อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๓๔๓

พาลวรรค

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๔๓–๓๖๒20 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต

ข้อ ๓๔๓

๙๗ เทฺวเม ภิกฺขเว พาลา กตเม เทฺว โย จ อนาคตํ ภารํ วหติ โย จ อาคตํ ภารํ น วหติ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว พาลาติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ คนที่นำเอาภาระที่ยังไม่มาถึงไป ๑ คนที่ไม่นำเอาภาระที่มาถึงไป ๑ ดูกรภิกษุ-*ทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้แล ฯ

ข้อ ๓๔๔

๙๘ เทฺวเม ภิกฺขเว ปณฺฑิตา กตเม เทฺว โย จ อาคตํ ภารํ วหติ โย จ อนาคตํ ภารํ น วหติ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ปณฺฑิตาติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ คนที่นำภาระที่มาถึงไป ๑ คนที่ไม่นำเอาภาระที่ยังไม่มาถึงไป ๑ ดูกรภิกษุ-*ทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล ฯ

ข้อ ๓๔๕

๙๙ เทฺวเม ภิกฺขเว พาลา กตเม เทฺว โย จ อกปฺปิเย กปฺปิยสญฺญี โย จ กปฺปิเย อกปฺปิยสญฺญี อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว พาลาติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือคนที่เข้าใจว่าควรในของที่ไม่ควร ๑ คนที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ควร ๑ ดูกร-*ภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้แล ฯ

ข้อ ๓๔๖

๑๐๐ เทฺวเม ภิกฺขเว ปณฺฑิตา กตเม เทฺว โย จ อกปฺปิเย อกปฺปิยสญฺญี โย จ กปฺปิเย กปฺปิยสญฺญี อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ปณฺฑิตาติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ คนที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ไม่ควร ๑ คนที่เข้าใจว่าควรในของที่ควร ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล ฯ

ข้อ ๓๔๗

๑๐๑ เทฺวเม ภิกฺขเว พาลา กตเม เทฺว โย จ อนาปตฺติยา อาปตฺติสญฺญี โย จ อาปตฺติยา อนาปตฺติสญฺญี อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว พาลาติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวก เป็นไฉน คือ คนที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ ๑ คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้แล ฯ

ข้อ ๓๔๘

๑๐๒ เทฺวเม ภิกฺขเว ปณฺฑิตา กตเม เทฺว โย จ อนาปตฺติยา อนาปตฺติสญฺญี โย จ อาปตฺติยา อาปตฺติสญฺญี อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ปณฺฑิตาติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ ๑ คนที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล ฯ

ข้อ ๓๔๙

๑๐๓ เทฺวเม ภิกฺขเว พาลา กตเม เทฺว โย จ อธมฺเม ธมฺมสญฺญี โย จ ธมฺเม อธมฺมสญฺญี อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว พาลาติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ คนที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม ๑ คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้แล ฯ

ข้อ ๓๕๐

๑๐๔ เทฺวเม ภิกฺขเว ปณฺฑิตา กตเม เทฺว โย จ อธมฺเม อธมฺมสญฺญี โย จ ธมฺเม ธมฺมสญฺญี อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ปณฺฑิตาติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม ๑ คนที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล ฯ

ข้อ ๓๕๑

๑๐๕ เทฺวเม ภิกฺขเว พาลา กตเม เทฺว โย จ อวินเย วินยสญฺญี โย จ วินเย อวินยสญฺญี อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว พาลาติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ คนที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย ๑ คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้แล ฯ

ข้อ ๓๕๒

๑๐๖ เทฺวเม ภิกฺขเว ปณฺฑิตา กตเม เทฺว โย จ อวินเย อวินยสญฺญี โย จ วินเย วินยสญฺญี อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ปณฺฑิตาติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย ๑ คนที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล ฯ

ข้อ ๓๕๓

๑๐๗ ทฺวินฺนํ ภิกฺขเว อาสวา วฑฺฒนฺติ กตเมสํ ทฺวินฺนํ โย จ นกุกฺกุจฺจายิตพฺพํ กุกฺกุจฺจายติ โย จ กุกฺกุจฺจายิตพฺพํ น กุกฺกุจฺจายติ อิเมสํ โข ภิกฺขเว ทฺวินฺนํ อาสวา วฑฺฒนฺตีติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ ผู้ที่รังเกียจสิ่งที่ไม่น่ารังเกียจ ๑ ผู้ที่ไม่รังเกียจสิ่งที่น่ารังเกียจ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล ฯ

ข้อ ๓๕๔

๑๐๘ ทฺวินฺนํ ภิกฺขเว อาสวา น วฑฺฒนฺติ กตเมสํ ทฺวินฺนํ โย จ นกุกฺกุจฺจายิตพฺพํ น กุกฺกุจฺจายติ โย จ กุกฺกุจฺจายิตพฺพํ กุกฺกุจฺจายติ อิเมสํ โข ภิกฺขเว ทฺวินฺนํ อาสวา น วฑฺฒนฺตีติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ ผู้ที่ไม่รังเกียจสิ่งที่ไม่น่ารังเกียจ ๑ ผู้ที่รังเกียจสิ่งที่น่ารังเกียจ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล ฯ

ข้อ ๓๕๕

๑๐๙ ทฺวินฺนํ ภิกฺขเว อาสวา วฑฺฒนฺติ กตเมสํ ทฺวินฺนํ โย จ อกปฺปิเย กปฺปิยสญฺญี โย จ กปฺปิเย อกปฺปิยสญฺญี อิเมสํ โข ภิกฺขเว ทฺวินฺนํ อาสวา วฑฺฒนฺตีติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ ผู้ที่เข้าใจว่าควรในของที่ไม่ควร ๑ ผู้ที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ควร ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล ฯ

ข้อ ๓๕๖

๑๑๐ ทฺวินฺนํ ภิกฺขเว อาสวา น วฑฺฒนฺติ กตเมสํ ทฺวินฺนํ โย จ อกปฺปิเย อกปฺปิยสญฺญี โย จ กปฺปิเย กปฺปิยสญฺญี อิเมสํ โข ภิกฺขเว ทฺวินฺนํ อาสวา น วฑฺฒนฺตีติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ ผู้ที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ไม่ควร ๑ ผู้ที่เข้าใจว่าควรในของที่ควร ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล ฯ

ข้อ ๓๕๗

๑๑๑ ทฺวินฺนํ ภิกฺขเว อาสวา วฑฺฒนฺติ กตเมสํ ทฺวินฺนํ โย จ อนาปตฺติยา อาปตฺติสญฺญี โย จ อาปตฺติยา อนาปตฺติสญฺญี อิเมสํ โข ภิกฺขเว ทฺวินฺนํ อาสวา วฑฺฒนฺตีติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ ผู้ที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ ๑ ผู้ที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล ฯ

ข้อ ๓๕๘

๑๑๒ ทฺวินฺนํ ภิกฺขเว อาสวา น วฑฺฒนฺติ กตเมสํ ทฺวินฺนํ โย จ อนาปตฺติยา อนาปตฺติสญฺญี โย จ อาปตฺติยา อาปตฺติสญฺญี อิเมสํ โข ภิกฺขเว ทฺวินฺนํ อาสวา น วฑฺฒนฺตีติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ ผู้ที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ ๑ ผู้ที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล ฯ

ข้อ ๓๕๙

๑๑๓ ทฺวินฺนํ ภิกฺขเว อาสวา วฑฺฒนฺติ กตเมสํ ทฺวินฺนํ โย จ อธมฺเม ธมฺมสญฺญี โย จ ธมฺเม อธมฺมสญฺญี อิเมสํ โข ภิกฺขเว ทฺวินฺนํ อาสวา วฑฺฒนฺตีติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ ผู้ที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม ๑ ผู้ที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล ฯ

ข้อ ๓๖๐

๑๑๔ ทฺวินฺนํ ภิกฺขเว อาสวา น วฑฺฒนฺติ กตเมสํ ทฺวินฺนํ โย จ อธมฺเม อธมฺมสญฺญี โย จ ธมฺเม ธมฺมสญฺญี อิเมสํ โข ภิกฺขเว ทฺวินฺนํ อาสวา น วฑฺฒนฺตีติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ ผู้ที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม ๑ ผู้ที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน๒ จำพวกนี้แล ฯ

ข้อ ๓๖๑

๑๑๕ ทฺวินฺนํ ภิกฺขเว อาสวา วฑฺฒนฺติ กตเมสํ ทฺวินฺนํ โย จ อวินเย วินยสญฺญี โย จ วินเย อวินยสญฺญี อิเมสํ โข ภิกฺขเว ทฺวินฺนํ อาสวา วฑฺฒนฺตีติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ ผู้ที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย ๑ ผู้ที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล ฯ

ข้อ ๓๖๒

๑๑๖ ทฺวินฺนํ ภิกฺขเว อาสวา น วฑฺฒนฺติ กตเมสํ ทฺวินฺนํ โย จ อวินเย อวินยสญฺญี โย จ วินเย วินยสญฺญี อิเมสํ โข ภิกฺขเว ทฺวินฺนํ อาสวา น วฑฺฒนฺตีติ ฯ พาลวคฺโค ปญฺจโม ฯ ทุติโย ปณฺณาสโก สมตฺโต ฯ -----------

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ ผู้ที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย ๑ ผู้ที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒จำพวกนี้แล ฯ จบพาลวรรคที่ ๕ จบทุติยปัณณาสก์ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๕. พาลวรรค หมวดว่าด้วยคนพาลและบัณฑิต

ข้อ ๙๙

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้ คนพาล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่ทำหน้าที่ซึ่งยังมาไม่ถึง ๒. คนที่ไม่ทำหน้าที่ซึ่งมาถึงแล้ว คนพาล ๒ จำพวกนี้แล (๑) @เชิงอรรถ : @ ธาตุ หมายถึงสิ่งที่ทรงสภาวะของตนอยู่เองตามที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ไม่มีผู้สร้างผู้บันดาล มี ๑๘ คือ@จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ@ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ@มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ (อภิ.วิ. ๓๕/๑๘๔/๑๐๒, วิสุทฺธิ. ๓/๖๕)@ อาบัติ ในที่นี้หมายถึงกองอาบัติ ๕ ที่มาในมาติกา คือ ปาราชิก สังฆาทิเสส ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ@และกองอาบัติ ๗ ที่มาในวิภังค์ คือ ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต@(องฺ.ทุก.อ. ๒/๙๘/๖๓, วิ.อ. ๓/๒๗๑/๔๓๕) @ ฉลาดในการออกจากอาบัติ หมายถึงการรู้วิธีออกจากอาบัติ ๒ วิธี คือ (๑) เทสนาวิธี ได้แก่ วิธีแสดง@อาบัติหรือปลงอาบัติ (ได้แก่ อาบัติถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต) (๒) กัมมวาจาวิธี@หรือ วุฏฐานวิธี ได้แก่ วิธีปฏิบัติสำหรับผู้จะเปลื้องตนออกจากอาบัติสังฆาทิเสส มี ๔ อย่าง คือ ปริวาส@มานัต อัพภาน และปฏิกัสสนา (องฺ.ทุก.อ. ๒/๙๘/๖๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๐๙}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. พาลวรรค

ข้อ ๑๐๐

บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ บัณฑิต ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่ไม่ทำหน้าที่ซึ่งยังมาไม่ถึง ๒. คนที่ทำหน้าที่ซึ่งมาถึงแล้ว บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล (๒)

ข้อ ๑๐๑

คนพาล ๒ จำพวกนี้ คนพาล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าควรในของที่ไม่ควร ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ควร คนพาล ๒ จำพวกนี้แล (๓)

ข้อ ๑๐๒

บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ บัณฑิต ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ไม่ควร ๒. คนที่เข้าใจว่าควรในของที่ควร บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล (๔)

ข้อ ๑๐๓

คนพาล ๒ จำพวกนี้ คนพาล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ คนพาล ๒ จำพวกนี้แล (๕)

ข้อ ๑๐๔

บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ บัณฑิต ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ ๒. คนที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล (๖)

ข้อ ๑๐๕

คนพาล ๒ จำพวกนี้ คนพาล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๑๐}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. พาลวรรค ๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม คนพาล ๒ จำพวกนี้แล (๗)

ข้อ ๑๐๖

บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ บัณฑิต ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล (๘)

ข้อ ๑๐๗

คนพาล ๒ จำพวกนี้ คนพาล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย คนพาล ๒ จำพวกนี้แล (๙)

ข้อ ๑๐๘

บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ บัณฑิต ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย ๒. คนที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล (๑๐)

ข้อ ๑๐๙

อาสวะ ย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่รังเกียจสิ่งที่ไม่น่ารังเกียจ ๒. คนที่ไม่รังเกียจสิ่งที่น่ารังเกียจ อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๑) @เชิงอรรถ : @ อาสวะ หมายถึงกิเลสทั้งหลาย (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๐๙/๖๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๑๑}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. พาลวรรค

ข้อ ๑๑๐

อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่ไม่รังเกียจสิ่งที่ไม่น่ารังเกียจ ๒. คนที่รังเกียจสิ่งที่น่ารังเกียจ อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๒)

ข้อ ๑๑๑

อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าควรในของที่ไม่ควร ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ควร อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๓)

ข้อ ๑๑๒

อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ไม่ควร ๒. คนที่เข้าใจว่าควรในของที่ควร อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๔)

ข้อ ๑๑๓

อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ ๒. คนที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๕)

ข้อ ๑๑๔

อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๑๒}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์ ] ๕. พาลวรรค

ข้อ ๑๑๕

อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๗)

ข้อ ๑๑๖

อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๘)

ข้อ ๑๑๗

อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๙)

ข้อ ๑๑๘

อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย ๒. คนที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย ภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๒๐) พาลวรรคที่ ๕ จบ ทุติยปัณณาสก์ จบบริบูรณ์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๑๓}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พาลวรรคที่ ๕ อรรถกถาสูตรที่ ๑

วรรคที่ ๕ สูตรที่ ๑ (ข้อ ๓๔๓) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อนาคตํ ภารํ วหติ ความว่า เป็นนวกะ พระเถระมิได้เชื้อเชิญ ก็กระทำภาระ ๑๐ อย่าง. ในพระบาลีนี้ว่า ถวายโรงอุโบสถ ๑ ตามประทีป ๑ ตั้งน้ำดื่ม ๑ ตั้งอาสนะ ๑ นำฉันทะมา ๑ นำปาริสุทธิมา ๑ บอกฤดู ๑ นับภิกษุ ๑ โอวาท ๑ สวดปาติโมกข์ ๑ ท่านเรียกว่า ภาระหน้าที่ของพระเถระ ดังนี้ ชื่อว่านำพาภาระที่ยังไม่มาถึง.

บทว่า อาคตํ ภารํ น วหติ ความว่า เป็นพระเถระอยู่ ไม่กระทำภาระ ๑๐ นั้นแหละด้วยตน หรือไม่ชักชวนมอบหมายผู้อื่น ชื่อว่าไม่นำพาภาระที่มาถึงเข้า. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑

อรรถกถาสูตรที่ ๒

แม้ในสูตรที่ ๒ (ข้อ ๓๔๔) ก็พึงทราบเนื้อความโดยนัยนี้แหละ. จบอรรถกถาสูตรที่ ๒

อรรถกถาสูตรที่ ๓

ในสูตรที่ ๓ (ข้อ ๓๔๕) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อกปฺปิเย กปฺปิยสญฺญี ได้แก่ ผู้มีความสำคัญในสิ่งที่เป็นอกัปปิยะ คือเนื้อราชสีห์เป็นต้นอย่างนี้ว่า นี้เป็นกัปปิยะ.

บทว่า กปฺปิเย อกปฺปิยสญฺญี ได้แก่ ผู้มีความสำคัญในสิ่งที่เป็นกับปิยะ มีเนื้อจระเข้และเนื้อแมวเป็นต้นอย่างนี้ว่า นี่เป็นอกัปปิยะ. จบอรรถกถาสูตรที่ ๓

อรรถกถาสูตรที่ ๔

ในสูตรที่ ๔ (ข้อ ๓๔๖) พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ. จบอรรถกถาสูตรที่ ๔

อรรถกถาสูตรที่ ๕

ในสูตรที่ ๕ (ข้อ ๓๔๗) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อนาปตฺติยา อาปตฺติสญฺญี ได้แก่ เป็นผู้มีความสำคัญในเรื่องที่ไม่เป็นอาบัติ เป็นต้นว่า ภิกษุทำความสะอาดภัณฑะ รมบาตร ตัดผม เข้าบ้านโดยบอกลา นั้นอย่างนี้ว่า นี้เป็นอาบัติ.

บทว่า อาปตฺติยา อนาปตฺติสญฺญี ได้แก่ เป็นผู้มีความสำคัญในอาบัติเพราะไม่เอื้อเฟื้อต่อเรื่องเหล่านั้นนั่นแหละ นั้นอย่างนี้ว่า นี้ไม่เป็นอาบัติ. จบอรรถกถาสูตรที่ ๕

อรรถกถาสูตรที่ ๖

ในสูตรที่ ๖ (ข้อ ๓๔๘) พึงทราบเนื้อความโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาสูตรที่ ๖

อรรถกถาสูตรที่ ๗ เป็นต้น

ในสูตรที่ ๗ (ข้อ ๓๔๙-๓๕๒) มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น. จบอรรถกถาสูตรที่ ๗

อรรถกถาสูตรที่ ๑๑

ในสูตรที่ ๑๑ (ข้อ ๓๕๓) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อาสวา ได้แก่ กิเลส.

บทว่า น กุกฺกุจฺจายิตพฺพํ ความว่า ความไม่ปรารถนาไม่วิจารณ์ส่วนในสงฆ์ ชื่อว่าสิ่งที่ไม่ควรรำคาญ.

บทว่า กุกฺกุจฺจายิตพฺพํ ความว่า ไม่รำคาญความปรารถนาวิจารณ์ส่วนในสงฆ์นั้นนั่นแหละ. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๑

อรรถกถาสูตรที่ ๑๒ เป็นต้น

ในสูตรที่ ๑๒ (ข้อ ๓๕๔-๓๖๒) พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.

จบอรรถถาสูตรที่ ๑๒ เป็นต้น จบพาลวรรคที่ ๕ จบทุติยปัณณาสก์ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา