๑๐. ปริหานสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. ปริหานสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุแห่งความเสื่อม
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เป็นเสขะ@เชิงอรรถ : @ การคลุกคลี มี ๕ ประการ คือ (๑) ทัสสนสังสัคคะ(การคลุกคลีด้วยการเห็น) (๒) สวนสังสัคคะ(การ@คลุกคลีด้วยการฟัง) (๓) สมุลลาปนสังสัคคะ(การคลุกคลีด้วยการเจรจา) (๔) สัมโภคสังสัคคะ(การ@คลุกคลีด้วยการใช้สอยร่วมกัน) (๕) กายสังสัคคะ(การคลุกคลีด้วยกาย) (ขุ.อิติ.อ. ๗๘/๒๗๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๔๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๓. ตติยวรรค ๑๐. ปริหานสูตร ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ภิกษุผู้เป็นเสขะในธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้ชอบการงาน ยินดีในการงาน หมั่นประกอบความเป็นผู้ ชอบการงาน ๒. เป็นผู้ชอบการพูดคุย ยินดีในการพูดคุย หมั่นประกอบความเป็นผู้ ชอบการพูดคุย ๓. เป็นผู้ชอบการนอนหลับ ยินดีในการนอนหลับ หมั่นประกอบความ เป็นผู้ชอบการนอนหลับ ธรรม ๓ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เป็นเสขะ” ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุผู้ เป็นเสขะ ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ภิกษุผู้เป็นเสขะในธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้ไม่ชอบการงาน ไม่ยินดีในการงาน ไม่หมั่นประกอบความเป็น ผู้ชอบการงาน ๒. เป็นผู้ไม่ชอบการพูดคุย ไม่ยินดีในการพูดคุย ไม่หมั่นประกอบความ เป็นผู้ชอบการพูดคุย ๓. เป็นผู้ไม่ชอบการนอนหลับ ไม่ยินดีในการนอนหลับ ไม่หมั่นประกอบ ความเป็นผู้ชอบการนอนหลับ ธรรม ๓ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุผู้เป็นเสขะ” @เชิงอรรถ : @ การงาน ในที่นี้หมายถึงงานนวกรรม คือ การก่อสร้างต่างๆ เช่น การก่อสร้างวิหาร เป็นต้น ความเป็น@ผู้ยินดีแต่การก่อสร้างจึงถือว่าเป็นความเสื่อมในพระธรรมวินัยนี้ เพราะทำให้ละเลยต่อการบำเพ็ญคันถธุระ@และวิปัสสนาธุระ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๑๔/๑๐๕, องฺ.ฉกฺก.ฏีกา. ๓/๑๔-๑๕/๑๑๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๔๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๓. ตติยวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัส คาถาประพันธ์ดังนี้ว่า ภิกษุชอบการงาน ยินดีในการพูดคุย ชอบการนอนหลับ มีจิตฟุ้งซ่าน เช่นนี้ จึงไม่ควรเพื่อจะบรรลุอรหัตตผลอันยอดเยี่ยมได้ เพราะฉะนั้น ภิกษุจึงควรเป็นผู้ทำกิจแต่น้อย นอนหลับแต่พอสมควร มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน เช่นนี้ จึงควรเพื่อจะบรรลุอรหัตตผลอันยอดเยี่ยมได้ แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แล ปริหานสูตรที่ ๑๐ จบ ตติยวรรค จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. มิจฉาทิฏฐิกสูตร ๒. สัมมาทิฏฐิกสูตร ๓. นิสสรณิยสูตร ๔. สันตตรสูตร ๕. ปุตตสูตร ๖. อวุฏฐิกสูตร ๗. สุขปัตถนาสูตร ๘. ภิทุรสูตร ๙. ธาตุโสสังสันทนสูตร ๑๐. ปริหานสูตร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๔๒}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๑๐. ปริหานสูตร
๑๐ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ ตโยเม ภิกฺขเว ธมฺมา เสขสฺส ภิกฺขุโน ปริหานาย สํวตฺตนฺติ กตเม ตโย อิธ ภิกฺขเว เสโข ภิกฺขุ กมฺมาราโม โหติ กมฺมรโต กมฺมารามตมนุยุตฺโต ภสฺสาราโม โหติ ภสฺสรโต ภสฺสารามตมนุยุตฺโต นิทฺทาราโม โหติ นิทฺทารโต นิทฺทารามตมนุยุตฺโต อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ธมฺมา เสขสฺส ภิกฺขุโน ปริหานาย สํวตฺตนฺติ ฯ ตโยเม ภิกฺขเว ธมฺมา เสขสฺส ภิกฺขุโน อปริหานาย สํวตฺตนฺติ กตเม ตโย อิธ ภิกฺขเว เสโข ภิกฺขุ น กมฺมาราโม โหติ น กมฺมรโต น กมฺมารามตมนุยุตฺโต น ภสฺสาราโม โหติ น ภสฺสรโต น ภสฺสารามตมนุยุตฺโต น นิทฺทาราโม โหติ โหติ น นิทฺทารโต น นิทฺทารามตมนุยุตฺโต อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ธมฺมา เสขสฺส ภิกฺขุโน อปริหานาย สํวตฺตนฺตีติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ กมฺมาราโม ภสฺสรโต นิทฺทาราโม จ อุทฺธโต อภพฺโพ ตาทิโส ภิกฺขุ ผุฏฺฐุํ สมฺโพธิมุตฺตมํ ฯ ตสฺมา หิ อปฺปกิจฺจสฺส อปฺปมิทฺโธ อนุทฺธโต ภพฺโพ โส ตาทิโส ภิกฺขุ ผุฏฺฐุํ สมฺโพธิมุตฺตมนฺติ ฯ อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตนฺติ ฯ ทสมํ ฯ วคฺโค ตติโย ฯ ตสฺสุทฺทานํ เทฺว ทิฏฺฐี นิสฺสรณํ รูปํ ปุตฺโต อวุฏฺฐิเกน จ สุขา จ ภินฺทนา ธาตุ ปริหาเนน เต ทสาติ ฯ -----------
จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ๓ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เสขะในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีการงานเป็นที่มายินดี ยินดีในการงาน ขวนขวายในความเป็นผู้มีการงานเป็นที่มายินดี ๑ เป็นผู้ชอบคุย ยินดีในการคุย ขวนขวายในความเป็นผู้ชอบคุย ๑เป็นผู้ชอบหลับ ยินดีในการหลับ ขวนขวายในความเป็นผู้ชอบหลับ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ ๓ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เสขะในธรรมวินัยนี้ไม่เป็นผู้มีการงานเป็นที่มายินดี ไม่ยินดีในการงาน ไม่ขวนขวายในความเป็นผู้มีการงานเป็นที่มายินดี ๑ ไม่ชอบคุย ไม่ยินดีในการคุย ไม่ขวนขวายในความเป็นผู้ชอบคุย ๑ ไม่ชอบหลับ ไม่ยินดีในการหลับ ไม่ขวนขวายในความเป็นผู้ชอบหลับ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า ภิกษุผู้มีการงานเป็นที่มายินดี ยินดีในการคุย ชอบหลับและ ฟุ้งซ่าน ผู้เช่นนั้นไม่ควรเพื่อบรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุพึงเป็นผู้มีกิจน้อย เว้นจากความหลับ ไม่ฟุ้งซ่าน ภิกษุผู้เช่นนั้นควรเพื่อบรรลุสัมโพธิญาณ อันสูงสุด ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๑๐ -----------------------------------------------------รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. มิจฉาทิฐิสูตร ๒. สัมมาทิฐิสูตร ๓. นิสสรณสูตร ๔. รูปสูตร๕. ปุตตสูตร ๖. อวุฏฐิกสูตร ๗. สุขสูตร ๘. ภินทนสูตร ๙. ธาตุสูตร๑๐. ปริหานสูตร ฯ จบวรรคที่ ๓ -----------------------------------------------------