ชัปปสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต ชัปปสูตร
๕๘ อถโข วจฺฉโคตฺโต ปริพฺพาชโก เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข วจฺฉโคตฺโต ปริพฺพาชโก ภควนฺตํ เอตทโวจ สุตมฺเมตํ โภ โคตม สมโณ โคตโม เอวมาห มยฺหเมว ทานํ ทาตพฺพํ นาญฺเญสํ ทานํ ทาตพฺพํ มยฺหเมว สาวกานํ ทานํ ทาตพฺพํ นาญฺเญสํ สาวกานํ ทานํ ทาตพฺพํ มยฺหเมว ทินฺนํ มหปฺผลํ นาญฺเญสํ ทินฺนํ มหปฺผลํ มยฺหเมว สาวกานํ ทินฺนํ มหปฺผลํ นาญฺเญสํ สาวกานํ ทินฺนํ มหปฺผลนฺติ เย เต โภ โคตม เอวมาหํสุ สมโณ โคตโม เอวมาห มยฺหเมว ทานํ ทาตพฺพํ นาญฺเญสํ ทานํ ทาตพฺพํ มยฺหเมว สาวกานํ ทานํ ทาตพฺพํ นาญฺเญสํ สาวกานํ ทานํ ทาตพฺพํ มยฺหเมว ทินฺนํ มหปฺผลํ นาญฺเญสํ ทินฺนํ มหปฺผลํ มยฺหเมว สาวกานํ ทินฺนํ มหปฺผลํ นาญฺเญสํ สาวกานํ ทินฺนํ มหปฺผลนฺติ กจฺจิ เต โภโต โคตมสฺส วุตฺตวาทิโน น จ ภวนฺตํ โคตมํ อภูเตน อพฺภาจิกฺขนฺติ ธมฺมสฺส จานุธมฺมํ พฺยากโรนฺติ น จ โกจิ สหธมฺมิโก วาทานุปาโต คารยฺหํ ฐานํ อาคจฺฉติ อนพฺภกฺขาตุกามา หิ มยํ ภวนฺตํ โคตมนฺติ ฯ {๔๙๗.๑} เย เต วจฺฉ เอวมาหํสุ สมโณ โคตโม เอวมาห มยฺหเมว ทานํ ทาตพฺพํ ฯเปฯ นาญฺเญสํ สาวกานํ ทินฺนํ มหปฺผลนฺติ น เม เต วุตฺตวาทิโน อพฺภาจิกฺขนฺติ จ ปน มํ เต อสตา อภูเตน โย โข วจฺฉ ปรํ ทานํ ททนฺตํ วาเรติ โส ติณฺณํ อนุตรายกโร โหติ ติณฺณํ ปาริปนฺถิโก กตเมสํ ติณฺณํ ทายกสุส ปุญฺญนฺตรายกโร โหติ ปฏิคฺคาหกานํ ลาภนฺตรายกโร โหติ ปุพฺเพว โข ปนสฺส อตฺตา ขโต จ โหติ อุปหโต จ โย โข วจฺฉ ปรํ ทานํ ททนฺตํ วาเรติ โส อิเมสํ ติณฺณํ อนฺตรายกโร โหติ ติณฺณํ ปาริปนฺถิโก ฯ {๔๙๗.๒} อหํ โข ปน วจฺฉ เอวํ วทามิ เยปิ เต จนฺทนิกาย วา โอลิคฺคลฺเล วา ปาณา ตตฺรปิ โย ถาลิโธวนํ วา สราวโธวนํ วา ฉฑฺเฑติ เย ตตฺถ ปาณา เต เตน ยาเปนฺตูติ ตโตนิทานํ อหํ วจฺฉ ปุญฺญสฺส อาคมํ วทามิ โก ปน วาโท มนุสฺสภูเต ฯ อปิจาหํ วจฺฉ สีลวโต ทินฺนํ มหปฺผลํ วทามิ โน ตถา ทุสฺสีเล โส จ โหติ ปญฺจงฺควิปฺปหีโน ปญฺจงฺคสมนฺนาคโต กตมานิ ปญฺจงฺคานิ ปหีนานิ โหนฺติ กามจฺฉนฺโท ปหีโน โหติ พฺยาปาโท ปหีโน โหติ ถีนมิทฺธํ ปหีนํ โหติ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ ปหีนํ โหติ วิจิกิจฺฉา ปหีนา โหติ อิมานิ ปญฺจงฺคานิ ปหีนานิ โหนฺติ กตเมหิ ปญฺจงฺเคหิ สมนฺนาคโต โหติ อเสเขน สีลกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ อเสเขน สมาธิกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ อเสเขน ปญฺญากฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ อเสเขน วิมุตฺติกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ อเสเขน วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ อิเมหิ ปจฺจงฺเคหิ สมนฺนาคโต โหติ อิติ ปญฺจงฺควิปฺปหีเน ปญฺจงฺคสมนฺนาคเต ทินฺนํ มหปฺผลนฺติ วทามีติ ฯ อิติ กณฺหาสุ เสตาสุ โรหิณีสุ หรีสุ วา กมฺมาสาสุ สรูปาสุ โคสุ ปาเรวตาสุ วา ยาสุกาสุจิ เอตาสุ ทนฺโต ชายติ ปุงฺคโว โธรโยฺห พลสมฺปนฺโน กลฺยาณชวนิกฺกโม ตเมว ภาเร ยุญฺชนฺติ นาสฺส วณฺณํ ปริกฺขเร เอวเมว มนุสฺเสสุ ยสฺมึกสฺมิญฺจิ ชาติยํ ขตฺติเย พฺราหฺมเณ เวสฺเส สุทฺเท จณฺฑาลปุกฺกุเส ยาสุกาสุจิ เอตาสุ ทนฺโต ชายติ สุพฺพโต ธมฺมฏฺโฐ สีลสมฺปนฺโน สจฺจวาที หิรีมโน ปหีนชาติมรโณ พฺรหฺมจริยสฺส เกวลี ปนฺนภาโร วิสํยุตฺโต กตกิจฺโจ อนาสโว ปารคู สพฺพธมฺมานํ อนุปาทาย นิพฺพุโต ตสฺมึ เว วิรเช เขตฺเต วิปุลา โหติ ทกฺขิณา ฯ พาลา จ อวิชานนฺตา ทุมฺเมธา อสฺสุตาวิโน พหิทฺธา ททนฺติ ทานานิ นหิ สนฺเต อุปาสเร ฯ เย จ สนฺเต อุปาเสนฺติ สปฺปญฺเญ ธีรสมฺมเต สทฺธา จ เนสํ สุคเต มูลชาตา ปติฏฺฐิตา เทวโลกญฺจ เต ยนฺติ กุเล วา อิธ ชายเร อนุปุพฺเพน นิพฺพานํ อธิคจฺฉนฺติ ปณฺฑิตาติ ฯ
ครั้งนั้นแล ปริพาชกผู้วัจฉโคตรได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึง ที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า พระสมณโคดมตรัสว่า พึงให้ทานแก่เราคนเดียว ไม่ควรให้แก่คนอื่นๆ พึงให้แก่สาวกของเรานี้แหละ ไม่ควรให้ทานแก่สาวกของคนอื่นๆ ทานที่ให้แก่เราเท่านั้นมีผลมาก ที่ให้แก่คนอื่นๆ หามีผลมากไม่ ทานที่ให้แก่สาวกของเราเท่านั้น มีผลมาก ที่ให้แก่สาวกของคนอื่นๆ หามีผลมากไม่ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ชนเหล่าใดได้กล่าวไว้เช่นนี้พระสมณโคดมตรัสว่า พึงให้ทานแก่เราคนเดียว ไม่ควรให้แก่คนอื่นๆ พึงให้ทานแก่สาวกของเรานี่แหละ ไม่ควรให้แก่สาวกของคนอื่น ทานที่ให้แก่เราเท่านั้นมีผลมาก ที่ให้แก่คนอื่นหามีผลมากไม่ ทานที่ให้แก่สาวกของเราเท่านั้นมีผลมาก ที่ให้แก่สาวกของคนอื่นหามีผลไม่ ดังนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่าพูดตามที่ท่านพระโคดมตรัส ไม่พูดตู่ท่านพระโคดมด้วยคำไม่เป็นจริง และชื่อว่าพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม อนึ่ง การคล้อยตามคำพูดที่ชอบธรรมไรๆ ย่อมไม่มาถึงฐานะที่น่าติเตียนแหละหรือ เพราะข้าพระองค์ไม่ประสงค์ที่จะพูดตู่ท่านพระโคดมพระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรวัจฉะ ผู้ใดพูดว่า พระสมณโคดมตรัสว่า พึงให้ทานแก่เราคนเดียว ฯลฯ ทานที่ให้แก่สาวกของคนอื่นๆ หามีผลมากไม่ ดังนี้ผู้นั้นชื่อว่าไม่พูดตามที่เราพูด ทั้งกล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่ดี ไม่เป็นจริง ดูกรวัจฉะผู้ใดแลห้ามผู้อื่นซึ่งให้ทานอยู่ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมกระทำอันตรายแก่วัตถุ ๓ อย่างเป็นโจรดักปล้นวัตถุ ๓ อย่าง วัตถุ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ ย่อมทำอันตรายแก่บุญของทายก ๑ ย่อมทำอันตรายแก่ลาภของปฏิคาหก ๑ ตนของบุคคลนั้น ย่อมเป็นอันถูกกำจัดและถูกทำลายก่อนทีเดียวแล ๑ ดูกรวัจฉะ ผู้ใดแลห้ามผู้อื่นซึ่งให้ทานอยู่ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมทำอันตรายแก่วัตถุ ๓ อย่าง เป็นโจรดักปล้นวัตถุ ๓ อย่างนี้ดูกรวัจฉะ ก็เราพูดเช่นนี้ว่า ผู้ใดสาดน้ำล้างภาชนะ หรือน้ำล้างขันไป แม้ที่สัตว์ซึ่งอาศัยอยู่ที่บ่อน้ำครำ หรือที่บ่อโสโครกข้างประตูบ้านด้วยตั้งใจว่าสัตว์ที่อาศัยอยู่ในที่นั้นจงยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยสิ่งนั้นเถิด ดังนี้ ดูกรวัจฉะเรากล่าวกรรมซึ่งมีการสาดน้ำล้างภาชนะนั้นเป็นเหตุว่า เป็นที่มาแห่งบุญ จะป่วยกล่าวไปไยถึงในสัตว์มนุษย์เล่า ดูกรวัจฉะ อีกประการหนึ่ง เราย่อมกล่าวว่า ทานที่ให้แก่ท่านผู้มีศีลมีผลมาก ที่ให้ในคนทุศีล หาเหมือน เช่นนั้นไม่ ทั้งท่านผู้มีศีลนั้นเป็นผู้ละองค์ ๕ ได้แล้ว ประกอบด้วยองค์ ๕ละองค์ ๕ เหล่าไหนได้ คือ ละกามฉันทะ ๑ พยาบาท ๑ ถีนมิทธะ ๑อุทธัจจกุกกุจจะ ๑ วิจิกิจฉา ๑ ท่านผู้มีศีลละองค์ ๕ นี้ได้แล้ว ประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นไฉน คือ ประกอบด้วยศีลขันธ์ที่เป็นของพระอเสขะ ๑ ประกอบด้วยสมาธิขันธ์ที่เป็นของพระอเสขะ ๑ ประกอบด้วยปัญญาขันธ์ที่เป็นของพระอเสขะ ๑ ประกอบด้วยวิมุตติขันธ์ที่เป็นของพระอเสขะ ๑ ประกอบด้วยวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ที่เป็นของพระอเสขะ ๑ ท่านผู้มีศีลประกอบด้วยองค์ ๕ นี้เรากล่าวว่า ทานที่ให้ในท่านที่ละองค์ ๕ ได้ ประกอบด้วยองค์ ๕ ดังกล่าวมามีผลมาก ฯ โคอุสุภะที่เขาฝึกแล้ว นำธุระไป สมบูรณ์ด้วยกำลัง ประ กอบด้วยเชาว์อันดี จะเกิดในสีสรรชนิดใดๆ คือ สีดำ สีขาว สีแดง สีเขียว สีด่าง สีตามธรรมชาติของตน สีเหมือนโคธรรมดา หรือสีเหมือนนกพิราบก็ดี ชนทั้งหลาย ย่อมเทียมมันเข้าในแอก ไม่ต้องใฝ่คำนึงถึงสีสรรของมัน ฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ผู้ที่ฝึกตนดีแล้ว มีวัตรเรียบร้อย ตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล พูดแต่ คำสัตย์ มีใจประกอบด้วยหิริ ละชาติ และมรณะได้ มี พรหมจรรย์บริบูรณ์ ปลงภาระลงแล้ว พ้นกิเลส ทำกิจเสร็จ แล้ว หมดอาสวะ รู้จบธรรมทุกอย่าง ดับสนิทแล้วเพราะ ไม่ถือมั่น ย่อมจะเกิดได้ในสัญชาติอย่างใดอย่างหนึ่ง ใน บรรดาสัญชาติเหล่านี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คน จัณฑาลและคนเทขยะมูลฝอย ในเขตที่ปราศจากธุลีนั้นแล ทักษิณาย่อมมีผลมาก ส่วนคนพาล ไม่รู้แจ้ง ทรามปัญญา มิได้สดับตรับฟัง ย่อมพากันให้ทานในภายนอก ไม่เข้าไปหา สัตบุรุษ ก็ศรัทธาของผู้ที่เข้าไปหาสัตบุรุษ ผู้มีปัญญา ยกย่องกันว่าเป็นปราชญ์ หยั่งรากลงตั้งมั่นในพระสุคต และ เขาเหล่านั้นย่อมพากันไปเทวโลก หรือมิฉะนั้นก็เกิดในสกุล ในโลกนี้ บัณฑิตย่อมบรรลุนิพพานได้โดยลำดับ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. วัจฉโคตตสูตร ว่าด้วยปริพาชกชื่อว่าวัจฉโคตร
ครั้งนั้น วัจฉโคตรปริพาชกเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจพอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วนั่ง ณ ที่สมควรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๒๒๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๑. พราหมณวรรค ๗. วัจฉโคตตสูตร ข้าแต่ท่านพระโคดม ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้ว พระสมณโคดมตรัสอย่างนี้ว่า“พึงให้ทานแก่เราเท่านั้น ไม่พึงให้ทานแก่ชนเหล่าอื่น พึงให้ทานแก่สาวกของเราเท่านั้น ไม่พึงให้ทานแก่สาวกของชนเหล่าอื่น ทานที่ให้แก่เราเท่านั้นจึงมีผลมากทานที่ให้แก่ชนเหล่าอื่นไม่มีผลมาก ทานที่ให้แก่สาวกของเราเท่านั้นจึงมีผลมากทานที่ให้แก่สาวกของชนเหล่าอื่นไม่มีผลมาก” ข้าแต่ท่านพระโคดม ชนเหล่าใดกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมตรัสอย่างนี้ว่า “พึงให้ทานแก่เราเท่านั้น ไม่พึงให้ทานแก่ชนเหล่าอื่น พึงให้ทานแก่สาวกของเราเท่านั้น ไม่พึงให้ทานแก่สาวกของชนเหล่าอื่น ทานที่ให้แก่เราเท่านั้นจึงมีผลมาก ทานที่ให้แก่ชนเหล่าอื่นไม่มีผลมากทานที่ให้แก่สาวกของเราเท่านั้นจึงมีผลมาก ทานที่ให้แก่สาวกของชนเหล่าอื่นไม่มีผลมาก” ชนเหล่านั้นชื่อว่าพูดตามที่ท่านพระโคดมตรัส ไม่กล่าวตู่ท่านพระโคดมด้วยคำที่ไม่จริง และชื่อว่ากล่าวธรรมตามสมควรแก่ธรรม ก็การคล้อยตามคำพูดที่ชอบธรรมบางอย่าง ย่อมไม่ถึงฐานะที่น่าติเตียนบ้างหรือ เพราะข้าพเจ้าทั้งหลายไม่ประสงค์จะกล่าวตู่ท่านพระโคดม พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า วัจฉะ ชนเหล่าใดกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมตรัสอย่างนี้ว่า พึงให้ทานแก่เราเท่านั้น ฯลฯ ทานที่ให้แก่สาวกของชนเหล่าอื่นไม่มีผลมาก ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่พูดตามที่เราพูด และชนเหล่านั้นชื่อว่ากล่าวตู่เราด้วยคำที่ไม่ดี ไม่เป็นจริง วัจฉะ ผู้ใดห้ามบุคคลอื่นที่ให้ทานอยู่ ผู้นั้นชื่อว่าทำอันตรายแก่วัตถุ ๓ อย่าง เป็นโจรดักปล้นวัตถุ ๓ อย่าง วัตถุ ๓ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. ทำอันตรายแก่บุญของทายก(ผู้ให้) ๒. ทำอันตรายแก่ลาภของปฏิคาหก(ผู้รับ) ๓. ในเบื้องต้น ตัวเขาเองย่อมถูกกำจัดและถูกทำลาย วัจฉะ ผู้ใดห้ามบุคคลอื่นที่ให้ทานอยู่ ผู้นั้นชื่อว่าทำอันตรายแก่วัตถุ ๓ อย่างเป็นโจรดักปล้นวัตถุ ๓ อย่าง แต่เราเองกล่าวอย่างนี้ว่า ผู้ใดเทน้ำล้างภาชนะหรือน้ำล้างขันลงที่หมู่สัตว์ซึ่งอาศัยอยู่ที่บ่อน้ำครำหรือที่บ่อโสโครกด้วยตั้งใจว่า หมู่สัตว์ที่อาศัยอยู่ในที่นั้นจงเลี้ยงชีพด้วยน้ำล้างภาชนะเป็นต้นนั้น เรากล่าวกรรมที่มีการเทน้ำล้างภาชนะเป็นต้นเหตุว่าเป็นที่มาแห่งบุญ ไม่จำเป็นต้องพูดถึงในหมู่มนุษย์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๒๒๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๑. พราหมณวรรค ๗. วัจฉโคตตสูตร อีกประการหนึ่ง เรากล่าวถึงทานที่ให้แก่ผู้มีศีลว่า มีผลมาก ทานที่ให้แก่ผู้ทุศีลย่อมไม่เป็นอย่างนั้น เพราะท่านผู้มีศีลนั้นเป็นผู้ละองค์ ๕ ประกอบด้วยองค์ ๕ ท่านผู้มีศีลนั้นละองค์ ๕ อะไรบ้าง คือ ๑. กามฉันทะ (ความพอใจในกาม) ๒. พยาบาท (ความคิดร้าย) ๓. ถีนมิทธะ (ความหดหู่และเซื่องซึม) ๔. อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ) ๕. วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) ท่านผู้มีศีลละองค์ ๕ นี้ ท่านผู้มีศีลประกอบด้วยองค์ ๕ อะไรบ้าง คือ ๑. สีลขันธ์(กองศีล)ที่เป็นอเสขะ ๒. สมาธิขันธ์(กองสมาธิ)ที่เป็นอเสขะ ๓. ปัญญาขันธ์(กองปัญญา)ที่เป็นอเสขะ ๔. วิมุตติขันธ์(กองวิมุตติ)ที่เป็นอเสขะ ๕. วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ (กองวิมุตติญาณทัสสนะ)ที่เป็นอเสขะ ท่านผู้มีศีลประกอบด้วยองค์ ๕ นี้ เรากล่าวว่า ทานที่ให้ในท่านผู้มีศีลที่ละองค์ ๕ ประกอบด้วยองค์ ๕ ย่อมมีผลมากด้วยประการฉะนี้ โคผู้ที่ฝึกแล้วเป็นโคใช้งานที่สมบูรณ์ด้วยกำลัง มีเชาว์ดี และเป็นสัตว์ที่ซื่อตรง จะเกิดในสีสันใดๆ คือ สีดำ สีขาว สีแดง สีเขียว สีด่าง สีตามธรรมชาติของตน @เชิงอรรถ : @ อเสขะ ในที่นี้หมายถึงธรรมระดับโลกุตตระของพระอเสขะ (องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๒/๓๒๐)@ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ หมายถึงปัจจเวกขณญาณที่จัดเป็นโลกิยะ ส่วนสีลขันธ์เป็นต้นนอกนี้จัดเป็น@โลกุตตระ (องฺ.ติก.อ. ๒/๕๘/๑๖๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๒๒๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๑. พราหมณวรรค ๗. วัจฉโคตตสูตร สีเหมือนโคธรรมดา หรือสีเหมือนนกพิราบก็ตาม ชนทั้งหลายเทียมมันเข้าในแอก ไม่คำนึงถึงสีสันของมัน ฉันใด ผู้ที่ฝึกตนดีแล้ว มีความประพฤติดีงาม ตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล พูดแต่คำสัตย์ มีใจประกอบด้วยหิริ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จะเกิดในหมู่มนุษย์ชาติใดๆ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คนจัณฑาล และคนเทขยะก็ตาม ก็ละความเกิดและความตายได้ มีพรหมจรรย์บริบูรณ์ ปลงภาระได้แล้ว ไม่ประกอบด้วยกิเลส ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ รู้จบธรรมทุกอย่าง ดับสนิทเพราะไม่ถือมั่น ในเขตที่ปราศจากธุลี เช่นนั้นแล ทักษิณาย่อมมีผลมาก คนพาลไม่รู้แจ้ง ไม่มีปัญญา ไม่ได้สดับรับฟัง ย่อมให้ทานภายนอก ไม่เข้าไปหาสัตบุรุษ ส่วนเหล่าชนผู้มีศรัทธาหยั่งลงตั้งมั่นในพระสุคต ย่อมเข้าไปหาสัตบุรุษผู้มีปัญญา ที่เขายกย่องกันว่าเป็นนักปราชญ์ ท่านเหล่านั้นผู้เป็นบัณฑิต ย่อมไปสู่เทวโลก หรือไม่ก็เกิดในตระกูลดีในโลกนี้ และบรรลุนิพพานได้โดยลำดับ วัจฉโคตตสูตรที่ ๗ จบ @เชิงอรรถ : @ ธรรมทุกอย่าง ในที่นี้หมายถึงขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ (องฺ.ติก.อ. ๒/๕๘/๑๖๑)@ ปราศจากธุลี หมายถึงไม่มีธุลี คือราคะ โทสะ และโมหะ (องฺ.ติก.อ. ๒/๕๘/๑๖๑)@ ไม่รู้แจ้ง ในที่นี้หมายถึงไม่รู้จักนาบุญหรือเขตบุญ (องฺ.ติก.อ. ๒/๕๘/๑๖๑)@ ภายนอก ในที่นี้หมายถึงนอกพุทธศาสนา (องฺ.ติก.อ. ๒/๕๘/๑๖๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๒๒๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาชัปปสูตรที่ ๗
พึงทราบวินิจฉัยในชัปปสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มหปฺผลํ แปลว่า มีผลมาก.
ในบทว่า ธมฺมสฺส จ อนุธมฺมํ พฺยากโรนฺติ นี้ พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้
ถ้อยคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว ชื่อว่าพระธรรม. การตรัสทบทวนซึ่งข้อความที่ตรัสแล้ว ชื่อว่าอนุธรรม.
บทว่า สหธมฺมิโก ได้แก่ พร้อมด้วยการณ์ พร้อมด้วยเหตุ. การถือตาม คือการคล้อยตาม. อธิบายว่า การประพฤติตามถ้อยคำ ชื่อว่าวาทานุปาตะ.
บทว่า คารยฺหํ ฐานํ ได้แก่เหตุที่ควรตำหนิ. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า การคล้อยตามถ้อยคำที่มีเหตุผลอันพระโคดมผู้เจริญตรัสไว้แล้ว ไม่น่าจะถึงเหตุที่ควรตำหนิไรๆ เลย.
อีกอย่างหนึ่ง พราหมณ์ถามว่า การคล้อยตามพฤติการณ์ของวาทะที่มีเหตุ ซึ่งคนเหล่านั้นกล่าวแล้ว จะถึงเหตุที่น่าตำหนิอะไรๆ ไหม.
บทว่า อนฺตรายกโร โหติ ความว่า กระทำอันตราย คือความพินาศ คือให้ได้รับความลำบาก ได้แก่ให้เกิดความเดือดร้อน.
บทว่า ปาริปนฺถิโก ได้แก่ โจรที่ดักจี้ปล้นคนเดินทาง.
บทว่า ขโต จ โหติ ได้แก่ ถูกขุด โดยขุดความดีทิ้งไป.
บทว่า อุปหโต ได้แก่ ถูกขจัดโดยการทำลายคุณงามความดี.
บทว่า จนฺทนิกาย ได้แก่ ในบ่อน้ำโคลนที่ไม่สะอาด.
บทว่า โอฬิคลฺเล ได้แก่ (ท่อ) ที่ยังไม่ได้ล้างโคลน.
บทว่า โส จ ได้แก่ พระขีณาสพที่ท่านกล่าวไว้ว่า ท่านผู้มีศีลนั้น.
บทว่า สีลกฺขนฺเธน แปลว่า ด้วยกองศีล.
แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
ก็ปัจจเวกขณญาณ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่าวิมุตติญาณทัสสนะ ในคำว่า วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺเธน นี้. ปัจจเวกขณญาณนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าอเสขะ เพราะเป็นไปแล้วแก่พระอเสขะ. ญาณนอกนี้ แม้ตัวเองก็เป็นอเสกขะอยู่แล้ว เพราะบรรลุแล้วในที่สุดแห่งสิกขา. อีกทั้งญาณเหล่านั้นก็เป็นโลกุตระ ปัจจเวกขณญาณเป็นโลกิยะ.
บทว่า โรหิณึสุ ได้แก่ มีสีแดง.
บทว่า สรูปาสุ ได้แก่ มีสีเสมอด้วยลูกโคของตน.
บทว่า ปเรวตาสุ ได้แก่ มีสีเหมือนนกพิราบ.
บทว่า ทนฺโต ได้แก่ หมดพยศแล้ว. โคตัวผู้ ชื่อว่า ปุงฺคโว.
บทว่า โธรยฺโห ได้แก่ โคใช้งาน.
บทว่า กลฺยาณชวนิกฺกโม ได้แก่ ประกอบด้วยเชาว์ไวไหวพริบดี คือซื่อตรง.
บทว่า นาสฺส วณฺณํ ปริกฺขเร ความว่า ไม่สนใจถึงสีร่างกายของโคนั้น แต่สนใจเฉพาะงาน คือการประกอบธุระของมันเท่านั้น.
บทว่า ยสฺมึ กิสฺมิญฺจิ ชาติเย ความว่า เกิดแล้วในตระกูลใดๆ
บทว่า ยาสุ กาสุจิปิ เอตาสุ ได้แก่ ในกำเนิดอย่างใดอย่างหนึ่ง แยกประเภทเป็นกษัตริย์เป็นต้นเหล่านี้.
บทว่า พฺรหฺมจริยสฺส เกวลี ความว่า ประกอบด้วยการอยู่จบพรหมจรรย์.
อธิบายว่า ประกอบด้วยความเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยพรหมจรรย์. เพราะว่า พระขีณาสพ ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำนี้ไว้.
บทว่า ปนฺนภาโร ได้แก่ วางภาระแล้ว. อธิบายว่า วางภาระคือขันธ์ ภาระคือกิเลส และภาระคือกามคุณลงได้แล้ว.
บทว่า กตกิจฺโจ คือ กระทำกิจด้วยมรรคทั้ง ๔ เสร็จแล้ว.
บทว่า ปารคู สพฺพธมฺมานํ ความว่า เบญจขันธ์ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ ตรัสเรียกว่าสรรพธรรม.
ชื่อว่าปารคู เพราะถึงฝั่ง ๖ อย่าง คือ ฝั่งคืออภิญญา ๑ ฝั่งคือปหานะ ๑ ฝั่งคือฌาน ๑ ฝั่งคือภาวนา ๑ ฝั่งคือสัจฉิกิริยา ๑ ฝั่งคือสมาบัติ ๑ แห่งสรรพธรรมนั้น.
ปารคู สพฺพธมฺมานนฺติ สพฺพธมฺมา วุจฺจนฺติ ปญฺจกฺขนฺธา ทฺวาทสายตนานิ อฏฺฐารส ธาตุโย เตสํ สพฺพธมฺมาน อภิญฺญาปารํ ปริญฺญาปารํ ปหานปารํ ภาวนาปารํ สจฺฉิกิริยาปารํ สมาปตฺติปารญฺจาติ ฉพฺพิธํ ปารํ คตตฺตา ปารคู ฯ
บทว่า อนุปาทาย ได้แก่ ไม่ยึดถือ.
บทว่า นิพฺพุโต ได้แก่ เว้นจากความเร่าร้อนเพราะกิเลส.
บทว่า วิรเช ได้แก่ เว้นจากธุลี คือราคะโทสะและโมหะ.
บทว่า อวิชานนฺตา ได้แก่ ไม่รู้จักบุญเขต.
บทว่า ทุมฺเมธา ได้แก่ ไม่มีปัญญา.
บทว่า อสฺสุตาวิโน ได้แก่ เว้นจากการได้ยินข้อวินิจฉัยเกี่ยวกับบุญเขต.
บทว่า พหิทฺธา ได้แก่ ภายนอกจากพระศาสนานี้.
บทว่า น หิ สนฺเต อุปาสเร ความว่า ไม่เข้าไปหาพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระขีณาสพทั้งหลาย ผู้เป็นบุรุษสูงสุด.
บทว่า ธีรสมฺมเต ได้แก่ บัณฑิตยกย่องแล้ว ชมเชยแล้ว.
ด้วยบทว่า มูลชาตา ปติฏฺฐิตา นี้ ทรงแสดงถึงศรัทธาของพระโสดาบัน.
บทว่า กุเล วา อิธ ชายเร ความว่า หรือเกิดในตระกูลกษัตริย์ ตระกูลพราหมณ์ ตระกูลแพศย์ ในมนุษย์โลกนี้. บุคคลนี้นี่แหละชื่อว่ามีกุลสมบัติ ๓ ประการ.
บทว่า อนุปุพฺเพน นิพฺพานํ อธิคจฺฉนฺติ ความว่า บำเพ็ญคุณธรรมเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญาให้สมบูรณ์แล้วบรรลุพระนิพพาน ตามลำดับฉะนี้แล.
จบอรรถกถาชัปปสูตรที่ ๗ -----------------------------------------------------