สมจิตตวรรค
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
๓๑ อสปฺปุริสภูมิญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ สปฺปุริสภูมิญฺจ ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวมฺภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ กตมา จ ภิกฺขเว อสปฺปุริสภูมิ อสปฺปุริโส ภิกฺขเว อกตญฺญู โหติ อกตเวที อสพฺภิเหตํ ภิกฺขเว อุปญฺญาตํ ยทิทํ อกตญฺญุตา อกตเวทิตา เกวลา เอสา ภิกฺขเว อสปฺปุริสภูมิ ยทิทํ อกตญฺญุตา อกตเวทิตา สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว กตญฺญู โหติ กตเวที สพฺภิเหตํ ภิกฺขเว อุปญฺญาตํ ยทิทํ กตญฺญุตา กตเวทิตา เกวลา เอสา ภิกฺขเว สปฺปุริสภูมิ ยทิทํ กตญฺญุตา กตเวทิตาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงภูมิอสัตบุรุษและสัตบุรุษแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุทั้งหลายนั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ภูมิอสัตบุรุษเป็นไฉน อสัตบุรุษย่อมเป็นคนอกตัญญูอกตเวที ก็ความเป็นคนอกตัญญูอกตเวทีนี้ อสัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นคนอกตัญญูอกตเวทีนี้ เป็นภูมิอสัตบุรุษทั้งสิ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนสัตบุรุษย่อมเป็นคนกตัญญูกตเวที ก็ความเป็นคนกตัญญูกตเวทีนี้ สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นคนกตัญญูกตเวทีทั้งหมดนี้เป็นภูมิสัตบุรุษ ฯ
๓๒ ทฺวินฺนาหํ ภิกฺขเว น สุปฺปฏิการํ วทามิ กตเมสํ ทฺวินฺนํ มาตุ จ ปิตุ จ ฯ เอเกน ภิกฺขเว อํเสน มาตรํ ปริหเรยฺย เอเกน อํเสน ปิตรํ ปริหเรยฺย วสฺสสตายุโก วสฺสสตชีวี โส จ เนสํ อุจฺฉาทนปริมทฺทนนฺหาปนสมฺพาหเนน ปฏิชคฺเคยฺย เตปิ ตตฺเถว มุตฺตกรีสํ จเชยฺยุํ น เตฺวว ภิกฺขเว มาตาปิตุนฺนํ กตํ วา โหติ ปฏิกตํ วา อิมิสฺสา จ ภิกฺขเว มหาปฐวิยา ปหูตสตฺตรตนาย มาตาปิตโร อิสฺสราธิปจฺเจ รชฺเช ปติฏฺฐาเปยฺย น เตฺวว ภิกฺขเว มาตาปิตุนฺนํ กตํ วา โหติ ปฏิกตํ วา ตํ กิสฺส เหตุ พหูปการา ภิกฺขเว มาตาปิตโร ปุตฺตานํ อาปาทกา โปสกา อิมสฺส โลกสฺส ทสฺเสตาโร ฯ โย จ โข ภิกฺขเว มาตาปิตโร อสฺสทฺเธ สทฺธาสมฺปทาย สมาทเปติ นิเวเสติ ปติฏฺฐาเปติ ทุสฺสีเล สีลสมฺปทาย สมาทเปติ นิเวเสติ ปติฏฺฐาเปติ มจฺฉรี จาคสมฺปทาย สมาทเปติ นิเวเสติ ปติฏฺฐาเปติ ทุปฺปญฺเญ ปญฺญาสมฺปทาย สมาทเปติ นิเวเสติ ปติฏฺฐาเปติ เอตฺตาวตา โข ภิกฺขเว มาตาปิตุนฺนํ กตญฺจ โหติ ปฏิกตญฺจาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวการกระทำตอบแทนไม่ได้ง่ายแก่ท่านทั้ง ๒ ท่านทั้ง ๒ คือใคร คือ มารดา ๑ บิดา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุตรพึงประคับประคองมารดาด้วยบ่าข้างหนึ่ง พึงประคับประคองบิดาด้วยบ่าข้างหนึ่งเขามีอายุ มีชีวิตอยู่ตลอดร้อยปี และเขาพึงปฏิบัติท่านทั้ง ๒ นั้นด้วยการอบกลิ่นการนวด การให้อาบน้ำ และการดัด และท่านทั้ง ๒ นั้น พึงถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่าทั้งสองของเขานั่นแหละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำอย่างนั้นยังไม่ชื่อว่าอันบุตรทำแล้วหรือทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดาเลย ดูกรภิกษุทั้งหลายอนึ่ง บุตรพึงสถาปนามารดาบิดาในราชสมบัติ อันเป็นอิสราธิปัตย์ ในแผ่นดินใหญ่อันมีรตนะ ๗ ประการมากหลายนี้ การกระทำกิจอย่างนั้น ยังไม่ชื่อว่าอันบุตรทำแล้วหรือทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดาเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก บำรุงเลี้ยง แสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย ส่วนบุตรคนใดยังมารดาบิดาผู้ไม่มีศรัทธา ให้สมาทานตั้งมั่นในศรัทธาสัมปทา ยังมารดาบิดาผู้ทุศีล ให้สมาทานตั้งมั่นในศีลสัมปทา ยังมารดาบิดาผู้มีความตระหนี่ ให้สมาทานตั้งมั่นในจาคสัมปทา ยังมารดาบิดาทรามปัญญา ให้สมาทานตั้งมั่นในปัญญาสัมปทา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล การกระทำอย่างนั้นย่อมชื่อว่าอันบุตรนั้นทำแล้ว และทำตอบแทนแล้ว แก่มารดาบิดา ฯ
๓๓ อถโข อญฺญตโร พฺราหฺมโณ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ กึวาที ภวํ โคตโม กิมกฺขายีติ ฯ กิริยวาที จาหํ พฺราหฺมณ อกิริยวาที จาติ ฯ ยถากถํ ปน ภวํ โคตโม กิริยวาที จ อกิริยวาที จาติ ฯ อกิริยํ โข อหํ พฺราหฺมณ วทามิ กายทุจฺจริตสฺส วจีทุจฺจริตสฺส มโนทุจฺจริตสฺส อเนกวิหิตานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ อกิริยํ วทามิ กิริยญฺจ โข อหํ พฺราหฺมณ วทามิ กายสุจริตสฺส วจีสุจริตสฺส มโนสุจริตสฺส อเนกวิหิตานํ กุสลานํ ธมฺมานํ กิริยํ วทามิ เอวํ โข อหํ พฺราหฺมณ กิริยวาที จ อกิริยวาที จาติ ฯ อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม ฯเปฯ อุปาสกํ มํ ภวํ โคตโม ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณํ คตนฺติ ฯ
ครั้งนั้นแล พราหมณ์คนหนึ่งเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ท่านพระโคดมมีวาทะว่าอย่างไร กล่าวว่าอย่างไร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรพราหมณ์เรามีวาทะว่าควรทำ และมีวาทะว่าไม่ควรทำ ฯ พ. ท่านพระโคดม มีวาทะว่าควรทำ และมีวาทะว่าไม่ควรทำอย่างไร ฯ ภ. ดูกรพราหมณ์ เรากล่าวว่า ไม่ควรทำกายทุจริต วจีทุจริตมโนทุจริต เรากล่าวว่า ไม่ควรทำอกุศลธรรมอันลามกหลายอย่าง และเรากล่าวว่า ควรทำกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต เรากล่าวว่า ควรทำกุศลธรรมหลายอย่าง ดูกรพราหมณ์ เรากล่าวว่าควรทำและกล่าวว่าไม่ควรทำอย่างนี้แล ฯ พ. ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ... ขอท่านพระโคดมจงทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ
๓๔ อถโข อนาถปิณฺฑิโก คหปติ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อนาถปิณฺฑิโก คหปติ ภควนฺตํ เอตทโวจ กติ นุ โข ภนฺเต โลเก ทกฺขิเณยฺยา กตฺถ จ ทานํ ทาตพฺพนฺติ ฯ เทฺว โข คหปติ โลเก ทกฺขิเณยฺยา เสโข จ อเสโข จ อิเม โข คหปติ เทฺว โลเก ทกฺขิเณยฺยา เอตฺถ จ ทานํ ทาตพฺพนฺติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา เสโข จ อเสโข จ อิมสฺมึ โลเก อาหุเนยฺยา ยชมานานํ โหนฺติ เต อุชุภูตา กาเยน วาจาย อุท เจตสา เขตฺตนฺตํ ยชมานานํ เอตฺถ ทินฺนํ มลปฺผลนฺติ ฯ
ครั้งนั้นแล อนาถบิณฑิกคฤหบดี ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในโลกมีทักขิไณยบุคคลกี่จำพวก และควรให้ทานในเขตไหน พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรคฤหบดีในโลกมีทักขิไณยบุคคล ๒ จำพวก คือ พระเสขะ ๑ พระอเสขะ ๑ ดูกรคฤหบดี ในโลกนี้มีทักขิไณยบุคคล ๒ จำพวกนี้แล และควรให้ทานในเขตนี้ ครั้นพระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดาได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกในภายหลังว่า "ในโลกนี้ พระเสขะกับพระอเสขะเป็นผู้ควรแก่ทักษิณา ของทายกผู้บูชาอยู่ พระเสขะและอเสขะเหล่านั้นเป็นผู้ตรง ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ นี้เป็นเขตบุญของทายก ผู้บูชาอยู่ ทานที่ให้แล้วในเขตนี้มีผลมาก" ฯ
๓๕ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา สารีปุตฺโต สาวตฺถิยํ วิหรติ ปุพฺพาราเม มิคารมาตุปาสาเท ฯ ตตฺร โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ภิกฺขู อามนฺเตสิ อาวุโส ภิกฺขโวติ ฯ อาวุโสติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ปจฺจสฺโสสุํ ฯ อายสฺมา สารีปุตฺโต เอตทโวจ อชฺฌตฺตสญฺโญชนญฺจ อาวุโส ปุคฺคลํ เทเสสฺสามิ พหิทฺธาสญฺโญชนญฺจ ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ อาวุโสติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ปจฺจสฺโสสุํ ฯ อายสฺมา สารีปุตฺโต เอตทโวจ กตโม จาวุโส อชฺฌตฺตสญฺโญชโน ปุคฺคโล อิธาวุโส ภิกฺขุ สีลวา โหติ ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต วิหรติ อาจารโคจรสมฺปนฺโน อณุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อญฺญตรํ เทวนิกายํ อุปปชฺชติ โส ตโต จุโต อาคามี โหติ อาคนฺตา อิตฺถตฺตํ อยํ วุจฺจตาวุโส อชฺฌตฺตสญฺโญชโน ปุคฺคโล อาคามี อาคนฺตา อิตฺถตฺตํ ฯ {๒๘๑.๑} กตโม จาวุโส พหิทฺธาสญฺโญชโน ปุคฺคโล อิธาวุโส ภิกฺขุ สีลวา โหติ ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต วิหรติ อาจารโคจรสมฺปนฺโน อณุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ โส อญฺญตรํ สนฺตํ เจโตวิมุตฺตึ อุปสมฺปชฺช วิหรติ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อญฺญตรํ เทวนิกายํ อุปปชฺชติ โส ตโต จุโต อนาคามี โหติ อนาคนฺตา อิตฺถตฺตํ อยํ วุจฺจตาวุโส พหิทฺธาสญฺโญชโน ปุคฺคโล อนาคามี อนาคนฺตา อิตฺถตฺตํ ฯ ปุน จ ปรํ อาวุโส ภิกฺขุ สีลวา โหติ ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต วิหรติ อาจารโคจรสมฺปนฺโน อณุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ โส กามานํเยว นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ โส ภวานํเยว นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ โส ตณฺหกฺขยาย ปฏิปนฺโน โหติ โส โลภกฺขาย ปฏิปนฺโน โหติ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อญฺญตรํ เทวนิกายํ อุปปชฺชติ โส ตโต จุโต อนาคามี โหติ อนาคนฺตา อิตฺถตฺตํ อยํ วุจฺจตาวุโส พหิทฺธาสญฺโญชโน ปุคฺคโล อนาคามี อนาคนฺตา อิตฺถตฺตนฺติ ฯ อถโข สมฺพหุลา สมจิตฺตา เทวตา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ เอกมนฺตํ ฐิตา โข ตา เทวตา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ เอโส ภนฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต ปุพฺพาราเม มิคารมาตุปาสาเท ภิกฺขูนํ อชฺฌตฺตสญฺโญชนญฺจ ปุคฺคลํ เทเสติ พหิทฺธาสญฺโญชนญฺจ หฏฺฐา ภนฺเต ปริสา สาธุ ภนฺเต ภควา เยนายสฺมา สารีปุตฺโต เตนุปสงฺกมตุ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ฯ อธิวาเสสิ ภควา ตุณฺหีภาเวน ฯ {๒๘๑.๒} อถโข ภควา เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส สมฺมิญฺชิตํ วา พาหํ ปสาเรยฺย ปสาริตํ วา พาหํ สมฺมิญฺเชยฺย เอวเมว เชตวเน อนฺตรหิโต ปุพฺพาราเม มิคารมาตุปาสาเท อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ปมุเข ปาตุรโหสิ ฯ นิสีทิ ภควา ปญฺญตฺเต อาสเน ฯ {๒๘๑.๓} อายสฺมาปิ โข สารีปุตฺโต ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ ภควา เอตทโวจ อิธ สารีปุตฺต สมฺพหุลา สมจิตฺตา เทวตา เยนาหํ เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา มํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ เอกมนฺตํ ฐิตา โข สารีปุตฺโต ตา เทวตา มํ เอตทโวจุํ เอโส ภนฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต ปุพฺพาราเม มิคารมาตุปาสาเท ภิกฺขูนํ อชฺฌตฺตสญฺโญชนญฺจ ปุคฺคลํ เทเสติ พหิทฺธาสญฺโญชนญฺจ หฏฺฐา ภนฺเต ปริสา สาธุ ภนฺเต ภควา เยนายสฺมา สารีปุตฺโต เตนุปสงฺกมตุ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ตา โข ปน สารีปุตฺต เทวตา ทสปิ หุตฺวา วีสติมฺปิ หุตฺวา ตึสมฺปิ หุตฺวา จตฺตาฬีสมฺปิ หุตฺวา ปญฺญาสมฺปิ หุตฺวา สฏฺฐิมฺปิ หุตฺวา อารคฺคโกฏินิตุทนมตฺเตปิ ติฏฺฐนฺติ น จ อญฺญมญฺญํ พฺยาพาเธนฺติ {๒๘๑.๔} สิยา โข ปน เต สารีปุตฺต เอวมสฺส ตตฺถ นูน ตาสํ เทวตานํ ตถาจิตฺตํ ภาวิตํ เยน ตา เทวตา ทสปิ หุตฺวา วีสติมฺปิ หุตฺวา ตึสมฺปิ หุตฺวา จตฺตาฬีสมฺปิ หุตฺวา ปญฺญาสมฺปิ หุตฺวา สฏฺฐิมฺปิ หุตฺวา อารคฺคโกฏินิตุทนมตฺเตปิ ติฏฺฐนฺติ น จ อญฺญมญฺญํ พฺยาพาเธนฺตีติ น โข ปเนตํ สารีปุตฺต เอวํ ทฏฺฐพฺพํ อิเธว สารีปุตฺต ตาสํ เทวตานํ ตถาจิตฺตํ ภาวิตํ เยน ตา เทวตา ทสปิ หุตฺวา ฯเปฯ น จ อญฺญมญฺญํ พฺยาพาเธนฺติ ตสฺมา ติห สารีปุตฺต เอวํ สิกฺขิตพฺพํ สนฺตินฺทฺริยา ภวิสฺสาม สนฺตมานสาติ เอวญฺหิ เต สารีปุตฺต สิกฺขิตพฺพํ สนฺตินฺทฺริยานญฺหิ เต สารีปุตฺต สนฺตมานสานํ สนฺตํเยว กายกมฺมํ ภวิสฺสติ สนฺตํ วจีกมฺมํ สนฺตํ มโนกมฺมํ สนฺตํเยวุปหารํ อุปหริสฺสาม สพฺรหฺมจารีสูติ เอวญฺหิ เต สารีปุตฺต สิกฺขิตพฺพํ อนสฺสุํ โข สารีปุตฺต อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา เย อิมํ ธมฺมปริยายํ นาสฺโสสุนฺติ ฯ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถีสมัยนั้นแล ท่านพระสารีบุตรอยู่ที่ปราสาทของนางวิสาขา มิคารมารดาในบุพพาราม ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรได้เรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นตอบรับท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่าดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เราจักแสดงบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายใน และบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายนอก ท่านทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นตอบรับท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลายก็บุคคลที่มีสังโยชน์ในภายในเป็นไฉน ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีลสำรวมแล้วในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย เมื่อแตกกายตายไปภิกษุนั้นย่อมเข้าถึงหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เป็นอาคามีกลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ นี้เรียกว่าบุคคลผู้มีสังโยชน์ในภายใน เป็นอาคามีกลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มีสังโยชน์ในภายนอกเป็นไฉน ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมแล้วในพระปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ภิกษุนั้นย่อมบรรลุเจโตวิมุติอันสงบอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เป็นอนาคามีไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ นี้เรียกว่า บุคคลผู้มีสังโยชน์ในภายนอกเป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีศีล สำรวมแล้วในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ภิกษุนั้นย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลาย เพื่อความดับกามทั้งหลาย ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลาย เพื่อความดับภพทั้งหลาย ย่อมปฏิบัติเพื่อสิ้นตัณหา เพื่อสิ้นความโลภภิกษุนั้นเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลายนี้เรียกว่า บุคคลมีสังโยชน์ในภายนอก เป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ ฯ ครั้งนั้นแล เทวดาที่มีจิตเสมอกันมากองค์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระสารีบุตรนั่นกำลังเทศนาถึงบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายใน และบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายนอกแก่ภิกษุทั้งหลาย อยู่ที่ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาในบุพพาราม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บริษัทร่าเริง ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงพระกรุณา เสด็จไปหาท่านพระสารีบุตรจนถึงที่อยู่เถิด พระผู้มีพระภาคทรงรับคำอาราธนาด้วยดุษณีภาพ ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคทรงหายจากพระเชตวันวิหารไปปรากฏเฉพาะหน้าท่านพระสารีบุตร ที่ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาในบุพพาราม เหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้หรือคู้แขนที่เหยียดฉะนั้น พระผู้มี-*พระภาคประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ แม้ท่านพระสารีบุตรก็ได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วนั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรสารีบุตร เทวดาที่มีจิตเสมอกันมากองค์เข้าไปหาเราจนถึงที่อยู่ ไหว้เราแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วบอกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระสารีบุตรกำลังเทศนาถึงบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายในและบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายนอก แก่ภิกษุทั้งหลาย อยู่ที่ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาในบุพพาราม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บริษัทร่าเริง ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคทรงพระกรุณาเสด็จไปหาท่านพระสารีบุตรจนถึงที่อยู่เถิด ดูกรสารีบุตร ก็เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ในโอกาสแม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง ๑๐ องค์บ้าง ๒๐ องค์บ้าง ๓๐ องค์บ้าง ๔๐ องค์บ้าง ๕๐ องค์บ้าง ๖๐องค์บ้าง แต่ก็ไม่เบียดกันและกัน ดูกรสารีบุตร ก็เธอพึงมีความคิดอย่างนี้ว่าจิตอย่างนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ได้ในโอกาสแม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง ๑๐ องค์บ้าง ... ๖๐ องค์บ้าง เป็นจิตอันเทวดาเหล่านั้นอบรมแล้วในภพนั้นแน่นอน ดูกรสารีบุตร ก็ข้อนั้นเธอไม่ควรเห็นเช่นนี้ ดูกรสารีบุตรก็จิตอย่างนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ได้ในโอกาสแม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง ๑๐ องค์บ้าง ฯลฯ แต่ก็ไม่เบียดกันและกัน เทวดาเหล่านั้นได้อบรมแล้วในศาสนานี้เอง เพราะฉะนั้นแหละสารีบุตร เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จักเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่ เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ สารีบุตร กายกรรมวจีกรรม มโนกรรมของผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับ จักสงบระงับ เพราะฉะนั้นแหละ สารีบุตร เธอพึงศึกษาว่า จักนำกายและจิตที่สงบระงับแล้วเท่านั้นเข้าไปในพรหมจารีทั้งหลาย ดูกรสารีบุตร เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ ดูกรสารีบุตรพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกที่ไม่ได้ฟังธรรมบรรยายนี้ ได้พากันฉิบหายเสียแล้ว ฯ
๓๖ เอกํ สมยํ อายสฺมา มหากจฺจาโน วรณาย วิหรติ กทฺทมทหตีเร ฯ อถโข อารามทณฺโฑ พฺราหฺมโณ เยนายสฺมา มหากจฺจาโน เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมตา มหากจฺจาเนน สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อารามทณฺโฑ พฺราหฺมโณ อายสฺมนฺตํ มหากจฺจานํ เอตทโวจ โก นุ โข โภ กจฺจาน เหตุ โก ปจฺจโย เยน ขตฺติยาปิ ขตฺติเยหิ วิวทนฺติ พฺราหฺมณาปิ พฺราหฺมเณหิ วิวทนฺติ คหปติกาปิ คหปติเกหิ วิวทนฺตีติ ฯ กามราควินิเวสวินิพนฺธปลิเคธปริยุฏฺฐานชฺโฌสานเหตุ โข พฺราหฺมณ ขตฺติยาปิ ขตฺติยาปิ วิวทนฺติ พฺราหฺมณาปิ พฺราหฺมเณหิ วิวทนฺติ คหปติกาปิ คหปติเกหิ วิวทนฺตีติ ฯ {๒๘๒.๑} โก ปน โภ กจฺจาน เหตุ โก ปจฺจโย เยน สมณาปิ สมเณหิ วิวทนฺตีติ ฯ ทิฏฺฐิราควินิเวสวินิพนฺธปลิเคธ- ปริยุฏฺฐานชฺโฌสานเหตุ โข พฺราหฺมณ สมณาปิ สมเณหิ วิวทนฺตีติ ฯ อตฺถิ ปน โภ กจฺจาน โกจิ โลกสฺมึ โย อิมญฺเจว กามราควินิเวสวินิพนฺธปลิเคธปริยุฏฺฐานชฺโฌสานํ สมติกฺกนฺโต อิมญฺจ ทิฏฺฐิราควินิเวสวินิพนฺธปลิเคธปริยุฏฺฐานชฺโฌสานํ สมติกฺกนฺโตติ ฯ อตฺถิ พฺราหฺมณ โลกสฺมึ โย อิมญฺเจว กามราควินิเวสวินิพนฺธปลิเคธปริยุฏฺฐานชฺโฌสานํ สมติกฺกนฺโต อิมญฺจ ทิฏฺฐิราควินิเวสวินิพนฺธปลิเคธปริยุฏฺฐานชฺโฌสานํ สมติกฺกนฺโตติ ฯ โก ปน โส โภ กจฺจาน โลกสฺมึ โย อิมญฺเจว กามราควินิเวสวินิพนฺธปลิเคธปริยุฏฺฐานชฺโฌสานํ สมติกฺกนฺโต อิมญฺจ ทิฏฺฐิราควินิเวสวินิพนฺธปลิเคธปริยุฏฺฐานชฺโฌสานํ สมติกฺกนฺโตติ ฯ อตฺถิ พฺราหฺมณ ปุรตฺถิเมสุ ชนปเทสุ สาวตฺถี นาม นครํ ตตฺถ โส ภควา เอตรหิ วิหรติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ โส หิ พฺราหฺมณ ภควา อิมญฺเจว กามราควินิเวสวินิพนฺธปลิเคธ- ปริยุฏฺฐานชฺโฌสานํ สมติกฺกนฺโต อิมญฺจ ทิฏฺฐิราควินิเวส- วินิพนฺธปลิเคธปริยุฏฺฐานชฺโฌสานํ สมติกฺกนฺโตติ ฯ เอวํ วุตฺเต อารามทณฺโฑ พฺราหฺมโณ อุฏฺฐายาสนา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา ทกฺขิณชานุมณฺฑลํ ปฐวิยํ นิหนฺตฺวา เยน ภควา เตนญฺชลิมฺปณาเมตฺวา ติกฺขตฺตุํ อุทานํ อุทาเนสิ นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส โย หิ โส ภควา อิมญฺเจว กามราควินิเวสวินิพนฺธปลิเคธปริยุฏฺฐานชฺโฌสานํ สมติกฺกนฺโต อิมญฺจ ทิฏฺฐิราควินิเวสวินิพนฺธปลิเคธปริยุฏฺฐานชฺโฌสานํ สมติกฺกนฺโตติ ฯ อภิกฺกนฺตํ โภ กจฺจาน อภิกฺกนฺตํ โภ กจฺจาน เสยฺยถาปิ โภ กจฺจาน นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวเรยฺย มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย อนฺธกาเร วา เตลปฺปชฺโชตํ ธาเรยฺย จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺตีติ เอวเมวํ โภตา กจฺจาเนน อเนกปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต เอสาหํ โภ กจฺจาน ตํ ภวนฺตํ โคตมํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ อุปาสกํ มํ ภวํ กจฺจาโน ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณํ คตนฺติ ฯ
สมัยหนึ่ง ท่านพระมหากัจจานะอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำกัททมทหะ ใกล้พระนครวรรณะ ครั้งนั้นแล พราหมณ์อารามทัณฑะได้เข้าไปหาท่านพระมหา-*กัจจานะถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระมหากัจจานะ ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามว่า ดูกรท่านกัจจานะ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้กษัตริย์กับกษัตริย์ พราหมณ์กับพราหมณ์ คฤหบดีกับคฤหบดี วิวาทกัน ท่านมหากัจจานะตอบว่า ดูกรพราหมณ์เพราะเหตุเวียนเข้าไปหากามราคะ ตกอยู่ในอำนาจกามราคะ กำหนัดยินดีในกามราคะ ถูกกามราคะกลุ้มรุม และถูกกามราคะท่วมทับ แม้กษัตริย์กับกษัตริย์พราหมณ์กับพราหมณ์ คฤหบดีกับคฤหบดี วิวาทกัน ฯ อา. ดูกรท่านกัจจานะ ก็อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย เครื่องให้สมณะกับสมณะวิวาทกัน ฯ มหา. ดูกรพราหมณ์ เพราะเหตุเวียนเข้าไปหาทิฐิราคะ ตกอยู่ในอำนาจทิฐิราคะ กำหนัดยินดีในทิฐิราคะ ถูกทิฐิราคะกลุ้มรุม และถูกทิฐิราคะท่วมทับ แม้สมณะกับสมณะก็วิวาทกัน ฯ อา. ดูกรท่านกัจจานะ ก็ในโลก ยังจะมีใครบ้างไหม ที่ก้าวล่วงการเวียนเข้าไปหากามราคะ การตกอยู่ในอำนาจกามราคะ การกำหนัดยินดีในกาม-*ราคะ การถูกกามราคะกลุ้มรุม และการถูกกามราคะท่วมทับนี้ และก้าวล่วงการเวียนเข้าไปหาทิฐิราคะ การตกอยู่ในอำนาจทิฐิราคะ การกำหนัดยินดีในทิฐิราคะการถูกทิฐิราคะกลุ้มรุม และการถูกทิฐิราคะท่วมทับนี้เสียได้ ฯ มหา. ดูกรพราหมณ์ ในโลก มีท่านที่ก้าวล่วงการเวียนเข้าไปหากาม-*ราคะ การตกอยู่ในอำนาจกามราคะ การกำหนัดยินดีในกามราคะ การถูกกาม-*ราคะกลุ้มรุม และการถูกกามราคะท่วมทับนี้เสียได้ และก้าวล่วงความเวียนเข้าไปหาทิฐิราคะ การตกอยู่ในอำนาจทิฐิราคะ การกำหนัดยินดีในทิฐิราคะ การถูกทิฐิ-*ราคะกลุ้มรุม และการถูกทิฐิราคะท่วมทับนี้ ฯ อา. ดูกรท่านกัจจานะ ใครในโลกเป็นผู้ก้าวล่วงการเวียนเข้าไปหากาม-*ราคะ ... และการถูกทิฐิราคะท่วมทับนี้ ฯ มหา. ดูกรพราหมณ์ ในชนบทด้านทิศบูรพา มีพระนครชื่อว่าสาวัตถีณ พระนครสาวัตถีนั้นทุกวันนี้ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นกำลังประทับอยู่ ดูกรพราหมณ์ ก็พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงก้าวล่วงการเวียนเข้าไปหากามราคะ ... และการถูกทิฐิราคะท่วมทับนี้ด้วย เมื่อท่านพระมหากัจจานะตอบอย่างนี้แล้ว พราหมณ์อารามทัณฑะลุกจากที่นั่ง ห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้ว คุกมณฑลเข่าข้างขวาลงบนแผ่นดิน ประนมอัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่แล้วเปล่งอุทาน ๓ ครั้งว่า ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ขอนอบน้อมแด่พระผู้มี-*พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ก้าวล่วงการเวียนเข้าไปหากามราคะ การตกอยู่ในอำนาจกามราคะ การกำหนัดยินดีในกามราคะ การถูกกามราคะกลุ้มรุมและการถูกกามราคะท่วมทับนี้แล้ว กับทั้งได้ก้าวล่วงการเวียนเข้าไปหาทิฐิราคะการตกอยู่ในอำนาจทิฐิราคะ การกำหนัดยินดีในทิฐิราคะ การถูกทิฐิราคะกลุ้มรุมและการถูกทิฐิราคะท่วมทับนี้ด้วย ข้าแต่ท่านกัจจานะ ภาษิตของท่านแจ่มแจ้งนักข้าแต่ท่านกัจจานะ ภาษิตของท่านแจ่มแจ้งนัก ท่านกัจจานะประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่าคนมีจักษุจักเห็นรูป ฉะนั้น ข้าแต่ท่านกัจจานะ ข้าพเจ้านี้ ขอถึงพระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้น กับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอท่านกัจจานะจงจำข้าพเจ้าว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิตจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ
๓๗ เอกํ สมยํ อายสฺมา มหากจฺจาโน มธุรายํ วิหรติ คุนฺทาวเน ฯ อถโข กณฺฑรายโน พฺราหฺมโณ เยนายสฺมา มหากจฺจาโน เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมตา มหากจฺจาเนน สทฺธึ สมฺโมทิ ฯเปฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข กณฺฑรายโน พฺราหฺมโณ อายสฺมนฺตํ มหากจฺจานํ เอตทโวจ สุตมฺเมตํ โภ กจฺจาน น สมโณ กจฺจาโน พฺราหฺมเณ ชิณฺเณ วุฑฺเฒ มหลฺลเก อทฺธคเต วโยอนุปฺปตฺเต อภิวาเทติ วา ปจฺจุฏฺเฐติ วา อาสเนน วา นิมนฺเตตีติ ตยิทํ โภ กจฺจาน ตเถว น หิ ภวํ กจฺจาโน พฺราหฺมเณ ชิณฺเณ วุฑฺเฒ มหลฺลเก อทฺธคเต วโยอนุปฺปตฺเต อภิวาเทติ วา ปจฺจุฏฺเฐติ วา อาสเนน วา นิมนฺเตติ ตยิทํ โภ กจฺจาน น สมฺปนฺนเมวาติ ฯ {๒๘๓.๑} อตฺถิ พฺราหฺมณ เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน วุฑฺฒิภูมิ จ อกฺขาตา ทหรภูมิ จ วุฑฺโฒ เจปิ พฺราหฺมณ โหติ อสีติโก วา นวุติโก วา วสฺสสติโก วา ชาติยา โส จ กาเม ปริภุญฺชติ กามมชฺเฌ วสติ กามปริฬาเหน ปริฑยฺหติ กามวิตกฺเกหิ ขชฺชติ กามปริเยสนาย อุสฺสุกฺโก อถโข โส พาโล น เถโรเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ทหโร เจปิ พฺราหฺมณ โหติ ยุวา สุสูกาฬเกโส ภเทฺรน โยพฺพเนน สมนฺนาคโต ปฐเมน วยสา โส จ น กาเม ปริภุญฺชติ น กามมชฺเฌ วสติ น กามปริฬาเหน ปริฑยฺหติ น กามวิตกฺเกหิ ขชฺชติ น กามปริเยสนาย อุสฺสุกฺโก อถโข โส ปณฺฑิโต เถโรเตฺวว สงฺขํ คจฺฉตีติ ฯ เอวํ วุตฺเต กณฺฑรายโน พฺราหฺมโณ อุฏฺฐายาสนา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา ทหรานํ สุทํ ภิกฺขูนํ ปาเท สิรสา วนฺทติ วุฑฺฒา ภวนฺโต วุฑฺฒภูมิยํ ฐิตา ทหรา มยํ ทหรภูมิยํ ฐิตา อภิกฺกนฺตํ โภ กจฺจาน ฯเปฯ อุปาสกํ มํ ภวํ กจฺจาโน ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณํ คตนฺติ ฯ
สมัยหนึ่ง ท่านพระมหากัจจานะอยู่ที่ป่าคุนทาวัน ใกล้เมือง มธุรา ครั้งนั้นแล พราหมณ์กัณฑรายนะเข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระมหากัจจานะ ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามว่า ดูกรท่านกัจจานะ ข้าพเจ้าได้ฟังมาดังนี้ว่า ท่านสมณะกัจจานะหาอภิวาท ลุกขึ้นต้อนรับพวกพราหมณ์ที่ชราแก่เฒ่าล่วงกาลผ่านวัย หรือเชื้อเชิญด้วยอาสนะไม่ ดูกรท่านกัจจานะ ข่าวที่ได้ฟังมานั้นจริงแท้ เพราะท่านกัจจานะหาอภิวาท ลุกขึ้นต้อนรับพวกพราหมณ์ที่ชราแก่เฒ่าล่วงกาลผ่านวัย หรือเชื้อเชิญด้วยอาสนะไม่ ดูกรท่านกัจจานะ การกระทำเช่นนี้นั้นเป็นการไม่สมควรแท้ ฯ ท่านมหากัจจานะตอบว่า ดูกรพราหมณ์ ภูมิคนแก่และภูมิเด็ก ที่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงรู้ทรงเห็นพระองค์นั้นตรัสไว้มีอยู่ดูกรพราหมณ์ ถึงแม้จะเป็นคนแก่มีอายุ ๘๐ ปี ๙๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปี แต่กำเนิดก็ดี แต่เขายังบริโภคกาม อยู่ในท่ามกลางกาม ถูกความเร่าร้อนเพราะกามแผดเผาถูกกามวิตกเคี้ยวกินอยู่ ยังเป็นผู้ขวนขวายเพื่อแสวงหากาม เขาก็ย่อมถึงการนับว่าเป็นพาล ไม่ใช่เถระโดยแท้ ดูกรพราหมณ์ ถึงแม้ว่าจะเป็นเด็กยังเป็นหนุ่มมีผมดำสนิท ประกอบด้วยความเป็นหนุ่มอันเจริญ ยังตั้งอยู่ในปฐมวัย แต่เขาไม่บริโภคกาม ไม่อยู่ในท่ามกลางกาม ไม่ถูกความเร่าร้อนเพราะกามแผดเผา ไม่ถูกกามวิตกเคี้ยวกิน ไม่ขวนขวายเพื่อแสวงหากาม เขาก็ย่อมถึงการนับว่าเป็นบัณฑิตเป็นเถระแน่แท้ทีเดียวแล ทราบว่า เมื่อท่านพระมหากัจจานะกล่าวอย่างนี้แล้ว พราหมณ์กัณฑรายนะได้ลุกจากที่นั่งแล้วห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ไหว้เท้าของภิกษุที่หนุ่มด้วยเศียรเกล้ากล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าแก่ ตั้งอยู่แล้วในภูมิคนแก่ เรายังเด็ก ตั้งอยู่ในภูมิเด็กข้าแต่ท่านกัจจานะ ภาษิตของท่านแจ่มแจ้งนัก ข้าแต่ท่านกัจจานะ ภาษิตของท่านแจ่มแจ้งนัก ท่านพระกัจจานะประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป ฉะนั้น ข้าแต่ท่านกัจจานะข้าพเจ้านี้ ขอถึงพระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้น กับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ ขอท่านพระกัจจานะจงจำข้าพเจ้าว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ
๓๘ ยสฺมึ ภิกฺขเว สมเย โจรา พลวนฺโต โหนฺติ ราชาโน ตสฺมึ สมเย ทุพฺพลา โหนฺติ ตสฺมึ ภิกฺขเว สมเย รญฺโญ น ผาสุ โหติ อติยาตุํ วา นิยฺยาตุํ วา ปจฺจนฺติเม วา ชนปเท อนุสญฺญาตุํ พฺราหฺมณคหปติกานํปิ ตสฺมึ สมเย น ผาสุ โหติ อติยาตุํ วา นิยฺยาตุํ วา พาหิรานิ วา กมฺมนฺตานิ ปฏิเวกฺขิตุํ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว ยสฺมึ สมเย ปาปภิกฺขู พลวนฺโต โหนฺติ เปสลา ภิกฺขู ตสฺมึ สมเย ทุพฺพลา โหนฺติ ตสฺมึ ภิกฺขเว สมเย เปสลา ภิกฺขู ตุณฺหีภูตา ตุณฺหีภูตาว สงฺฆมชฺเฌ สงฺกสายนฺติ ปจฺจนฺติเม วา ชนปเท ภชนฺติ ตยิทํ ภิกฺขเว โหติ พหุชนาหิตาย พหุชนาสุขาย พหุโน ชนสฺส อนตฺถาย อหิตาย ทุกฺขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ {๒๘๔.๑} ยสฺมึ ภิกฺขเว สมเย ราชาโน พลวนฺโต โหนฺติ โจรา ตสฺมึ สมเย ทุพฺพลา โหนฺติ ตสฺมึ ภิกฺขเว สมเย รญฺโญ ผาสุ โหติ อติยาตุํ วา นิยฺยาตุํ วา ปจฺจนฺติเม วา ชนปเท อนุสญฺญาตุํ พฺราหฺมณคหปติกานํปิ ตสฺมึ สมเย ผาสุ โหติ อติยาตุํ วา นิยฺยาตุํ วา พาหิรานิ วา กมฺมนฺตานิ ปฏิเวกฺขิตุํ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว ยสฺมึ สมเย เปสลา ภิกฺขู พลวนฺโต โหนฺติ ปาปกา ภิกฺขู ตสฺมึ สมเย ทุพฺพลา โหนฺติ ตสฺมึ ภิกฺขเว สมเย ปาปภิกฺขู ตุณฺหีภูตา ตุณฺหีภูตาว สงฺฆมชฺเฌ สงฺกสายนฺติ เยน วา เตน วา ปปตนฺติ ตยิทํ ภิกฺขเว โหติ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย พหุโน ชนสฺส อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด พวกโจรมีกำลัง สมัยนั้นพระเจ้า-*แผ่นดินย่อมถอยกำลัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยเช่นนั้น พระเจ้าแผ่นดินย่อมไม่สะดวกที่จะเสด็จผ่านไป เสด็จออกไป หรือจะออกคำสั่งไปยังชนบทชายแดนในสมัยเช่นนั้น แม้พวกพราหมณ์และคฤหบดีก็ไม่สะดวกที่จะผ่านไป จะออกไปหรือเพื่อตรวจตราการงานภายนอก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สมัยใดพวกภิกษุเลวทรามมีกำลัง สมัยนั้น พวกภิกษุที่มีศีลเป็นที่รักย่อมถอยกำลังดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยเช่นนั้น ภิกษุพวกที่มีศีลเป็นที่รัก เป็นผู้นิ่งเงียบทีเดียว นั่งในท่ามกลางสงฆ์ หรือคบชนบทชายแดน ข้อนี้นั้นย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์ของชนมาก เพื่อมิใช่สุขของชนมาก เพื่อความฉิบหาย เพื่อมิใช่ประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด พระเจ้าแผ่นดินมีกำลัง สมัยนั้น พวกโจรย่อมถอยกำลังดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยเช่นนั้น พระเจ้าแผ่นดินย่อมสะดวกที่จะเสด็จผ่านไปเสด็จออกไป หรือที่จะออกคำสั่งไปยังชนบทชายแดน ในสมัยเช่นนั้น แม้พวกพราหมณ์และคฤหบดีย่อมสะดวกที่จะไป ออกไป หรือตรวจการงานภายนอกดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สมัยใด พวกภิกษุที่มีศีลเป็นที่รัก มีกำลังสมัยนั้น พวกภิกษุที่เลวทราม ย่อมถอยกำลัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยเช่นนั้นพวกภิกษุที่เลวทราม เป็นผู้นิ่งเงียบทีเดียว นั่งในท่ามกลางสงฆ์ หรือออกไปทางใดทางหนึ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของชนมากเพื่อสุขของชนมาก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ
๓๙ ทฺวินฺนาหํ ภิกฺขเว มิจฺฉาปฏิปตฺตึ น วณฺเณมิ คิหิสฺส วา ปพฺพชิตสฺส วา คิหี วา ภิกฺขเว ปพฺพชิโต วา มิจฺฉาปฏิปนฺโน มิจฺฉาปฏิปตฺตาธิกรณเหตุ นาราธโก โหติ ญายํ ธมฺมํ กุสลํ ฯ ทฺวินฺนาหํ ภิกฺขเว สมฺมาปฏิปตฺตึ วณฺเณมิ คิหิสฺส วา ปพฺพชิตสฺส วา คิหี วา ภิกฺขเว ปพฺพชิโต วา สมฺมาปฏิปนฺโน สมฺมาปฏิปตฺตาธิกรณเหตุ อาราธโก โหติ ญายํ ธมฺมํ กุสลนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่สรรเสริญความปฏิบัติผิดของคน ๒จำพวก คือ คฤหัสถ์ ๑ บรรพชิต ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คฤหัสถ์หรือบรรพชิตปฏิบัติผิดแล้ว ย่อมไม่ยังกุศลธรรมที่นำออกให้สำเร็จก็ได้ เพราะการปฏิบัติผิดเป็นเหตุ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราสรรเสริญความปฏิบัติชอบของคน ๒ จำพวก คือคฤหัสถ์ ๑ บรรพชิต ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คฤหัสถ์หรือบรรพชิตปฏิบัติชอบแล้วย่อมยังกุศลธรรมที่นำออกให้สำเร็จได้ เพราะการปฏิบัติชอบเป็นเหตุ ฯ
๔๐ เย เต ภิกฺขเว ภิกฺขู ทุคฺคหิเตหิ สุตฺตนฺเตหิ พฺยญฺชนปฏิรูปเกหิ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ ปฏิพาหนฺติ เต ภิกฺขเว ภิกฺขู พหุชนาหิตาย ปฏิปนฺนา พหุชนาสุขาย พหุโน ชนสฺส อนตฺถาย อหิตาย ทุกฺขาย เทวมนุสฺสานํ พหุญฺจ เต ภิกฺขเว ภิกฺขู อปุญฺญํ ปสวนฺติ เตจิมํ สทฺธมฺมํ อนฺตรธาเปนฺติ ฯ เย เต ภิกฺขเว ภิกฺขู สุคฺคหิเตหิ สุตฺตนฺเตหิ พฺยญฺชนปฏิรูปเกหิ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ อนุโลเมนฺติ เต ภิกฺขเว ภิกฺขู พหุชนหิตาย ปฏิปนฺนา พหุชนสุขาย พหุโน ชนสฺส อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ พหุญฺจ เต ภิกฺขเว ภิกฺขู ปุญฺญํ ปสวนฺติ เตจิมํ สทฺธมฺมํ ฐเปนฺตีติ ฯ สมจิตฺตวคฺโค จตุตฺโถ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพวกที่ห้ามอรรถและธรรมโดยสูตรซึ่งตนเรียนไว้ไม่ดี ด้วยพยัญชนะปฏิรูปนั้น ชื่อว่าปฏิบัติแล้วเพื่อมิใช่ประโยชน์ของชนมาก เพื่อมิใช่สุขของชนมาก เพื่อความฉิบหาย เพื่อมิใช่ประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุพวกนั้นยังจะประสพบาปเป็นอันมาก และทั้งชื่อว่าทำสัทธรรมนี้ให้อันตรธานไปอีกด้วย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพวกที่อนุโลมอรรถและธรรม โดยสูตรซึ่งตนเรียนไว้ดี ด้วยพยัญชนะปฏิรูปนั้น ชื่อว่าปฏิบัติแล้วเพื่อประโยชน์ของชนมาก เพื่อความสุขของชนมาก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุพวกนั้นยังประสพบุญเป็นอันมาก ทั้งชื่อว่าดำรงสัทธรรมนี้ไว้อีกด้วย ฯ จบสมจิตตวรรคที่ ๔
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. สมจิตตวรรค ๔. สมจิตตวรรค หมวดว่าด้วยเทวดาพร้อมใจกัน
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงภูมิอสัตบุรุษและภูมิสัตบุรุษแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า ภูมิอสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ อสัตบุรุษเป็นคนอกตัญญู เป็นคนอกตเวที ความเป็นคนอกตัญญูความเป็นคนอกตเวที อสัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญ ความเป็นคนอกตัญญู และความเป็นคนอกตเวที ทั้งหมดนี้เป็นภูมิอสัตบุรุษ ภูมิสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ สัตบุรุษเป็นคนกตัญญู เป็นคนกตเวที ความเป็นคนกตัญญู ความเป็นคนกตเวที สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญ ความเป็นคนกตัญญู และความเป็นคนกตเวทีทั้งหมดนี้เป็นภูมิสัตบุรุษ (๑) การตอบแทนที่ทำได้ยาก
การทำตอบแทนแก่ท่านทั้งสองเราไม่กล่าวว่าเป็นการทำได้โดยง่าย ท่านทั้งสองคือใคร คือ มารดาและบิดา ถึงบุตรจะมีอายุ ๑๐๐ ปี มีชีวิตอยู่ ๑๐๐ ปีประคับประคองมารดาด้วยบ่าข้างหนึ่ง ประคับประคองบิดาด้วยบ่าข้างหนึ่ง ปฏิบัติท่านทั้งสองนั้นด้วยการอบกลิ่น การนวด การให้อาบน้ำ และการบีบนวด และแม้ท่านทั้งสองนั้นจะถ่ายอุจจาระและปัสสาวะลงบนบ่าทั้งสองของเขานั่นแล การกระทำอย่างนั้นยังไม่ชื่อว่าอันบุตรได้ทำ หรือทำตอบแทนแก่มารดาและบิดาเลย ถึงบุตรจะสถาปนามารดาและบิดาไว้ในราชสมบัติซึ่งเป็นเจ้าเหนือหัวแห่งแผ่นดินใหญ่ที่มี@เชิงอรรถ : @ อกตัญญู หมายถึงผู้ไม่รู้อุปการะที่บุคคลอื่นกระทำแก่ตน (องฺ.ทุก.อ. ๒/๓๓/๓๑)@ อกตเวที หมายถึงผู้ไม่รู้จักทำอุปการะที่บุคคลอื่นกระทำแก่ตนให้ปรากฏ (องฺ.ทุก.อ. ๒/๓๓/๓๑)@ การบีบนวด หมายถึงการดึงไปและดึงมาซึ่งมือและเท้าเป็นต้น (องฺ.ทุก.อ. ๒/๓๔/๓๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๗๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. สมจิตตวรรครัตนะ ๗ ประการมากมายนี้ การกระทำอย่างนั้นยังไม่ชื่อว่าอันบุตรได้ทำ หรือทำตอบแทนแก่มารดาและบิดาเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมารดาและบิดามีอุปการะมาก บำรุงเลี้ยง แสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย ส่วนบุตรคนใดให้มารดาและบิดาผู้ไม่มีศรัทธา สมาทาน ตั้งมั่น ดำรงอยู่ในสัทธาสัมปทา(ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา) ให้มารดาและบิดาผู้ทุศีล สมาทาน ตั้งมั่นดำรงอยู่ในสีลสัมปทา(ความถึงพร้อมด้วยศีล) ให้มารดาและบิดาผู้ตระหนี่ สมาทานตั้งมั่น ดำรงอยู่ในจาคสัมปทา(ความถึงพร้อมด้วยการเสียสละ) ให้มารดาและบิดาผู้ไม่มีปัญญา สมาทาน ตั้งมั่น ดำรงอยู่ในปัญญาสัมปทา(ความถึงพร้อมด้วยปัญญา) ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล การกระทำอย่างนั้นชื่อว่าอันบุตรได้ทำและทำตอบแทนแก่มารดาและบิดา (๒) วาทะ ๒ อย่าง
ครั้งนั้น พราหมณ์คนหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจพอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ท่านพระโคดมมีวาทะ อย่างไร กล่าวถึงอะไร” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “พราหมณ์ เรามีวาทะว่าควรทำ และมีวาทะว่าไม่ควรทำ” พราหมณ์ทูลถามว่า “ท่านพระโคดมมีวาทะว่าควรทำและมีวาทะว่าไม่ควรทำอย่างไร” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เรากล่าวว่า ไม่ควรทำกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต ไม่ควรทำบาปอกุศลธรรมหลายอย่าง แต่ควรทำกายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต ควรทำกุศลธรรมหลายอย่าง พราหมณ์ เรามีวาทะว่าควรทำและมีวาทะว่าไม่ควรทำอย่างนี้แล” @เชิงอรรถ : @ วาทะ ในที่นี้หมายถึงลัทธิ ความเชื่อ เช่น คำว่า นัตถิกวาทะ ลัทธิที่ถือว่าไม่มีเหตุปัจจัยที่ทำให้สัตว์@บริสุทธิ์หรือเศร้าหมอง (เทียบ ที.สี.อ. ๑๖๘/๑๔๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๗๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. สมจิตตวรรค พราหมณ์กราบทูลว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ฯลฯ ขอท่านพระโคดมจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต” (๓) ทักขิไณยบุคคล ๒ จำพวก
ครั้งนั้น อนาถบิณฑิกคหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทักขิไณยบุคคล(คนที่ควรแก่ของทำบุญ)ในโลกมีกี่จำพวก และควรให้ทานในเขตไหน พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ในโลกมีทักขิไณยบุคคล ๒ จำพวก คือ ๑. พระเสขะ (ผู้ยังต้องศึกษา) ๒. พระอเสขะ (ผู้ไม่ต้องศึกษา) ในโลกมีทักขิไณยบุคคล ๒ จำพวกนี้แล และพึงให้ทานในเขตนี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระดำรัสนี้ พระสุคตศาสดาครั้นตรัสพระดำรัสนี้แล้ว ได้ตรัสพระคาถาประพันธ์นี้ต่อไปอีกว่า ในโลกนี้ พระเสขะและพระอเสขะ เป็นผู้ควรแก่ทักษิณาของทายกผู้บูชาอยู่ พระเสขะและพระอเสขะเหล่านั้นเป็นคนตรง ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ นี้เป็นเขต ของทายกผู้บูชาอยู่ ทานที่ให้ในเขตนี้มีผลมาก (๔) @เชิงอรรถ : @ เขต หมายถึงที่ตั้ง ที่พึ่ง ที่งอกงามแห่งบุญ (องฺ.ทุก.อ. ๒/๓๖/๓๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๗๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. สมจิตตวรรคบุคคลผู้มีสังโยชน์ ๒ จำพวก
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรอยู่ที่ปราสาทของวิสาขามิคาร-มาตา ในบุพพาราม เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นตอบรับแล้ว ท่านพระสารีบุตรจึงได้กล่าวเรื่องนี้ว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย เราจักแสดงบุคคลที่มีสังโยชน์ภายใน และบุคคลที่มี สังโยชน์ภายนอก ท่านทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว” ภิกษุเหล่านั้นตอบรับแล้ว ท่านพระสารีบุตรจึงได้กล่าวเรื่องนี้ว่า บุคคลผู้มีสังโยชน์ภายใน เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยการสังวรในพระปาติโมกข์ เพียบพร้อมด้วยอาจาระ(มารยาท)และโคจร(การเที่ยวไป) มีปกติเห็นภัยในโทษแม้เล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ภิกษุนั้นหลังจากมรณภาพแล้วจะไปเกิดในหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง เธอจุติจากอัตภาพนั้น เป็นอาคามี กลับมาสู่ความเป็นมนุษย์นี้ บุคคลนี้เรียกว่า ผู้มีสังโยชน์ภายใน เป็นอาคามี กลับมาสู่ความเป็นมนุษย์นี้ บุคคลผู้มีสังโยชน์ภายนอก เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยการสังวรในพระปาติโมกข์ เพียบพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษแม้เล็กน้อย สมาทานศึกษา@เชิงอรรถ : @ สังโยชน์ภายใน ในที่นี้หมายถึงฉันทราคะในกามภพที่เป็นไปภายใน หรือหมายถึงโอรัมภาคิยสังโยชน์@(สังโยชน์เบื้องต่ำ) ๕ ประการ (องฺ.ทุก.อ. ๒/๓๗/๔๐) @ สังโยชน์ภายนอก ในที่นี้หมายถึงฉันทราคะในรูปภพและอรูปภพที่อยู่ภายนอก หรือหมายถึง@อุทธัมภาคิยสังโยชน์(สังโยชน์เบื้องสูง) ๕ ประการ (องฺ.ทุก.อ. ๒/๓๗/๔๐)@ หมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง หมายถึงหมู่เทพชั้นกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น ชั้นใดชั้นหนึ่ง (องฺ.ทุก.อ. ๒/๓๗/๔๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๘๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. สมจิตตวรรคอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ภิกษุนั้นบรรลุเจโตวิมุตติที่สงบอย่างใดอย่างหนึ่ง ภิกษุนั้นหลังจากมรณภาพแล้วจะไปเกิดในหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง เธอจุติจากอัตภาพนั้นเป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็นมนุษย์นี้ บุคคลนี้เรียกว่า ผู้มีสังโยชน์ภายนอก เป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็น มนุษย์นี้ อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยการสังวรในพระปาติโมกข์ เพียบพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษแม้เล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ภิกษุนั้นปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อ ดับกามทั้งหลาย ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับภพ ทั้งหลาย เธอปฏิบัติเพื่อสิ้นตัณหา เธอปฏิบัติเพื่อสิ้นความโลภ หลังจากมรณภาพแล้วจะไปเกิดในหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง เธอจุติจากอัตภาพนั้นเป็นอนาคามีไม่กลับมาสู่ความเป็นมนุษย์นี้ บุคคลนี้เรียกว่า ผู้มีสังโยชน์ภายนอกเป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็น มนุษย์นี้ ครั้งนั้น เทวดาจำนวนมากพร้อมใจกันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายอภิวาทแล้ว ได้ยืน ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ณ ปราสาทของวิสาขามิคารมาตา ในบุพพาราม ท่านพระสารีบุตรนั้นกำลังเทศนาถึงบุคคลที่มีสังโยชน์ภายในและบุคคลที่มีสังโยชน์ภายนอกให้ภิกษุทั้งหลายฟัง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บริษัทต่างร่าเริง ขอประทานวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคทรงพระกรุณาเสด็จไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่เถิด” พระผู้มีพระภาคทรงรับอาราธนาโดยดุษณีภาพ ต่อจากนั้น ได้ทรงหายจาก พระเชตวันไปปรากฏต่อหน้าท่านพระสารีบุตรที่ปราสาทของวิสาขามิคารมาตาในบุพพาราม เหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนออกหรือคู้แขนเข้าฉะนั้น พระผู้มี พระภาคประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ ฝ่ายท่านพระสารีบุตรก็ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่สมควร @เชิงอรรถ : @ หมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง หมายถึงหมู่เทพชั้นสุทธาวาส ๕ ชั้น ชั้นใดชั้นหนึ่ง (องฺ.ทุก.อ. ๒/๓๗/๔๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๘๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. สมจิตตวรรค พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า สารีบุตร เทวดาจำนวนมากพร้อมใจกันเข้าไปหาเราถึงที่อยู่ ไหว้แล้วยืนอยู่ณ ที่สมควร ได้กล่าวดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ณ ปราสาทของวิสาขามิคาร-มาตา ในบุพพาราม ท่านพระสารีบุตรนั้นกำลังเทศนาถึงบุคคลที่มีสังโยชน์ภายในและบุคคลที่มีสังโยชน์ภายนอกให้ภิกษุทั้งหลายฟัง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บริษัทต่างร่าเริง ขอประทานวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคทรงพระกรุณาเสด็จไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่เถิด” เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ในพื้นที่มีขนาดพอที่ปลายเหล็กแหลมจรดลงได้ จำนวน ๑๐ องค์บ้าง ๒๐ องค์บ้าง ๓๐ องค์บ้าง ๔๐ องค์บ้าง๕๐ องค์บ้าง ๖๐ องค์บ้าง แต่ก็ไม่เบียดเสียดกัน เธออาจมีความคิดอย่างนี้ว่า “จิตซึ่งเป็นเหตุให้เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ได้ในพื้นที่มีขนาดพอที่ปลายเหล็กแหลมจรดลงได้จำนวน ๑๐ องค์บ้าง ๒๐ องค์บ้าง ๓๐ องค์บ้าง ๔๐ องค์บ้าง ๕๐ องค์บ้าง ๖๐ องค์บ้าง แต่ก็ไม่เบียดเสียดกันอย่างนั้น เป็นจิตอันเทวดาเหล่านั้นได้เจริญในภพนั้นแน่นอน” ข้อนั้นเธอไม่ควรเห็นอย่างนั้น จิตซึ่งเป็นเหตุให้เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ได้ในพื้นที่มีขนาดพอที่ปลายเหล็กแหลมจรดลงได้ จำนวน ๑๐ องค์บ้าง ฯลฯ แต่ก็ไม่เบียดเสียดกันอย่างนั้น เป็นจิตอันเทวดาเหล่านั้นได้เจริญในธรรมวินัยนี้นั่นเอง เพราะเหตุนั้นแล เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า “เราจักเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจสงบ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมของผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจสงบ ก็จักสงบด้วยเราจักนำกายและจิตที่สงบเท่านั้นเข้าไปในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย” สารีบุตร เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล สารีบุตร พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกที่ไม่ได้ฟังธรรมบรรยายนี้ได้เสียโอกาสแล้ว (๕)เหตุปัจจัยแห่งการวิวาท
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง ท่านพระมหากัจจานะอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำกัททมทหะ เขตเมืองวรณา ครั้งนั้น พราหมณ์อารามทัณฑะเข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะถึงที่อยู่ ได้สนทนา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๘๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. สมจิตตวรรคปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจพอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้ถามท่านพระมหากัจจานะดังนี้ว่า “ท่านกัจจานะ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้แม้กษัตริย์ก็ขัดแย้งกับกษัตริย์ แม้พราหมณ์ก็ขัดแย้งกับพราหมณ์ แม้คหบดีก็ขัดแย้งกับ คหบดี” พระมหากัจจานะตอบว่า “พราหมณ์ เพราะความยึดมั่นกามราคะ ตกอยู่ในอำนาจกามราคะ กำหนัดยินดีในกามราคะ ถูกกามราคะกลุ้มรุม และถูกกามราคะครอบงำเป็นเหตุ แม้กษัตริย์ก็ขัดแย้งกับกษัตริย์ แม้พราหมณ์ก็ขัดแย้งกับพราหมณ์แม้คหบดีก็ขัดแย้งกับคหบดี” พราหมณ์อารามทัณฑะถามว่า “อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สมณะขัดแย้ง กับสมณะ” พระมหากัจจานะตอบว่า “เพราะความยึดมั่นทิฏฐิราคะ ตกอยู่ในอำนาจทิฏฐิราคะ กำหนัดยินดีในทิฏฐิราคะ ถูกทิฏฐิราคะกลุ้มรุม และถูกทิฏฐิราคะครอบงำเป็นเหตุ แม้สมณะก็ขัดแย้งกับสมณะ” พราหมณ์อารามทัณฑะถามว่า “บุคคลที่ล่วงพ้นความยึดมั่นกามราคะ การตกอยู่ในอำนาจกามราคะ ความกำหนัดยินดีในกามราคะ การถูกกามราคะกลุ้มรุมและการถูกกามราคะครอบงำนี้ และบุคคลที่ล่วงพ้นความยึดมั่นทิฏฐิราคะ การตกอยู่ในอำนาจทิฏฐิราคะ ความกำหนัดยินดีในทิฏฐิราคะ การถูกทิฏฐิราคะกลุ้มรุมและการถูกทิฏฐิราคะครอบงำนี้ยังมีอยู่ในโลกหรือ” พระมหากัจจานะตอบว่า “บุคคลที่ล่วงพ้นความยึดมั่นกามราคะ การตกอยู่ในอำนาจกามราคะ ความกำหนัดยินดีในกามราคะ การถูกกามราคะกลุ้มรุม และการถูกกามราคะครอบงำนี้ และบุคคลที่ล่วงพ้นความยึดมั่นทิฏฐิราคะ การตกอยู่ในอำนาจทิฏฐิราคะ ความกำหนัดยินดีในทิฏฐิราคะ การถูกทิฏฐิราคะกลุ้มรุม และการถูกทิฏฐิราคะครอบงำนี้ยังมีอยู่ในโลก” @เชิงอรรถ : @ ทิฏฐิราคะ ในที่นี้หมายถึงราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยทิฏฐิ ๖๒ ประการ (องฺ.ทุก.อ. ๒/๓๘/๔๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๘๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. สมจิตตวรรค พราหมณ์อารามทัณฑะถามว่า “ก็ใครในโลกที่ล่วงพ้นความยึดมั่นกามราคะการตกอยู่ในอำนาจกามราคะ ความกำหนัดยินดีในกามราคะ การถูกกามราคะกลุ้มรุม และการถูกกามราคะครอบงำนี้ และที่ล่วงพ้นความยึดมั่นทิฏฐิราคะ การตกอยู่ในอำนาจทิฏฐิราคะ ความกำหนัดยินดีในทิฏฐิราคะ การถูกทิฏฐิราคะกลุ้มรุมและการถูกทิฏฐิราคะครอบงำนี้” พระมหากัจจานะตอบว่า “ในชนบทด้านทิศตะวันออกมีเมืองหลวงชื่อสาวัตถีณ กรุงสาวัตถีนั้น ขณะนี้พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นกำลังประทับอยู่ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงล่วงพ้นความยึดมั่นกามราคะ การตกอยู่ในอำนาจกามราคะ ความกำหนัดยินดีในกามราคะ การถูกกามราคะกลุ้มรุมและการถูกกามราคะครอบงำนี้ และทรงล่วงพ้นความยึดมั่นทิฏฐิราคะ การตกอยู่ในอำนาจทิฏฐิราคะ ความกำหนัดยินดีในทิฏฐิราคะ การถูกทิฏฐิราคะกลุ้มรุม และการถูกทิฏฐิราคะครอบงำนี้” เมื่อพระมหากัจจานะตอบอย่างนี้แล้ว พราหมณ์อารามทัณฑะได้ลุกจากที่นั่งห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง คุกเข่าข้างขวาลงบนแผ่นดิน ประนมมือไปยังทิศที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ อุทานขึ้น ๓ ครั้งว่า “ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้ทรงล่วงพ้นความยึดมั่นกามราคะการตกอยู่ในอำนาจกามราคะ ความกำหนัดยินดีในกามราคะ การถูกกามราคะกลุ้มรุม และการถูกกามราคะครอบงำนี้ และทรงล่วงพ้นความยึดมั่นทิฏฐิราคะ การตกอยู่ในอำนาจทิฏฐิราคะ ความกำหนัดยินดีในทิฏฐิราคะ การถูกทิฏฐิราคะกลุ้มรุมและการถูกทิฏฐิราคะครอบงำนี้ ท่านกัจจานะ ภาษิตของท่านชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ท่านกัจจานะ ภาษิตของท่านชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ท่านกัจจานะประกาศธรรมแจ่มแจ้งโดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดโดยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ข้าพเจ้านี้ขอถึงท่านพระโคดมพระองค์นั้น พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ขอท่านกัจจานะจงจำข้าพเจ้าว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต” (๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๘๔}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. สมจิตตวรรคภูมิคนแก่และภูมิคนหนุ่ม
สมัยหนึ่ง ท่านพระมหากัจจานะอยู่ที่ป่าคุนทาวัน เขตเมืองมธุรา ครั้งนั้น พราหมณ์กัณฑรายนะเข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะถึงที่อยู่ ได้สนทนาปราศรัย ฯลฯ พราหมณ์กัณฑรายนะผู้นั่ง ณ ที่สมควรแล้วได้กล่าวดังนี้ว่า “ท่านกัจจานะ ข้าพเจ้าได้ฟังมาว่า สมณะกัจจานะไม่ยอมกราบ ไม่ลุกรับพวกพราหมณ์ผู้แก่ ผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ ผู้ล่วงกาลผ่านวัย หรือไม่เชื้อเชิญให้นั่ง ท่านกัจจานะ เรื่องที่ข้าพเจ้าได้ทราบมานั้นจริงทีเดียว การที่ท่านกัจจานะทำเช่นนั้นไม่สมควรเลย” ท่านพระมหากัจจานะตอบว่า “ภูมิคนแก่และภูมิคนหนุ่มที่พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงรู้ทรงเห็นพระองค์นั้นตรัสไว้มีอยู่ ถึงแม้นับแต่เกิดมาบุคคลจะเป็นคนแก่มีอายุ ๘๐ ปี ๙๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปี แต่เขายังบริโภคกาม อยู่ในท่ามกลางกาม ถูกความเร่าร้อนเพราะกามแผดเผา ถูกกามวิตกกัดกินอยู่ ยังเป็นผู้ขวนขวายเพื่อแสวงหากาม เขาย่อมถึงการนับว่าเป็นหนุ่ม ไม่ใช่ผู้ใหญ่แท้ ถึงแม้ว่าจะเป็นเด็ก ยังหนุ่มมีผมดำสนิท ประกอบด้วยความเป็นคนหนุ่มแน่น อยู่ในปฐมวัยแต่เขาไม่บริโภคกาม ไม่อยู่ในท่ามกลางกาม ไม่ถูกความเร่าร้อนเพราะกามแผดเผาไม่ถูกกามวิตกกัดกินอยู่ ไม่ขวนขวายเพื่อแสวงหากาม เขาย่อมถึงการนับว่าเป็นบัณฑิต เป็นผู้ใหญ่แท้” เมื่อท่านพระมหากัจจานะกล่าวอย่างนี้แล้ว พราหมณ์กัณฑรายนะได้ลุกจากที่นั่งห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง กราบเท้าของภิกษุหนุ่ม ๑๐๐ รูป ด้วยเศียรเกล้ากล่าวว่า “พระคุณเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ใหญ่ ตั้งอยู่ในภูมิของผู้ใหญ่ แต่ข้าพเจ้าเป็นเด็ก ตั้งอยู่ในภูมิของเด็ก ท่านกัจจานะ ภาษิตของท่านชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ฯลฯ ขอท่านกัจจานะจงจำข้าพเจ้าว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต” (๗) @เชิงอรรถ : @ เป็นเด็ก ในที่นี้หมายถึงคนหนุ่ม (องฺ.ทุก.อ. ๒/๓๙/๕๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๘๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. สมจิตตวรรคสมัย ๒ อย่าง
ภิกษุทั้งหลาย ในเวลาที่พวกโจรมีกำลัง พระเจ้าแผ่นดินทั้งหลายย่อมอ่อนกำลัง ในสมัยนั้น พระเจ้าแผ่นดินย่อมไม่สะดวกที่จะเสด็จผ่านไป เสด็จออกไปหรือออกคำสั่งไปยังชนบทชายแดน แม้พวกพราหมณ์และคหบดีก็ไม่สะดวกที่จะผ่านไป ออกไป หรือตรวจตราการงานภายนอก ในทำนองเดียวกัน ในเวลาที่พวกภิกษุเลวทรามมีกำลัง พวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักย่อมอ่อนกำลัง ในสมัยนั้น ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักย่อมนิ่งเงียบ นั่งในท่ามกลางสงฆ์หรืออพยพไปอยู่ชนบทชายแดน ข้อนี้นั้นย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูลแก่คนหมู่มากเพื่อไม่ใช่สุขแก่คนหมู่มาก เพื่อไม่ใช่ประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในเวลาที่พระเจ้าแผ่นดินทั้งหลายมีกำลัง พวกโจรย่อมอ่อนกำลัง ในสมัยนั้นพระเจ้าแผ่นดินย่อมมีความสะดวกที่จะเสด็จผ่านไป เสด็จออกไป หรือออกคำสั่งไปยังชนบทชายแดน แม้พวกพราหมณ์และคหบดีก็มีความสะดวกที่จะผ่านไป ออกไปหรือตรวจตราการงานภายนอก ในทำนองเดียวกัน ในเวลาที่ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักมีกำลัง ภิกษุเลวทรามย่อมอ่อนกำลัง ในสมัยนั้น ภิกษุเลวทรามย่อมนิ่งเงียบ นั่งอยู่ในท่ามกลางสงฆ์หรือออกไปทางใดทางหนึ่ง ข้อนี้นั้นย่อมเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มากเพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย (๘)การปฏิบัติที่ทรงสรรเสริญและไม่ทรงสรรเสริญ
ภิกษุทั้งหลาย เราไม่สรรเสริญการปฏิบัติผิดของคน ๒ จำพวก คือ คฤหัสถ์หรือบรรพชิต คฤหัสถ์หรือบรรพชิตปฏิบัติผิด เพราะการปฏิบัติผิดเป็นเหตุย่อมไม่ทำให้ญายกุศลธรรม สำเร็จบริบูรณ์ @เชิงอรรถ : @ มีกำลัง ในที่นี้หมายถึงเพียบพร้อมด้วยฝักฝ่ายพรรคพวก เพียบพร้อมด้วยลูกน้อง บริวาร เพียบพร้อม@ด้วยทรัพย์ เพียบพร้อมด้วยที่อยู่อาศัย และเพียบพร้อมด้วยพาหนะ (องฺ.ทุก.อ. ๒/๔๐/๕๐)@ มีกำลัง ในที่นี้หมายถึงประกอบด้วยคนอุปัฏฐากทั้งหญิงทั้งชายจำนวนมาก มีความเกี่ยวข้องคุ้นเคยกับ@พระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา (องฺ.ทุก.อ. ๒/๔๐/๕๑) @ ญายกุศลธรรม ในที่นี้หมายถึงกุศลธรรมพร้อมทั้งวิปัสสนาและมรรค (องฺ.ทุก.อ. ๒/๔๑/๕๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๘๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. ปริสวรรค ภิกษุทั้งหลาย เราสรรเสริญการปฏิบัติชอบของคน ๒ จำพวก คือ คฤหัสถ์หรือบรรพชิต คฤหัสถ์หรือบรรพชิตปฏิบัติชอบ เพราะการปฏิบัติชอบเป็นเหตุย่อมทำให้ญายกุศลธรรมสำเร็จบริบูรณ์ (๙) บุคคลผู้ทำให้ศาสนาเสื่อมและเจริญ
ภิกษุพวกที่คัดค้านอรรถและธรรมโดยสูตรที่ตนเรียนไว้ไม่ดีด้วยพยัญชน-ปฏิรูป นั้นชื่อว่าปฏิบัติเพื่อไม่เกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อไม่ใช่สุขแก่คนหมู่มากเพื่อไม่ใช่ประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายภิกษุย่อมประสพสิ่งไม่ใช่บุญเป็นอันมาก และชื่อว่าทำให้สัทธรรมนี้สูญหายไปภิกษุพวกที่อนุโลมอรรถและธรรมโดยสูตรที่ตนเรียนไว้ดีด้วยพยัญชนปฏิรูปนั้นชื่อว่าปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นย่อมประสพบุญเป็นอันมาก และชื่อว่าดำรงสัทธรรมนี้ไว้ได้ (๑๐) สมจิตตวรรคที่ ๔ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สมจิตตวรรคที่ ๔ อรรถกถาสูตรที่ ๑
สมจิตตวรรค สูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อสปฺปุริสภูมึ ได้แก่ ฐานะที่ดำรงอยู่ของพวกอสัตบุรุษ. แม้ในภูมิของสัตบุรุษก็นัยนี้แหละ.
บทว่า อกตญฺญู ได้แก่ ไม่รู้บุญคุณที่ผู้อื่นกระทำแก่ตน.
บทว่า อกตเวที ได้แก่ ไม่รู้บุญคุณที่ผู้อื่นกระทำแก่ตนโดยทำให้ปรากฏ.
บทว่า อุปญฺญาตํ แปลว่า ยกย่อง ชมเชยสรรเสริญ.
บทว่า ยทิทํ แปลว่า นี้ใด (หมายความว่า คือ).
บทว่า อกตญฺญุตา อกตเวทิตา ได้แก่ ความไม่รู้อุปการะที่ผู้อื่นกระทำ และความไม่รู้อุปการะที่ผู้อื่นกระทำโดยทำให้ปรากฏ (ไม่ตอบแทนคุณเขา).
บทว่า เกวลา แปลว่า ทั้งสิ้น.
แม้ในธรรมฝ่ายขาว ก็พึงทราบเนื้อความตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑
อรรถกถาสูตรที่ ๒
ในสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า มาตุ จ ปิตุ จ ได้แก่ มารดาผู้บังเกิดเกล้า ๑ บิดาผู้บังเกิดเกล้า ๑.
บทว่า เอเกน ภิกฺขเว อํเสน มาตรํ ปริหเรยฺย ความว่า บุตรพึงปรนนิบัติมารดาแบกไว้บนจะงอยบ่าข้างหนึ่ง.
บทว่า เอเกน อํเสน ปิตรํ ปริหเรยฺย ความว่า บุตรพึงปรนนิบัติบิดาแบกไว้บนจะงอยบ่าข้างหนึ่ง.
บทว่า วสฺสสตายุโก วสฺสสตาชีวี ความว่า มีอายุถึง ๑๐๐ ปี ทรงชีพอยู่ ๑๐๐ ปี. มีคำอธิบายว่า ถ้าบุตรคิดว่าจักตอบแทนคุณบิดามารดา กระวีกระวาดให้มารดานั่งบนจะงอยบ่าข้างขวา ให้บิดานั่งบนจะงอยบ่าข้างซ้าย มีอายุถึง ๑๐๐ ปี ทรงชีพแบกอยู่ ๑๐๐ ปี.
บทว่า โส จ เนสํ อุจฺฉาทนปริมทฺทนนฺหาปนสมฺพาหเนน ความว่า บุตรนั้นแลพึงบำรุงบิดามารดาผู้นั่งอยู่บนจะงอยบ่านั่นเอง ด้วยการอบกลิ่นให้ตัวหอม เพื่อบรรเทากลิ่นเหม็น ด้วยการนวดมือเท้า เพื่อบรรเทาเมื่อยขบ เวลาหนาวให้อาบน้ำอุ่น เวลาร้อนให้อาบน้ำเย็น ด้วยการดัดคือ ดึงมือและเท้าเป็นต้น.
บทว่า เต จ ตตฺเถว ความว่า บิดามารดาทั้งสองก็นั่งถ่ายอุจจาระปัสสาวะอยู่บนนั้นแหละ คือบนจะงอยบ่าทั้งสองของบุตรนั้น.
บทว่า น เตฺวว ภิกฺขเว ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยอาการปรนนิบัติถึงเพียงนี้ จะเป็นอันบุตรนั้นได้ทำคุณหรือได้ตอบแทนคุณแก่บิดามารดาแล้ว หามิได้เลย.
บทว่า อิสฺสราธิปจฺเจ รชฺเช พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิทีเดียว.
บทว่า อาปาทกา แปลว่า เป็นผู้ให้เติบโต เป็นผู้ดูแล. เพราะบุตรทั้งหลาย บิดามารดาทำให้เติบโตและดูแลแล้ว.
บทว่า โปสกา ได้แก่ เป็นผู้เลี้ยงดูโดยให้มือเท้าเติบโต ให้ดื่มโลหิตในหทัย. เพราะบิดามารดาเลี้ยงบุตรอย่างดี ประคบประหงมด้วยข้าวน้ำเป็นต้น.
บทว่า อิมสฺส โลกสฺส ทสฺเสตาโร ความว่า ถ้าในวันที่บุตรเกิด บิดามารดาจะจับเท้าบุตรเหวี่ยงไปในป่าหรือในเหว บุตรก็จะไม่ได้เห็นอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ในโลกนี้ แต่เพราะท่านไม่ทำอย่างนี้ ฟูมฟักเลี้ยงดู บุตรจึงเห็นอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ในโลกนี้ เพราะอาศัยบิดามารดา ฉะนั้น บิดามารดาจึงชื่อว่าเป็นผู้แสดงโลกนี้แก่บุตร.
บทว่า สมาทเปติ ได้แก่ ให้เชื่อถือ.
ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ผสมกันทั้งโลกิยะและโลกุตระ.
ภิกษุเช่นพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระ พึงทราบว่าชื่อว่ายังบิดามารดาให้ตั้งมั่นอยู่ในคุณธรรมเหล่านั้น. จบอรรถกถาสูตรที่ ๒
อรรถกถาสูตรที่ ๓
ในสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า เตนุปสงฺกมิ ความว่า พราหมณ์นั้นทราบมาว่า พระสมณโคดมตรัสตอบคำที่คนถาม พระองค์ไม่ทรงเบื่อหน่ายคำถาม จำเราจักแต่งปัญหาชนิดมีเงื่อนงำ จึงบริโภคโภชนะอันประณีตแล้วปิดประตูห้อง นั่งเริ่มคิด (แต่งปัญหา).
ลำดับนั้น พราหมณ์ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ในที่นี้มีเสียงอึกทึกกึกก้อง จิตไม่สงบ เราจักให้ทำเรือนติดพื้นดิน ให้ทำเรือนติดพื้นดินแล้วเข้าไปในเรือนนั้น คิดว่า เราถูกถามอย่างนี้แล้ว จักตอบอย่างนี้ เขาผูกปัญหาข้อหนึ่ง เมื่อจะวิสัชนาปัญหาข้อหนี่ง ไม่สามารถจะเห็นคำตอบอะไรๆ สิ้นทั้งวัน. เขาคิดอยู่โดยทำนองนี้ล่วงไป ๔ เดือน. พอล่วงไป ๔ เดือน เขาจึงได้พบปัญหา ๒ เงื่อน
เล่ากันมาว่า พราหมณ์นั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เราจักเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดม ทูลถามว่า พระโคดมผู้เจริญเป็นวาทีอะไร ถ้าพระสมณโคดมกล่าวว่าเราเป็นกิริยวาที เราจักข่มพระสมณโคดมว่า พระองค์สอนให้คนทำชั่วทุกอย่าง ถ้าพระสมณโคดมกล่าวว่าเราเป็นอกิริยวาที เราจักข่มพระสมณโคดมว่า พระองค์สอนไม่ให้คนทำดี. พระสมณโคดมถูกถามปัญหา ๒ เงื่อนแล้ว จักกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เราก็จักชนะ พระสมณโคดมก็จักแพ้ด้วยอาการอย่างนี้
เขาลุกขึ้นปรบมือออกจากเรือนติดพื้นดิน คิดว่า ผู้ถามปัญหาขนาดนี้ไม่ควรไปคนเดียว จึงให้โฆษณาทั่วเมือง แวดล้อมไปด้วยชาวเมืองทั้งสิ้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ.
บทว่า กึวาที แปลว่า มีลัทธิอะไร.
ด้วยบทว่า กิมกฺขายติ พราหมณ์ทูลถามว่า พระองค์สอนปฏิปทาแก่สาวกอย่างไร.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า พราหมณ์แต่งปัญหาอยู่ ๔ เดือน มาด้วยถือตัวว่า เราเห็นปัญหาที่ทำให้พระสมณโคดมแพ้แล้ว เมื่อจะทรงทำลายปัญหานั้นด้วยบทเดียวเท่านั้น จึงตรัสว่า กิริยวาที จาหํ พฺราหฺมณ อกิริยวาที จ ดังนี้.
ลำดับนั้น พราหมณ์ถอนมานะของตนได้แล้ว เมื่ออาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกล่าวเป็นคำต้นว่า ยถากถํ ปน ดังนี้.
คำที่เหลือในที่นี้ง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาสูตรที่ ๓
อรรถกถาสูตรที่ ๔
ในสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ทกฺขิเณยฺยา ความว่า ทาน ท่านเรียกว่าทักษิณา.
ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีถามว่า บุคคลกี่เหล่าที่ควรรับทานนั้น.
ด้วยบทว่า เสกฺโข นี้ ท่านแสดงพระเสขบุคคล ๗ จำพวก.
แลในบทนี้ ท่านสงเคราะห์แม้ปุถุชนผู้มีศีล ด้วยพระโสดาบันนั่นแล.
บทว่า อาหุเนยฺยา ยชมานานํ โหนฺติ ความว่า เป็นผู้ควรแก่ของที่นำมาบูชาของผู้ถวายทาน คือเป็นผู้รับทาน.
บทว่า เขตฺตํ ได้แก่ เป็นพื้นที่ คือที่ตั้ง. อธิบายว่า เป็นที่งอกงามแห่งบุญ.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสูตรที่ ๕
ในสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ปุพฺพาราเม ได้แก่ ณ อารามทางทิศตะวันออกกรุงสาวัตถี.
บทว่า มิคารมาตุปาสาเท ได้แก่ เป็นปราสาทของอุบาสิกาชื่อวิสาขา.
ก็อุบาสิกาวิสาขานั้น เรียกกันว่า มิคารมารดา เพราะท่านมิคารเศรษฐี (พ่อผัว) ตั้งไว้ในฐานะมารดาด้วย เพราะมีชื่อเหมือนชื่อของเศรษฐีผู้เป็นปู่ [วิสาขเศรษฐี] ซึ่งเป็นบุตรคนหัวปีด้วย. ปราสาทที่นางวิสาขาสร้างมีห้อง ๑,๐๐๐ ห้อง ชื่อว่าปราสาทมิคารมารดา.
พระเถระพักอยู่ในปราสาทนั้น.
บทว่า ตตฺร โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ความว่า พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระพักอยู่ในปราสาทนั้น.
บทว่า ภิกฺขู อามนฺเตสิ ความว่า พระเถระเรียกเวลาไหน. เพราะสูตรบางสูตรกล่าวว่าก่อนภัตก็มี บางสูตรว่าหลังภัต บางสูตรว่ายามแรก บางสูตรว่ายามกลาง บางสูตรว่ายามท้าย.
ก็ปฏิปทาสูตรในสมจิตตวรรคนี้ กล่าวว่าหลังภัต ฉะนั้น พระเถระจึงเรียกภิกษุทั้งหลายเวลาเย็น. ความจริงสูตรนี้ พระเถระมิได้กล่าวองค์เดียวเท่านั้น แม้พระตถาคตก็ตรัส.
ถามว่า ประทับนั่งที่ไหน. ตอบว่า ประทับนั่ง ณ รัตนปราสาทของนางวิสาขา.
จริงอยู่ ๒๐ พรรษาตอนปฐมโพธิกาล พระตถาคตมิได้ประทับอยู่ประจำ ที่ใดๆ มีความผาสุก ก็เสด็จไปประทับอยู่ ณ ที่นั้นๆ นั่นแล.
พรรษาแรก ทรงประกาศธรรมจักร ณ ป่าอิสิปตนะ ให้มหาพรหม ๑๘ โกฏิดื่มน้ำอมฤต ทรงอาศัยกรุงพาราณสีประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนะ
พรรษาที่ ๒ ทรงอาศัยกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ ณ เวฬุวันวิหาร
พรรษาที่ ๓ และที่ ๔ ก็ประทับอยู่ ณ เวฬุวันวิหารนั้นแหละ
พรรษาที่ ๕ ทรงอาศัยกรุงเวสาลี ประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน
พรรษาที่ ๖ ประทับอยู่ ณ มกุลบรรพต
พรรษาที่ ๗ ประทับอยู่ (ณ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์) บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
พรรษาที่ ๘ ทรงอาศัยสุงสุมารคิรนคร แคว้นภัคคะ ประทับอยู่ ณ เภสกฬาวัน
พรรษาที่ ๙ ประทับอยู่ ณ กรุงโกสัมพี
พรรษาที่ ๑๐ ประทับอยู่ ณ ไพรสณฑ์ปาลิเลยยกะ
พรรษาที่ ๑๑ ประทับอยู่ ณ พราหมณคาม เมืองนาลา
พรรษาที่ ๑๒ ประทับอยู่ ณ เมืองเวรัญชา
พรรษาที่ ๑๓ ประทับอยู่ ณ จาลิยบรรพต
พรรษาที่ ๑๔ ประทับอยู่ ณ เชตวันวิหาร
พรรษาที่ ๑๕ ประทับอยู่ ณ ณ กรุงกบิลพัสดุ์
พรรษาที่ ๑๖ ทรงโปรดอาฬวกยักษ์ ให้สัตว์แปดหมื่นสี่พันดื่มน้ำอมฤต ประทับอยู่ ณ เมืองอาฬวี
พรรษาที่ ๑๗ ประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์อีก
พรรษาที่ ๑๘ ประทับอยู่ ณ จาลิยบรรพตอีก
พรรษาที่ ๑๙ ประทับอยู่ ณ จาลิยบรรพตเหมือนกัน
พรรษาที่ ๒๐ ทรงอาศัยกรุงราชคฤห์นั่นแล ประทับอยู่.
๒๐ พรรษาแรก พระตถาคตมิได้ประทับอยู่ประจำดังกล่าวมานี้ ที่ใดๆ มีความผาสุก ก็ประทับอยู่ ณ ที่นั้นๆ นั่นแล.
ต่อจากนั้น ทรงใช้เสนาสนะ ๒ แห่งเป็นประจำ.
๒ แห่ง คือที่ไหนบ้าง. คือ เชตวัน ๑ บุพพาราม ๑.
เพราะเหตุไร. เพราะ ๒ ตระกูลมีคุณมาก.
พระศาสดาทรงใช้สอยเสนาสนะ ๒ แห่งนั้นเป็นประจำ เพราะทรงอาศัยคุณ ซึ่งหมายถึงคุณของท่านอนาถบิณฑิกะและนางวิสาขา. แม้เสด็จจาริกไปในฤดูฝน. เมื่อวันเข้าพรรษาก็ประทับอยู่ ณ เสนาสนะ ๒ แห่งนั่นแล.
พระองค์ประทับอยู่อย่างนี้ กลางคืนประทับอยู่ ณ พระเชตวัน รุ่งขึ้นแวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถีทางประตูทิศใต้ แล้วเสด็จออกทางประตูทิศตะวันออก ทรงพักผ่อนกลางวัน ณ บุพพาราม กลางคืนประทับอยู่ ณ บุพพาราม. รุ่งขึ้นเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถีทางประตูทิศตะวันออก แล้วเสด็จออกทางประตูทิศใต้ ทรงพักผ่อนกลางวัน ณ พระเชตวัน.
ก็ในวันนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันนั่นเอง.
พระพุทธเจ้าเมื่อประทับอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง ย่อมไม่ทรงเว้นพุทธกิจ ๕ ประการเลย.
พุทธกิจ ๕ ประการนั้นกล่าวไว้พิสดารแล้วในหนหลัง.
บรรดากิจเหล่านั้น เวลาของกิจในปัจฉิมยาม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูสัตวโลก ทรงเห็นว่า ชาวกรุงสาวัตถีและเหล่าสัตว์หาประมาณมิได้รอบๆ กรุงสาวัตถี ในพื้นที่คาวุตหนึ่งและกึ่งโยชน์จะได้ตรัสรู้ ต่อจากนั้นทรงตรวจดูว่า เวลาไหนหนอจักมีการตรัสรู้ ทรงเห็นว่าเวลาเย็น ทรงตรวจดูว่า เมื่อเรากล่าวจักมีการตรัสรู้ หรือว่าเมื่อสาวกกล่าวจักมีการตรัสรู้ ทรงเห็นว่าเมื่อพระสารีบุตรเถระกล่าวจักมีการตรัสรู้ ครั้นแล้วทรงตรวจดูว่า นั่งกล่าวที่ไหนจักมีการตรัสรู้ ทรงเห็นว่านั่งที่รัตนปราสาทของนางวิสาขา.
ได้ทรงทราบว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมมีประชุมสาวก ๓ ครั้ง พระอัครสาวกทั้งหลายมีประชุมครั้งเดียว บรรดาประชุมเหล่านั้น วันนี้จักมีประชุมสาวกของพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระ ครั้นทรงทราบแล้ว ทรงปฏิบัติพระสรีระแต่เช้าทีเดียว ทรงนุ่งสบง ห่มสุคตจีวร ทรงถือบาตรเสลมัยบาตรหิน แวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จเข้าเมืองทางประตูทิศใต้ เสด็จบิณฑบาตอยู่ ทรงทำให้ภิกษุสงฆ์หาบิณฑบาตได้ง่าย เสด็จหวนกลับออกทางประตูทิศใต้ เหมือนเรือที่ต้องลม ประทับยืนอยู่นอกประตู.
ลำดับนั้น พระอสีติมหาสาวก ภิกษุณีบริษัท อุบาสกบริษัท อุบาสิกาบริษัท รวมเป็นบริษัท ๔ แวดล้อมพระศาสดา. พระศาสดาตรัสเรียกพระสารีบุตรเถระมารับสั่งว่า สารีบุตร เธอควรจะไปบุพพาราม จงพาบริษัทของเธอไป.
พระเถระรับพระพุทธดำรัสว่า ดีแล้ว พระพุทธเจ้าข้า แวดล้อมด้วยภิกษุบริวารของตนประมาณ ๕๐๐ รูป ได้ไปยังบุพพาราม.
พระศาสดาทรงส่งพระอสีติมหาสาวกไปยังบุพพารามเหมือนกันโดยทำนองนี้แหละ พระองค์เองเสด็จไปพระเชตวันกับพระอานนทเถระองค์เดียวเท่านั้น. แม้พระอานนทเถระก็กระทำวัตรแด่พระศาสดา แล้วถวายบังคมกราบทูลว่า ข้าพระองค์จะไปบุพพาราม พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ไปเถิดอานนท์. พระอานนทเถระถวายบังคมพระศาสดาแล้วได้ไปในบุพพารามนั้นทีเดียว.
พระศาสดาทรงคอยอยู่ที่พระเชตวันพระองค์เดียวเท่านั้น.
ก็วันนั้น บริษัท ๔ ประสงค์จะฟังธรรมกถาของพระเถระเท่านั้น.
แม้พระเจ้าโกศลมหาราชก็แวดล้อมไปด้วยพลนิกาย เสด็จไปยังบุพพารามเหมือนกัน. ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีมีอุบาสก ๕๐๐ คนเป็นบริวารก็ได้ไปเหมือนกัน. ฝ่ายมหาอุบาสิกาวิสาขาแวดล้อมไปด้วยหญิง ๑,๐๐๐ คนได้ไปแล้ว. ในกรุงสาวัตถี ซึ่งเป็นที่อยู่ของตระกูลที่องอาจ ๕,๗๐๐,๐๐๐ ตระกูล ชนทั้งหลายนอกจากเด็กเฝ้าบ้าน ต่างพากันถือจุรณของหอมและดอกไม้เป็นต้นไปยังบุพพารามกันทั้งนั้น. และมนุษย์ทุกหมู่เหล่าในที่คาวุตหนึ่ง กึ่งโยชน์และโยชน์หนึ่ง ในหมู่บ้านที่ประตูเมืองทั้ง ๔ ได้ถือจุรณของหอมและดอกไม้เป็นต้นไปยังบุพพาราม. ทั่วทั้งวิหารได้เป็นเหมือนเกลื่อนกลาดไปด้วยดอกไม้ทั้งหลาย.
แม้พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระก็ได้ไปยังวิหาร ยืนอยู่ ณ ที่เป็นเนินในบริเวณวิหาร. ภิกษุทั้งหลายช่วยกันปูลาดอาสนะถวายพระเถระ.
พระเถระนั่งบนอาสนะนั้น เมื่อพระเถระผู้อุปัฏฐากกระทำวัตรแล้ว ให้โอวาทแก่ภิกษุสงฆ์ เข้าไปยังคันธกุฎี นั่งเข้าสมาบัติ. ได้เวลาตามกำหนด ท่านออกจากสมาบัติ ไปยังแม่น้ำอจิรวดี ชำระเหงื่อไคลระงับความกระวนกระวาย แล้วขึ้นจากน้ำทางท่าที่ลงนั่นแหละ ครองสบงจีวรแล้วยืนห่มสังฆาฏิ. แม้ภิกษุสงฆ์ก็ลงสรงน้ำพร้อมกัน ชำระเหงื่อไคลแล้วกลับขึ้นมาแวดล้อมพระเถระ. แม้ภายในวิหารก็ได้จัดปูลาดธรรมาสน์ไว้สำหรับพระเถระ. บริษัททั้ง ๔ รู้โอกาสของตนๆ จึงนั่งเว้นทางไว้.
พระสารีบุตรเถระแวดล้อมด้วยภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปมายังธรรมสภา นั่งผินหน้าไปทางทิศตะวันออก จับพัดวีชนีอันวิจิตร บนรัตนบัลลังก์ที่ยกเศวตฉัตรขึ้น ซึ่งประดิษฐานอยู่บนหัวสิงห์ [รูป]. ครั้นนั่งแล้วแลดูบริษัท คิดว่าบริษัทนี้ใหญ่เหลือเกิน การแสดงธรรมเบ็ดเตล็ดมีประมาณน้อย ไม่สมควรแก่บริษัทนี้ แสดงธรรมข้อไหนจึงจักสมควรหนอ เมื่อนึกถึงพระไตรปิฏกจึงได้เห็นธรรมเทศนาว่าด้วยสังโยชน์นี้.
ครั้นกำหนดธรรมเทศนาอย่างนี้แล้ว ประสงค์จะแสดงข้อนั้น จึงเรียกภิกษุทั้งหลายว่า อาวุโส ภิกฺขโว ดังนี้.
คำว่า ภิกฺขโว ไม่กล่าวว่า อาวุโส พระพุทธเจ้าทรงใช้เรียกภิกษุทั้งหลาย.
ก็ท่านพระสารีบุตรนี้คิดว่า เราจักไม่เรียกเหมือนพระทศพล เมื่อจะเรียกสาวก จึงกล่าวว่า อาวุโส ภิกฺขเว ดังนี้ด้วยความเคารพในพระศาสดา.
บทว่า เอตทโวจ ความว่า ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้ คือบทธรรมเทศนาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ข้าพเจ้าจักแสดงบุคคลผู้มีสังโยชน์ภายในและบุคลลผู้มีสังโยชน์ภายนอก ดังนี้.
ก็ที่รัตนปราสาทนั้น มีเทพบุตรเป็นพระโสดาบันสิงอยู่องค์หนึ่ง พอพระพุทธเจ้าหรือพระสาวกทั้งหลายเริ่มเทศนาเท่านั้น เทพบุตรองค์นั้นก็ทราบว่า เทศนานี้จักตื้น เทศนานี้จักลึก เทศนานี้จักพาดพิงฌาน เทศนานี้จักพาดพิงวิปัสสนา เทศนานี้จักพาดพิงมรรค เทศนานี้จักพาดพิงผล เทศนานี้จักพาดพิงถึงพระนิพพาน.
แม้ในวันนั้น พอพระเถระเริ่มเทศนาเท่านั้น เทพบุตรองค์นั้นก็ทราบได้ว่า พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระผู้เป็นเจ้าของเราเริ่มเทศนาโดยทำนองใดๆ ก็ตาม เทศนานี้จักหยั่งลงถึงวิปัสสนา พระเถระจักกล่าววิปัสสนาโดยมุขทั้ง ๖ เวลาจบเทศนา เทวดาพันโกฏิจักบรรลุพระอรหัต ส่วนเทวดาและมนุษย์ที่เป็นพระโสดาบันเป็นต้นกำหนดไม่ได้ เราจักถวายสาธุการแด่พระผู้เป็นเจ้าของเราให้สมควรแก่เทศนา จึงใช้เทวานุภาพเปล่งเสียงดังกล่าวว่า สาธุ สาธุ พระผู้เป็นเจ้า ดังนี้.
เมื่อเทวราชให้สาธุการ เหล่าเทวดาผู้สิงสถิตอยู่ที่ปราสาท ๑,๐๐๐ องค์ซึ่งเป็นบริวาร ก็พากันให้สาธุการพร้อมกันทั้งหมดทีเดียว. ด้วยเสียงสาธุการของเทวดาเหล่านั้น เหล่าเทวดาที่อยู่ในบุพพารามได้ให้สาธุการ. ด้วยเสียงของเทวดาที่อยู่ในบุพพารามเหล่านั้นเหล่าเทวดาที่อยู่ในพื้นที่ประมาณคาวุตหนึ่งได้ให้สาธุการ ต่อจากนั้น เหล่าเทวดาผู้อยู่ในพื้นที่กึ่งโยชน์ เหล่าเทวดาผู้อยู่ในพื้นที่โยชน์หนึ่ง เหล่าเทวดาในจักรวาลหนึ่ง สองจักรวาล สามจักรวาล ฯลฯ รวมเป็นเหล่าเทวดาในหมื่นจักรวาลได้ให้สาธุการโดยอุบายนี้ด้วยประการฉะนี้. ด้วยเสียงสาธุการของเทวดาเหล่านั้น เหล่านาคที่อยู่ในแผ่นดินและเหล่าเทวดาที่อยู่ในอากาศได้ให้สาธุการต่อจากนั้น เทวดาเมฆหมอก เทวดาเมฆร้อน เทวดาเมฆหนาว เทวดาเมฆฝน มหาราชทั้ง ๔ ชั้นจตุมหาราชิกา ท้าวสักกเทวราช ชั้นดาวดึงส์ สุยามเทวราช เทวดาชั้นยามาสันตุสิตเทวราช เทวดาชั้นดุสิต นิมมานรดีเทวราช เทวดาชั้นนิมมานรดี วสวัตดีเทวราชเทวดาชั้นวสวัตดี พรหมปาริสัชชา พรหมปุโรหิตา มหาพรหม พวกปริตตาภา พวกอัปปมาณาภา พวกอาภัสสรา พวกปริตตสุภา พวกอัปปมาณสุภา พวกสุภกิณหา พวกเวหัปผลา พวกอวิหา พวกอตัปปา พวกสุทัสสา พวกสุทัสสี และเทวดาพวกอกนิฏฐา รวมเทวดาทั้งปวงในที่ที่พอจะฟังเสียงได้ นอกจากพวกอสัญญีและพวกอรูปวาจร ได้ให้สาธุการ.
ต่อจากนั้น เหล่ามหาพรหมผู้เป็นพระขีณาสพรำพึงว่า เสียงสาธุการนี้ดังจริงหนอ มาจากพื้นแผ่นดินจนถึงชั้นอกนิฏฐา นี่เรื่องอะไรกันหนอ คิดว่า พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระนั่งที่รัตนปราสาทของนางวิสาขา ในบุพพาราม เริ่มแสดงธรรมว่าด้วยสังโยชน์ แม้พวกเราก็ควรจะเป็นกายสักขีในที่นั้น จึงได้พากันไปในที่นั้น.
บุพพารามจึงเต็มไปด้วยเทวดาทั้งหลาย. ที่รอบๆ บุพพารามคาวุตหนึ่ง กึ่งโยชน์ โยชน์หนึ่ง ขยายไปทั่วจักรวาล ด้านขวางใต้แผ่นดิน จดขอบจักรวาล เนืองแน่นไปด้วยเหล่าเทวดาหมื่นจักรวาลมาประชุมกัน. เทวดา ๖๐ โกฏิเบื้องบนได้ยืนเนรมิตอัตภาพให้ละเอียด ในที่เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง.
ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรรำพึงว่า โกลาหลนี้ใหญ่จริงหนอ นี่เรื่องอะไรกัน ได้เห็นเทวดาที่อยู่ในหมื่นจักรวาลมารวมกันอยู่ในจักรวาลเดียว.
อนึ่ง เพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีความจำเป็นเรื่องอธิษฐาน ทรงเห็นและให้ได้ยินเสียงโดยประมาณบริษัทเท่านั้น แต่เหล่าสาวกควรอธิษฐาน ฉะนั้นพระเถระจึงเข้าสมาบัติ ออกจากสมาบัติแล้วจึงอธิษฐานด้วยมหัคคตจิตว่า ขอบริษัททั่วถึงขอบจักรวาลทั้งหมดจงเห็นเรา และเมื่อเราแสดงธรรมจงได้ยินเสียง.
จำเดิมแต่เวลาที่พระเถระอธิษฐาน ผู้ที่นั่งอยู่ข้างเข่าขวาพระเถระก็ตาม ที่ขอบปากจักรวาลก็ตาม ไม่มีเรื่องที่จะต้องพูดว่า พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระเป็นเช่นไร สูงต่ำ ดำขาวอย่างไร. พระเถระได้ปรากฏเฉพาะหน้าของบริษัททั้งหมดที่นั่งอยู่ทุกทิศ เหมือนดวงจันทร์ที่ลอยอยู่กลางนภากาศ.
แม้เมื่อพระเถระกำลังแสดงธรรมอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหมดที่นั่งอยู่ข้างเข่าขวาพระเถระก็ตาม ที่ขอบปากจักรวาลก็ตาม ต่างได้ฟังเสียงพร้อมกันเลยทีเดียว.
ครั้นอธิษฐานแล้ว พระเถระจึงเริ่มแสดงบุคคลผู้มีสังโยชน์ภายใน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อชฺฌตฺตํ ได้แก่ กามภพ.
บทว่า พหิทฺธา ได้แก่ รูปภพและอรูปภพ.
จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายมีเวลาอยู่ในกามภพน้อยเป็นส่วนที่ ๔ ของกัปเท่านั้น เวลา ๓ ส่วนนอกนี้กามภพว่างเปล่า. สัตว์ทั้งหลายมีเวลาอยู่ในรูปภพมากก็จริง ถึงอย่างนั้น เพราะสัตว์เหล่านั้นมีจุติและปฏิสนธิในกามภพมาก ในรูปภพและอรูปภพน้อยและภพใดมีจุติภพและปฏิสนธิมาก ภพนั้นย่อมมีอาลัยบ้าง ปรารถนาบ้าง รำพึงรำพันบ้างมาก ภพใดมีจุติและปฏิสนธิน้อย ภพนั้นก็มีอาลัย ปรารถนาหรือรำพึงรำพันน้อย ฉะนั้น กามภพจึงชื่อว่าภายใน รูปภพและอรูปภพจึงชื่อว่าภายนอกแล. ฉันทราคะในกามภพกล่าวคือภายใน ชื่อว่าสังโยชน์ภายใน. ฉันทราคะในรูปภพและอรูปภพกล่าวคือภายนอก ชื่อว่าสังโยชน์ภายนอก.
อีกอย่างหนึ่ง สังโยชน์ ๕ ที่เป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ชื่อว่าสังโยชน์ภายใน. สังโยชน์ ๕ ที่เป็นไปในส่วนเบื้องบน ชื่อว่าสังโยชน์ภายนอก.
ในข้อนั้นมีเนื้อความของคำดังต่อไปนี้
กามธาตุ ท่านเรียกว่าเบื้องต่ำ เหล่าสัตว์ย่อมเกี่ยวข้องเรื่องต่ำๆ นั้น เพราะให้สำเร็จการเกิดในกามธาตุนั้น ฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ. รูปธาตุและอรูปธาตุ ท่านเรียกว่าเบื้องบน เหล่าสัตว์ย่อมเกี่ยวข้องในเบื้องบนนั้น เพราะให้สำเร็จการเกิดในรูปธาตุ และอรูปธาตุนั้น ฉะนั้นจึงชื่อว่าเป็นไปในส่วนเบื้องบน.
บุคคลผู้ประกอบด้วยสังโยชน์ภายในมีประเภทดังกล่าวแล้ว ชื่อว่าผู้มีสังโยชน์ภายใน บุคคลผู้ประกอบด้วยสังโยชน์ภายนอก ชื่อว่าผู้มีสังโยชน์ภายนอกด้วยประการฉะนี้.
ทั้งสองนี้จะเป็นชื่อของโลกิยชนส่วนมากที่ยังอาศัยวัฏฏะอยู่ ก็หามิได้. แต่ทั้งสองนี้เป็นชื่อของพระอริยสาวกชั้นโสดาบัน สกทาคามีและอนาคามีเหล่านั้นที่กำหนดเป็น ๒ พวก.
เหมือนอย่างว่า ป่าตะเคียนและป่าสาละเป็นต้น ย่อมไม่ได้ชื่อว่าเสา ว่าขื่อ ว่าเต้า ย่อมได้ชื่อว่าป่าตะเคียน ป่าสาละเท่านั้น แต่เมื่อใดคนใช้ขวานคมตัดต้นไม้จากป่านั้นแล้วถากโกลนรูปเป็นเสาเป็นต้น ย่อมได้ชื่อว่าเสา ว่าขื่อ ว่าเต้าเมื่อนั้นฉันใด ปุถุชนผู้มีกิเลสหนายังกำหนดตัดภพไม่ได้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังไม่ได้ชื่อนั้น พระโสดาบันเป็นต้นเท่านั้นที่กำหนดตัดภพได้ ทำกิเลสให้เบาบางดำรงอยู่จึงจะได้
อนึ่ง เพื่อให้เนื้อความนี้แจ่มแจ้ง พึงทราบอุปมาคอกลูกวัวดังต่อไปนี้.
เรื่องมีว่า ชาวบ้านทำคอกลูกวัว ตอกหลักข้างในหลายหลัก ใช้เชือกผูกลูกวัวแล้วเข้าไปผูกไว้ที่หลักเหล่านั้น เมื่อเชือกไม่พอ จึงจับที่หูทั้งสองให้ลูกวัวทั้งหลายเข้าคอก พื้นที่ภายนอกไม่เพียงพอ จึงตอกหลักไว้ข้างนอกหลายหลัก แล้วทำ (ผูก) อย่างนั้นเหมือนกัน.
ที่คอกนั้น ลูกวัวที่ผูกไว้ข้างในบางตัวนอนข้างนอก บางตัวที่ผูกไว้ข้างนอกนอนข้างใน บางตัวที่ผูกไว้ข้างในนอนข้างใน บางตัวที่ผูกไว้ข้างนอกก็นอนข้างนอกนั่นเอง บางตัวไม่ได้ผูกไว้ก็เที่ยวอยู่ข้างในนั่นเอง บางตัวไม่ได้ผูกไว้เที่ยวออกข้างนอกก็มี.
บรรดาลูกวัวเหล่านั้น ลูกวัวที่ผูกไว้ข้างในนอนข้างนอก เชือกที่ผูกยาว. เพราะลูกวัวตัวนั้นถูกความร้อนเป็นต้นเบียดเบียน จึงออกไปนอนรวมกับลูกวัวทั้งหลายข้างนอก. แม้ในลูกวัวที่ผูกไว้ข้างนอกเข้าไปนอนข้างในก็นัยนี้เหมือนกัน. ส่วนลูกวัวตัวใดผูกไว้ข้างใน นอนข้างในนั่นเอง เชือกที่ผูกลูกวัวตัวนั้นสั้น. แม้ในลูกวัวที่ผูกไว้ข้างนอกนอนข้างนอกก็นัยนี้แหละ.
ลูกวัวทั้งสองพวกนั้นคงวนเวียนหลักอยู่ในคอกนั้นเองตลอดวัน. แต่ลูกวัวตัวใดไม่ได้ผูกไว้ข้างใน ย่อมเที่ยวอยู่ในกลุ่มลูกวัวทั้งหลายในคอกนั้นเอง. ลูกวัวตัวที่นอนนี้ ถูกดึงหูปล่อยเข้าไปในกลุ่มลูกวัวทั้งหลาย ก็ไม่ไปที่อื่น คงเดินอยู่ในกลุ่มนั้นเอง. ลูกวัวที่ไม่ได้ผูกไว้ข้างนอกก็ตาม ที่เที่ยวอยู่ในคอกนั้นเองก็ตาม ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน.
ในอุปมานั้น พึงทราบว่า ภพ ๓ เหมือนคอกลูกวัว. อวิชชาเหมือนหลักในคอกลูกวัว. สังโยชน์ ๑๐ เหมือนเชือกผูกลูกวัวที่หลัก. เหล่าสัตว์ที่เกิดในภพ ๓ เหมือนลูกวัว. พระโสดาบันและพระสกทาคามีในรูปภพและอรูปภพ เหมือนลูกวัวที่ผูกไว้ข้างในนอนข้างนอก. พระอริยบุคคลเหล่านั้นอยู่ในรูปภพและอรูปภพนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น สังโยชน์ก็ยังเข้าไปพัวพันท่านเหล่านั้นไว้ในกามาวจรภพ. แม้ปุถุชนในรูปภพและอรูปภพ ก็สงเคราะห์เข้าในกามาวจรภพนั้นเหมือนกัน เพราะอรรถว่ายังละสังโยชน์อะไรไม่ได้.
จริงอยู่ แม้ปุถุชนนั้นอยู่ในรูปภพและอรูปภพนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น สังโยชน์ก็ยังเข้าไปพัวพันเขาไว้ในกามาวจรภพเหมือนกัน.
พระอนาคามีในกามาวจรภพ เหมือนลูกวัวที่ผูกไว้ข้างนอกนอนข้างใน. ด้วยว่า พระอนาคามีนั้นอยู่ในกามาวจรภพก็จริง ถึงอย่างนั้น สังโยชน์ก็ยังเข้าไปพัวพันท่านไว้ในรูปภพและอรูปภพเหมือนกัน. พระโสดาบันและพระสกทาคามีในกามาวจรภพ เหมือนลูกวัวที่ผูกไว้ข้างในนอนข้างใน. ด้วยว่า ท่านเหล่านั้นอยู่ในกามาวจรภพเองบ้าง สังโยชน์เข้าไปพัวพันท่านไว้ในกามาวจรภพบ้าง. พระอนาคามีในรูปภพและอรูปภพ เหมือนลูกวัวที่ผูกไว้ข้างนอกนอนข้างนอก. ด้วยว่า ท่านอยู่ในรูปภพและอรูปภพนั้นเองบ้าง สังโยชน์เข้าไปพัวพันท่านไว้ในรูปภพและอรูปภพบ้าง.
พระขีณาสพในกามาวจรภพ เหมือนลูกวัวที่ไม่ได้ผูกไว้ข้างใน ท่องเที่ยวอยู่ข้างใน. พระขีณาสพในรูปภพและอรูปภพ เหมือนลูกวัวที่ไม่ได้ผูกไว้ข้างนอก เที่ยวอยู่ข้างนอก.
ก็บรรดาสังโยชน์ทั้งหลาย สังโยชน์ ๓ เหล่านี้ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ไม่ห้ามบุคคลผู้กำลังไปไม่ได้ ผู้ไปแล้วก็นำกลับมาไม่ได้. แต่สังโยชน์ ๒ เหล่านี้ คือ กามฉันทะ พยาบาท อันบุคคลไม่ข่มไว้ด้วยสมาบัติ หรือไม่ถอนออกด้วยมรรค ย่อมไม่อาจเพื่อให้เกิดในรูปภพและอรูปภพได้.
บุรุษวางถุงรัตนะ ๒ ถุงไว้ข้างตัว แบ่งรัตนะ ๗ ประการให้แก่บริษัทที่มาหาเต็มคนละ ๒ มือ ครั้นให้รัตนะถุงแรกอย่างนี้แล้ว แม้ถุงที่ ๒ ก็ให้อย่างนั้นเหมือนกันแม้ฉันใด พระสารีบุตรเถระก็ฉันนั้นเหมือนกันตั้งบท ๒ บทเหล่านี้ว่า อชฺฌตฺตสํโยชนํ จ อาวุโส ปุคฺคลํ เทเสสฺสามิ พหิทฺธาสํโยชนญฺจ ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ข้าพเจ้าจักแสดงบุคคลผู้มีสังโยชน์ภายใน และบุคคลผู้มีสังโยชน์ภายนอก ดังนี้ เป็นหัวข้อไว้ก่อนบัดนี้ เพื่อจะแสดงรายละเอียดแก่บริษัท ๘ เหล่า จึงเริ่มกถาอย่างพิสดารนี้ว่า กตโม จาวุโส ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มีสังโยชน์ภายในเป็นอย่างไร ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธ แปลว่า ในศาสนานี้.
บทว่า สีลวา โหติ ความว่า เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยจตุปาริสุทธิศีล.
พระสุธรรมเถระผู้อยู่ทีปวิหารกล่าวว่า พระเถระยกจตุปาริสุทธิศีลขึ้นแสดงด้วยคำเพียงเท่านี้ แล้วแสดงเชฏฐกศีลในบาลีประเทศนั้นอย่างพิสดาร ด้วยบทนี้ว่า ปาฏิโมกฺขสํวรสํวุโต สำรวมโดยปาติโมกขสังวร ด้วยประการฉะนี้.
ฝ่ายพระจูฬนาคเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกอันเตวาสิกของพระสุธรรมเถระกล่าวว่า พระสารีบุตรเถระกล่าวถึงปาติโมกขสังวร แม้ด้วยบททั้งสอง เพราะปาติโมกขสังวรนั่นแหละเป็นศีล ส่วน ๓ อย่างนอกนี้ ย่อมมีฐานะที่เรียกได้ว่าศีล ดังนี้. เมื่อไม่คล้อยตาม ท่านยังกล่าวยิ่งขึ้นไปว่า เพียงรักษาทวาร ๖ เท่านั้นก็ชื่อว่าอินทริยสังวร เพียงให้ปัจจัยเกิดขึ้นโดยธรรมโดยสม่ำเสมอ ก็ชื่อว่าอาชีวปาริสุทธิศีล เพียงพิจารณาปัจจัยที่ได้มาว่านี้มีประโยชน์ดังนี้แล้วบริโภค ก็ชื่อว่าปัจจยสันนิสสิตศีล แต่ปาติโมกขสังวรเป็นศีลโดยตรง.
ภิกษุผู้มีปาติโมกขสังวรแตก ไม่ควรจะกล่าวว่าจักรักษาข้อที่เหลือไว้ได้ เหมือนคนศีรษะขาด ก็ไม่ควรกล่าวว่าจักรักษามือเท้าไว้ได้ฉะนั้นส่วนภิกษุผู้มีปาติโมกขสังวรไม่ด่างพร้อย ย่อมสามารถรักษาข้อที่เหลือให้เป็นปกติได้อีก เหมือนคนศีรษะยังไม่ขาด ย่อมรักษาชีวิตไว้ได้ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระจึงแสดงปาติโมกขสังวรด้วยบทว่า สีลวา เมื่อจะให้ปาติโมกขสังวรนั้นพิสดาร จึงกล่าวว่า ปาฏิโมกฺขสํวรสํวุโต เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาฏิโมกฺขสํวรสํวุโต ความว่า ผู้ประกอบด้วยความสำรวมในพระปาติโมกข์.
บทว่า อาจารโคจรสมฺปนฺโน ความว่า ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร.
บทว่า อณุมตฺเตสุ แปลว่า มีประมาณน้อย.
บทว่า วชฺเชสุ ได้แก่ ในอกุศลธรรมทั้งหลาย.
บทว่า ภยทสฺสาวี แปลว่า เห็นเป็นภัย.
บทว่า สมาทาย แปลว่า ถือเอาโดยชอบ.
บทว่า สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ ความว่า สมาทานศึกษาสิกขาบทนั้นๆ.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ ความว่า บรรดาสิกขาบททั้งหลาย คือบรรดาส่วนแห่งสิกขาบททั้งหลาย สิกขาบทข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นไปทางกายก็ตาม ทางวาจาก็ตามที่ควรศึกษา ถือเอาสิกขาบทนั้นๆ ทั้งหมดโดยชอบศึกษา. ในเรื่องนี้มีความย่อดังนี้.
ก็บททั้งหลายมีปาฏิโมกขสังวรเป็นต้นเหล่านี้ทั้งหมด กล่าวไว้อย่างพิสดารแล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรค และจตุปาริสุทธิศีลก็แสดงแยกแยะไว้แล้วโดยอาการทั้งปวง.
บทว่า อญฺญตรํ เทวนิกายํ ความว่า หมู่เทพจำพวกใดจำพวกหนึ่ง ในบรรดาหมู่เทพชั้นกามาพจร ๖.
บทว่า อาคามี โหติ ความว่า เป็นผู้มาเกิดในเบื้องต่ำ.
บทว่า อาคนฺตา อิตฺถตฺตํ ความว่า เป็นผู้มาสู่ความเป็นอย่างนี้ คือความเป็นขันธ์ของมนุษย์นี่แหละ.
พระเถระแสดงว่า เป็นผู้เกิดในภพนั้นหรือเกิดในภพสูงขึ้นไปก็หามิได้ ย่อมเป็นผู้มาเกิดในภพเบื้องต่ำอีกนั่นเอง. ด้วยองค์นี้ ท่านกล่าวถึงมรรคเบื้องต่ำทั้ง ๒ และผลทั้ง ๒ ของภิกษุที่เจริญธาตุกัมมัฏฐาน ผู้เป็นสุกขวิปัสสก.
บทว่า อญฺญตรํ สนฺตํ เจโตวิมุตฺตึ ความว่า จตุตถฌานสมาบัติอย่างใดอย่างหนึ่งในสมาบัติ ๘. ด้วยว่า จตุตถฌานสมาบัตินั้น เรียกว่าสงบ เพราะกิเลสที่เป็นข้าศึกสงบ และเรียกว่าเจโตวิมุตติ เพราะใจพ้นจากกิเลสเหล่านั้นนั่นแล.
บทว่า อญฺญตรํ เทวนิกายํ ได้แก่ เทพนิกายจำพวกใดจำพวกหนึ่งในเทพนิกายชั้นสุทธาวาส ๕.
บทว่า อนาคนฺตา อิตฺถตฺตํ ความว่า ไม่มาสู่ความเป็นปัญจขันธ์นี้อีก.
พระเถระแสดงว่า ไม่เกิดในภพเบื้องต่ำ จะเกิดในภพสูงขึ้นไปเท่านั้น หรือปรินิพพานในภพนั้นเอง. ด้วยองค์นี้ ท่านกล่าวถึงมรรค ๓ และผล ๓ ของภิกษุผู้ประกอบการบำเพ็ญสมาธิ.
บทว่า กามานํเยว นิพฺพิทาย ได้แก่ เพื่อต้องการหน่าย คือเบื่อกามทั้งสอง.
บทว่า วิราคาย ได้แก่ เพื่อต้องการคลายกำหนัด.
บทว่า นิโรธาย ได้แก่ เพื่อต้องการทำให้เป็นไปไม่ได้.
บทว่า ปฏิปนฺโน โหติ ได้แก่ เป็นผู้บำเพ็ญข้อปฏิบัติ.
ด้วยคำเพียงเท่านี้ ย่อมเป็นอันพระเถระกล่าวอนาคามิมรรควิปัสสนา เพื่อต้องการให้ความกำหนัดที่เป็นไปในกามคุณ ๕ ของพระโสดาบันและของพระสกทาคามีสิ้นไป.
บทว่า ภวานํเยว ได้แก่ ซึ่งภพ ๓. ด้วยบทนี้ ย่อมเป็นอันพระเถระกล่าวอรหัตมรรควิปัสสนาเพื่อต้องการให้ความกำหนัดในภพของพระอนาคามีสิ้นไป.
ด้วยบทว่า โส ตณฺหกฺขยาย ปฏิปนฺโน โหติ เธอเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นตัณหา แม้นี้เป็นอันพระเถระกล่าวอนาคามิมรรควิปัสสนา เพื่อทำให้ตัณหาที่เป็นไปในกามคุณ ๕ ของพระโสดาบันและพระสกทาคามีนั้นแลสิ้นไป.
ด้วยบทว่า โส โลภกฺขยาย เธอเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นโลภะ แม้นี้เป็นอันพระเถระกล่าวอรหัตมรรควิปัสสนา เพื่อต้องการให้ความโลภในภพของพระอนาคามีสิ้นไป.
บทว่า อญฺญตรํ เทวนิกายํ ได้แก่ เทพนิกายจำพวกใดจำพวกหนึ่งในชั้นสุทธาวาสทั้งหลายนั่นแหละ.
บทว่า อนาคนฺตา อิตฺถติตํ ความว่า ไม่มาสู่ความเป็นขันธปัญจกนี้. เป็นผู้ไม่เกิดในภพเบื้องต่ำ เป็นผู้เกิดในภพสูงขึ้นไปเท่านั้น หรือปรินิพพานในภพนั้นเอง.
พระเถระกล่าวมรรคและผล ๒ เบื้องต่ำของภิกษุผู้เจริญธาตุกัมมัฏฐานผู้สุกขวิปัสสก ด้วยองค์แรก กล่าวมรรคและผล ๓ ของภิกษุผู้ประกอบการบำเพ็ญสมาธิ ด้วยองค์ที่ ๒ ด้วยประการฉะนี้.
ด้วยบทว่า โส กามานํ เธอเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อดับเสียซึ่งกามทั้งหลายนี้ พระเถระกล่าวอนาคามิมรรควิปัสสนาเบื้องสูงเพื่อให้ความกำหนัดที่เป็นไปในกามคุณ ๕ ของพระโสดาบันและพระสกทาคามีทั้งหลายสิ้นไป.
ด้วยบทว่า โส ภวานํเยว เธอเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อตัดเสียซึ่งภพทั้งหลายนั่นเทียว นี้พระเถระกล่าวอรหัตมรรควิปัสสนาเบื้องสูง เพื่อต้องการให้ความกำหนัดในภพของพระอนาคามีสิ้นไป.
ด้วยบทว่า โส ตณฺหกฺขยาย เธอเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นตัณหา นี้พระเถระกล่าวอนาคามิมรรควิปัสสนาเบื้องสูง เพื่อให้ตัณหาที่เป็นไปในกามคุณ ๕ ของพระโสดาบันและพระสกทาคามีทั้งหลายสิ้นไป.
ด้วยบทว่า โส โลภกฺขยาย เธอเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นโลภะ นี้พระเถระกล่าวอรหัตมรรควิปัสสนาเบื้องสูง เพื่อให้โลภะของพระอนาคามีสิ้นไป.
พระเถระกล่าววิปัสสนาด้วยหัวข้อทั้ง ๖ เทศนาไปตามลำดับอนุสนธิอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
เวลาจบเทศนา เทวดาพันโกฏิบรรลุพระอรหัต และที่เป็นพระโสดาบันเป็นต้นนับไม่ถ้วน. เมื่อตรัสมหาสมยสูตรก็ดี มงคลสูตรก็ดี จูฬราหุโลวาทสูตร เทวดาพันโกฏิบรรลุพระอรหัต เหมือนในสมาคมนี้. เทวดาและมนุษย์ที่เป็นพระโสดาบันเป็นต้นนับไม่ถ้วน.
บทว่า สมจิตฺตา เทวตา ความว่า เทวดาทั้งหลาย ชื่อว่าเหล่าสมจิตตา เพราะความที่มีจิตละเอียดเสมอกัน. ด้วยว่า เทวดาเหล่านั้นทั้งหมดเนรมิตอัตภาพของตนให้ละเอียดคล้ายจิต เหตุนั้นจึงชื่อว่าสมจิตตา.
ชื่อว่าสมจิตตา ด้วยเหตุอื่นๆ ก็มี. พระเถระกล่าวสมาบัติก่อน แต่มิได้กล่าวถึงกำลังของสมาบัติ เทวดาทั้งปวงได้มีความคิดเป็นอย่างเดียวกันว่า พวกเราจักอัญเชิญพระทศพลให้ตรัสกำลังของสมาบัติ เหตุนั้นจึงชื่อว่าสมจิตตา.
เหตุอีกอย่างหนึ่ง พระเถระกล่าวทั้งสมาบัติ ทั้งกำลังของสมาบัติ โดยปริยายหนึ่ง. เทวดาทั้งหลายตรวจดูว่า ใครบ้างหนอมาสมาคมนี้ ใครไม่มา ทราบว่าพระตถาคตไม่เสด็จมา ทั้งหมดได้มีความคิดเป็นอย่างเดียวกันว่า พวกเราจักอัญเชิญพระตถาคต ทำบริษัทให้บริบูรณ์ เหตุนี้บ้างจึงชื่อว่าสมจิตตา.
เหตุอีกอย่างหนึ่ง เทวดาทั้งหลายทั้งปวงทีเดียวได้มีความคิดเป็นอย่างเดียวกันว่า ใครๆ ในอนาคตไม่ว่าจะเป็นภิกษุ ภิกษุณีก็ตาม เทวดา มนุษย์ก็ตาม จะไม่เคารพ เพราะคิดว่าเทศนาเรื่องนี้เป็นสาวกภาษิต (ไม่ใช่พุทธภาษิต) พวกเราจักอัญเชิญพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำเทศนาเรื่องนี้ให้เป็นสัพพัญญูภาษิต เทศนาเรื่องนี้จักเป็นที่ตั้งแห่งความเคารพในอนาคตด้วยอาการอย่างนี้ เหตุนี้บ้างจึงชื่อว่า สมจิตตา.
เหตุอีกอย่างหนึ่ง เทวดาเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้ได้สมาบัติอย่างเดียวกันบ้าง ได้อารมณ์อย่างเดียวกันบ้าง เหตุนั้นจึงชื่อว่าสมจิตตา อย่างนี้ก็มี.
บทว่า หฏฺฐา ได้แก่ ยินดี รื่นเริง บันเทิงใจ.
บทว่า สาธุ เป็นนิบาต ในอรรถว่า วิงวอน.
บทว่า อนุกมฺปํ อุปาทาย ความว่า อาศัยความอนุเคราะห์ กรุณาเอ็นดูพระเถระ. ความจริงในฐานะแม้นี้ ไม่มีกิจที่จะต้องอนุเคราะห์พระเถระ. ในวันที่พระศาสดากำลังตรัสเวทนากัมมัฏฐานแก่ทีฆนขปริพาชกผู้เป็นหลาน ที่ประตูถ้ำสูกรขาตะพระเถระยืนถือก้านตาลถวายงานพัดพระศาสดาอยู่ ได้สำเร็จสาวกบารมีญาณ โดยไม่ต้องชี้แจง เหมือนคนบริโภคโภชนะที่เขาคดไว้เพื่อผู้อื่น บรรเทาความหิวและเหมือนคนเอาเครื่องประดับที่เขาจัดไว้เพื่อผู้อื่น มาสวมศีรษะตน ในวันนั้นแหละ ชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุเคราะห์แล้ว.
เทวดาทั้งหลายทูลวิงวอนพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดเสด็จไปอนุเคราะห์เหล่าเทวดาและมนุษย์ที่เหลือ ซึ่งอยู่ ณ ที่นั้น.
บทว่า พลวา ปุริโส ความว่า คนกำลังน้อยไม่สามารถจะคู้แขนเข้าหรือเหยียดแขนออกได้ฉับพลัน คนมีกำลังเท่านั้นสามารถ เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวดังนี้
บทว่า สมฺมุเข ปาตุรโหสิ ความว่า ได้ปรากฏในที่พร้อมหน้า คือต่อหน้าที่เดียว.
บทว่า ภควา เอตทโยจ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำนี้ คือเหตุที่พระองค์เสด็จมา โดยนัยว่า อิธ สารีปุตฺต เป็นต้น.
เล่ากันมาว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้มีพระดำริอย่างนี้ว่า ถ้าคนพาลอกตัญญูบางคน ไม่ว่าเป็นภิกษุ ภิกษุณีก็ตาม เป็นอุบาสก อุบาสิกาก็ตาม จะพึงคิดอย่างนี้ว่า พระสารีบุตรเถระได้บริษัทมากมายเหลือเกิน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่อาจจะทรงอดกลั้นเรื่องอย่างนี้ได้ จึงเสด็จมาทรงตั้งบริษัทด้วยความริษยา ผู้นั้นคิดประทุษร้ายเรา ดังนี้จะพึงบังเกิดในอบาย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสถึงเหตุที่พระองค์เสด็จมา ได้ตรัสพระพุทธดำรัสว่า อิธ สารีปุตฺต เป็นต้น.
ครั้นตรัสถึงเหตุที่พระองค์เสด็จมาอย่างนี้แล้ว บัดนี้เพื่อจะตรัสกำลังแห่งสมาบัติ จึงตรัสพระพุทธดำรัสว่า ตา โข ปน สารีปุตฺต เทวตา ทสปิ หุตฺวา เป็นต้น.
ในบาลีประเทศนั้น ควรจะนำเนื้อความมาด้วยอำนาจยศบ้าง ด้วยอำนาจสมาบัติบ้าง. จะกล่าวด้วยอำนาจยศก่อน เทวดาพวกเป็นใหญ่มากได้ยืนอยู่ในที่แห่งละ ๑๐ องค์. เทวดาพวกเป็นใหญ่น้อยกว่าพวกนั้น ได้ยืนอยู่ในที่แห่งละ ๒๐ องค์. เทวดาพวกเป็นใหญ่น้อยกว่าพวกนั้น ฯลฯ ได้ยืนอยู่ในที่แห่งละ ๖๐ องค์.
ส่วนด้วยอำนาจสมาบัติ พึงทราบดังนี้ เทวดาเหล่าใดเจริญสมาบัติชั้นประณีต เทวดาเหล่านั้นได้ยืนอยู่ในที่แห่งละ ๖๐ องค์. เทวดาเหล่าใดเจริญสมาบัติต่ำกว่านั้น เทวดาเหล่านั้นได้ยืนอยู่ในที่แห่งละ ๕๐ องค์. เทวดาเหล่าใดเจริญสมาบัติต่ำกว่านั้น ฯลฯ เทวดาเท่านั้นได้ยืนอยู่ในที่แห่งละ ๑๐ องค์.
อีกอย่างหนึ่ง เทวดาเหล่าใดเจริญสมาบัติขั้นต่ำ เทวดาเหล่านั้นได้ยืนอยู่ในที่แห่งละ ๑๐ องค์ เทวดาเหล่าใดเจริญสมาบัติประณีตกว่านั้น เทวดาเหล่านั้นได้ยืนอยู่ในที่แห่งละ ๒๐ องค์ เทวดาเหล่าใดเจริญสมาบัติประณีตกว่านั้น ฯลฯ เทวดาเหล่านั้นได้ยืนอยู่ในที่แห่งละ ๖๐ องค์.
บทว่า อารคฺคโกฏินิตุทนมตฺเต แปลว่า ในที่ว่าง พอจดปลายเข็มลงได้.
บทว่า น จ อญฺญมญฺญํ พฺยาพาเธนฺติ ความว่า ถึงยืนอยู่ในที่แคบอย่างนี้ ก็ไม่เบียดกัน ไม่สีกัน ไม่กดกัน ไม่ดันกันเลย มิได้มีเหตุที่จะต้องพูดว่า มือท่านบีบเรา เท้าท่านเบียดเรา ท่านยืนเหยียบเราดังนี้.
บทว่า ตตฺถ นูน ได้แก่ ในภพนั้นเป็นแน่.
บทว่า ตถา จิตฺตํ ภาวิตํ ความว่า จิตอันเทวดาเหล่านั้นอบรมด้วยอาการนั้น.
บทว่า เยน ตา เทวตา ความว่า จิตที่เทวดาอบรมด้วยอาการนั้น จึงเป็นเหตุให้เทวดาเหล่านั้นแม้มีจำนวน ๑๐ ฯลฯ ก็ยืนอยู่ได้และไม่เบียดกันและกัน.
บทว่า อิเธว โข ได้แก่ ในศาสนา หรือในมนุษยโลก. เป็นสัตตมีวิภัตติ ความว่า ในศาสนานี้แหละ ในมนุษยโลกนี้แหละ.
จริงอยู่ จิตอันเทวดาเหล่านั้นอบรมแล้วในมนุษยโลกนี้แหละ และในศาสนานี้แหละ ซึ่งเป็นเหตุที่เทวดาเหล่านั้นบังเกิดในรูปภพที่มีอยู่ ก็แลเทวดาเหล่านั้นมาจากรูปภพนั้นแล้ว เนรมิตอัตภาพละเอียดยืนอยู่อย่างนี้.
บรรดาเทวดาเหล่านั้น แม้เทวดาที่ทำมรรคและผล ๓ ให้บังเกิดในศาสนาของพระกัสสปทศพลจะมีอยู่ก็จริง ถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำว่าพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลาย มีอนุสนธิตามต่อเนื่องอย่างเดียวกัน ศาสนาคำสอนอย่างเดียวกัน เมื่อทรงทำศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ เป็นพระพุทธศาสนานี้แล จึงตรัสว่า อิเธว โข สารีปุตฺต ดังนี้ พระตถาคตตรัสกำลังแห่งสมาบัติ ด้วยพระพุทธดำรัสเพียงเท่านี้.
บัดนี้ เมื่อจะตรัสอนุสาสนีตามระบบ ปรารภพระสารีบุตรเถระ จึงตรัสว่า ตสฺมาติห สารีปุตฺต ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่เทวดาเหล่านั้นทำสมาบัติที่มีอยู่ในภพนี้แหละให้บังเกิดแล้วจึงได้บังเกิดในภพที่มีอยู่.
บทว่า สนฺตินฺทฺริยา แปลว่า มีอินทรีย์สงบ เพราะอินทรีย์ทั้ง ๕ สงบ เย็น ประณีต.
บทว่า สนฺตมานสา แปลว่า มีใจสงบ เพราะใจสงบ เย็น ประณีต.
บทว่า สนฺตํเยวุปหารํ อุปหริสฺสาม ความว่า พวกเราจักเสนอความนับถือบูชา ด้วยกายและใจ ซึ่งเป็นความนับถือบูชาอันสงบ เย็น ประณีตทีเดียว.
บทว่า สพฺรหฺมจารีสุ ได้แก่ ในสหธรรมิกทั้งหลายผู้ประพฤติธรรมชั้นสูงที่เสมอกัน มีเป็นผู้มีอุเทศอันเดียวกันเป็นต้น.
ด้วยพระพุทธดำรัสนี้ว่า เอวญฺหิ เต สารีปุตฺต สิกฺขิตพฺพํ ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำเทศนาให้เป็นภาษิตของพระสัพพัญญูพุทธะโดยฐานเพียงเท่านี้.
บทว่า อนสฺสุํ แปลว่า เสีย เสียหาย.
บทว่า เย อิมํ ธมฺมปริยายํ นาสฺโสสุํ ความว่า พวกนักบวชผู้นับถือลัทธิอื่น อาศัยทิฏฐิของตนที่ลามก เปล่าสาระ ไร้ประโยชน์ ไม่ได้ฟังธรรมเทศนานี้ เห็นปานนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาตามอนุสนธิ ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสูตรที่ ๖
ในสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ปรณายํ วิหรติ ความว่า เมืองมีชื่อว่าปรณา ท่านพระมหากัจจานะเข้าไปอาศัยเมืองนั้นอยู่.
____________________________
บาลีเป็น วรณาย วิหรติ.
บทว่า กามราควินิเวสวินิพนฺธปลิเคธปริยุฏฺฐานชฺโฌสานเหตุ ความว่า เพราะเวียนเข้าไปหากามราคะ เป็นเหตุ ตกอยู่ในอำนาจกามราคะเป็นเหตุ มีความกำหนิดยินดีในกามราคะเป็นเหตุ เพราะกามราคะกลุ้มรุมอยู่เป็นเหตุ และท่วมทับอยู่เพราะกามราคะเป็นเหตุ. มีคำอธิบายดังนี้ เพราะกามราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยกามคุณ ๕ นั้นยึดไว้เป็นต้นเป็นเหตุ เพราะถูกกามราคะพัวพัน ผูกพันไว้เพราะละโมบ คือตะกรามเพราะกามราคะนั้นแหละ ซึ่งเป็นเหมือนหล่มใหญ่ เพราะกลุ้มรุมอยู่เพราะกามราคะนั้นแหละ คือถูกกามราคะจับไว้ และเพราะจดจ่อเพราะกามราคะ คือถูกกามราคะกลืนสำเร็จเสร็จสิ้นยึดไว้.
แม้ในบทว่า ทิฏฺฐิราค เป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
แต่ในบทว่า ทิฏฺฐิราโค นี้ บัณฑิตพึงทราบว่า ได้แก่ราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยทิฏฐิ ๖๒.
บทว่า ปุรตฺถิเมสุ ชนปเทสุ ความว่า จากที่ที่พระเถระอยู่ไปทางทิศตะวันออก มีสาวัตถีชนบท. พระเถระเมื่อนั่งก็นั่งหันหน้าไปทางทิศนั้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวอย่างนี้.
บทว่า อุทานํ อุทาเนสิ แปลว่า เปล่งอุทาน.
เหมือนอย่างว่า น้ำมันไม่อาจขังเครื่องตวงได้ไหลล้นไป เขาเรียกว่าล้นเหลือ และน้ำที่ไม่อาจขังเหมืองน้ำได้ไหลล้นไปนั้น เขาเรียกว่าน้ำหลากฉันใด คำที่เกิดแต่ปีติก็ฉันนั้นเหมือนกัน ขังหทัยไม่ได้ คือเก็บไว้ข้างในไม่อยู่ ก็ล้นออกข้างนอกนั้น ท่านเรียกว่าอุทาน.
อธิบายว่า พราหมณ์อารามทัณฑะเปล่งคำที่เกิดแต่ปีติเห็นปานนี้. จบอรรถกถาสูตรที่ ๖
อรรถกถาสูตรที่ ๗
ในสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า คุนฺทาวเน ได้แก่ ณ ป่าซึ่งมีชื่ออย่างนี้.
บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า กัณฑรายนพราหมณ์ได้ทราบข่าวเล่ากันมาว่า พระมหากัจจานะเถระเห็นคนคราวพ่อของตนก็ตาม คราวปู่ก็ตาม คราวทวดก็ตาม ไม่กราบไหว้ไม่ลุกต้อนรับ ไม่เชื้อเชิญให้นั่งดังนี้ คิดว่า ไม่มีใครสามารถแก้เรื่องเพียงเท่านี้ให้สำเร็จได้ เราจักเข้าไปข่มท่าน ดังนี้ รับประทานอาหารเช้าแล้ว เข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะถึงที่อยู่.
บทว่า ชิณฺเณ ได้แก่ ผู้คร่ำคร่า เพราะชรา.
บทว่า วุฑฺเฒ ได้แก่ ผู้เจริญโดยวัย.
บทว่า มหลฺลเก ได้แก่ ผู้แก่โดยชาติ (เกิดมานาน).
บทว่า อทฺธคเต ได้แก่ ผู้ผ่านเวลายาวนาน.
บทว่า วโยอนุปฺปตฺเต ได้แก่ ผู้อยู่ถึงปัจฉิมวัย.
บทว่า ตยิทํ โภ กจฺจาน ตเถว ความว่า ท่านกัจจานะผู้เจริญ ข้อใดที่พวกข้าพเจ้าได้ฟังมาอย่างชัดเจน ข้อนั้นก็สมกับเรื่องที่ข้าพเจ้าได้เห็นนี้ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น.
คำว่า น หิ ภวํ กจฺจาโน พฺราหฺมเณ นี้ กัณฑรายนพราหมณ์กล่าวหมายถึงตนเอง.
นัยว่า ข้อนั้นมีอธิบายดังนี้ว่า ท่านกัจจานะผู้เจริญเห็นพวกเราผู้เป็นคนแก่ขนาดนี้ ก็ไม่มีแม้เพียงการกราบไหว้ แม้เพียงการลุกต้อนรับ แม้เพียงการเชื้อเชิญให้ที่นั่ง.
บทว่า น สมฺปนฺนเมว แปลว่า ไม่เหมาะเลย คือไม่สมควรทีเดียว.
พระเถระฟังคำของพราหมณ์แล้ว คิดว่าพราหมณ์นี้ไม่รู้จักคนแก่ ไม่รู้จักเด็ก จำเราจักบอกคนแก่และเด็กแก่เขาดังนี้ เมื่อจะขยายเทศนาจึงกล่าวคำว่า อตฺถิ พฺราหฺมณ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชานตา ได้แก่ ผู้รู้นัยทั้งปวง.
บทว่า ปสฺสตา ได้แก่ ผู้เห็นนัยนั้นนั่นแหละ เหมือนเห็นผลมะขามป้อมที่วางไว้ในมือ.
บทว่า วุฑฺฒภูมิ ได้แก่ เหตุที่ทำให้เป็นคนแก่.
บทว่า ทหรภูมิ ได้แก่ เหตุที่ทำให้เป็นเด็ก.
บทว่า อสีติโก ได้แก่ มีวัย ๘๐ ปี.
บทว่า กาเม ปริภุญฺชติ ความว่า ยังต้องการบริโภคกามทั้ง ๒ คือ วัตถุกามและกิเลสกาม.
บทว่า กามมชฺฌาวสติ ความว่า ยังอยู่คือครองกามทั้ง ๒ อย่างเหมือนเจ้าของเรือนอยู่ครองเรือน.
บทว่า กามปริเยสนาย อุสฺสุโก ความว่า ยังขวนขวายเพื่อแสวงหากามทั้ง ๒ อย่าง.
บทว่า โส พาโล น เถโรเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ความว่า บุคคลนั้นไม่นับว่าเป็นเถระ นับว่าเป็นเด็ก คือคนปัญญาอ่อนโดยแท้
สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า
น เตน จ เถโร โหติ เยนสฺส ปลิตํ สิโร ปริปกฺโก วโย ตสฺส โมฆชิณฺโณติ วุจฺจติ บุคคลจะเป็นเถระ เพราะเหตุที่มีผมหงอกบน
ศีรษะก็หามิได้ ผู้นั้นมีวัยหง่อมแล้ว เรียกว่า
คนแก่เปล่า.
บทว่า ทหโร แปลว่า เด็กรุ่น.
บทว่า ยุวา ได้แก่ ประกอบด้วยความเป็นหนุ่ม.
บทว่า สุสูกาฬเกโส แปลว่า มีผมดำสนิท.
บทว่า ภเทฺรน โยพฺพเนน สมนฺนาคโต ความว่า บุคคลชื่อว่าเป็นคนหนุ่ม เพราะประกอบด้วยความเป็นหนุ่มใด ท่านแสดงความเป็นหนุ่มนั้นว่า ภทฺรก กำลังเจริญ.
บทว่า ปฐเมน วยสา ความว่า อายุ ๓๓ ปี ชื่อว่าปฐมวัย ประกอบด้วยปฐมวัยนั้น.
บทว่า ปณฺฑิโต เถโรเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ความว่า บุคคลนั้น คือเห็นปานนี้ นับว่าเป็นบัณฑิตด้วย เป็นเถระด้วยแล.
สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า
ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ อหึสา สํยโม ทโม สเว วนฺตมโล ธีโร โส เถโรติ ปวุจฺจติ ผู้ใดมีสัจจะ เที่ยงธรรม ไม่เบียดเบียน สำรวม
ฝึกฝน ผู้นั้นแหละเป็นผู้คายกิเลสดุจธุลีแล้ว
เป็นปราชญ์ เราเรียกว่าเถระ. จบอรรถกถาสูตรที่ ๗
อรรถกถาสูตรที่ ๘
ในสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า โจรา พลวนฺโต โหนฺติ ความว่า พวกโจรพรักพร้อมด้วยพรรคพวก พรักพร้อมด้วยบริวาร พรักพร้อมด้วยสถานที่อยู่ พรักพร้อมด้วยพาหนะ.
บทว่า ราชาโน ตสฺมึสมเย ทุพฺพลา โหนฺติ ความว่า ในสมัยนั้น ฝ่ายเจ้าทั้งหลายเป็นฝ่ายอ่อนกำลัง เพราะไม่มีสมบัติเหล่านั้น.
บทว่า อติยาตุํ ความว่า เพื่อเที่ยวตรวจตราชนบทภายนอกแล้วประสงค์จะเข้าพระนครในขณะที่ต้องการ.
บทว่า นิยฺยาตุํ ความว่า ไม่มีความผาสุก ที่จะเสด็จออกไปไม่ว่าในปฐมยาม มัชฌิมยามหรือปัจฉิมยาม ด้วยมีพระดำรัสว่า พวกโจรปล้นย่ำยีชนบทจำจักป้องกันพวกมัน. จำเดิมแต่นั้น พวกโจรเที่ยวตีแย่งชิงผู้คน.
บทว่า ปจฺจนฺติเม วา ชนปเท อนุสญฺญาตุํ ความว่า แม้จะปกครองชนบทชายแดนเพื่อสร้างบ้านที่อยู่ สร้างสะพาน ขุดสระโบกขรณีและสร้างศาลาเป็นต้น ก็ไม่สะดวก.
บทว่า พฺราหฺมณคหปติกานํ ได้แก่ พวกพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลายที่อยู่ภายในพระนคร.
บทว่า พาหิรานิ วา กมฺมนฺตานิ ได้แก่ งานสวนงานนานอกบ้าน.
บทว่า ปาปภิกฺขู พลวนฺโต โหนฺติ ความว่า พวกภิกษุชั่วเป็นฝ่ายมีกำลัง พรั่งพร้อมด้วยอุปัฏฐากชายหญิงเป็นอันมาก และได้พึ่งพิงพระราชาและราชมหาอำมาตย์.
บทว่า เปสลา ภิกฺขู ตสฺมึ สมเย ทุพฺพลา โหนฺติ ความว่า ในสมัยนั้น พวกภิกษุที่มีศีลเป็นที่รัก (เรียบร้อย) เป็นผู้อ่อนกำลัง เพราะไม่มีสมบัติเหล่านั้น.
บทว่า ตุณฺหีภูตา ตุณฺหีภูตา สงฺฆมชฺเฌ สงฺกสายนฺติ ความว่า เป็นผู้เงียบเสียงนั่งในท่ามกลางสงฆ์ ไม่อาจเงยหน้าอ้าปากกล่าวอะไรๆ แม้แต่คำเดียว นั่งประหนึ่งซบเซาอยู่.
บทว่า ตยิทํ ได้แก่ เหตุนั่นนั้น.
ในฝ่ายขาวก็พึงทราบตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว. จบอรรถกถาสูตรที่ ๘
อรรถกถาสูตรที่ ๙
ในสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า มิจฺฉาปฏิปตฺตาธิกรณเหตุ ความว่า เพราะกระทำคือปฏิบัติข้อปฏิบัติผิดเป็นเหตุ.
บทว่า ญายํ ธมฺมํ กุสลํ ได้แก่ มรรคพร้อมทั้งวิปัสสนา.
ด้วยว่าบุคคลเห็นปานนี้ย่อมไม่อาจทำมรรคพร้อมทั้งวิปัสสนาให้สำเร็จ คือให้ถึงพร้อมได้. ในฝ่ายขาวก็พึงทราบตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว.
ในสูตรนี้ ตรัสมรรคพร้อมวิปัสสนา จบอรรถกถาสูตรที่ ๙
อรรถกถาสูตรที่ ๑๐
ในสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ทุคฺคหิเตหิ ได้แก่ ที่ถือมาผิดระเบียบ.
บทว่า พฺยญฺชนปฏิรูปเกหิ ได้แก่ ที่มีพยัญชนะงดงาม คือที่ได้มาด้วยมีอักขระวิจิตร.
บทว่า อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ ปฏิวาหนฺติ ความว่า ย่อมค้านทั้งอรรถกถาและบาลีแห่งสุตตันตะทั้งหลายที่ถือมาถูก.
ภิกษุเหล่านั้นแสดงทั้งอรรถทั้งบาลีของสุตตันตะที่ตนถือมาผิด ยิ่งยวดกว่า.
ฝ่ายขาวก็พึงทราบตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว.
ในสูตรนี้ ตรัสทั้งความเจริญและความเสื่อมแห่งพระศาสนาแล.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๐ จบสมจิตตวรรคที่ ๔ -----------------------------------------------------