๙. เสทกสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. เสทกสูตร ว่าด้วยธรรมเทศนาที่เสทกนิคม
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมของชาวสุมภะชื่อ เสทกะ แคว้นสุมภะ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว คนจัณฑาลผู้เป็นนักไต่ราว ยกไม้ไผ่ขึ้นตั้งไว้แล้วเรียกศิษย์ชื่อเมทกถาลิกะมาบอกว่า ‘เมทกถาลิกะผู้สหาย เธอจงขึ้นราวไม้ไผ่แล้วยืนบนคอของเราเถิด’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๒๔๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๓. สติปัฏฐานสังยุต] ๒. นาลันทวรรค ๙. เสทกสูตร ภิกษุทั้งหลาย เมทกถาลิกะผู้เป็นศิษย์รับคำของคนจัณฑาลผู้เป็นนักไต่ราว แล้วได้ขึ้นราวไม้ไผ่ ยืนอยู่บนคอของอาจารย์ คนจัณฑาลผู้เป็นนักไต่ราวได้กล่าวว่า‘เมทกถาลิกะผู้สหาย เธอจงรักษาเรา เราก็จักรักษาเธอ เราทั้งสองต่างคุ้มครองรักษากันและกันอย่างนี้ จักแสดงศิลปะ จักได้ลาภ และจักลงจากราวไม้ไผ่โดยความสวัสดี’ ภิกษุทั้งหลาย เมื่ออาจารย์กล่าวอย่างนี้แล้ว เมทกถาลิกะผู้เป็นศิษย์ได้กล่าวว่า ‘ท่านอาจารย์ ก็เรื่องนี้ จักเป็นอย่างนั้นหามิได้ ท่านจงรักษาตน ผมก็จักรักษาตนเราทั้งสองต่างคุ้มครองรักษาตนอย่างนี้ จักแสดงศิลปะ จักได้ลาภ และจักลงจากราวไม้ไผ่โดยความสวัสดี” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสนับสนุนว่า “อุบายในเรื่องนั้นมีอยู่” เหมือนศิษย์ชื่อเมทกถาลิกะได้พูดกับอาจารย์ คือ พระองค์ได้ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงปฏิบัติสติปัฏฐานด้วยคิดว่า ‘จักรักษาตน’พึงปฏิบัติสติปัฏฐานด้วยคิดว่า ‘จักรักษาผู้อื่น’ บุคคลเมื่อรักษาตน ชื่อว่ารักษาผู้อื่น เมื่อรักษาผู้อื่น ก็ชื่อว่ารักษาตน บุคคลเมื่อรักษาตน ชื่อว่ารักษาผู้อื่น เป็นอย่างไร คือ บุคคลเมื่อรักษาตนด้วยการปฏิบัติ ด้วยการเจริญ ด้วยการทำให้มาก ชื่อว่ารักษาผู้อื่น บุคคลเมื่อรักษาตน ชื่อว่ารักษาผู้อื่น เป็นอย่างนี้แล บุคคลเมื่อรักษาผู้อื่น ชื่อว่ารักษาตน เป็นอย่างไร คือ บุคคลเมื่อรักษาผู้อื่นด้วยความอดทน ด้วยความไม่เบียดเบียน ด้วยจิตเมตตา ด้วยความเอ็นดู ชื่อว่ารักษาตน บุคคลเมื่อรักษาผู้อื่น ชื่อว่ารักษาตน เป็นอย่างนี้แล เธอทั้งหลายพึงปฏิบัติสติปัฏฐานด้วยคิดว่า ‘จักรักษาตน’ พึงปฏิบัติ สติปัฏฐานด้วยคิดว่า ‘จักรักษาผู้อื่น’ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อรักษาตน ชื่อว่ารักษาผู้อื่น เมื่อรักษาผู้อื่น ก็ชื่อว่ารักษาตน” เสทกสูตรที่ ๙ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๒๔๒}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เสทกสูตรที่ ๑ ผู้รักษาผู้อื่นชื่อว่ารักษาตน
เอกํ สมยํ ภควา สุมฺเภสุ วิหรติ เสทกํ นาม สุมฺภานํ นิคโม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว จณฺฑาลวํสิโก จณฺฑาลวํสํ อุสฺสาเปตฺวา เมทกถาลิกํ อนฺเตวาสึ อามนฺเตสิ เอหิ ตฺวํ สมฺม เมทกถาลิเก จณฺฑาลวํสํ อภิรูหิตฺวา มม อุปริกฺขนฺเธ ติฏฺฐาหีติ ฯ เอวํ อาจริยาติ โข ภิกฺขเว เมทกถาลิกา อนฺตวาสี จณฺฑาลวํสิกสฺส ปฏิสฺสุตฺวา จณฺฑาลวํสํ อภิรูหิตฺวา อาจริยสฺส อุปริกฺขนฺเธ อฏฺฐาสิ ฯ อถ โข ภิกฺขเว จณฺฑาลวํสิโก เมทกถาลิกํ อนฺเตวาสึ เอตทโวจ ตฺวํ สมฺม เมทกถาลิเก มมํ รกฺข อหํ ตํ รกฺขิสฺสามิ เอวํ มยํ อญฺญมญฺญคุตฺตา อญฺญมญฺญรกฺขิตา สิปฺปานิ เจว ทสฺสิสฺสาม ลาภญฺจ ลจฺฉาม โสตฺถินา จ จณฺฑาลวํสา โอโรหิสฺสามาติ ฯ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมของชาวสุมภะชื่อเสทกะ ในสุมภชนบท ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว คนจัณฑาลผู้เป็นนักไต่ราว ยกไม้ไผ่ขึ้นตั้งไว้แล้ว เรียกศิษย์ชื่อเมทกถาลิกะมาบอกว่าดูกรเมทกถาลิกะผู้เป็นสหาย มาเถิด มาขึ้นไม้ไผ่ แล้วยืนอยู่บนคอของเรา เมทกถาลิกะผู้เป็นศิษย์รับคำของนักไต่ราวแล้ว ขึ้นราวไม้ไผ่ ยืนอยู่บนคอของอาจารย์ ครั้งนั้นแล คนจัณฑาลนักไต่ราวจึงพูดกะเมทกถาลิกะผู้เป็นศิษย์ว่า ดูกรเมทกถาลิกะผู้เป็นสหาย ท่านจงรักษาเรา เราจักรักษาท่านเราทั้งสองต่างคุ้มครองกันและกัน ต่างรักษากันและกันอย่างนี้ จักแสดงศิลปะ จักได้ลาภ และจักลงจากราวไม้ไผ่ได้โดยสวัสดี.
เอวํ วุตฺเต ภิกฺขเว เมทกถาลิกา อนฺเตวาสี จณฺฑาลวํสิกํ เอตทโวจ น โข ปเนตํ อาจริย เอวํ ภวิสฺสติ ตฺวํ อาจริย อตฺตานํ รกฺข อหํ อตฺตานํ รกฺขิสฺสามิ เอวํ มยํ อตฺตคุตฺตา อตฺตรกฺขิตา สิปฺปานิ เจว ทสฺสิสฺสาม ลาภญฺจ ลจฺฉาม โสตฺถินา จ จณฺฑาลวํสา โอโรหิสฺสามาติ ฯ โส ตตฺถ ญาโยติ ภควา อโวจ ยถา เมทกถาลิกา อนฺเตวาสี อาจริยํ อโวจ ฯ อตฺตานํ ภิกฺขเว รกฺขิสฺสามีติ สติปฏฺฐานํ เสวิตพฺพํ ปรํ รกฺขิสฺสามีติ สติปฏฺฐานํ เสวิตพฺพํ ฯ อตฺตานํ ภิกฺขเว รกฺขนฺโต ปรํ รกฺขติ ปรํ รกฺขนฺโต อตฺตานํ รกฺขติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่ออาจารย์กล่าวอย่างนี้แล้ว เมทกถาลิกะผู้เป็นศิษย์ได้กล่าวตอบว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ก็เรื่องนี้จักเป็นอย่างนั้นหามิได้ ท่านจงรักษาตน ผมก็จักรักษาตน เราทั้งสองต่างคุ้มครองตน ต่างรักษาตนอย่างนี้ จักแสดงศิลปะ จักได้ลาภ และจักลงจากไม้ไผ่ได้โดยสวัสดี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เหตุผลในข้อนั้นมีดังนี้ เหมือนศิษย์ชื่อเมทกถาลิกะได้พูดกะอาจารย์ ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอพึงเสพสติปัฏฐานด้วยคิดว่า เราจักรักษาผู้อื่นบุคคลผู้รักษาตน ย่อมชื่อว่ารักษาผู้อื่น บุคคลผู้รักษาผู้อื่น ชื่อว่ารักษาตน.
กถญฺจ ภิกฺขเว อตฺตานํ รกฺขนฺโต ปรํ รกฺขติ ฯ อาเสวนาย ภาวนาย พหุลีกมฺเมน ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว อตฺตานํ รกฺขนฺโต ปรํ รกฺขติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้รักษาตน ย่อมชื่อว่ารักษาผู้อื่น อย่างไร? ที่ชื่อว่ารักษาผู้อื่น ด้วยการซ่องเสพ ด้วยการเจริญ ด้วยการกระทำให้มาก บุคคลผู้รักษาตน ย่อมชื่อว่ารักษาผู้อื่น อย่างนี้แล.
กถญฺจ ภิกฺขเว ปรํ รกฺขนฺโต อตฺตานํ รกฺขติ ฯ ขนฺติยา อวิหึสาย เมตฺตจิตฺตตาย อนุทยตาย ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว ปรํ รกฺขนฺโต อตฺตานํ รกฺขติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้รักษาผู้อื่น ย่อมชื่อว่ารักษาตนอย่างไร ที่ชื่อว่ารักษาตน ด้วยความอดทน ด้วยความไม่เบียดเบียน ด้วยความมีจิตประกอบด้วยเมตตา ด้วยความเอ็นดู บุคคลผู้รักษาผู้อื่น ย่อมชื่อว่ารักษาตน อย่างนี้แล.
อตฺตานํ ภิกฺขเว รกฺขิสฺสามีติ สติปฏฺฐานํ เสวิตพฺพํ ปรํ รกฺขิสฺสามีติ สติปฏฺฐานํ เสวิตพฺพํ ฯ อตฺตานํ ภิกฺขเว รกฺขนฺโต ปรํ รกฺขติ ปรํ รกฺขนฺโต อตฺตานํ รกฺขตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอพึงเสพสติปัฏฐานด้วยคิดว่า เราจักรักษาตน พึงเสพสติปัฏฐานด้วยคิดว่า เราจักรักษาผู้อื่น บุคคลผู้รักษาตน ย่อมชื่อว่ารักษาผู้อื่น บุคคลผู้รักษาผู้อื่นย่อมชื่อว่ารักษาตน. จบ สูตรที่ ๙