๒. มัลลกสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๔. อินทริยสังยุต] ๖. สูกรขตวรรค ๓. เสขสูตร ๒. มัลลกสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่นิคมของชาวมัลละ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมของชาวมัลละชื่ออุรุเวลกัปปะแคว้นมัลละ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย อริยญาณยังไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกเพียงใด อินทรีย์ ๔ ประการ ก็ชื่อว่ายังไม่ตั้งมั่น ไม่หยั่งลงเพียงนั้น แต่เมื่อใด อริยญาณเกิดขึ้นแก่อริยสาวก เมื่อนั้นอินทรีย์ ๔ ประการก็ชื่อว่าย่อมตั้งมั่น ย่อมหยั่งลง ภิกษุทั้งหลาย ยอดของเรือนยอดเขายังไม่ยกขึ้นเพียงใด กลอนทั้งหลายก็ชื่อว่ายังไม่ได้ตั้ง ยังไม่ได้ใส่เพียงนั้น แต่เมื่อใด ยอดของเรือนเขายกขึ้นแล้ว เมื่อนั้นกลอนทั้งหลายก็ชื่อว่าได้ตั้ง ได้ใส่ไว้ แม้ฉันใด อริยญาณก็ฉันนั้นเหมือนกันยังไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกเพียงใด อินทรีย์ ๔ ประการก็ชื่อว่ายังไม่ตั้งมั่น ไม่หยั่งลงเพียงนั้น แต่เมื่อใด อริยญาณเกิดขึ้นแก่อริยสาวก เมื่อนั้น อินทรีย์ ๔ ประการก็ชื่อว่าย่อมตั้งมั่น ย่อมหยั่งลง อินทรีย์ ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สัทธินทรีย์ ๒. วิริยินทรีย์ ๓. สตินทรีย์ ๔. สมาธินทรีย์ ภิกษุทั้งหลาย สัทธาที่เป็นไปตามปัญญา วิริยะที่เป็นไปตามปัญญา สติที่เป็นไปตามปัญญา สมาธิที่เป็นไปตามปัญญาของอริยสาวกผู้มีปัญญา ย่อมตั้งมั่น”มัลลกสูตรที่ ๒ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค มัลลกสูตร ว่าด้วยอินทรีย์ ๔
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา มลฺลเกสุ วิหรติ อุรุเวลกปฺปํ นาม มลฺลกานํ นิคโม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมของชาวมัลละ ชื่ออุรุเวลกัปปะ ในแคว้นมัลละ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า
ยาวกีวญฺจ ภิกฺขเว อริยสาวกสฺส อริยญาณํ น อุปฺปนฺนํ โหติ เนว ตาว จตุนฺนํ อินฺทฺริยานํ สณฺฐิติ โหติ เนว ตาว จตุนฺนํ อินฺทฺริยานํ อวฏฺฐิติ โหติ ฯ ยโต จ โข ภิกฺขเว อริยสาวกสฺส อริยญาณํ อุปฺปนฺนํ โหติ อถ จตุนฺนํ อินฺทฺริยานํ สณฺฐิติ โหติ อถ จตุนฺนํ อินฺทฺริยานํ อวฏฺฐิติ โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อริยญาณยังไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกเพียงใด อินทรีย์ ๔ก็ยังไม่ตั้งลงมั่นเพียงนั้น เมื่อใดอริยญาณเกิดขึ้นแล้วแก่อริยสาวก เมื่อนั้น อินทรีย์ ๔ ก็ตั้งลงมั่น.
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ยาวกีวญฺจ กูฏาคารสฺส กูฏํ น อุสฺสิตํ โหติ เนว ตาว โคปานสีนํ สณฺฐิติ โหติ เนว ตาว โคปานสีนํ อวฏฺฐิติ โหติ ฯ ยโต จ โข ภิกฺขเว กูฏาคารสฺส กูฏํ อุสฺสิตํ โหติ อถ โข โคปานสีนํ สณฺฐิติ โหติ อถ โข โคปานสีนํ อวฏฺฐิติ โหติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว ยาวกีวญฺจ อริยสาวกสฺส อริยญาณํ น อุปฺปนฺนํ โหติ เนว ตาว จตุนฺนํ อินฺทฺริยานํ สณฺฐิติ โหติ เนว ตาว จตุนฺนํ อินฺทฺริยานํ อวฏฺฐิติ โหติ ฯ ยโต จ โข ภิกฺขเว อริยสาวกสฺส อริยญาณํ อุปฺปนฺนํ โหติ อถ จตุนฺนํ อินฺทฺริยานํ ฯเปฯ อวฏฺฐิติ โหติ ฯ กตเมสํ จตุนฺนํ ฯ สทฺธินฺทฺริยสฺส วิริยินฺทฺริยสฺส สตินฺทฺริยสฺส สมาธินฺทฺริยสฺส ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเรือนยอด เมื่อเขายังไม่ได้ยกยอดขึ้นเพียงใด กลอนเรือนก็ยังไม่ชื่อว่า ตั้งอยู่มั่นคง เพียงนั้น เมื่อใด เขายกยอดขึ้นแล้ว เมื่อนั้นกลอนเรือนจึงเรียกว่า ตั้งอยู่มั่นคง ฉันใด อริยญาณ ยังไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกเพียงใด อินทรีย์๔ ก็ยังไม่ตั้งลงมั่นเพียงนั้น เมื่อใด อริยญาณเกิดขึ้นแล้วแก่อริยสาวก เมื่อนั้น อินทรีย์ ๔ก็ตั้งลงมั่น ฉันนั้นเหมือนกัน อินทรีย์ ๔ เป็นไฉน? คือ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑สมาธินทรีย์ ๑.
ปญฺญวโต ภิกฺขเว อริยสาวกสฺส ตทนฺวยา สทฺธา สณฺฐาติ ตทนฺวยํ วิริยํ สณฺฐาติ ตทนฺวยา สติ สณฺฐาติ ตทนฺวโย สมาธิ สณฺฐาตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ อันไปตามปัญญาของอริยสาวกผู้มีปัญญา ย่อมตั้งมั่น. จบ สูตรที่ ๒