๑๒. มุนิสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๒. มุนิสูตร ว่าด้วยลักษณะของมุนี (พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้)
ภัยเกิดจากความเชยชิด ธุลีคือราคะ โทสะ และโมหะ เกิดจากอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งกิเลส ความไม่มีกิเลส ไม่มีความเชยชิด นั้นแล เป็นลักษณะของมุนี
บัณฑิตทั้งหลายเรียกผู้ที่ตัดกิเลสที่เกิดขึ้นได้ ไม่ปลูกกิเลสให้เกิดขึ้นอีก เมื่อกิเลสเกิดขึ้นก็ไม่พึงให้ไหลเข้าอีก ว่า เป็นมุนีผู้เที่ยวไปอยู่ พระมุนีนั้นผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ได้ทรงเห็นสันติบทแจ้งชัดแล้ว @เชิงอรรถ : @ ความเชยชิด หมายถึงตัณหาและทิฏฐิ (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๐๙/๒๘๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๔๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๑๒. มุนิสูตร
ผู้กำหนดรู้ที่ตั้งแห่งกิเลส กำจัดพืช ได้เด็ดขาด ไม่ให้ยางพืชไหลเข้าไปได้อีก ชื่อว่า เป็นมุนีผู้มีปกติเห็นภาวะที่สิ้นสุดการเกิด ละอกุศลวิตกได้ จึงไม่ถึงการนับอีกต่อไป
ผู้รู้แจ้งภพเป็นที่อาศัยอยู่ทั้งหมด ไม่ปรารถนาภพเหล่านั้นแม้สักภพเดียว ชื่อว่า เป็นมุนีผู้ปราศจากความยึดติด ไม่มีความยึดมั่น ย่อมไม่ก่อกรรมใดๆ อีก เพราะเป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว
ผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง รู้ธรรมทั้งปวง มีปัญญา มิได้แปดเปื้อนในธรรมทั้งปวง ละธรรมทั้งปวงได้ หลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหา นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศว่า เป็นมุนี
ผู้มีกำลังคือปัญญา ถึงพร้อมด้วยศีลและวัตร มีจิตตั้งมั่น ยินดีในฌาน มีสติ หลุดพ้นจากกิเลสเครื่องข้องแล้ว ไม่มีกิเลสดุจตะปูตรึงใจ ปราศจากอาสวะ นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศว่า เป็นมุนี @เชิงอรรถ : @ ที่ตั้งแห่งกิเลส ในที่นี้หมายถึงขันธ์ อายตนะ และธาตุ (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๑๑/๒๘๙)@ พืช ในที่นี้หมายถึงอภิสังขารวิญญาณ (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๑๑/๒๘๙) @ ความยึดติด หมายถึงตัณหา (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๑๒/๒๙๐) @ ในที่นี้ ศีล หมายถึงปาริสุทธิศีล ๔ ประการ วัตร หมายถึงธุดงควัตร ๑๓ ประการ (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๑๔/๒๙๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๔๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๑๒. มุนิสูตร
ผู้เที่ยวไปผู้เดียว มีปัญญา ไม่ประมาท ไม่หวั่นไหวเพราะนินทาและสรรเสริญ ไม่สะดุ้งเพราะเสียง เหมือนราชสีห์ ไม่ติดข่าย เหมือนลม ไม่เปียกน้ำ เหมือนบัว เป็นผู้แนะนำผู้อื่น ไม่ใช่ผู้อื่นแนะนำ นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศว่า เป็นมุนี
ผู้ไม่ยินดียินร้ายคำสรรเสริญหรือนินทาของคนอื่น ดุจเสาที่เขาฝังปักไว้ที่ท่าน้ำ ปราศจากราคะ มีอินทรีย์ตั้งมั่นดีแล้ว นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศว่า เป็นมุนี
ผู้ตั้งตนไว้ชอบ ซื่อตรงดุจกระสวย รังเกียจบาปกรรมทั้งหลาย พิจารณาเห็นกรรมที่เสมอและไม่เสมอ นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศว่า เป็นมุนี
ผู้ยังอยู่ในวัยหนุ่ม วัยสาว หรือวัยกลางคน สำรวมตนแล้ว ไม่ทำบาป เป็นมุนี มีจิตห่างจากบาป ไม่โกรธง่าย ไม่ว่าร้ายใครๆ นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศว่า เป็นมุนี @เชิงอรรถ : @ ข่าย ในที่นี้หมายถึงตัณหาและทิฏฐิ (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๑๕/๒๙๕) @ กระสวย หมายถึงเครื่องบรรจุด้ายสำหรับทอผ้าหรือเย็บผ้า (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๕๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๑๒. มุนิสูตร
ผู้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ผู้อื่นให้ ได้อาหารดีเลิศ ก็ไม่กล่าวประจบยกย่องผู้ให้ ได้อาหารปานกลางหรือเลวก็ไม่ติเตียนเขาให้เสียน้ำใจ นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศว่า เป็นมุนี
ผู้มีปัญญา เที่ยวไปอยู่ผู้เดียว มีจิตเว้นขาดจากเมถุนธรรมคือ ไม่ผูกจิตรักใคร่ในหญิงสาวเลยแม้สักคนเดียว เว้นขาดจากความมัวเมา ประมาท เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศว่า เป็นมุนี
ผู้รู้แจ้งโลก เห็นปรมัตถธรรม ข้ามโอฆะ และสมุทร ได้ เป็นผู้คงที่ ตัดกิเลสเครื่องร้อยรัดได้เด็ดขาด ไม่มีตัณหาและทิฏฐิอาศัย ปราศจากอาสวะ นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศว่า เป็นมุนี
คฤหัสถ์และบรรพชิต ๒ จำพวกนี้ มีที่อยู่และการดำรงชีวิตห่างไกลกัน คือ คฤหัสถ์ทำงานเลี้ยงบุตรภรรยา ส่วนบรรพชิตไม่ยึดถือสิ่งต่างๆ ว่าเป็นของตน มีวัตรงาม คฤหัสถ์ไม่สำรวม เพราะเบียดเบียนสัตว์อื่น @เชิงอรรถ : @ โลก ในที่นี้หมายถึงขันธ์ ๕ (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๒๑/๓๐๗) @ เห็นปรมัตถธรรม หมายถึงทำให้แจ้งนิโรธสัจ (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๒๑/๓๐๗)@ สมุทร ในที่นี้หมายถึงอายตนะ ๑๒ (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๒๑/๓๐๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๕๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] รวมพระสูตรที่มีในวรรค ส่วนบรรพชิตที่ชื่อว่าเป็นมุนี สำรวมเป็นนิตย์ รักษาสัตว์มีชีวิตไว้
ภิกษุเป็นมุนี เป็นผู้สงบ เพ่งพินิจอยู่ในป่า คฤหัสถ์จะทำตามอย่างท่านไม่ได้ เหมือนนกยูงมีสร้อยคอสีเขียว ถึงจะบินไปในอากาศได้ ก็ยังสู้ความเร็วของหงส์ไม่ได้ตลอดกาล ฉะนั้น มุนิสูตรที่ ๑๒ จบ อุรควรรคที่ ๑ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อุรคสูตร ๒. ธนิยสูตร ๓. ขัคควิสาณสูตร ๔. กสิภารทวาชสูตร ๕. จุนทสูตร ๖. ปราภวสูตร ๗. วสลสูตร ๘. เมตตสูตร ๙. เหมวตสูตร ๑๐. อาฬวกสูตร ๑๑. วิชยสูตร ๑๒. มุนิสูตร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๕๒}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต อุรควคฺคสฺส ทฺวาทสมํ มุนิสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต มุนีสูตรที่ ๑๒
|๓๑๓.๖๓๒| ๑๒ สนฺถวาโต ภยํ ชาตํ กิเกตา ชายเต รโช อนิเกตมสนฺถวํ เอตํ เว มุนิทสฺสนํ ฯ |๓๑๓.๖๓๓| โย ชาตมุจฺฉิชฺช น โรปเยยฺย ชายนฺตมสฺส นานุปฺปเวจฺเฉ ตมาหุ เอกํ มุนินํ จรนฺตํ อทฺทกฺขิ โส สนฺติปทํ มเหสิ ฯ |๓๑๓.๖๓๔| สงฺขาย วตฺถูนิ ปมาย พีชํ สิเนหมสฺส นานุปฺปเวจฺเฉ ส เว มุนิ ชาติขยนฺตทสฺสี ตกฺกํ ปหาย น อุเปติ สงฺขํ ฯ |๓๑๓.๖๓๕| อญฺญาย สพฺพานิ นิเวสนานิ อนิกามยํ อญฺญตรมฺปิ เตสํ ส เว มุนิ วีตเคโธ อคิทฺโธ นายูหตี ปารคโต หิ โหติ ฯ |๓๑๓.๖๓๖| สพฺพาภิภุํ สพฺพวิทุํ สุเมธํ สพฺเพสุ ธมฺเมสุ อนูปลิตฺตํ สพฺพญฺชหํ ตณฺหกฺขเย วิมุตฺตํ ตํ วาปิ ธีรา มุนิ เวทยนฺติ ฯ |๓๑๓.๖๓๗| ปญฺญาพลํ สีวลตูปปนฺนํ สมาหิตํ ฌานรตํ สตีมํ สงฺคา ปมุตฺตํ อขิลํ อนาสวํ ตํ วาปิ ธีรา มุนิ เวทยนฺติ ฯ |๓๑๓.๖๓๘| เอกํ จรนฺตํ มุนิ อปฺปมตฺตํ นินฺทาปสํสาสุ อเวธมานํ สีหํว สทฺเทสุ อสนฺตสนฺตํ วาตํว ชาลมฺหิ อสชฺชมานํ ปทุมํว โตเยน อลิมฺปมานํ เนตารมญฺเญสมนญฺญเนยฺยํ ตํ วาปิ ธีรา มุนิ เวทยนฺติ ฯ |๓๑๓.๖๓๙| โย โอคหเณ ถมฺโภริวาภิชายติ ยสฺมึ ปเร วาจาปริยนฺตํ วทนฺติ ตํ วีตราคํ สุสมาหิตินฺทฺริยํ ตํ วาปิ ธีรา มุนิ เวทยนฺติ ฯ |๓๑๓.๖๔๐| โย เว ฐิตตฺโต ตสรํว อุชฺชุํ ชิคุจฺฉติ กมฺเมหิ ปาปเกหิ วีมํสมาโน วิสมํ สมญฺจ ตํ วาปิ ธีรา มุนิ เวทยนฺติ ฯ |๓๑๓.๖๔๑| โย สญฺญตตฺโต น กโรติ ปาปํ ทหโร จ มชฺโฌ จ มุนี ยตตฺโต อโรสเนยฺโย น โรเสติ กญฺจิ ตํ วาปิ ธีรา มุนิ เวทยนฺติ ฯ |๓๑๓.๖๔๒| ยทคฺคโต มชฺฌโต เสสโต วา ปิณฺฑํ ลเภถ ปรทตฺตูปชีวี นาลํ ถุตุํ นาปิ นิปจฺจวาที ตํ วาปิ ธีรา มุนิ เวทยนฺติ ฯ |๓๑๓.๖๔๓| มุนึ จรนฺตํ วิรตํ เมถุนสฺมา โย โยพฺพเน น อุปนิภชฺฌเต กฺวจิ มทปฺปมาทา วิรตํ วิปฺปยุตฺตํ ตํ วาปิ ธีรา มุนิ เวทยนฺติ ฯ |๓๑๓.๖๔๔| อญฺญาย โลกํ ปรมตฺถทสฺสึ โอฆํ สมุทฺทํ อติตริย ตาทึ ตํ ฉินฺนคนฺถํ อสิตํ อนาสวํ ตํ วาปิ ธีรา มุนิ เวทยนฺติ ฯ |๓๑๓.๖๔๕| อสฺมา อุโภ ทูรวิหารวุตฺติโน คิหี ทารโปสี อมโม จ สุพฺพโต ปรปาณโรธาย คิหี อสญฺญโต นิจฺจํ มุนี รกฺขติ ปาณิเน ยโต ฯ |๓๑๓.๖๔๖| สิขี ยถา นีลคิโว วิหงฺคโม หํสสฺส โนเปติ ชวํ กุทาจนํ เอวํ คิหี นานุกโรติ ภิกฺขุโน มุนิโน วิวิตฺตสฺส วนมฺหิ ฌายโตติ ฯ มุนิสุตฺตํ ทฺวาทสมํ ฯ อุรควคฺโค ปฐโม ตสฺสุทฺทานํ อุรโค ธนิโย ขคฺค วิสาโณ กสิ จุนฺท จ ปราภโว วสโล เมตฺต เหมวตาฬวโก อถ วิชยํ มุนิ อุรค วคฺคํ วทนฺติ พารส ฯ ------------
ภัยเกิดแต่ความเชยชม ธุลีคือราคะ โทสะ และโมหะ ย่อมเกิดแต่ที่อยู่ ที่อันมิใช่ที่อยู่และความไม่เชยชมนี้แล พระพุทธเจ้าผู้เป็นมุนีทรงเห็น (เป็นความเห็นของมุนี) ผู้ใดตัดกิเลสที่เกิดแล้ว ไม่พึงปลูกให้เกิดขึ้นอีก เมื่อกิเลส นั้นเกิดอยู่ ก็ไม่พึงให้หลั่งไหลเข้าไป บัณฑิตทั้งหลายกล่าว ผู้นั้นว่าเป็นมุนีเอก เที่ยวไปอยู่ ผู้นั้นเป็นผู้แสวงหาคุณ อันใหญ่ ได้เห็นสันติบท ผู้ใดกำหนดรู้ที่ตั้งแห่งกิเลส ฆ่าพืชไม่ทำยางแห่งพืชให้หลั่งไหลเข้าไป ผู้นั้นแลเป็นมุนี มีปรกติเห็นที่สุดแห่งความสิ้นไปแห่งชาติ ละอกุศลวิตกเสีย แล้ว ไม่เข้าถึงการนับว่าเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ผู้ใดรู้ชัดภพ อันเป็นที่อาศัยอยู่ทั้งปวง ไม่ปรารถนาภพอันเป็นที่อาศัยอยู่ เหล่านั้นแม้ภพหนึ่ง ผู้นั้นแลเป็นมุนี ปราศจากกำหนัด ไม่ยินดีแล้ว ไม่ก่อกรรม เป็นผู้ถึงฝั่งโน้นแล้วแล อนึ่ง ผู้ครอบงำธรรมได้ทั้งหมด รู้แจ้งธรรมทุกอย่าง มีปัญญาดี ไม่เข้าไปติด (ไม่เกี่ยวเกาะ) ในธรรมทั้งปวง ละธรรมได้ ทั้งหมด น้อมไปแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา นักปราชญ์ ย่อมประกาศว่าเป็นมุนี อนึ่ง ผู้มีกำลังคือปัญญาประกอบด้วย ศีลและวัตร มีจิตตั้งมั่น ยินดีในฌาน มีสติ หลุดพ้นจาก เครื่องข้อง ไม่มีกิเลสดุจหลักตอ ไม่มีอาสวะ นักปราชญ์ ย่อมประกาศว่าเป็นมุนี หรือผู้เป็นมุนี (มีปัญญา) ไม่ ประมาท เที่ยวไปผู้เดียว ไม่หวั่นไหวเพราะนินทาและ สรรเสริญ ไม่สะดุ้งหวาดเพราะโลกธรรม เหมือนราชสีห์ ไม่สะดุ้งหวาดเพราะเสียง ไม่ข้องอยู่ในตัณหาและทิฐิ เหมือนลมไม่ข้องอยู่ในตาข่าย ไม่ติดอยู่กับโลก เหมือน ดอกบัวไม่ติดอยู่กับน้ำ เป็นผู้นำ ไม่ใช่ผู้ที่ใครๆ อื่นจะพึง นำไปได้ นักปราชญ์ย่อมประกาศว่าเป็นมุนี หรือแม้ผู้ใดไม่ถึง ความยินดีหรือยินร้าย ในเรื่องที่ผู้อื่นกล่าววาจาด้วยอำนาจ การชมหรือการติ เหมือนเสามีอยู่ที่ท่าเป็นที่ลงอาบน้ำ ผู้นั้น ปราศจากราคะ มีอินทรีย์ตั้งมั่นดีแล้ว นักปราชญ์ย่อมประกาศ ว่าเป็นมุนี หรือแม้ผู้ใดแลดำรงตนไว้ซื่อตรงดุจกระสวย เกลียดชังแต่กรรมที่เป็นบาป พิจารณาเห็นกรรมทั้งที่ไม่เสมอ และที่เสมอ (ทั้งผิดทั้งชอบ) ผู้นั้นนักปราชญ์ย่อมประกาศว่า เป็นมุนี หรือแม้ผู้ใดยังหนุ่มแน่นหรือปูนกลาง สำรวมตน ไม่ทำบาป เป็นมุนี มีจิตห่างจากบาป ไม่โกรธง่าย ไม่ว่าร้าย ใครๆ ผู้นั้นนักปราชญ์ย่อมประกาศว่าเป็นมุนี หรือแม้ ผู้ใดอาศัยอาหารที่ผู้อื่นให้เป็นอยู่ ได้ก้อนข้าวแต่ส่วนที่ดี ส่วนปานกลางหรือส่วนที่เหลือ ไม่อาจจะกล่าวชม ทั้งไม่ กล่าวทับถมให้ทายกตกต่ำ ผู้นั้นนักปราชญ์ย่อมประกาศว่า เป็นมุนี หรือแม้ผู้ใดไม่หมกมุ่นอยู่ในรูปแห่งหญิงอะไรๆ ที่กำลังเป็นสาวเป็นผู้รู้เที่ยวไปอยู่ ปราศจากความยินดีใน เมถุน ไม่กำหนัด หลุดพ้นแล้วจากความมัวเมาประมาท ผู้นั้นนักปราชญ์ย่อมประกาศว่าเป็นมุนี หรือแม้ผู้รู้จักโลก เห็นปรมัตถประโยชน์ ข้ามพ้นโอฆะและสมุทร เป็นผู้คงที่ ตัดกิเลสเครื่องร้อยรัดได้ขาดแล้ว อันทิฐิหรือตัณหาอาศัยไม่ ได้แล้ว ไม่มีอาสวะ ผู้นั้นนักปราชญ์ย่อมประกาศว่าเป็นมุนี คนทั้งสองไม่เสมอกัน มีที่อยู่และความเป็นอยู่ไกลกัน คือ คฤหัสถ์เลี้ยงลูกเมีย ส่วนภิกษุไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา มีวัตรงาม คฤหัสถ์ไม่สำรวมเพราะบั่นรอนสัตว์อื่น ภิกษุเป็น มุนี สำรวมเป็นนิตย์ รักษาสัตว์มีชีวิตไว้ นกยูงมีสร้อยคอ เขียว บินไปในอากาศ ยังสู้ความเร็วของหงส์ไม่ได้ในกาล ไหนๆ ฉันใด คฤหัสถ์ทำตามภิกษุผู้เป็นมุนี สงัดเงียบ เพ่งอยู่ในป่าไม่ได้ ฉันนั้น ฯ จบมุนีสูตรที่ ๑๒ จบอุรควรรคที่ ๑ -----------------------------------------------------รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อุรคสูตร ๒. ธนิยสูตร ๓. ขัคควิสาณสูตร ๔. กสิภารทวาช-*สูตร ๕. จุนทสูตร ๖. ปราภวสูตร ๗. วสลสูตร ๘. เมตตสูตร ๙. เหมวตสูตร ๑๐. อาฬวกสูตร ๑๑. วิชยสูตร ๑๒. มุนีสูตร บัณฑิตเรียกว่าอุรควรรค ฯ -----------------------------------------------------