ธรรมวรรค
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
๘๖ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว เจโตวิมุตฺติ จ ปญฺญาวิมุตฺติ จ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ เจโตวิมุติ ๑ ปัญญาวิมุติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
๘๗ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว ปคฺคาโห จ อวิกฺเขโป จ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ความเพียร ๑ ความไม่ฟุ้งซ่าน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
๘๘ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว นามญฺจ รูปญฺจ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ นาม ๑ รูป ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
๘๙ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว วิชฺชา จ วิมุตฺติ จ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ วิชชา ๑ วิมุตติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
๙๐ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว ภวทิฏฺฐิ จ วิภวทิฏฺฐิ จ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ภวทิฏฐิ ๑ วิภวทิฏฐิ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
๙๑ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว อหิริกญฺจ อโนตฺตปฺปญฺจ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ความไม่ละอาย ๑ ความไม่เกรงกลัว ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
๙๒ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว หิรี จ โอตฺตปฺปญฺจ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
๙๓ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว โทวจสฺสตา จ ปาปมิตฺตตา จ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือความเป็นคนว่ายาก ๑ ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
๙๔ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว โสวจสฺสตา จ กลฺยาณมิตฺตตา จ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือความเป็นคนว่าง่าย ๑ ความเป็นผู้มีมิตรดี ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
๙๕ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว ธาตุกุสลตา จ มนสิการกุสลตา จ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในมนสิการ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
๙๖ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว อาปตฺติกุสลตา จ อาปตฺติวุฏฺฐานกุสลตา จ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ ธมฺมวคฺโค จตุตฺโถ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือความเป็นผู้ฉลาดในอาบัติ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากอาบัติ ๑ ดูกรภิกษุ-*ทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ จบธรรมวรรคที่ ๔
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. ธัมมวรรค ๔. ธัมมวรรค หมวดว่าด้วยธรรม
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่างอะไรบ้าง คือ ๑. เจโตวิมุตติ (ความหลุดพ้นแห่งจิต) ๒. ปัญญาวิมุตติ (ความหลุดพ้นด้วยปัญญา) ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๑)
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. ความเพียร ๒. ความไม่ฟุ้งซ่าน ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๒)
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. นาม ๒. รูป ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๓)
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. วิชชา (ความรู้แจ้ง) ๒. วิมุตติ (ความหลุดพ้น) ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๔) @เชิงอรรถ : @ เจโตวิมุตติ หมายถึงผลอันเกิดจากสมาธิ คือความหลุดพ้นด้วยสมถกัมมัฏฐาน (องฺ.ทุก.อ. ๒/๘๘/๖๒)@ ปัญญาวิมุตติ หมายถึงผลอันเกิดจากปัญญา คือความหลุดพ้นด้วยวิปัสสนากัมมัฏฐาน@(องฺ.ทุก.อ. ๒/๘๘/๖๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๐๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. ธัมมวรรค
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. ภวทิฏฐิ ๒. วิภวทิฏฐิ ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๕)
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. อหิริกะ (ความไม่อายบาป) ๒. อโนตตัปปะ (ความไม่กลัวบาป) ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๖)
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. หิริ (ความอายบาป) ๒. โอตตัปปะ (ความกลัวบาป) ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๗)
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. ความเป็นผู้ว่ายาก ๒. ความมีปาปมิตร ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๘)
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. ความเป็นผู้ว่าง่าย ๒. ความมีกัลยาณมิตร ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๙) @เชิงอรรถ : @ ภวทิฏฐิ หมายถึงสัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าเที่ยง (องฺ.ทุก.อ. ๒/๙๒/๖๓)@ วิภวทิฏฐิ หมายถึงอุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่าขาดสูญ (องฺ.ทุก.อ. ๒/๙๒/๖๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๐๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. พาลวรรค
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. ความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ ๒. ความเป็นผู้ฉลาดในมนสิการ ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๑๐)
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. ความเป็นผู้ฉลาดในอาบัติ ๒. ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากอาบัติ ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๑๑) ธัมมวรรคที่ ๔ จบ ๕. พาลวรรค หมวดว่าด้วยคนพาลและบัณฑิต
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้ คนพาล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่ทำหน้าที่ซึ่งยังมาไม่ถึง ๒. คนที่ไม่ทำหน้าที่ซึ่งมาถึงแล้ว คนพาล ๒ จำพวกนี้แล (๑) @เชิงอรรถ : @ ธาตุ หมายถึงสิ่งที่ทรงสภาวะของตนอยู่เองตามที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ไม่มีผู้สร้างผู้บันดาล มี ๑๘ คือ@จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ@ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ@มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ (อภิ.วิ. ๓๕/๑๘๔/๑๐๒, วิสุทฺธิ. ๓/๖๕)@ อาบัติ ในที่นี้หมายถึงกองอาบัติ ๕ ที่มาในมาติกา คือ ปาราชิก สังฆาทิเสส ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ@และกองอาบัติ ๗ ที่มาในวิภังค์ คือ ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต@(องฺ.ทุก.อ. ๒/๙๘/๖๓, วิ.อ. ๓/๒๗๑/๔๓๕) @ ฉลาดในการออกจากอาบัติ หมายถึงการรู้วิธีออกจากอาบัติ ๒ วิธี คือ (๑) เทสนาวิธี ได้แก่ วิธีแสดง@อาบัติหรือปลงอาบัติ (ได้แก่ อาบัติถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต) (๒) กัมมวาจาวิธี@หรือ วุฏฐานวิธี ได้แก่ วิธีปฏิบัติสำหรับผู้จะเปลื้องตนออกจากอาบัติสังฆาทิเสส มี ๔ อย่าง คือ ปริวาส@มานัต อัพภาน และปฏิกัสสนา (องฺ.ทุก.อ. ๒/๙๘/๖๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๐๙}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ธรรมวรรคที่ ๔ อรรถกถาสูตรที่ ๑
วรรคที่ ๔ สูตรที่ ๑ (ข้อ ๓๓๒) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า เจโตวิมุตฺติ ได้แก่ ผลสมาธิ สมาธิที่สัมปยุตด้วยอรหัตผล.
บทว่า ปญฺญาวิมุตฺติ ได้แก่ ผลปัญญา ปัญญาที่สัมปยุตด้วยอรหัตผล. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑
อรรถกถาสูตรที่ ๒
ในสูตรที่ ๒ (ข้อ ๓๓๓) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ปคฺคาโห ได้แก่ ความเพียร.
บทว่า อวิกฺเขโป ได้แก่ ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง. จบอรรถกถาสูตรที่ ๒
อรรถกถาสูตรที่ ๓
ในสูตรที่ ๓ (ข้อ ๓๓๔) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า นามํ ได้แก่ อรูปขันธ์ ทั้ง ๔.
บทว่า รูปํ ได้แก่ รูปขันธ์. ในสูตรนี้ ตรัสญาณเครื่องกำหนดธรรมโกฏฐาส. จบอรรถกถาสูตรที่ ๓
อรรถกถาสูตรที่ ๔
ในสูตรที่ ๔ (ข้อ ๓๓๕) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
บทว่า วิชฺชา ได้แก่ ผลญาณ.
บทว่า วิมุตฺติ ได้แก่ ธรรมที่เหลือที่สัมปยุตด้วยผลญาณนั้น. จบอรรถกถาสูตรที่ ๔
อรรถกถาสูตรที่ ๕
ในสูตรที่ ๕ (ข้อ ๓๓๖) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ภวทิฏฺฐิ ได้แก่ สัสสตทิฏฐิ. จบอรรถกถาสูตรที่ ๕
อรรถกถาสูตรที่ ๖-๗
ในสูตรที่ ๖ (ข้อ ๓๓๗) และสูตรที่ ๗ (ข้อ ๓๓๘) มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น. จบอรรถกถาสูตรที่ ๖-๗
อรรถกถาสูตรที่ ๘
ในสูตรที่ ๘ (ข้อ ๓๓๙) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า โทวจสฺสตา แปลว่า ความเป็นผู้ว่ายาก.
บทว่า ปาปมิตฺตตา แปลว่า การซ่องเสพปาปมิตร. จบอรรถกถาสูตรที่ ๘
อรรถกถาสูตรที่ ๙
ในสูตรที่ ๙ (ข้อ ๓๔๐) พึงทราบโดยปริยายตรงข้ามกับที่กล่าวแล้ว. จบอรรถกถาสูตรที่ ๙
อรรถกถาสูตรที่ ๑๐
ในสูตรที่ ๑๐ (ข้อ ๓๔๑) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ธาตุกุสลตา ได้แก่ รู้ธาตุ ๑๘ อย่าง ว่าเป็นธาตุ.
บทว่า มนสิการกุสลตา ได้แก่ รู้ธาตุเหล่านั้นนั่นแล ยกขึ้นสู่ลักษณะ ๒ มีอนิจจลักษณะเป็นต้น. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๐
อรรถกถาสูตรที่ ๑๑
ในสูตรที่ ๑๑ (ข้อ ๓๔๒) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อาปตฺติกุสลตา ได้แก่ รู้อาบัติ ๕ กองและ ๗ กอง.
บทว่า อาปตฺติวุฏฺฐานกุสลตา ได้แก่ รู้การออกจากอาบัติทั้งหลาย ด้วยการแสดงอาบัติก็ตาม ด้วยสวดกรรมวาจาก็ตาม.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๑ จบธรรมวรรคที่ ๔ -----------------------------------------------------