อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดง
ฉบับมหาจุฬาฯ · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๓๗

๒. สีลมยญาณนิทเทส

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๗–๔๒6 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๒. สีลมยญาณนิทเทส ๒. สีลมยญาณนิทเทส แสดงสีลมยญาณ

ข้อ ๓๗

ปัญญาในการสดับธรรมแล้วสำรวมไว้ ชื่อว่าสีลมยญาณ เป็นอย่างไร คือ ศีล ๕ อย่าง ได้แก่ ๑. ปริยันตปาริสุทธิศีล (ศีลคือความบริสุทธิ์อันมีที่สุด) ๒. อปริยันตปาริสุทธิศีล (ศีลคือความบริสุทธิ์อันไม่มีที่สุด) ๓. ปริปุณณปาริสุทธิศีล (ศีลคือความบริสุทธิ์บริบูรณ์) ๔. อปรามัฏฐปาริสุทธิศีล (ศีลคือความบริสุทธิ์ที่ไม่ยึดมั่นด้วยอำนาจทิฏฐิ) ๕. ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีล (ศีลคือความบริสุทธิ์เพราะการสงบระงับ) ในศีล ๕ อย่างนั้น ปริยันตปาริสุทธิศีล เป็นอย่างไร คือ ศีลของอนุปสัมบันผู้มีสิกขาบทอันมีที่สุด นี้ชื่อว่าปริยันตปาริสุทธิศีล อปริยันตปาริสุทธิศีล เป็นอย่างไร คือ ศีลของอุปสัมบันผู้มีสิกขาบทอันไม่มีที่สุด นี้ชื่อว่าอปริยันตปาริสุทธิศีล ปริปุณณปาริสุทธิศีล เป็นอย่างไร คือ ศีลของกัลยาณปุถุชนผู้ประกอบกุศลธรรม บำเพ็ญธรรมซึ่งเป็นที่สุดของพระเสขะให้บริบูรณ์ ไม่อาลัยในกายและชีวิต สละชีวิตแล้ว นี้ชื่อว่าปริปุณณ-ปาริสุทธิศีล อปรามัฏฐปาริสุทธิศีล เป็นอย่างไร คือ ศีลของพระเสขะ ๗ จำพวก นี้ชื่อว่าอปรามัฏฐปาริสุทธิศีล ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีล เป็นอย่างไร คือ ศีลของสาวกพระตถาคตผู้เป็นพระขีณาสพ ของพระปัจเจกพุทธเจ้า และของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า นี้ชื่อว่าปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีล

ข้อ ๓๘

ศีลมีที่สุดก็มี ศีลไม่มีที่สุดก็มี ในศีล ๒ อย่างนั้น ศีลมีที่สุดนั้น เป็นอย่างไร คือ ศีลมีลาภเป็นที่สุดก็มี ศีลมียศเป็นที่สุดก็มี ศีลมีญาติเป็นที่สุดก็มี ศีลมี อวัยวะเป็นที่สุดก็มี ศีลมีชีวิตเป็นที่สุดก็มี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๒. สีลมยญาณนิทเทส ศีลมีลาภเป็นที่สุดนั้น เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ล่วงละเมิดสิกขาบทตามที่ได้สมาทานไว้ เพราะลาภเป็นเหตุ เพราะลาภเป็นปัจจัย เพราะลาภเป็นตัวการณ์ ศีลนี้ชื่อว่ามีลาภเป็นที่สุด ศีลมียศเป็นที่สุดนั้น เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ล่วงละเมิดสิกขาบทตามที่ได้สมาทานไว้ เพราะยศเป็นเหตุ เพราะยศเป็นปัจจัย เพราะยศเป็นตัวการณ์ ศีลนี้ชื่อว่ามียศเป็นที่สุด ศีลมีญาติเป็นที่สุดนั้น เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ล่วงละเมิดสิกขาบทตามที่ได้สมาทานไว้ เพราะญาติเป็นเหตุ เพราะญาติเป็นปัจจัย เพราะญาติเป็นตัวการณ์ ศีลนี้ชื่อว่ามีญาติเป็นที่สุด ศีลมีอวัยวะเป็นที่สุดนั้น เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ล่วงละเมิดสิกขาบทตามที่ได้สมาทานไว้ เพราะอวัยวะเป็นเหตุ เพราะอวัยวะเป็นปัจจัย เพราะอวัยวะเป็นตัวการณ์ ศีลนี้ชื่อว่ามีอวัยวะเป็นที่สุด ศีลมีชีวิตเป็นที่สุดนั้น เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ล่วงละเมิดสิกขาบทตามที่ได้สมาทานไว้ เพราะชีวิตเป็นเหตุ เพราะชีวิตเป็นปัจจัย เพราะชีวิตเป็นตัวการณ์ ศีลนี้ชื่อว่ามีชีวิตเป็นที่สุดศีลดังกล่าวนี้เป็นศีลขาด ทะลุ ด่าง พร้อย ไม่เป็นไท ท่านผู้รู้ไม่สรรเสริญถูกตัณหาและทิฏฐิครอบงำ ไม่เป็นไปเพื่อสมาธิ เป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อนไม่เป็นที่ตั้งแห่งความปราโมทย์ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งปีติ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งปัสสัทธิ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความสุข ไม่เป็นที่ตั้งแห่งสมาธิ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งยถาภูตญาณทัสสนะไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับ เพื่อระงับเพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ศีลนี้ชื่อว่ามีที่สุด ศีลไม่มีที่สุดนั้น เป็นอย่างไร คือ ศีลไม่มีลาภเป็นที่สุดก็มี ศีลไม่มียศเป็นที่สุดก็มี ศีลไม่มีญาติเป็นที่สุดก็มีศีลไม่มีอวัยวะเป็นที่สุดก็มี ศีลไม่มีชีวิตเป็นที่สุดก็มี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๒. สีลมยญาณนิทเทส ศีลไม่มีลาภเป็นที่สุดนั้น เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ แม้ความคิดที่จะล่วงละเมิดสิกขาบทตามที่ได้ สมาทานไว้ เพราะลาภเป็นเหตุ เพราะลาภเป็นปัจจัย เพราะลาภเป็นตัวการณ์ ก็ไม่เกิดขึ้น ไฉนเขาจักล่วงละเมิดสิกขาบทเล่า ศีลนี้ชื่อว่าไม่มีลาภเป็นที่สุด ศีลไม่มียศเป็นที่สุดนั้น เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ แม้ความคิดที่จะล่วงละเมิดสิกขาบทตามที่ได้ สมาทานไว้ เพราะยศเป็นเหตุ เพราะยศเป็นปัจจัย เพราะยศเป็นตัวการณ์ ก็ไม่เกิดขึ้นไฉนเขาจักล่วงละเมิดสิกขาบทเล่า ศีลนี้ชื่อว่าไม่มียศเป็นที่สุด ศีลไม่มีญาติเป็นที่สุดนั้น เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ แม้ความคิดที่จะล่วงละเมิดสิกขาบทตามที่ได้ สมาทานไว้ เพราะญาติเป็นเหตุ เพราะญาติเป็นปัจจัย เพราะญาติเป็นตัวการณ์ ก็ไม่เกิดขึ้น ไฉนเขาจักล่วงละเมิดสิกขาบทเล่า ศีลนี้ชื่อว่าไม่มีญาติเป็นที่สุด ศีลไม่มีอวัยวะเป็นที่สุดนั้น เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ แม้ความคิดที่จะล่วงละเมิดสิกขาบทตามที่ได้ สมาทานไว้ เพราะอวัยวะเป็นเหตุ เพราะอวัยวะเป็นปัจจัย เพราะอวัยวะเป็นตัวการณ์ก็ไม่เกิดขึ้น ไฉนเขาจักล่วงละเมิดสิกขาบทเล่า ศีลนี้ชื่อว่าไม่มีอวัยวะเป็นที่สุด ศีลไม่มีชีวิตเป็นที่สุดนั้น เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ แม้ความคิดที่จะล่วงละเมิดสิกขาบทตามที่ได้ สมาทานไว้ เพราะชีวิตเป็นเหตุ เพราะชีวิตเป็นปัจจัย เพราะชีวิตเป็นตัวการณ์ ก็ไม่เกิดขึ้น ไฉนเขาจักล่วงละเมิดสิกขาบทเล่า ศีลนี้ชื่อว่าไม่มีชีวิตเป็นที่สุด ศีลดังกล่าวนี้เป็นศีลไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท ท่านผู้รู้ สรรเสริญ ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิครอบงำ เป็นไปเพื่อสมาธิ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน เป็นที่ตั้งแห่งความปราโมทย์ เป็นที่ตั้งแห่งปีติ เป็นที่ตั้งแห่งปัสสัทธิเป็นที่ตั้งแห่งความสุข เป็นที่ตั้งแห่งสมาธิ เป็นที่ตั้งแห่งยถาภูตญาณทัสสนะ ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับ เพื่อระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ศีลนี้ชื่อว่าไม่มีที่สุด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๒. สีลมยญาณนิทเทส

ข้อ ๓๙

อะไรชื่อว่าศีล ศีลมีเท่าไร ศีลมีอะไรเป็นสมุฏฐาน ศีลเป็นที่รวมแห่งธรรมอะไร อะไร ชื่อว่าศีล เจตนาชื่อว่าศีล เจตสิกชื่อว่าศีล ความสำรวมชื่อว่าศีล ความไม่ล่วงละเมิดชื่อว่าศีล ศีลมีเท่าไร ศีลมี ๓ คือ (๑) กุศลศีล (๒) อกุศลศีล (๓) อัพยากตศีล ศีลมีอะไรเป็นสมุฏฐาน กุศลศีลมีกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน อกุศลศีลมีอกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน อัพยากตศีลมีอัพยากตจิตเป็นสมุฏฐาน ศีลเป็นที่รวมแห่งธรรมอะไร ศีลเป็นที่รวมแห่งความสำรวม เป็นที่รวมแห่งความไม่ล่วงละเมิด เป็นที่รวมแห่งเจตนาที่เกิดในขณะสำรวมและไม่ล่วงละเมิดนั้น

ข้อ ๔๐

ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าสำรวม ปาณาติบาต ชื่อว่าศีล เพราะ มีความหมายว่าไม่ล่วงละเมิดปาณาติบาต ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าสำรวมอทินนาทาน ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าไม่ล่วงละเมิดอทินนาทาน ชื่อว่าศีลเพราะมีความหมายว่าสำรวมกาเมสุมิจฉาจาร ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าไม่ล่วงละเมิดกาเมสุมิจฉาจาร ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าสำรวมมุสาวาท ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าไม่ล่วงละเมิดมุสาวาท ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าสำรวมปิสุณาวาจา ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าไม่ล่วงละเมิดปิสุณาวาจา ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าสำรวมผรุสวาจา ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าไม่ล่วงละเมิดผรุสวาจา ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าสำรวมสัมผัปปลาปะ ชื่อว่าศีลเพราะมีความหมายว่าไม่ล่วงละเมิดสัมผัปปลาปะ ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าสำรวมอภิชฌา ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าไม่ล่วงละเมิดอภิชฌา ชื่อว่าศีลเพราะมีความหมายว่าสำรวมพยาบาท ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าไม่ล่วง@เชิงอรรถ : @ คำว่า สำรวม ในที่นี้หมายถึงปิดกั้น ห้าม ระมัดระวัง (ขุ.ป.อ. ๑/๔๐/๒๓๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๖๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๒. สีลมยญาณนิทเทส ละเมิดพยาบาท ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าสำรวมมิจฉาทิฏฐิ ชื่อว่าศีลเพราะมีความหมายว่าไม่ล่วงละเมิดมิจฉาทิฏฐิ

ข้อ ๔๑

ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าสำรวมกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ชื่อว่า ศีล เพราะมีความหมายว่าไม่ล่วงละเมิดกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ... พยาบาทด้วยอพยาบาท ... ถีนมิทธะด้วยอาโลกสัญญา ... อุทธัจจะด้วยอวิกเขปะ ... วิจิกิจฉาด้วยธัมมววัตถาน ... อวิชชาด้วยญาณ ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าสำรวมอรติด้วยปามุชชะ ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าไม่ล่วงละเมิดอรติด้วยปามุชชะ ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าสำรวมนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าไม่ล่วงละเมิดนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน ... วิตกวิจารด้วยทุติยฌาน ... ปีติด้วยตติยฌาน ... สุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน ... รูปสัญญา ปฏิฆสัญญานานัตตสัญญาด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ ... อากาสานัญจายตนสมาบัติด้วยวิญญาณัญจายตนสัญญา ... วิญญาณัญจายตนสัญญาด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าสำรวมอากิญจัญญายตนสัญญาด้วยเนวสัญญานา-สัญญายตนสมาบัติ ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าไม่ล่วงละเมิดอากิญจัญญายตน-สัญญาด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าสำรวมนิจจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสสนา ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าไม่ล่วงละเมิดนิจจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสสนา ... สุขสัญญาด้วยทุกขานุปัสสนา ... อัตตสัญญาด้วยอนัตตานุปัสสนา ... นันทิด้วยนิพพิทานุปัสสนา ... ราคะด้วยวิราคานุปัสสนา ... สมุทัยด้วยนิโรธานุปัสสนา ... อาทานะด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา ... ฆนสัญญาด้วยขยานุปัสสนา ... อายุหนะด้วยวยานุปัสสนา ... ธุวสัญญาด้วยวิปริณามานุปัสสนา ... นิมิตด้วยอนิมิตตานุปัสสนา ... ปณิธิด้วยอัปปณิหิตานุปัสสนา ... อภินิเวสด้วยสุญญตานุปัสสนา ... สาราทานา-ภินิเวสด้วยอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา ... สัมโมหาภินิเวสด้วยยถาภูตญาณทัสสนะ ... อาลยาภินิเวสด้วยอาทีนวานุปัสสนา ... อัปปฏิสังขาด้วยปฏิสังขานุปัสสนา ชื่อว่าศีลเพราะมีความหมายว่าสำรวมสัญโญคาภินิเวสด้วยวิวัฏฏนานุปัสสนา ชื่อว่าศีลเพราะมีความหมายว่าไม่ล่วงละเมิดสัญโญคาภินิเวสด้วยวิวัฏฏนานุปัสสนา ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าสำรวมกิเลสที่ตั้งอยู่รวมกันกับทิฏฐิด้วยโสดา-ปัตติมรรค ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าไม่ล่วงละเมิดกิเลสที่ตั้งอยู่รวมกันกับทิฏฐิด้วยโสดาปัตติมรรค ... กิเลสอย่างหยาบด้วยสกทาคามิมรรค ... กิเลสอย่าง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๖๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๒. สีลมยญาณนิทเทส ละเอียดด้วยอนาคามิมรรค ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าสำรวมกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตตมรรค ชื่อว่าศีล เพราะมีความหมายว่าไม่ล่วงละเมิดกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตตมรรค ศีล ๕ ประเภท คือ ๑. การละปาณาติบาต ชื่อว่าศีล ๒. การเว้นปาณาติบาต ชื่อว่าศีล ๓. เจตนาที่เป็นข้าศึกต่อปาณาติบาต ชื่อว่าศีล ๔. ความสำรวมปาณาติบาต ชื่อว่าศีล ๕. ความไม่ล่วงละเมิดปาณาติบาต ชื่อว่าศีล ศีลดังกล่าวนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เดือดร้อนใจ เพื่อปราโมทย์ เพื่อปีติเพื่อปัสสัทธิ เพื่อโสมนัส เพื่อการปฏิบัติโดยเอื้อเฟื้อ เพื่อความเจริญ เพื่อทำให้มากเพื่อเป็นเครื่องประดับ เพื่อเป็นเครื่องป้องกัน เพื่อเป็นเครื่องแวดล้อม เพื่อความสมบูรณ์ ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับเพื่อระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ความบริสุทธิ์ด้วยความสำรวมแห่งศีลดังกล่าวนี้ ชื่อว่าอธิสีล จิตที่ตั้งอยู่ในความบริสุทธิ์ด้วยความสำรวม ย่อมไม่ฟุ้งซ่าน ความบริสุทธิ์แห่งจิตที่ไม่ฟุ้งซ่านชื่อว่าอธิจิต พระโยคาวจรเห็นความบริสุทธิ์ด้วยความสำรวมโดยชอบ เห็นความบริสุทธิ์แห่งจิตที่ไม่ฟุ้งซ่านโดยชอบ ความบริสุทธิ์แห่งความเห็น (ทั้งสองประการนี้)ชื่อว่าอธิปัญญา บรรดาความสำรวม ความไม่ฟุ้งซ่าน และความเห็นนั้น ความสำรวม ชื่อว่าอธิสีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าอธิจิตตสิกขา ความเห็น ชื่อว่าอธิปัญญาสิกขา พระโยคาวจรเมื่อนึกถึงสิกขา ๓ นี้ ชื่อว่าศึกษา เมื่อรู้ ชื่อว่าศึกษา เมื่อเห็นชื่อว่าศึกษา เมื่อพิจารณา ชื่อว่าศึกษา เมื่ออธิษฐานจิต ชื่อว่าศึกษา เมื่อน้อมใจเชื่อด้วยศรัทธา ชื่อว่าศึกษา เมื่อประคองความเพียรไว้ ชื่อว่าศึกษา เมื่อตั้งสติไว้มั่นชื่อว่าศึกษา เมื่อตั้งจิตไว้มั่น ชื่อว่าศึกษา เมื่อรู้ชัดด้วยปัญญา ชื่อว่าศึกษา เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ชื่อว่าศึกษา เมื่อกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ชื่อว่าศึกษาเมื่อละธรรมที่ควรละ ชื่อว่าศึกษา เมื่อทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าศึกษาเมื่อเจริญธรรมที่ควรให้เจริญ ชื่อว่าศึกษา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๖๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๒. สีลมยญาณนิทเทส ศีล ๕ ประเภท คือ การละอทินนาทาน ชื่อว่าศีล ฯลฯ การละกาเมสุมิจฉาจาร ฯลฯ การละมุสาวาท ฯลฯ การละปิสุณาวาจา ฯลฯ การละผรุสวาจา ฯลฯ การละสัมผัปปลาปะฯลฯ การละอภิชฌา ฯลฯ การละพยาบาท ฯลฯ การละมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ การละกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ฯลฯ การละพยาบาทด้วยอพยาบาท ฯลฯ การละถีนมิทธะด้วยอาโลกสัญญา ฯลฯ การละอุทธัจจะด้วยอวิกเขปะ ฯลฯ การละวิจิกิจฉาด้วยธัมมววัตถาน ฯลฯ การละอวิชชาด้วยญาณ ฯลฯ การละอรติด้วยปามุชชะ ฯลฯ การละนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ การละวิตกวิจารด้วยทุติยฌาน ฯลฯ การละปีติด้วยตติยฌาน ฯลฯ การละสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน ฯลฯ การละรูปสัญญาปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญาด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ การละ อากาสานัญจายตนสัญญาด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ การละวิญญาณัญ-จายตนสัญญาด้วยอากิญจัญญายตนสัญญาสมาบัติ ฯลฯ การละอากิญจัญญายตน-สัญญาด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ การละสุขสัญญาด้วยทุกขานุปัสสนา ฯลฯ การละอัตตสัญญาด้วยอนัตตา- นุปัสสนา ฯลฯ การละนันทิด้วยนิพพิทานุปัสสนา ฯลฯ การละราคะด้วยวิราคา-นุปัสสนา ฯลฯ การละสมุทัยด้วยนิโรธานุปัสสนา ฯลฯ การละอาทานะด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา ฯลฯ การละฆนสัญญาด้วยขยานุปัสสนา ฯลฯ การละอายุหนะด้วยวยานุปัสสนา ฯลฯ การละธุวสัญญาด้วยวิปริณามานุปัสสนา ฯลฯ การละนิมิตด้วยอนิมิตตานุปัสสนา ฯลฯ การละปณิธิด้วยอัปปณิหิตานุปัสสนาฯลฯ การละอภินิเวสด้วยสุญญตานุปัสสนา ฯลฯ การละสาราทานาภินิเวสด้วยอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา ฯลฯ การละสัมโมหาภินิเวสด้วยยถาภูตญาณทัสสนะฯลฯ การละอาลยาภินิเวสด้วยอาทีนวานุปัสสนา ฯลฯ การละอัปปฏิสังขาด้วยปฏิสังขานุปัสสนา ฯลฯ การละสัญโญคาภินิเวสด้วยวิวัฏฏนานุปัสสนา ฯลฯ การละกิเลสที่ตั้งอยู่รวมกันกับทิฏฐิด้วยโสดาปัตติมรรค ฯลฯ การละกิเลสที่หยาบด้วยสกทาคามิมรรค ฯลฯ การละกิเลสที่ละเอียดด้วยอนาคามิมรรค ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ดูเนื้อความเต็มในศีล ๕ ประเภทในรอบแรกและรอบสุดท้าย ต่างกันเพียงองค์ธรรมเท่านั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๖๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๒. สีลมยญาณนิทเทส (ศีล ๕ ประเภท คือ) ๑. การละกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตตมรรค ชื่อว่าศีล ๒. การเว้นกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตตมรรค ชื่อว่าศีล ๓. เจตนาที่เป็นข้าศึกต่อกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตตมรรค ชื่อว่าศีล ๔. ความสำรวมกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตตมรรค ชื่อว่าศีล ๕. ความไม่ล่วงละเมิดกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตตมรรค ชื่อว่าศีล ศีลดังกล่าวนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เดือดร้อน เพื่อปราโมทย์ เพื่อปีติ เพื่อปัสสัทธิ เพื่อโสมนัส เพื่อการปฏิบัติโดยเอื้อเฟื้อ เพื่อความเจริญ เพื่อทำให้มากเพื่อเป็นเครื่องประดับ เพื่อเป็นเครื่องป้องกัน เพื่อเป็นเครื่องแวดล้อม เพื่อความสมบูรณ์ ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับเพื่อระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

ข้อ ๔๒

ความบริสุทธิ์ด้วยความสำรวมแห่งศีลดังกล่าวนี้ ชื่อว่าอธิสีล จิตที่ตั้ง อยู่ในความบริสุทธิ์ด้วยความสำรวม ย่อมไม่ฟุ้งซ่าน ความบริสุทธิ์แห่งจิตที่ไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าอธิจิต พระโยคาวจรเห็นความบริสุทธิ์ด้วยความสำรวมโดยชอบเห็นความบริสุทธิ์แห่งจิตที่ไม่ฟุ้งซ่านโดยชอบ ความบริสุทธิ์แห่งความเห็น (ทั้งสองประการนี้) ชื่อว่าอธิปัญญา บรรดาความสำรวม ความไม่ฟุ้งซ่าน และความเห็นนั้น ความสำรวม ชื่อว่าอธิสีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าอธิจิตตสิกขา ความเห็น ชื่อว่าอธิปัญญาสิกขาพระโยคาวจรเมื่อนึกถึงสิกขา ๓ นี้ ชื่อว่าศึกษา เมื่อรู้ ชื่อว่าศึกษา เมื่อเห็นชื่อว่าศึกษา เมื่อพิจารณา ชื่อว่าศึกษา เมื่ออธิษฐานจิต ชื่อว่าศึกษา เมื่อน้อมใจเชื่อด้วยศรัทธา ชื่อว่าศึกษา เมื่อประคองความเพียร ชื่อว่าศึกษา เมื่อตั้งสติไว้มั่นชื่อว่าศึกษา เมื่อตั้งจิตไว้มั่น ชื่อว่าศึกษา เมื่อรู้ชัดด้วยปัญญา ชื่อว่าศึกษา เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ชื่อว่าศึกษา เมื่อกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ชื่อว่าศึกษา เมื่อละธรรมที่ควรละ ชื่อว่าศึกษา เมื่อทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าศึกษา เมื่อเจริญธรรมที่ควรให้เจริญ ชื่อว่าศึกษา ชื่อว่าญาณ เพราะมีสภาวะรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการสดับธรรมแล้วสำรวมไว้ ชื่อว่าสีลมยญาณ(ญาณในการสำรวมศีล) สีลมยญาณนิทเทสที่ ๒ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๖๔}

ฉบับหลวง

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค

ข้อ ๘๖

กถํ สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา สีลมเย ญาณํ ปญฺจ สีลานิ ปริยนฺตปาริสุทฺธิสีลํ อปริยนฺตปาริสุทฺธิสีลํ ปริปุณฺณปาริสุทฺธิสีลํ อปรามฏฺฐปาริสุทฺธิสีลํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิปาริสุทฺธิสีลนฺติ ฯ {๘๖.๑} ตตฺถ กตมํ ปริยนฺตปาริสุทฺธิสีลํ อนุปสมฺปนฺนานํ ปริยนฺตสิกฺขาปทานํ อิทํ ปริยนฺตปาริสุทฺธิสีลํ ฯ {๘๖.๒} กตมํ อปริยนฺตปาริสุทฺธิสีลํ อุปสมฺปนฺนานํ อปริยนฺตสิกฺขาปทานํ อิทํ อปริยนฺตปาริสุทฺธิสีลํ ฯ {๘๖.๓} กตมํ ปริปุณฺณปาริสุทฺธิสีลํ ปุถุชฺชนกลฺยาณกานํ กุสลธมฺเม {๘๖.๔} ยุตฺตานํ อเสกฺขปริยนฺเต ปริปูริการีนํ กาเย จ ชีวิเต จ อนเปกฺขานํ ปริจฺจตฺตชีวิตานํ อิทํ ปริปุณฺณปาริสุทฺธิสีลํ ฯ {๘๖.๕} กตมํ อปรามฏฺฐปาริสุทฺธิสีลํ สตฺตนฺนํ เสกฺขานํ อิทํ อปรามฏฺฐปาริสุทฺธิสีลํ ฯ {๘๖.๖} กตมํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิปาริสุทฺธิสีลํ ตถาคตสาวกานํ ขีณาสวานํ ปจฺเจกพุทฺธานํ ตถาคตานํ อรหนฺตานํ สมฺมาสมฺพุทฺธานํ อิทํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิปาริสุทฺธิสีลํ ฯ

ปัญญาในการฟังธรรมแล้วสำรวมไว้ ชื่อว่าสีลมยญาณอย่างไร ฯ ศีล ๕ ประเภท คือ ปริยันตปาริสุทธิศีล ศีลคือความบริสุทธิ์มีส่วนสุด ๑อปริยันตปาริสุทธิศีล ศีลคือความบริสุทธิ์ไม่มีส่วนสุด ๑ ปริปุณณปาริสุทธิศีลศีลคือความบริสุทธิ์เต็มรอบ ๑ อปรามัฏฐปาริสุทธิศีล ศีลคือความบริสุทธิ์อันทิฐิไม่จับต้อง ๑ ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีล ศีลคือความบริสุทธิ์โดยระงับ ๑ ในศีล ๕ ประเภทนี้ ปริยันตปาริสุทธิศีลเป็นไฉน ปริยันตปาริสุทธินี้ของอนุปสัมบันผู้มีสิกขาบทมีที่สุด ฯ อปริยันตปาริสุทธิศีลเป็นไฉน อปริยันตปาริสุทธิศีลนี้ ของอุปสัมบันผู้มีสิกขาบทไม่มีที่สุด ฯ ปริปุณณปาริสุทธิศีลเป็นไฉน ปริปุณณปาริสุทธิศีลนี้ ของกัลยาณปุถุชนผู้ประกอบในกุศลธรรม ผู้กระทำให้บริบูรณ์ในธรรมอันเป็นที่สุดของพระอเสขะ ผู้ไม่อาลัยในร่างกายและชีวิต ผู้สละชีวิตแล้ว ฯ อปรามัฏฐปาริสุทธิศีลเป็นไฉน อปรามัฏฐปาริสุทธิศีลนี้ ของพระเสขะ๗ จำพวก ฯ ปฏิปัสสัทธิปริสุทธิศีลเป็นไฉน ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีลนี้ของพระ-*ขีณาสพสาวกพระตถาคตเจ้า ของพระปัจเจกพุทธเจ้า และของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฯ

ข้อ ๘๗

อตฺถิ สีลํ ปริยนฺตํ อตฺถิ สีลํ อปริยนฺตํ ฯ ตตฺถ กตมนฺตํ สีลํ ปริยนฺตํ อตฺถิ สีลํ ลาภปริยนฺตํ อตฺถิ สีลํ ยสปริยนฺตํ อตฺถิ สีลํ ญาติปริยนฺตํ อตฺถิ สีลํ องฺคปริยนฺตํ อตฺถิ สีลํ ชีวิตปริยนฺตํ ฯ {๘๗.๑} กตมนฺตํ สีลํ ลาภปริยนฺตํ อิเธกจฺโจ ลาภเหตุ ลาภปจฺจยา ลาภการณา ยถาสมาทินฺนํ สิกฺขาปทํ วีติกฺกมติ อิทนฺตํ สีลํ ลาภปริยนฺตํ ฯ {๘๗.๒} กตมนฺตํ สีลํ ยสปริยนฺตํ อิเธกจฺโจ ยสเหตุ ยสปจฺจยา ยสการณา ยถาสมาทินฺนํ สิกฺขาปทํ วีติกฺกมติ อิทนฺตํ สีลํ ยสปริยนฺตํ ฯ {๘๗.๓} กตมนฺตํ สีลํ ญาติปริยนฺตํ อิเธกจฺโจ ญาติเหตุ ญาติปจฺจยา ญาติการณา ยถาสมาทินฺนํ สิกฺขาปทํ วีติกฺกมติ อิทนฺตํ สีลํ ญาติปริยนฺตํ ฯ {๘๗.๔} กตมนฺตํ สีลํ องฺคปริยนฺตํ อิเธกจฺโจ องฺคเหตุ องฺคปจฺจยา องฺคการณา ยถาสมาทินฺนํ สิกฺขาปทํ วีติกฺกมติ อิทนฺตํ สีลํ องฺคปริยนฺตํ ฯ {๘๗.๕} กตมนฺตํ สีลํ ชีวิตปริยนฺตํ อิเธกจฺโจ ชีวิตเหตุ ชีวิตปจฺจยา ชีวิตการณา ยถาสมาทินฺนํ สิกฺขาปทํ วีติกฺกมติ อิทนฺตํ สีลํ ชีวิตปริยนฺตํ ฯ เอวรูปานิ สีลานิ ขณฺฑานิ ฉิทฺทานิ สพลานิ กมฺมาสานิ นภุชิสฺสานิ นวิญฺญุปสตฺถานิ ปรามฏฺฐานิ อสมาธิสํวตฺตนิกานิ นอวิปฺปฏิสารวตฺถุกานิ นปามุชฺชวตฺถุกานิ นปีติวตฺถุกานิ นปสฺสทฺธิวตฺถุกานิ นสุขวตฺถุกานิ นสมาธิวตฺถุกานิ นยถาภูตญาณทสฺสนวตฺถุกานิ น เอกนฺตนิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตนฺติ อิทนฺตํ สีลํ ปริยนฺตํ ฯ

ศีลมีที่สุดก็มี ศีลไม่มีที่สุดก็มี ในศีล ๒ อย่างนั้นศีลมีที่สุดนั้น เป็นไฉน ศีลมีที่สุดเพราะลาภก็มี ศีลมีที่สุดเพราะยศก็มี ศีลมีที่สุดเพราะญาติก็มี ศีลมีที่สุดเพราะอวัยวะก็มี ศีลมีที่สุดเพราะชีวิตก็มี ฯ ศีลมีที่สุดเพราะลาภนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมล่วงสิกขาบทตามที่ตนสมาทานไว้เพราะเหตุแห่งลาภ เพราะปัจจัยแห่งลาภ เพราะการณ์แห่งลาภ ศีลนี้เป็นลาภปริยันตศีล ฯ ศีลมีที่สุดเพราะยศนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ... เพราะเหตุแห่งยศ ... ศีลนี้เป็นยสปริยันตศีล ฯ ศีลมีที่สุดเพราะญาตินั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ... เพราะเหตุแห่งญาติ ... ศีลนี้เป็นญาติปริยันตศีล ฯ ศีลมีที่สุดเพราะอวัยวะนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ... เพราะเหตุแห่งอวัยวะ ... ศีลนี้เป็นอังคปริยันตศีล ฯ ศีลมีที่สุดเพราะชีวิตนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมล่วงสิกขาบทตามที่ตนสมาทานไว้เพราะเหตุแห่งชีวิต เพราะปัจจัยแห่งชีวิต เพราะการณ์แห่งชีวิต ศีลนี้เป็นชีวิตปริยันตศีล ศีลเห็นปานนี้เป็นศีลขาด เป็นศีลทะลุ ด่าง พร้อย ไม่เป็นไทย วิญญูชนไม่สรรเสริญ อันตัณหาและทิฐิจับต้องแล้ว ไม่เป็นไปเพื่อสมาธิ เป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความปราโมทย์ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งปีติ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความระงับ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความสุข ไม่เป็นที่ตั้งแห่งสมาธิ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งยถาภูตญาณทัสนะ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว ศีลนี้เป็นปริยันตศีล ฯ

ข้อ ๘๘

กตมนฺตํ สีลํ อปริยนฺตํ อตฺถิ สีลํ นลาภปริยนฺตํ อตฺถิ สีลํ นยสปริยนฺตํ อตฺถิ สีลํ นญาติปริยนฺตํ อตฺถิ สีลํ นองฺคปริยนฺตํ อตฺถิ สีลํ นชีวิตปริยนฺตํ ฯ {๘๘.๑} กตมนฺตํ สีลํ นลาภปริยนฺตํ อิเธกจฺโจ ลาภเหตุ ลาภปจฺจยา ลาภการณา ยถาสมาทินฺนํ สิกฺขาปทํ วีติกฺกมาย จิตฺตํปิ น อุปฺปาเทติ กึ โส วีติกฺกมิสฺสติ อิทนฺตํ สีลํ นลาภปริยนฺตํ ฯ {๘๘.๒} กตมนฺตํ สีลํ นยสปริยนฺตํ อิเธกจฺโจ ยสเหตุ ยสปจฺจยา ยสการณา ยถาสมาทินฺนํ สิกฺขาปทํ วีติกฺกมาย จิตฺตํปิ น อุปฺปาเทติ กึ โส วีติกฺกมิสฺสติ อิทนฺตํ สีลํ นยสปริยนฺตํ ฯ {๘๘.๓} กตมนฺตํ สีลํ นญาติปริยนฺตํ อิเธกจฺโจ ญาติเหตุ ญาติปจฺจยา ญาติการณา ยถาสมาทินฺนํ สิกฺขาปทํ วีติกฺกมาย จิตฺตํปิ น อุปฺปาเทติ กึ โส วีติกฺกมิสฺสติ อิทนฺตํ สีลํ นญาติปริยนฺตํ ฯ {๘๘.๔} กตมนฺตํ สีลํ นองฺคปริยนฺตํ อิเธกจฺโจ องฺคเหตุ องฺคปจฺจยา องฺคการณา ยถาสมาทินฺนํ สิกฺขาปทํ วีติกฺกมาย จิตฺตํปิ น อุปฺปาเทติ กึ โส วีติกฺกมิสฺสติ อิทนฺตํ สีลํ นองฺคปริยนฺตํ ฯ {๘๘.๕} กตมนฺตํ สีลํ นชีวิตปริยนฺตํ อิเธกจฺโจ ชีวิตเหตุ ชีวิตปจฺจยา ชีวิตการณา ยถาสมาทินฺนํ สิกฺขาปทํ วีติกฺกมาย จิตฺตํปิ น อุปฺปาเทติ กึ โส วีติกฺกมิสฺสติ อิทนฺตํ สีลํ นชีวิตปริยนฺตํ ฯ เอวรูปานิ สีลานิ อกฺขณฺฑานิ อจฺฉิทฺทานิ อสพลานิ อกมฺมาสานิ ภุชิสฺสานิ วิญฺญูปสตฺถานิ อปรามฏฺฐานิ สมาธิสํวตฺตนิกานิ อวิปฺปฏิสารวตฺถุกานิ ปามุชฺชวตฺถุกานิ ปีติวตฺถุกานิ ปสฺสทฺธิวตฺถุกานิ สุขวตฺถุกานิ สมาธิวตฺถุกานิ ยถาภูตญาณทสฺสนวตฺถุกานิ เอกนฺตนิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตนฺติ อิทนฺตํ สีลํ อปริยนฺตํ ฯ

ศีลไม่มีที่สุดนั้นเป็นไฉน ศีลไม่มีที่สุดเพราะลาภก็มี ศีลไม่มี ที่สุดเพราะยศก็มี ศีลไม่มีที่สุดเพราะญาติก็มี ศีลไม่มีที่สุดเพราะอวัยวะก็มีศีลไม่มีที่สุดเพราะชีวิตก็มี ฯ ศีลไม่มีที่สุดเพราะลาภเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ แม้ความคิดก็ไม่ให้เกิดขึ้นเพื่อจะล่วงสิกขาบทตามที่ตนสมาทานไว้ เพราะเหตุแห่งลาภเพราะปัจจัยแห่งลาภ เพราะการณ์แห่งลาภ อย่างไรเขาจักล่วงสิกขาบทเล่าศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะลาภ ฯ ศีลไม่มีที่สุดเพราะยศนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ... เพราะเหตุแห่งยศ ... ศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะยศ ฯ ศีลไม่มีที่สุดเพราะญาตินั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ... เพราะเหตุแห่งญาติ ... ศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะญาติ ฯ ศีลไม่มีที่สุดเพราะอวัยวะนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ... เพราะเหตุแห่งอวัยวะ ... ศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะอวัยวะ ฯ ศีลไม่มีที่สุดเพราะชีวิตนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ แม้ความคิดก็ไม่ให้เกิดขึ้นเพื่อล่วงสิกขาบท ตามที่ตนสมาทานไว้ เพราะเหตุแห่งชีวิตเพราะปัจจัยแห่งชีวิต เพราะการณ์แห่งชีวิต อย่างไรเขาจักล่วงสิกขาบทเล่าศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะชีวิต ศีลเห็นปานนี้เป็นศีลไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่างไม่พร้อย เป็นไทย วิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหาและทิฐิไม่จับต้อง เป็นไปเพื่อสมาธิ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน เป็นที่ตั้งแห่งความปราโมทย์ เป็นที่ตั้งแห่งปีติ เป็นที่ตั้งแห่งความระงับ เป็นที่ตั้งแห่งความสุข เป็นที่ตั้งแห่งสมาธิ เป็นที่ตั้งแห่งยถาภูตญาณทัสนะ ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว ศีลนี้เป็นอปริยันตศีล ฯ

ข้อ ๘๙

กึ สีลํ กติ สีลานิ กึสมุฏฺฐานํ สีลํ กติธมฺมสโมธานํ สีลํ ฯ {๘๙.๑} กึ สีลนฺติ เจตนา สีลํ เจตสิกํ สีลํ สํวโร สีลํ อวีติกฺกโม สีลํ ฯ {๘๙.๒} กติ สีลานีติ ตีณิ สีลานิ กุสลสีลํ อกุสลสีลํ อพฺยากตสีลํ ฯ {๘๙.๓} กีสมุฏฺฐานํ สีลนฺติ กุสลจิตฺตสมุฏฺฐานํ กุสลสีลํ อกุสลจิตฺตสมุฏฺฐานํ อกุสลสีลํ อพฺยากตจิตฺตสมุฏฺฐานํ อพฺยากตสีลํ ฯ {๘๙.๔} กติธมฺมสโมธานํ สีลนฺติ สํวรสโมธานํ สีลํ อวีติกฺกมสโมธานํ สีลํ ตถาภาเว ชาตเจตนาสโมธานํ สีลํ ฯ ปาณาติปาตํ สํวรฏฺเฐน สีลํ อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ อทินฺนาทานํ สํวรฏฺเฐน สีลํ อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ กาเมสุ มิจฺฉาจารํ สํวรฏฺเฐน สีลํ อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ มุสาวาทํ สํวรฏฺเฐน สีลํ อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ ปิสุณาวาจํ สํวรฏฺเฐน สีลํ อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ ผรุสวาจํ สํวรฏฺเฐน สีลํ อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ สมฺผปฺปลาปํ สํวรฏฺเฐน สีลํ อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ อภิชฺฌํ สํวรฏฺเฐน สีลํ อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ พฺยาปาทํ สํวรฏฺเฐน สีลํ อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ มิจฺฉาทิฏฺฐึ สํวรฏฺเฐน สีลํ อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทํ สํวรฏฺเฐน สีลํ อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ อพฺยาปาเทน พฺยาปาทํ สํวรฏฺเฐน สีลํ อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ {๘๙.๕} อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ อวิกฺเขปฏฺเฐน อุทฺธจฺจํ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉํ ญาเณน อวิชฺชํ ปามุชฺเชน อรตึ ปฐมชฺฌาเนน นีวรเณ ทุติยชฺฌาเนน วิตกฺกวิจาเร ตติยชฺฌาเนน ปีตึ จตุตฺถชฺฌาเนน สุขทุกฺขํ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา รูปสญฺญํ ปฏิฆสญฺญํ นานตฺตสญฺญํ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา อากาสานญฺจายตนสญฺญํ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา อากิญฺจญฺญายตนสญฺญํ {๘๙.๖} อนิจฺจานุปสฺสนาย นิจฺจสญฺญํ ทุกฺขานุปสฺสนาย สุขสญฺญํ อนตฺตานุปสฺสนาย อตฺตสญฺญํ นิพฺพิทานุปสฺสนาย นนฺทึ วิราคานุปสฺสนาย ราคํ นิโรธานุปสฺสนาย สมุทยํ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาย อาทานํ ขยานุปสฺสนาย ฆนสญฺญํ วยานุปสฺสนาย อายุหนํ วิปริณามานุปสฺสนาย ธุวสญฺญํ อนิมิตฺตานุปสฺสนาย นิมิตฺตํ อปฺปณิหิตานุปสฺสนาย ปณิธึ สุญฺญตานุปสฺสนาย อภินิเวสํ อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนาย สาราทานาภินิเวสํ ยถาภูตญาณทสฺสเนน สมฺโมหาภินิเวสํ อาทีนวานุปสฺสนาย อาลยาภินิเวสํ ปฏิสงฺขานุปสฺสนาย อปฺปฏิสงฺขํ วิวฏฺฏนานุปสฺสนาย สญฺโญคาภินิเวสํ โสตาปตฺติมคฺเคน ทิฏฺเฐกฏฺเฐ กิเลเส สกทาคามิมคฺเคน โอฬาริเก กิเลเส อนาคามิมคฺเคน อณุสหคเต กิเลเส อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลเส สํวรฏฺเฐน สีลํ อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ ฯ

อะไรเป็นศีล ศีลมีเท่าไร ศีลมีอะไรเป็นสมุฏฐาน ศีลเป็น ที่ประชุมแห่งธรรมอะไร ฯ อะไรเป็นศีล คือ เจตนาเป็นศีล เจตสิกเป็นศีล ความสำรวมเป็นศีล ความไม่ล่วงเป็นศีล ฯ ศีลมีเท่าไร คือ ศีล ๓ คือ กุศลศีล อกุศลศีล อัพยากตศีล ฯ ศีลมีอะไรเป็นสมุฏฐาน คือ กุศลศีลมีกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน อกุศลศีลมีอกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน อัพยากตศีลมีอัพยากตจิตเป็นสมุฏฐาน ฯ ศีลเป็นที่ประชุมแห่งธรรมอะไร คือ ศีลเป็นที่ประชุมแห่งสังวร เป็นที่ประชุมแห่งการไม่ก้าวล่วง เป็นที่ประชุมแห่งเจตนา อันเกิดในความเป็นอย่างนั้น ชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่าสำรวม และไม่ก้าวล่วงปาณาติบาต อทินนาทานกาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ อภิชฌาพยาบาท มิจฉาทิฐิ ชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่าสำรวม และไม่ก้าวล่วงกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ... ความพยาบาทด้วยความไม่พยาบาท ... ถีนมิทธิด้วยอาโลกสัญญา ... อุทธัจจะด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ... วิจิกิจฉาด้วยการกำหนดธรรม ... อวิชชาด้วยญาณ ... อรติด้วยความปราโมทย์ ... นิวรณ์ด้วยปฐมฌาน ... วิตกวิจารด้วยทุติยฌาน ... ปีติด้วยตติยฌาน ... สุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน ... รูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ ... อากาสานัญจายตนสัญญาด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ... วิญญาณัญจายตนสัญญาด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ ... อากิญจัญญายตนสัญญาด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ... นิจจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสนา ... สุขสัญญาด้วยทุกขานุปัสนา ... อัตตสัญญาด้วยอนัตตานุปัสนา ... นันทิด้วยนิพพิทานุปัสนา ... ราคะด้วยวิราคานุปัสนา ... สมุทัยด้วยนิโรธานุปัสนา ... อาทานะด้วยปฏินิสสัคคานุปัสนา ... ฆนสัญญาด้วยวยานุปัสนา ... ธุวสัญญาด้วย วิปริณามานุปัสนานิมิตด้วยอนิมิตตานุปัสนา ... ปณิธิด้วยอัปปณิหิตานุปัสนา ... อภินิเวสด้วยสุญญตานุปัสนา ... สาราทานาภินิเวสด้วยอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา ... สัมโมหา-*ภินิเวสด้วยยถาภูตญาณทัสนะ ... อาลยาภินิเวสด้วยอาทีนวานุปัสนา ... อัปปฏิ-*สังขาด้วยปฏิสังขานุปัสนา ... สังโยคาภินิเวสด้วยวิวัฏฏนานุปัสนา ... กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฐิด้วยโสดาปัตติมรรค ... กิเลสหยาบๆ ด้วยสกทาคามิมรรคกิเลสละเอียดด้วยอนาคามิมรรค ชื่อว่าศีลเพราะอรรถว่าสำรวม และไม่ก้าวล่วงกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตมรรค ฯ

ข้อ ๙๐

ปญฺจ สีลานิ ปาณาติปาตสฺส ปหานํ สีลํ เวรมณี สีลํ เจตนา สีลํ สํวโร สีลํ อวีติกฺกโม สีลํ เอวรูปานิ สีลานิ จิตฺตสฺส อวิปฺปฏิสาราย สํวตฺตนฺติ ปามุชฺชาย สํวตฺตนฺติ ปีติยา สํวตฺตนฺติ ปสฺสทฺธิยา สํวตฺตนฺติ โสมนสฺสาย สํวตฺตนฺติ อาเสวนาย สํวตฺตนฺติ ภาวนาย สํวตฺตนฺติ พหุลีกมฺมาย สํวตฺตนฺติ อลงฺการาย สํวตฺตนฺติ ปริกฺขาราย สํวตฺตนฺติ ปริวาราย สํวตฺตนฺติ ปาริปูริยา สํวตฺตนฺติ เอกนฺตนิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตนฺติ เอวรูปานํ สีลานํ สํวรปาริสุทฺธิ อธิสีลํ สํวรปาริสุทฺธิยา ฐิตํ จิตฺตํ น วิกฺเขปํ คจฺฉติ อวิกฺเขปปาริสุทฺธิ อธิจิตฺตํ สํวรปาริสุทฺธึ สมฺมา ปสฺสติ อวิกฺเขปปาริสุทฺธึ สมฺมา ปสฺสติ ทสฺสนปาริสุทฺธิ อธิปญฺญา โย ตตฺถ สํวรฏฺโฐ อยํ อธิสีลสิกฺขา โย ตตฺถ อวิกฺเขปฏฺโฐ อยํ อธิจิตฺตสิกฺขา โย ตตฺถ ทสฺสนฏฺโฐ อยํ อธิปญฺญาสิกฺขา อิมา ติสฺโส สิกฺขาโย อาวชฺชนฺโต สิกฺขติ ชานนฺโต สิกฺขติ ปสฺสนฺโต สิกฺขติ ปจฺจเวกฺขนฺโต สิกฺขติ จิตฺตํ อธิฏฺฐหนฺโต สิกฺขติ สทฺธาย อธิมุจฺจนฺโต สิกฺขติ วิริยํ ปคฺคณฺหนฺโต สิกฺขติ สตึ อุปฏฺฐหนฺโต สิกฺขติ จิตฺตํ สมาทหนฺโต สิกฺขติ ปญฺญาย ปชานนฺโต สิกฺขติ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานนฺโต สิกฺขติ ปริญฺเญยฺยํ ปริชานนฺโต สิกฺขติ ปหาตพฺพํ ปชหนฺโต สิกฺขติ ภาเวตพฺพํ ภาเวนฺโต สิกฺขติ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต สิกฺขติ ฯ

ศีล ๕ คือ การละปาณาติบาตเป็นศีล เวรมณี การงดเว้นเป็นศีลเจตนาเป็นศีล สังวรเป็นศีล การไม่ล่วงเป็นศีล ศีลเห็นปานนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เดือดร้อนแห่งจิต เพื่อความปราโมทย์ เพื่อปีติ เพื่อปัสสัทธิเพื่อโสมนัส เพื่อการเสพโดยเอื้อเฟื้อ เพื่อความเจริญ เพื่อทำให้มาก เพื่อเป็นเครื่องประดับ เพื่อเป็นบริขาร เพื่อเป็นบริวาร เพื่อความบริบูรณ์ ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว ฯ บรรดาศีลเห็นปานนี้ สังวรปาริสุทธิ ความบริสุทธิ์ด้วยความสำรวมเป็นอธิศีล จิตตั้งอยู่ในความบริสุทธิ์ด้วยความสำรวม ย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่านอวิกเขปปาริสุทธิ ความบริสุทธิ์คือความที่จิตไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอธิจิต พระโยคาวจรย่อมเห็นสังวรปาริสุทธิโดยชอบ ย่อมเห็นอวิกเขปปาริสุทธิโดยชอบ ทัสนปาริสุทธิความบริสุทธิ์แห่งทัสนะ เป็นอธิปัญญา ในความสำรวม ความไม่ฟุ้งซ่านและทัสนะนั้น ความสำรวม เป็นอธิศีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอธิจิตสิกขา ความเห็นแจ้ง เป็นอธิปัญญาสิกขา พระโยคาวจรเมื่อนึกถึงสิกขา ๓ นี้ ชื่อว่าย่อมศึกษา เมื่อรู้ เมื่อเห็นเมื่อพิจารณา เมื่ออธิษฐานจิต เมื่อน้อมใจไปด้วยศรัทธา เมื่อประคองความเพียรไว้ เมื่อตั้งสติมั่น เมื่อตั้งจิตไว้ เมื่อรู้ชัดด้วยปัญญา เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งเมื่อกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ เมื่อละธรรมที่ควรละ เมื่อเจริญธรรมที่ควรเจริญ เมื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าย่อมศึกษาทุกอย่าง ฯ

ข้อ ๙๑

ปญฺจ สีลานิ ปาณาติปาตสฺส อทินฺนาทานสฺส กาเมสุ มิจฺฉาจารสฺส มุสาวาทสฺส ปิสุณาย วาจาย ผรุสาย วาจาย สมฺผปฺปลาปสฺส อภิชฺฌาย พฺยาปาทสฺส มิจฺฉาทิฏฺฐิยา เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทสฺส อพฺยาปาเทน พฺยาปาทสฺส อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธสฺส อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจสฺส ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉาย ญาเณน อวิชฺชาย ปามุชฺเชน อรติยา {๙๑.๑} ปฐมชฺฌาเนน นีวรณานํ ทุติยชฺฌาเนน วิตกฺกวิจารานํ ตติยชฺฌาเนน ปีติยา จตุตฺถชฺฌาเนน สุขทุกฺขานํ อากาสานญฺจายตน- สมาปตฺติยา รูปสญฺญาย ปฏิฆสญฺญาย นานตฺตสญฺญาย วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา อากาสานญฺจายตนสญฺญาย อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญาย เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา {๙๑.๒} อากิญฺจญฺญายตนสญฺญาย อนิจฺจานุปสฺสนาย นิจฺจสญฺญาย ทุกฺขานุปสฺสนาย สุขสญฺญาย อนตฺตานุปสฺสนาย อตฺตสญฺญาย นิพฺพิทานุปสฺสนาย นนฺทิยา วิราคานุปสฺสนาย ราคสฺส นิโรธานุปสฺสนาย สมุทยสฺส ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาย อาทานสฺส ขยานุปสฺสนาย ฆนสญฺญาย วยานุปสฺสนาย อายุหนสฺส วิปริณามานุปสฺสนาย ธุวสญฺญาย อนิมิตฺตานุปสฺสนาย นิมิตฺตสฺส อปฺปณิหิตานุปสฺสนาย ปณิธิยา สุญฺญตานุปสฺสนาย อภินิเวสสฺส อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนาย สาราทานาภินิเวสสฺส ยถาภูตญาณทสฺสเนน สมฺโมหาภินิเวสสฺส อาทีนวานุปสฺสาย อาลยาภินิเวสสฺส ปฏิสงฺขานุปสฺสนาย อปฺปฏิสงฺขาย วิวฏฺฏนานุปสฺสนาย สญฺโญคาภินิเวสสฺส {๙๑.๓} โสตาปตฺติมคฺเคน ทิฏฺเฐกฏฺฐานํ กิเลสานํ สกทาคามิมคฺเคน โอฬาริกานํ กิเลสานํ อนาคามิมคฺเคน อณุสหคตานํ กิเลสานํ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลสานํ ปหานํ สีลํ เวรมณี สีลํ เจตนา สิลํ สํวโร สีลํ อวีติกฺกโม สีลํ ฯ {๙๑.๔} เอวรูปานิ สีลานิ จิตฺตสฺส อวิปฺปฏิสาราย สํวตฺตนฺติ ปามุชฺชาย สํวตฺตนฺติ ปีติยา สํวตฺตนฺติ ปสฺสทฺธิยา สํวตฺตนฺติ โสมนสฺสาย สํวตฺตนฺติ อาเสวนาย สํวตฺตนฺติ ภาวนาย สํวตฺตนฺติ พหุลีกมฺมาย สํวตฺตนฺติ อลงฺการาย สํวตฺตนฺติ ปริกฺขาราย สํวตฺตนฺติ ปริวาราย สํวตฺตนฺติ ปาริปูริยา สํวตฺตนฺติ เอกนฺตนิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตนฺติ {๙๑.๕} เอวรูปานํ สีลานํ สํวรปาริสุทฺธิ อธิสีลํ สํวรปาริสุทฺธิยา ฐิตํ จิตฺตํ น วิกฺเขปํ คจฺฉติ อวิกฺเขปปาริสุทฺธิ อธิจิตฺตํ สํวรปาริสุทฺธึ สมฺมา ปสฺสติ อวิกฺเขปปาริสุทฺธึ สมฺมา ปสฺสติ ทสฺสนปาริสุทฺธิ อธิปญฺญา โย ตตฺถ สํวรฏฺโฐ อยํ อธิสีลสิกฺขา โย ตตฺถ อวิกฺเขปฏฺโฐ อยํ อธิจิตฺตสิกฺขา โย ตตฺถ ทสฺสนฏฺโฐ อยํ อธิปญฺญาสิกฺขา อิมา ติสฺโส สิกฺขาโย อาวชฺชนฺโต สิกฺขติ ชานนฺโต สิกฺขติ ปสฺสนฺโต สิกฺขติ ปจฺจเวกฺขนฺโต สิกฺขติ จิตฺตํ อธิฏฺฐหนฺโต สิกฺขติ สทฺธาย อธิมุจฺจนฺโต สิกฺขติ วิริยํ ปคฺคณฺหนฺโต สิกฺขติ สตึ อุปฏฺฐเปนฺโต สิกฺขติ จิตฺตํ สมาทหนฺโต สิกฺขติ ปญฺญาย ชานนฺโต สิกฺขติ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานนฺโต สิกฺขติ ปริญฺเญยฺยํ ปริชานนฺโต สิกฺขติ ปหาตพฺพํ ปชหนฺโต สิกฺขติ ภาเวตพฺพํ ภาเวนฺโต สิกฺขติ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต สิกฺขติ {๙๑.๖} ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา สีลมเย ญาณํ ฯ --------

ศีล ๕ คือ การละปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจารมุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฐิการละกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ การละความพยาบาทด้วยความไม่พยาบาท การละถีนมิทธะด้วยอาโลกสัญญา การละอุทธัจจะด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน การละวิจิกิจฉาด้วยการกำหนดธรรม การละอวิชชาด้วยญาณ การละอรติด้วยความปราโมทย์ การละนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน การละวิตกวิจารด้วยทุติยฌาน การละปีติด้วยตติยฌาน การละสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน การละรูปสัญญาปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ การละอากาสานัญจายตนสัญญาด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ การละวิญญาณัญจายตน-*สัญญาด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ การละอากิญญายตนสัญญาด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ การละนิจจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสนา การละสุขสัญญาด้วยทุกขานุปัสนา การละอัตตสัญญาด้วยอนัตตานุปัสนา การละนันทิด้วยนิพพิทานุปัสนา การละราคะด้วยวิราคานุปัสนา การละสมุทัยด้วยนิโรธานุปัสนา การละอาทานะด้วยปฏินิสสัคคานุปัสนา การละฆนสัญญาด้วยขยานุปัสนา การละอายุหนะด้วยวยานุปัสนา การละธุวสัญญาด้วยวิปริณามานุปัสนาการละนิมิตด้วยอนิมิตตานุปัสนา การละปณิธิด้วยอัปปณิหิตานุปัสนา การละอภินิเวสด้วยสุญญตานุปัสนา การละสาราทานาภินิเวสด้วยอธิปัญญาธรรมวิปัสสนาการละสัมโมหาภินิเวสด้วยยถาภูตญาณทัสนะ การละอาลยาภินิเวสด้วยอาทีน-*วานุปัสนา การละอัปปฏิสังขาด้วยปฏิสังขานุปัสนา การละสังโยคาภินิเวสด้วยวิวัฏฏนานุปัสนา การละกิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฐิด้วยโสดาปัตติมรรค การละกิเลสที่หยาบๆ ด้วยสกทาคามิมรรค การละกิเลสที่ละเอียดด้วยอนาคามิมรรคการละกิเลสทั้งปวงด้วยอหัตมรรค การละนั้นๆ เป็นศีล เวรมณีเป็นศีล ... เมื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าย่อมศึกษา ฯ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้นๆ ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการฟังธรรมแล้วสำรวมไว้เป็นสีลมยญาณ ฯ

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/