ.อ. ๒/๓๖๗/๑๘๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๘๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๒. จูฬวรรค] ๑๓. สัมมาปริพพาชนียสูตร
ภิกษุผู้ไม่ผิดพลาดทางกาย วาจา และใจ รู้แจ้งซึ่งธรรมโดยชอบ ปรารถนาบทคือนิพพานอยู่ ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
ภิกษุรู้จักเคารพนบไหว้ ไม่ถือตัว ถึงถูกด่าว่าก็ไม่โกรธ ได้ภัตตาหารที่ผู้อื่นถวายประจำแล้วก็ไม่ประมาทมัวเมา ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
ภิกษุละความโลภและกามภพเป็นต้นได้แล้ว เว้นขาดจากการฆ่าฟัน และการจองจำผู้อื่น ตัดความสงสัยได้แล้ว ปราศจากกิเลสดุจลูกศร ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
ภิกษุผู้รู้ข้อปฏิบัติที่สมควรแก่ตน รู้แจ้งสัจธรรมตามความเป็นจริง ไม่เบียดเบียนสัตว์โลกทุกชนิด ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
ภิกษุไม่มีอนุสัยกิเลสใดๆ ถอนรากอกุศลธรรมได้หมดสิ้น ไม่มีความหวัง ปราศจากตัณหาโดยสิ้นเชิง ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
ภิกษุผู้สิ้นอาสวะแล้ว ละมานะได้เด็ดขาด ล่วงพ้นทางแห่งราคะ ทั้งหมด ฝึกตนได้ ดับกิเลสลงได้อย่างสิ้นเชิง ดำรงตนมั่นคง ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ @เชิงอรรถ : @ ทางแห่งราคะ หมายถึงธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ (กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ) (ขุ.สุ.อ. ๒/๓๗๓/๑๘๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๘๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๒. จูฬวรรค] ๑๓. สัมมาปริพพาชนียสูตร
ภิกษุมีศรัทธามั่นคง เป็นผู้ได้สดับอย่างดี เห็นทางปฏิบัติอันถูกต้อง เป็นนักปราชญ์ ผู้ไม่คล้อยตามไปในฝักฝ่ายมิจฉาทิฏฐิ ขจัดโลภะ โทสะคือความขุ่นเคืองใจได้ ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
ภิกษุเอาชนะกิเลสได้ด้วยอรหัตตมรรคที่หมดจดดี ไม่มีกิเลสเครื่องปิดบัง เชี่ยวชาญในธรรมทั้งหลาย เป็นผู้ถึงฝั่ง หมดตัณหาอันทำให้หวั่นไหว มีความฉลาดในญาณเป็นที่ดับสังขาร ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
ภิกษุล่วงพ้นความกำหนดที่ถือว่าเป็นของเรา ในเบญจขันธ์ทั้งที่เป็นอดีตและอนาคต มีปัญญาบริสุทธิ์ เป็นผู้หลุดพ้นจากอายตนะทั้งปวงได้เด็ดขาด ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
ภิกษุรู้แจ้งสภาวะที่ควรเข้าถึง จนได้บรรลุธรรม เห็นการละอาสวะทั้งหลายเป็นวิวฏะ ไม่ติดข้องอยู่ในภพไหนๆ เพราะอุปธิทั้งปวงหมดสิ้นไปแล้ว ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ @เชิงอรรถ : @ ธรรมทั้งหลาย ในที่นี้หมายถึงอริยสัจ ๔ (ขุ.สุ.อ. ๒/๓๗๕/๑๘๕) @ วิวฏะ ในที่นี้หมายถึงนิพพาน (ขุ.สุ.อ. ๒/๓๗๗/๑๘๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๘๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๒. จูฬวรรค] ๑๔. ธัมมิกสูตร
(พระพุทธเนรมิตทูลสรุปดังนี้) ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ที่พระองค์ตรัสมาทั้งหมดนั้นถูกต้องทีเดียว ภิกษุใดมีความประพฤติเช่นนี้อยู่ประจำ ฝึกฝนตนแล้ว เป็นผู้ข้ามสังโยชน์และโยคะทั้งปวงได้ ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ สัมมาปริพพาชนียสูตรที่ ๑๓ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต ทุติยสฺส จูฬวคฺคสฺส เตรสมํ สมฺมาปริพฺพาชนิยสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต สัมมาปริพพาชนิยสูตรที่ ๑๓ พระพุทธนิมิตตรัสถามด้วยพระคาถาว่า
|๓๓๑.๗๘๔| ๑๓ ปุจฺฉามิ มุนึ ปหูตปญฺญํ ติณฺณํ (ปารคตํ ) ปรินิพฺพุตํ ฐิตตฺตํ นิกฺขมฺม ฆรา ปนุชฺช กาเม กถํ (ภิกฺขุ) สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ |๓๓๑.๗๘๕| ยสฺส มงฺคลา สมูหตา (ติ ภควา) อุปฺปาตา สุปินา จ ลกฺขณา จ ส มงฺคลโทสวิปฺปหีโน (ภิกฺขุ) สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ |๓๓๑.๗๘๖| ราคํ วินเยถ มานุเสสุ ทิพฺเพสุ กาเมสุ จาปิ ภิกฺขุ อติกฺกมฺม ภวํ สเมจฺจ ธมฺมํ สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ |๓๓๑.๗๘๗| วิปิฏฺฐิกตฺวา เปสุณานิ โกธํ กทริยํ ชเหยฺย ภิกฺขุ อนุโรธวิโรธวิปฺปหีโน สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ |๓๓๑.๗๘๘| หิตฺวาน ปิยญฺจ อปฺปิยญฺจ อนุปาทาย อนิสฺสิโต กุหิญฺจิ สํโยชนิเยหิ วิปฺปมุตฺโต สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ |๓๓๑.๗๘๙| น โส อุปธีสุ สารเมติ อาทาเนสุ วิเนยฺย ฉนฺทราคํ โส อนิสฺสิโต อนญฺญเนยฺโย สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ |๓๓๑.๗๙๐| วจสา มนสา จ กมฺมุนา จ อวิรุทฺโธ สมฺมา วิทิตฺวา ธมฺมํ นิพฺพานปทาภิปตฺถยาโน สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ |๓๓๑.๗๙๑| โย วนฺทติ มนฺติ น อุณฺณเมยฺย อกุฏฺโฐปิ น สนฺธิเยถ ภิกฺขุ ลทฺธา ปรโภชนํ น มชฺเช สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ |๓๓๑.๗๙๒| โลภญฺจ ภวญฺจ วิปฺปหาย วิรโต เฉทนพนฺธนโต ภิกฺขุ โส ติณฺณกถงฺกโถ วิสลฺโล สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ |๓๓๑.๗๙๓| สารุปฺปมตฺตโน วิทิตฺวา น จ ภิกฺขุ หึเสยฺย กญฺจิ โลเก ยถาตถํ ธมฺมํ วิทิตฺวา สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ |๓๓๑.๗๙๔| ยสฺสานุสยา น สนฺติ เกจิ มูลา อกุสลา สมูหตา เส โส นิราสโส อนาสสาโน สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ |๓๓๑.๗๙๕| อาสวขีโณ ปหีนมาโน สพฺพํ ราคปถํ อุปาติวตฺโต ทนฺโต ปรินิพฺพุโต ฐิตตฺโต สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ |๓๓๑.๗๙๖| สทฺโธ สุตวา นิยามทสฺสี วคฺคคเตสุ น วคฺคสารี ธีโร โลภํ โทสํ วิเนยฺย ปฏิฆํ สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ |๓๓๑.๗๙๗| สํสุทฺธชิโน วิวฏจฺฉโท ธมฺเมสุ วสี ปารคู อเนโช สงฺขารนิโรธญาณกุสโล สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ |๓๓๑.๗๙๘| อตีเตสุ อนาคเตสุ จาปิ กปฺปาตีโต อติจฺจสุทฺธิปญฺโญ สพฺพายตเนหิ วิปฺปมุตฺโต สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ |๓๓๑.๗๙๙| อญฺญาย ปทํ สเมจฺจ ธมฺมํ วิวฏํ ทิสฺวาน ปหานมาสวานํ สพฺพูปธีนํ ปริกฺขยา โน สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ |๓๓๑.๘๐๐| อทฺธา หิ ภควา ตเถว เอตํ โย โส เอวํวิหาริ ทนฺโต ภิกฺขุ สพฺพสํโยชนิเย วีติวตฺโต สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺยาติ ฯ สมฺมาปริพฺพาชนิยสุตฺตํ เตรสมํ ฯ -----------
เราขอถามมุนีผู้มีปัญญามาก ผู้ข้ามถึงฝั่ง ปรินิพพานแล้ว ดำรงตนมั่น ภิกษุนั้นบรรเทากามทั้งหลายแล้ว พึงเว้น รอบโดยชอบในโลกอย่างไร ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ภิกษุใด ถอนการถือความเกิด ความฝันและลักษณะว่า เป็นมงคลขึ้นได้แล้ว ภิกษุนั้นละมงคลอันเป็นโทษได้แล้ว พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุพึงนำเสียซึ่งความกำหนัด ในกามทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของมนุษย์ ทั้งที่เป็นของทิพย์ ภิกษุนั้นตรัสรู้ธรรมแล้ว ก้าวล่วงภพได้แล้ว พึงเว้นรอบ โดยชอบในโลก ภิกษุกำจัดคำส่อเสียดแล้ว พึงละความ โกรธ ความตระหนี่ ภิกษุนั้นละความยินดีและความ ยินร้ายได้แล้ว พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุละสัตว์ และสังขารอันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รักแล้ว ไม่ถือมั่น อัน ตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้วในภพไหนๆ หลุดพ้นแล้วจาก ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุนั้น กำจัดเสียแล้วซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจแห่งความ พอใจในความยึดถือทั้งหลาย ย่อมไม่เห็นความเป็นสาระ ในอุปธิทั้งหลาย ภิกษุนั้นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้ว อันใครๆ พึงนำไปไม่ได้ พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุนั้นไม่ผิดพลาดด้วยวาจาใจและการงานแล้ว รู้แจ้ง แล้วซึ่งธรรมโดยชอบ ปรารถนาบทคือนิพพานอยู่ พึงเว้น รอบโดยชอบในโลก ภิกษุใดประสบอยู่ ไม่พึงยึดถือ ว่าเราแม้ถูกด่าก็ไม่พึงผูกโกรธ ได้โภชนะที่ผู้อื่นให้แล้ว ไม่พึงประมาทมัวเมา ภิกษุนั้นพึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุละความโลภและภพแล้ว งดเว้นจากการตัดและการ จองจำสัตว์อื่น ข้ามพ้นความสงสัย ไม่มีกิเลสดุจลูกศร พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุรู้แจ้งความปฏิบัติอันสมควร แก่ตน และรู้แจ้งธรรมตามความเป็นจริงแล้ว ไม่พึงเบียด- เบียนสัตว์ไรๆ ในโลก พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุ ใดไม่มีอนุสัย ถอนอกุศลมูลอะไรๆ ขึ้นได้แล้ว ภิกษุ นั้นไม่มีความหวัง ไม่มีตัณหา พึงเว้นรอบโดยชอบ ในโลก ภิกษุผู้สิ้นอาสวะ ละมานะได้แล้ว ก้าวล่วง ธรรมชาติอันเป็นทางแห่งราคะได้หมด ฝึกฝนตน ดับกิเลส ได้แล้ว มีจิตตั้งมั่น พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุผู้ มีศรัทธาได้สดับแล้ว เห็นมรรค ไม่แล่นไปด้วยอำนาจ ทิฐิในสัตว์ทั้งหลายผู้ไปแล้วด้วยทิฐิ ภิกษุนั้นเป็นนักปราชญ์ กำจัดเสียซึ่งโลภะ โทสะ และปฏิฆะ พึงเว้นรอบ โดยชอบในโลก ภิกษุนั้นชนะกิเลสด้วยอรหัตมรรคอันหมด จดดี มีกิเลสดุจหลังคาเปิดแล้ว มีความชำนาญในธรรม ทั้งหลาย ถึงนิพพาน ไม่มีความหวั่นไหว ฉลาดในญาณ อันเป็นที่ดับสังขาร พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุ ล่วงความกำหนดว่าเราว่าของเรา ในปัญจขันธ์ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต มีปัญญาบริสุทธิ์ก้าวล่วงทั้ง ๓ กาล หลุด พ้นแล้วจากอายตนะทั้งปวง พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุผู้รู้บทแห่งสัจจะทั้งหลาย ตรัสรู้ธรรม เห็นการละ อาสวะทั้งหลายเป็นวิวฏะ (นิพพาน) ไม่ข้องอยู่ในภพไหนๆ เพราะความหมดสิ้นไปแห่งอุปธิทั้งปวง พึงเว้นรอบโดยชอบ ในโลก ฯ พระพุทธนิมิตตรัสพระคาถาว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้อนี้เป็นอย่างนั้นแน่แท้ทีเดียว ภิกษุ ใดมีปรกติอยู่อย่างนี้ ฝึกฝนตนแล้ว ล่วงธรรมเป็นที่ตั้ง แห่งสังโยชน์ทั้งปวง ภิกษุนั้นพึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ฯ จบสัมมาปริพพาชนิยสูตรที่ ๑๓