สนิมิตตวรรค
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๓๒๒๗๖ สนิมิตฺตา ภิกฺขเว อุปฺปชฺชนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา โน อนิมิตฺตา ตสฺเสว นิมิตฺตสฺส ปหานา เอวนฺเต ปาปกา อกุสลา ธมฺมา น โหนฺตีติ ฯ
๓๒๓๗๗ สนิทานา ภิกฺขเว อุปฺปชฺชนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา โน อนิทานา ตสฺเสว นิทานสฺส ปหานา เอวนฺเต ปาปกา อกุสลา ธมฺมา น โหนฺตีติ ฯ
๓๒๔๗๘ สเหตุกา ภิกฺขเว อุปฺปชฺชนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา โน อเหตุกา ตสฺเสว เหตุสฺส ปหานา เอวนฺเต ปาปกา อกุสลา ธมฺมา น โหนฺตีติ ฯ
๓๒๕๗๙ สสงฺขารา ภิกฺขเว อุปฺปชฺชนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา โน อสงฺขารา เตสํเยว สงฺขารานํ ปหานา เอวนฺเต ปาปกา อกุสลา ธมฺมา น โหนฺตีติ ฯ
๓๒๖๘๐ สปฺปจฺจยา ภิกฺขเว อุปฺปชฺชนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา โน อปฺปจฺจยา ตสฺเสว ปจฺจยสฺส ปหานา เอวนฺเต ปาปกา อกุสลา ธมฺมา น โหนฺตีติ ฯ
๓๒๗๘๑ สรูปา ภิกฺขเว อุปฺปชฺชนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา โน อรูปา ตสฺเสว รูปสฺส ปหานา เอวนฺเต ปาปกา อกุสลา ธมฺมา น โหนฺตีติ ฯ
๓๒๘๘๒ สเวทนา ภิกฺขเว อุปฺปชฺชนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา โน อเวทนา ตสฺสาเยว เวทนาย ปหานา เอวนฺเต ปาปกา อกุสลา ธมฺมา น โหนฺตีติ ฯ
๓๒๙๘๓ สสญฺญา ภิกฺขเว อุปฺปชฺชนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา โน อสญฺญา ตสฺสาเยว สญฺญาย ปหานา เอวนฺเต ปาปกา อกุสลา ธมฺมา น โหนฺตีติ ฯ
๓๓๐๘๔ สวิญฺญาณา ภิกฺขเว อุปฺปชฺชนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา โน อวิญฺญาณา ตสฺเสว วิญฺญาณสฺส ปหานา เอวนฺเต ปาปกา อกุสลา ธมฺมา น โหนฺตีติ ฯ
๓๓๑๘๕ สงฺขตารมฺมณา ภิกฺขเว อุปฺปชฺชนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา โน อสงฺขตารมฺมณา ตสฺเสว สงฺขตสฺส ปหานา เอวนฺเต ปาปกา อกุสลา ธมฺมา น โหนฺตีติ ฯ สนิมิตฺตวคฺโค ตติโย ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. สนิมิตตวรรค หมวดว่าด้วยเหตุแห่งบาปอกุศล
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีนิมิต จึงเกิดขึ้น ไม่มีนิมิต ไม่เกิดขึ้น เพราะละนิมิตนั้นเสียได้อย่างนี้ ธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นจึงไม่มี (๑) @เชิงอรรถ : @ สุขที่เกิดจากฌานมีความยินดีเป็นอารมณ์ หมายถึงสุขที่เกิดแก่ผู้พิจารณาฌาน ๓ (ปฐมฌาน,@ทุติยฌาน, ตติยฌาน) มีความยินดีเป็นอารมณ์ (เทียบ องฺ.ทุก.อ. ๒/๗๓-๗๕/๖๑)@ สุขที่เกิดจากฌานมีอุเบกขาเป็นอารมณ์ หมายถึงสุขที่เกิดแก่ผู้พิจารณาฌานที่ ๔ มีอุเบกขาเป็น@อารมณ์ (เทียบ องฺ.ทุก.อ. ๒/๗๓-๗๕/๖๑) @ นิมิต หมายถึงเหตุ (องฺ.ทุก.อ. ๒/๗๘-๗๙/๖๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๐๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๓. สนิมิตตวรรค
ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีนิทาน จึงเกิดขึ้น ไม่มีนิทาน ไม่เกิดขึ้น เพราะละนิทานนั้นเสียได้อย่างนี้ ธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นจึงไม่มี (๒)
ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีเหตุจึงเกิดขึ้น ไม่มีเหตุ ไม่เกิดขึ้น เพราะละ เหตุนั้นเสียได้อย่างนี้ ธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นจึงไม่มี (๓)
ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีสังขารจึงเกิดขึ้น ไม่มีสังขาร ไม่เกิดขึ้น เพราะ ละสังขารเหล่านั้นเสียได้อย่างนี้ ธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นจึงไม่มี (๔)
ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีปัจจัยจึงเกิดขึ้น ไม่มีปัจจัย ไม่เกิดขึ้น เพราะ ละปัจจัยนั้นเสียได้อย่างนี้ ธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นจึงไม่มี (๕)
ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีรูปจึงเกิดขึ้น ไม่มีรูป ไม่เกิดขึ้น เพราะละรูป นั้นเสียได้อย่างนี้ ธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นจึงไม่มี (๖)
ธรรมที่เป็นบาปอกุศลมีเวทนาจึงเกิดขึ้น ไม่มีเวทนา ไม่เกิดขึ้น เพราะ ละเวทนานั้นเสียได้อย่างนี้ ธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นจึงไม่มี (๗)
ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีสัญญาจึงเกิดขึ้น ไม่มีสัญญา ไม่เกิดขึ้น เพราะละสัญญานั้นเสียได้อย่างนี้ ธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นจึงไม่มี (๘)
ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีวิญญาณจึงเกิดขึ้น ไม่มีวิญญาณ ไม่เกิดขึ้น เพราะละวิญญาณนั้นเสียได้อย่างนี้ ธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นจึงไม่มี (๙)
ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีสังขตธรรม(ธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง) เป็น อารมณ์จึงเกิดขึ้น ไม่มีสังขตธรรมเป็นอารมณ์ ไม่เกิดขึ้น เพราะละสังขตธรรมนั้นเสียได้อย่างนี้ ธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นจึงไม่มี (๑๐) สนิมิตตวรรคที่ ๓ จบ @เชิงอรรถ : @ นิทาน หมายถึงเหตุ (องฺ.ทุก.อ. ๒/๗๘-๗๙/๖๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๐๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สนิมิตตวรรคที่ ๓ อรรถกถาสูตรที่ ๑
วรรคที่ ๓ สูตรที่ ๑ (ข้อ ๓๒๒) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สนิมิตฺตา แปลว่า มีเหตุ. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑
อรรถกถาสูตรที่ ๒ เป็นต้น
(ข้อ ๓๒๓-๓๒๗) แม้ในสูตรที่ ๒ เป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
ก็บททั้งหมด คือ นิทาน เหตุ สังขาร ปัจจัย รูปเหล่านี้เป็นไวพจน์ของการณะทั้งนั้น. จบอรรถกถาสูตรที่ ๒
อรรถกถาสูตรที่ ๗
ในสูตรที่ ๗ (ข้อ ๓๒๘) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สเวทนา ความว่า เมื่อสัมปยุตตเวทนาที่เป็นปัจจัยนั่นแหละมีอยู่ ธรรมที่เป็นบาปอกุศลทั้งหลายจึงเกิดขึ้น เมื่อไม่มี ก็ไม่เกิด. จบอรรถกถาสูตรที่ ๗
อรรถกถาสูตรที่ ๘-๙
แม้ในสูตรที่ ๘ และสูตรที่ ๙ (ข้อ ๓๒๙-๓๓๐) ก็นัยนี้แหละ. จบอรรถกถาสูตรที่ ๘-๙
อรรถกถาสูตรที่ ๑๐
ในสูตรที่ ๑๐ (ข้อ ๓๓๑) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สงฺขตารมฺมณา ความว่า ธรรมที่เป็นบาปอกุศลทั้งหลายเกิดขึ้น เพราะกระทำสังขตธรรมที่บังเกิดขึ้นด้วยปัจจัย ให้เป็นอารมณ์.
บทว่า โน อสงฺขตารมฺมณา ความว่า แต่ธรรมที่เป็นบาปอกุศลจะไม่เกิดขึ้น เพราะปรารภพระนิพพานอันเป็นอสังขตะ.
บทว่า น โหนฺติ ความว่า ในขณะแห่งมรรค ธรรมที่เป็นบาปอกุศล ชื่อว่าไม่มีอยู่ เมื่อบรรลุผลแล้ว ก็ชื่อว่ามิได้มีแล้ว.
ในสูตรทั้ง๑๐ สูตรเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเทศนาจนถึงพระอรหัตอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๐ จบสนิมิตตวรรคที่ ๓ -----------------------------------------------------