อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดง

๕. วิโมกขกถา

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๐๙–๒๓๐พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 48 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 48 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 22 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา อุทเทส ๕. วิโมกขกถา ว่าด้วยวิโมกข์ อุทเทส

ข้อ ๒๐๙

เหตุเกิดขึ้นเหมือนในสูตรข้างต้น ภิกษุทั้งหลาย วิโมกข์ ๓ ประการนี้ วิโมกข์ ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สุญญตวิโมกข์ ๒. อนิมิตตวิโมกข์ ๓. อัปปณิหิตวิโมกข์ ภิกษุทั้งหลาย วิโมกข์ ๓ ประการนี้แล อีกประการหนึ่ง วิโมกข์ ๖๘ ประการ คือ ๑. สุญญตวิโมกข์ ๒. อนิมิตตวิโมกข์ ๓. อัปปณิหิตวิโมกข์ ๔. อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ (วิโมกข์มีการออกจากอารมณ์ภายใน) ๕. พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ (วิโมกข์มีการออกจากอารมณ์ภายนอก) ๖. ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ (วิโมกข์มีการออกจากอารมณ์ทั้งสอง) @เชิงอรรถ : @ สูตรข้างต้น ในที่นี้หมายถึงสูตรที่ ๑ (ข้อ ๑๘๔ หน้า ๒๙๐ ในเล่มนี้) @ วิโมกข์ ๖๘ ประการ ถ้าหากนับตามจำนวนเป็น ๗๕ ประการ แต่ท่านให้ตัดวิโมกข์ออกไป ๗ ประการ@คือวิโมกข์ข้อที่ ๑ ถึงข้อที่ ๖ และวิโมกข์ข้อที่ ๖๕ จึงเหลือเพียง ๖๘ ประการ@(ตามนัย ขุ.ป.อ. ๒/๒๐๙/๑๗๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๔๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา อุทเทส ๗-๑๐. วิโมกข์ ๔ จากอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ ๑๑-๑๔. วิโมกข์ ๔ จากพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ ๑๕-๑๘. วิโมกข์ ๔ จากทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ ๑๙-๒๒. วิโมกข์ ๔ อนุโลมตามอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ ๒๓-๒๖. วิโมกข์ ๔ อนุโลมตามพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ ๒๗-๓๐. วิโมกข์ ๔ อนุโลมตามทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ ๓๑-๓๔. วิโมกข์ ๔ ระงับจากอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ ๓๕-๓๘. วิโมกข์ ๔ ระงับจากพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ ๓๙-๔๒. วิโมกข์ ๔ ระงับจากทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ ๔๓. ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะภิกษุผู้ได้รูปฌานย่อมเห็นรูปทั้งหลาย ๔๔. ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะภิกษุผู้ไม่มีความหมายรู้ว่ารูปภายในเห็นรูปภายนอก ๔๕. ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะภิกษุเป็นผู้น้อมไปในอารมณ์ว่างามเท่านั้น ๔๖. อากาสานัญจายตนสมาบัติวิโมกข์ ๔๗. วิญญาณัญจายตนสมาบัติวิโมกข์ ๔๘. อากิญจัญญายตนสมาบัติวิโมกข์ ๔๙. เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติวิโมกข์ ๕๐. สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติวิโมกข์ ๕๑. สมยวิโมกข์ ๕๒. อสมยวิโมกข์ ๕๓. สามยิกวิโมกข์ ๕๔. อสามยิกวิโมกข์ ๕๕. กุปปวิโมกข์ ๕๖. อกุปปวิโมกข์ ๕๗. โลกียวิโมกข์ ๕๘. โลกุตตรวิโมกข์ ๕๙. สาสววิโมกข์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๔๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส ๖๐. อนาสววิโมกข์ ๖๑. สามิสวิโมกข์ ๖๒. นิรามิสวิโมกข์ ๖๓. นิรามิสานิรามิสตรวิโมกข์ ๖๔. ปณิหิตวิโมกข์ ๖๕. อัปปณิหิตวิโมกข์ ๖๖. ปณิหิตัปปฏิปัสสัทธิวิโมกข์ ๖๗. สัญญุตตวิโมกข์ ๖๘. วิสัญญุตตวิโมกข์ ๖๙. เอกัตตวิโมกข์ ๗๐. นานัตตวิโมกข์ ๗๑. สัญญาวิโมกข์ ๗๒. ญาณวิโมกข์ ๗๓. สีติสิยาวิโมกข์ ๗๔. ฌานวิโมกข์ ๗๕. อนุปาทาจิตตวิโมกข์ นิทเทส

ข้อ ๒๑๐

สุญญตวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี พิจารณาดังนี้ว่า “นามรูปนี้ว่างจากอัตตาและจากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา” เธอไม่ทำอภินิเวส(ความยึดมั่น) ในนามรูปนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์ของภิกษุนั้นจึงเป็นวิโมกข์ที่เป็นสุญญตะ นี้ชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี พิจารณาดังนี้ว่า “นามรูปนี้ว่างจากอัตตาและจากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา” เธอไม่ทำนิมิตในนามรูปนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์ของภิกษุนั้นจึงเป็นวิโมกข์ที่ไม่มีนิมิต นี้ชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี พิจารณาดังนี้ว่า “นามรูปนี้ว่างจากอัตตาและจากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา” เธอไม่ทำปณิธิ (ความ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๔๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส ตั้งมั่น) ในนามรูปนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์ของภิกษุนั้นจึงเป็นวิโมกข์ที่ไม่มีปณิหิตะนี้ชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ ฌาน ๔ นี้ชื่อว่าอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ อรูปสมาบัติ ๔ นี้ชื่อว่าพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ อริยมรรค ๔ นี้ชื่อว่าทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ จากอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ ปฐมฌานออกจากนิวรณ์ ทุติยฌานออกจากวิตก วิจาร ตติยฌานออกจากปีติ จตุตถฌานออกจากสุขและทุกข์ นี้ชื่อว่าวิโมกข์ ๔ จากอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ (๔) วิโมกข์ ๔ จากพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ อากาสานัญจายตนสมาบัติออกจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา วิญญาณัญจายตนสมาบัติออกจากอากาสานัญจายตนสัญญา อากิญจัญญายตนสมาบัติออกจากวิญญาณัญจายตนสัญญา เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติออกจากอากิญจัญญายตนสัญญา นี้ชื่อว่าวิโมกข์ ๔ จากพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ (๔-๘) วิโมกข์ ๔ จากทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ โสดาปัตติมรรคออกจากสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส จากทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัยออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามสักกายทิฏฐิเป็นต้นนั้นจากขันธ์ทั้งหลาย และออกจากสรรพนิมิตภายนอก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๔๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส สกทาคามิมรรคออกจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ ส่วนหยาบๆ จากกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆ ออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามกามราค-สังโยชน์เป็นต้นนั้น จากขันธ์ทั้งหลาย และออกจากสรรพนิมิตภายนอก อนาคามิมรรคออกจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ ส่วนละเอียดๆ จากกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียดๆ ออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามกามราค-สังโยชน์เป็นต้นนั้น จากขันธ์ทั้งหลาย และออกจากสรรพนิมิตภายนอก อรหัตตมรรคออกจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัยภวราคานุสัย (และ)อวิชชานุสัยออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามรูปราคะเป็นต้นนั้นจากขันธ์ทั้งหลาย และออกจากสรรพนิมิตภายนอก นี้ชื่อว่าวิโมกข์ ๔ จากทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ (๔-๑๒)

ข้อ ๒๑๑

วิโมกข์ ๔ อนุโลมตามอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาจิต(จิตที่มีอารมณ์เดียว) เพื่อประโยชน์แก่การได้ปฐมฌาน ฯลฯ เพื่อประโยชน์แก่การได้ทุติยฌาน ฯลฯ เพื่อประโยชน์แก่การได้ตติยฌาน วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาจิต เพื่อประโยชน์แก่การได้จตุตถฌานนี้ชื่อว่าวิโมกข์ ๔ อนุโลมตามอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ (๔-๑๖) วิโมกข์ ๔ อนุโลมตามพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาจิต เพื่อประโยขน์แก่การได้อากาสานัญ-จายตนสมาบัติ ฯลฯ เพื่อประโยชน์แก่การได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ เพื่อประโยชน์แก่การได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาจิตเพื่อประโยขน์แก่การได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ นี้ชื่อว่าวิโมกข์ ๔ อนุโลมตามพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ (๔-๒๐) วิโมกข์ ๔ อนุโลมตามทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ อนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา เพื่อประโยชน์แก่การได้โสดาปัตติมรรค ฯลฯ เพื่อประโยชน์แก่การได้สกทาคามิมรรค ฯลฯ เพื่อประโยชน์แก่การได้อนาคามิมรรค อนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา เพื่อประโยชน์แก่การได้อรหัตตมรรค นี้ชื่อว่าวิโมกข์ ๔ อนุโลมตามทุภโตวุฏฐานวิโมกข์(๔-๒๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๕๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส วิโมกข์ ๔ ระงับจากอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ การได้ปฐมฌาน หรือวิบากแห่งปฐมฌาน การได้ทุติยฌาน หรือวิบากแห่งทุติยฌาน การได้ตติยฌาน หรือวิบากแห่งตติยฌาน การได้จตุตถฌาน หรือวิบากแห่งจตุตถฌาน นี้ชื่อว่าวิโมกข์ ๔ ระงับจากอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ (๔-๒๘) วิโมกข์ ๔ ระงับจากพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ การได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ หรือวิบากแห่งอากาสานัญจายตน-สมาบัติ ฯลฯ การได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ การได้อากิญจัญญายตน-สมาบัติ ฯลฯ การได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ หรือวิบากแห่งเนวสัญญา-นาสัญญายตนสมาบัติ นี้ชื่อว่าวิโมกข์ ๔ ระงับจากพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ (๔-๓๒) วิโมกข์ ๔ ระงับจากทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ โสดาปัตติผลแห่งโสดาปัตติมรรค สกทาคามิผลแห่งสกทาคามิมรรค อนาคามิผลแห่งอนาคามิมรรค อรหัตตผลแห่งอรหัตตมรรค นี้ชื่อว่าวิโมกข์ ๔ระงับจากทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ (๔-๓๖)

ข้อ ๒๑๒

ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะภิกษุผู้ได้รูปฌานย่อมเห็นรูปทั้งหลาย เป็น อย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้มนสิการถึงนิมิตสีเขียวในภายใน ย่อมได้ นีลสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้วครั้นแล้วน้อมจิตไปในนิมิตสีเขียวภายนอก ย่อมได้นีลสัญญา เธอทำนิมิตนั้น ให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วปฏิบัติ เจริญทำให้มาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า “นิมิตสีเขียวทั้งสองทั้งภายในและภายนอกนี้เป็นรูป” เธอมีความหมายรู้ว่าเป็นรูป ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้มนสิการถึงนิมิตสีเหลือง ฯลฯ นิมิตสีแดง ฯลฯ นิมิตสีขาวในภายใน ย่อมได้โอทาตสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วน้อมจิตไปในนิมิตสีขาวในภายนอก ย่อมได้โอทาตสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วปฏิบัติเจริญ ทำให้มาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า “นิมิตสีขาวทั้งสองทั้งภายในและภายนอกนี้เป็นรูป” เธอมีความหมายรู้ว่าเป็นรูป ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะภิกษุผู้ได้รูปฌานย่อมเห็นรูปทั้งหลายอย่างนี้ (๓๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๕๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะภิกษุผู้ไม่มีความหมายรู้ว่ารูปภายในเห็นรูปภายนอกเป็นอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ไม่มนสิการถึงนิมิตสีเขียวในภายใน จึงไม่ได้นีลสัญญา น้อมจิตไปในนิมิตสีเขียวภายนอก ย่อมได้นีลสัญญา เธอทำ นิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วปฏิบัติ เจริญทำให้มาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า “เราไม่มีความหมายรู้ว่าเป็นรูปในภายใน นิมิตสีเขียวภายนอกนี้เป็นรูป” เธอมีความหมายรู้ว่าเป็นรูป ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ไม่มนสิการถึงนิมิตสีเหลือง ฯลฯ นิมิตสีแดง ฯลฯ นิมิตสีขาวในภายใน ย่อมไม่ได้โอทาตสัญญา น้อมจิตไปในนิมิตสีขาวในภายนอกย่อมได้โอทาตสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วปฏิบัติ เจริญ ทำให้มาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า “ไม่มีรูปในภายใน นิมิตสีขาวในภายนอกนี้เป็นรูป” เธอมีความหมายรู้ว่าเป็นรูป ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะภิกษุผู้ไม่มีความหมายรู้ว่ารูปภายในเห็นรูปภายนอกอย่างนี้ (๓๘) ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะภิกษุเป็นผู้น้อมไปในอารมณ์ว่างามเท่านั้น เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้มีเมตตาจิตแผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ฯลฯ ทิศที่ ๒ ฯลฯ ทิศที่ ๓ ฯลฯ ทิศที่ ๔ ฯลฯ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไปตลอดโลกทั่วทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถาน ด้วยเมตตาจิตอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขตไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ เพราะเป็นผู้เจริญเมตตา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง มีกรุณาจิต ฯลฯ เพราะเป็นผู้เจริญกรุณา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง มีมุทิตาจิต ฯลฯ เพราะเป็นผู้เจริญมุทิตา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง มีอุเบกขาจิตแผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ฯลฯ เพราะเป็นผู้เจริญอุเบกขา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะภิกษุเป็นผู้น้อมไปในอารมณ์ว่างามเท่านั้นอย่างนี้ (๓๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๕๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส

ข้อ ๒๑๓

อากาสานัญจายตนสมาบัติวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่มนสิการถึงนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง บรรลุอากาสานัญจายตนสมาบัติ ด้วยมนสิการว่า “อากาศไม่มีที่สุด” นี้ชื่อว่าอากาสานัญจายตนสมาบัติวิโมกข์ (๔๐) วิญญาณัญจายตนสมาบัติวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนสมาบัติโดยประการทั้งปวง บรรลุวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ด้วยมนสิการว่า “วิญญาณไม่มีที่สุด”นี้ชื่อว่าวิญญาณัญจายตนสมาบัติวิโมกข์ (๔๑) อากิญจัญญายตนสมาบัติวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนสมาบัติได้โดยประการทั้งปวง บรรลุอากิญจัญญายตนสมาบัติ ด้วยมนสิการว่า “อะไรน้อยหนึ่งย่อมไม่มี”นี้ชื่อว่า อากิญจัญญายตนสมาบัติวิโมกข์ (๔๒) เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงอากิญจัญญายตนสมาบัติโดยประการ ทั้งปวง บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ นี้ชื่อว่าเนวสัญญานาสัญญายตน-สมาบัติวิโมกข์ (๔๓) สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติโดย ประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ นี้ชื่อว่าสัญญาเวทยิตนิโรธ-สมาบัติวิโมกข์ (๔๔) สมยวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้ชื่อว่าสมยวิโมกข์ (๔๕) อสมยวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพาน นี้ชื่อว่าอสมยวิโมกข์ (๔๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๕๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส สามยิกวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้ชื่อว่าสามยิกวิโมกข์ (๔๗) อสามยิกวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพาน นี้ชื่อว่าอสามยิกวิโมกข์ (๔๘) กุปปวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้ชื่อว่ากุปปวิโมกข์ (๔๙) อกุปปวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพาน นี้ชื่อว่าอกุปปวิโมกข์ (๕๐) โลกียวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้ชื่อว่าโลกียวิโมกข์ (๕๑) โลกุตตรวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพาน นี้ชื่อว่าโลกุตตรวิโมกข์ (๕๒) สาสววิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้ชื่อว่าสาสววิโมกข์ (๕๓) อนาสววิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพาน นี้ชื่อว่าอนาสววิโมกข์ (๕๔) สามิสวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ วิโมกข์อันประกอบด้วยรูป นี้ชื่อว่าสามิสวิโมกข์ (๕๕) นิรามิสวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ วิโมกข์ที่ไม่ประกอบด้วยรูป นี้ชื่อว่านิรามิสวิโมกข์ (๕๖) นิรามิสานิรามิสตรวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพาน นี้ชื่อว่านิรามิสานิรามิสตร-วิโมกข์ (๕๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๕๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส ปณิหิตวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้ชื่อว่าปณิหิตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพาน นี้ชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ (๕๘) ปณิหิตัปปฏิปัสสัทธิวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ การได้ปฐมฌานหรือวิบากแห่งปฐมฌาน ฯลฯ การได้เนวสัญญา- นาสัญญายตนสมาบัติ หรือวิบากแห่งเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ นี้ชื่อว่าปณิหิตัปปฏิปัสสัทธิวิโมกข์ (๕๙) สัญญุตตวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้ชื่อว่าสัญญุตตวิโมกข์ (๖๐) วิสัญญุตตวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพาน นี้ชื่อว่าวิสัญญุตตวิโมกข์ (๖๑) เอกัตตวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพาน นี้ชื่อว่าเอกัตตวิโมกข์ (๖๒) นานัตตวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้ชื่อว่านานัตตวิโมกข์ (๖๓)

ข้อ ๒๑๔

สัญญาวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญา-วิโมกข์ ๑ ด้วยอำนาจวัตถุ (และ) ด้วยปริยาย @เชิงอรรถ : @ สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ ด้วยอำนาจวัตถุ หมายถึงเป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ ด้วยอำนาจ@วัตถุ ๑๐ มีนิจจสัญญาเป็นต้น (ขุ.ป.อ. ๒/๒๑๔/๑๘๓-๑๘๔) @ สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ ด้วยปริยาย หมายถึงเป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ ด้วยการพ้นจาก@สัญญานั้น (ขุ.ป.อ. ๒/๒๑๔/๑๘๓-๑๘๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๕๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส พึงเป็นอย่างไร คือ อนิจจานุปัสสนาญาณ (ญาณคือการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง) พ้นจากนิจจสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสัญญาวิโมกข์ ทุกขานุปัสสนาญาณ (ญาณคือการพิจารณาเห็นความเป็นทุกข์) พ้นจากสุขสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสัญญา-วิโมกข์ อนัตตานุปัสสนาญาณ (ญาณคือการพิจารณาเห็นความเป็นอนัตตา) พ้นจากอัตตสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสัญญาวิโมกข์ นิพพิทานุปัสสนาญาณ (ญาณคือการพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย) พ้นจากนันทิสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสัญญาวิโมกข์ วิราคานุปัสสนาญาณ (ญาณคือการพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด)พ้นจากราคสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสัญญาวิโมกข์ นิโรธานุปัสสนาญาณ (ญาณคือการพิจารณาเห็นความดับ) พ้นจากสมุทยสัญญา ฯลฯ ปฏินิสสัคคานุปัสสนา-ญาณ (ญาณคือการพิจารณาเห็นความสละคืน) พ้นจากอาทานสัญญา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสัญญาวิโมกข์ อนิมิตตานุปัสสนาญาณ (ญาณคือการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิต) พ้นจากนิมิตตสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสัญญาวิโมกข์ อัปปณิหิตา-นุปัสสนาญาณ (ญาณคือการพิจารณาเห็นความไม่มีที่ตั้ง) พ้นจากปณิธิสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสัญญาวิโมกข์ สุญญตานุปัสสนาญาณ (ญาณคือการพิจารณาเห็นความว่าง) พ้นจากอภินิเวสสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสัญญาวิโมกข์ สัญญา-วิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ ด้วยอำนาจวัตถุ (และ) ด้วยปริยาย พึงเป็นอย่างนี้ อนิจจานุปัสสนาญาณในรูป พ้นจากนิจจสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า สัญญาวิโมกข์ ฯลฯ สุญญตานุปัสสนาญาณในรูป พ้นจากอภินิเวส เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสัญญาวิโมกข์ สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ ด้วยอำนาจวัตถุ (และ) ด้วยปริยาย พึงเป็นอย่างนี้ อนิจจานุปัสสนาญาณในเวทนา พ้นจากนิจจสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสัญญาวิโมกข์ ฯลฯ อนิจจานุปัสสนาญาณในสัญญา ฯลฯ ในสังขาร ฯลฯ ในวิญญาณ ฯลฯ ในจักขุ ฯลฯ อนิจจานุปัสสนาญาณในชราและมรณะ พ้นจากนิจจสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสัญญาวิโมกข์ ฯลฯ สุญญตานุปัสสนาญาณใน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๕๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส ชราและมรณะ พ้นจากอภินิเวสสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสัญญาวิโมกข์สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ด้วยอำนาจวัตถุ (และ) ด้วยปริยาย พึงเป็นอย่างนี้ นี้ชื่อว่าสัญญาวิโมกข์ (๖๔)

ข้อ ๒๑๕

ญาณวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ด้วยอำนาจวัตถุ (และ) ด้วยปริยาย พึงเป็นอย่างนี้ พึงเป็นอย่างไร คือ อนิจจานุปัสสนายถาภูตญาณ (ยถาภูตญาณคือการพิจารณาเห็นความ ไม่เที่ยง) พ้นจากความไม่รู้คือความหลงว่าเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าญาณวิโมกข์ทุกขานุปัสสนายถาภูตญาณ (ยถาภูตญาณคือการพิจารณาเห็นความเป็นทุกข์) พ้นจากความไม่รู้คือความหลงว่าสุข เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าญาณวิโมกข์ อนัตตานุ-ปัสสนายถาภูตญาณ (ยถาภูตญาณคือการพิจารณาเห็นความเป็นอนัตตา) พ้นจากความไม่รู้คือความหลงว่าอัตตา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าญาณวิโมกข์ นิพพิทานุ-ปัสสนายถาภูตญาณ (ยถาภูตญาณคือการพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย) พ้นจากความไม่รู้คือความหลงว่านันทิ(ความยินดี) เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าญาณวิโมกข์วิราคานุปัสสนายถาภูตญาณ (ยถาภูตญาณคือการพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด)พ้นจากความไม่รู้คือความหลงว่าราคะ(ความกำหนัด) เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าญาณ-วิโมกข์ นิโรธานุปัสสนายถาภูตญาณ (ยถาภูตญาณคือการพิจารณาเห็นความดับ)พ้นจากความไม่รู้คือความหลงว่าสมุทัย(เหตุเกิด) เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าญาณวิโมกข์ปฏินิสสัคคานุปัสสนายถาภูตญาณ (ยถาภูตญาณคือการพิจารณาเห็นความสละคืน)พ้นจากความไม่รู้คือความหลงว่าอภินิเวส(ความยึดมั่น) เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าญาณวิโมกข์ อนิมิตตานุปัสสนายถาภูตญาณ (ยถาภูตญาณคือการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิต) พ้นจากความไม่รู้คือความหลงว่านิมิต เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าญาณวิโมกข์ อัปปณิหิตานุปัสสนายถาภูตญาณ (ยถาภูตญาณคือการพิจารณาเห็นความไม่มีที่ตั้ง) พ้นจากความไม่รู้คือความหลงว่าปณิธิ(ความตั้งมั่น) เพราะเหตุนั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๕๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส จึงชื่อว่าญาณวิโมกข์ สุญญตานุปัสสนายถาภูตญาณ (ยถาภูตญาณคือการพิจารณาเห็นความว่าง) พ้นจากความไม่รู้คือความหลงว่าอาทานะ(ความยึดถือ) เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าญาณวิโมกข์ ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยอำนาจวัตถุ (และ) ด้วยปริยาย พึงเป็นอย่างนี้ อนิจจานุปัสสนายถาภูตญาณในรูป พ้นจากความไม่รู้คือความหลงว่าเที่ยงเพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าญาณวิโมกข์ ฯลฯ สุญญตานุปัสสนายถาภูตญาณในรูปพ้นจากความไม่รู้คือความหลงว่าอภินิเวส เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าญาณวิโมกข์ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยอำนาจวัตถุ (และ) ด้วยปริยาย พึงเป็นอย่างนี้ อนิจจานุปัสสนายถาภูตญาณในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ฯลฯ ในสังขาร ฯลฯ ในวิญญาณ ฯลฯ ในจักขุ ฯลฯ อนิจจานุปัสสนายถาภูตญาณในชราและมรณะพ้นจากความไม่รู้คือความหลงว่าเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าญาณวิโมกข์ ฯลฯ สุญญตานุปัสสนายถาภูตญาณในชราและมรณะ พ้นจากความไม่รู้คือความหลงว่าอาทานะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าญาณวิโมกข์ ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยอำนาจวัตถุ (และ) ด้วยปริยาย พึงเป็นอย่างนี้ นี้ชื่อว่าญาณวิโมกข์ (๖๕)

ข้อ ๒๑๖

สีติสิยาวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ สีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยา-วิโมกข์ ๑ ด้วยอำนาจวัตถุ (และ) ด้วยปริยาย พึงเป็นอย่างไร คือ อนิจจานุปัสสนาเป็นญาณมีความเย็นใจอย่างยอดเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อน และความกระวนกระวายเพราะเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสีติสิยาวิโมกข์ ทุกขานุปัสสนาเป็นญาณมีความเย็นใจอย่างยอดเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อน และความกระวนกระวายเพราะสุข เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสีติสิยาวิโมกข์ อนัตตานุปัสสนาเป็นญาณมีความเย็นใจอย่างยอดเยี่ยมพ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อน และความกระวนกระวายเพราะอัตตา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๕๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสีติสิยาวิโมกข์ นิพพิทานุปัสสนาเป็นญาณมีความเย็นใจอย่างยอดเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อน และความกระวนกระวายเพราะนันทิ วิราคานุปัสสนาเป็นญาณมีความเย็นใจอย่างยอดเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อนความเร่าร้อน และความกระวนกระวายเพราะราคะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสีติสิยา-วิโมกข์ นิโรธานุปัสสนาเป็นญาณมีความเย็นใจอย่างยอดเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อน และความกระวนกระวายเพราะสมุทัย เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสีติสิยาวิโมกข์ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาเป็นญาณมีความเย็นใจอย่างยอดเยี่ยมพ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อน และความกระวนกระวายเพราะอภินิเวสเพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสีติสิยาวิโมกข์ อนิมิตตานุปัสสนาเป็นญาณมีความเย็นใจอย่างยอดเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อน และความกระวนกระวายเพราะนิมิต เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสีติสิยาวิโมกข์ อัปปณิหิตานุปัสสนาเป็นญาณมีความเย็นใจอย่างยอดเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อน และความกระวนกระวายเพราะปณิธิ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสีติสิยาวิโมกข์ สุญญตานุปัสสนาเป็นญาณมีความเย็นใจอย่างยอดเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อน และความกระวนกระวายเพราะอาทานะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสีติสิยาวิโมกข์ สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ สีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยา-วิโมกข์ ๑ ด้วยอำนาจวัตถุ (และ) ด้วยปริยาย พึงเป็นอย่างนี้ อนิจจานุปัสสนาในรูป เป็นญาณมีความเย็นใจอย่างยอดเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อน และความกระวนกระวายเพราะเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสีติสิยาวิโมกข์ ฯลฯ ด้วยอำนาจวัตถุ (และ) ด้วยปริยาย พึงเป็นอย่างนี้ อนิจจานุปัสสนาในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ฯลฯ ในสังขาร ฯลฯ ในวิญญาณฯลฯ ในจักขุ ฯลฯ อนิจจานุปัสสนาในชราและมรณะ เป็นญาณมีความเย็นใจอย่างยอดเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อน และความกระวนกระวายเพราะเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสีติสิยาวิโมกข์ ฯลฯ สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ สีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยา-วิโมกข์ ๑ ด้วยอำนาจวัตถุ (และ) ด้วยปริยาย พึงเป็นอย่างนี้ นี้ชื่อว่าสีติสิยา-วิโมกข์ (๖๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๕๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส

ข้อ ๒๑๗

ฌานวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ เนกขัมมะย่อมเผา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌาน เนกขัมมะย่อมเผากามฉันทะให้ไหม้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌาน บุคคลเมื่อเผา ย่อมหลุดพ้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌานวิโมกข์ เมื่อเผาให้ไหม้ ย่อมหลุดพ้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌานวิโมกข์ กิเลสทั้งหลาย ย่อมไหม้ไป เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าธรรม พระอรหันต์ย่อมเผากิเลสให้ไหม้ คือรู้จักกิเลสที่ถูกเผาแล้วและกิเลสที่กำลังถูกเผาให้ไหม้ไป เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌานวิโมกข์ อพยาบาทย่อมเผา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌาน อพยาบาทย่อมเผาพยาบาทให้ไหม้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌาน บุคคลเมื่อเผา ย่อมหลุดพ้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌานวิโมกข์ เมื่อเผาให้ไหม้ ย่อมหลุดพ้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌานวิโมกข์กิเลสทั้งหลาย ย่อมไหม้ไป เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าธรรม พระอรหันต์ย่อมเผากิเลสทั้งหลาย คือรู้จักกิเลสที่ถูกเผาแล้วและกิเลสที่กำลังถูกเผาให้ไหม้ไป เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฌานวิโมกข์ อาโลกสัญญาย่อมเผา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌาน อาโลกสัญญาย่อมเผาถีนมิทธะให้ไหม้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌาน ฯลฯ อวิกเขปะย่อมเผา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฌาน อวิกเขปะย่อมเผาอุทธัจจะให้ไหม้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌานธัมมววัตถานย่อมเผา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌาน ธัมมววัตถานย่อมเผาวิจิกิจฉาให้ไหม้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌาน ญาณย่อมเผา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌาน ญาณย่อมเผาอวิชชาให้ไหม้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌาน ปามุชชะย่อมเผา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌานปามุชชะย่อมเผาอรติให้ไหม้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌาน ปฐมฌานย่อมเผาเพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌาน ปฐมฌานย่อมเผานิวรณ์ให้ไหม้ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฌาน ฯลฯ อรหัตตมรรคย่อมเผา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌาน อรหัตตมรรคย่อมเผากิเลสทั้งปวงให้ไหม้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌาน พระอรหันต์เมื่อเผา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๖๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส ย่อมหลุดพ้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌานวิโมกข์ เมื่อเผาให้ไหม้ ย่อมหลุดพ้นเพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌานวิโมกข์ กิเลสทั้งหลาย ย่อมไหม้ไป เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าธรรม พระอรหันต์ย่อมเผากิเลสให้ไหม้ คือรู้จักกิเลสที่ถูกเผาแล้วและกิเลสที่กำลังถูกเผาให้ไหม้ไป เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌานวิโมกข์ นี้ชื่อว่าฌานวิโมกข์ ฯ (๖๗)

ข้อ ๒๑๘

อนุปาทาจิตตวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตต-วิโมกข์ ๑๐ เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ ด้วยอำนาจวัตถุ (และ) ด้วยปริยาย พึงเป็นอย่างไร คือ อนิจจานุปัสสนาญาณ พ้นจากอุปาทานว่าเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ทุกขานุปัสสนาญาณ พ้นจากอุปาทานว่าสุข เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอนุปาทาจิตตวิโมกข์ อนัตตานุปัสสนาญาณ พ้นจากอุปาทานว่าอัตตาเพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนุปาทาจิตตวิโมกข์ นิพพิทานุปัสสนาญาณ พ้นจากอุปาทานว่านันทิ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนุปาทาจิตตวิโมกข์ วิราคานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทานว่าราคะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนุปาทาจิตตวิโมกข์ นิโรธานุ-ปัสสนาญาณ พ้นจากอุปาทานว่าสมุทัย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนุปาทาจิตตวิโมกข์ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ พ้นจากอุปาทานว่าอาทานะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนุปาทาจิตตวิโมกข์ อนิมิตตานุปัสสนาญาณ พ้นจากอุปาทานว่านิมิต เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนุปาทาจิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณ พ้นจากอุปาทานว่าปณิธิ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนุปาทาจิตตวิโมกข์ สุญญตานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทานว่าอภินิเวส เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนุปาทาจิตตวิโมกข์ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ ด้วยอำนาจวัตถุ (และ) ด้วยปริยาย พึงเป็นอย่างนี้ อนิจจานุปัสสนาญาณในรูป พ้นจากอุปาทานว่าเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ฯลฯ สุญญตานุปัสสนาญาณในรูป พ้นจากอุปาทานว่าอภินิเวสเพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนุปาทาจิตตวิโมกข์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๖๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ ด้วยอำนาจวัตถุ (และ) ด้วยปริยาย พึงเป็นอย่างนี้ อนิจจานุปัสสนาญาณในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ฯลฯ ในสังขาร ฯลฯ ในวิญญาณ ฯลฯ ในจักขุ ฯลฯ อนิจจานุปัสสนาญาณในชราและมรณะ พ้นจากอุปาทานว่าเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ฯลฯ สุญญตานุ-ปัสสนาญาณในชราและมรณะ พ้นจากอุปาทานว่าอภินิเวส เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนุปาทาจิตตวิโมกข์ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตต- วิโมกข์ ๑๐ เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ ด้วยอำนาจวัตถุ (และ) ด้วยปริยายพึงเป็นอย่างนี้ อนิจจานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทานเท่าไร ทุกขานุปัสสนาญาณพ้นจาก อุปาทานเท่าไร อนัตตานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทานเท่าไร นิพพิทานุปัสสนา-ญาณ ฯลฯ วิราคานุปัสสนาญาณ ฯลฯ นิโรธานุปัสสนาญาณ ฯลฯ ปฏินิสสัคคา-นุปัสสนาญาณ ฯลฯ อนิมิตตานุปัสสนาญาณ ฯลฯ อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณ ฯลฯ สุญญตานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทานเท่าไร คือ อนิจจานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๓ ทุกขานุปัสสนาญาณพ้นจาก อุปาทาน ๑ อนัตตานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๓ นิพพิทานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๑ วิราคานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๑ นิโรธานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๔ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๔ อนิมิตตา- นุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๓ อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๑สุญญตานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๓ อนิจจานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๓ อะไรบ้าง คือ ๑. ทิฏฐุปาทาน ๒. สีลัพพตุปาทาน ๓. อัตตวาทุปาทาน อนิจจานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๓ นี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๖๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส ทุกขานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๑ อะไร คือ กามุปาทาน ทุกขานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๑ นี้ อนัตตานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๓ อะไรบ้าง คือ ๑. ทิฏฐุปาทาน ๒. สีลัพพตุปาทาน ๓. อัตตวาทุปาทาน อนัตตานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๓ นี้ นิพพิทานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๑ อะไร คือ กามุปาทาน นิพพิทานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๑ นี้ วิราคานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๑ อะไร คือ กามุปาทาน วิราคานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๑ นี้ นิโรธานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๔ อะไรบ้าง คือ ๑. กามุปาทาน ๒. ทิฏฐุปาทาน ๓. สีลัพพตุปาทาน ๔. อัตตวาทุปาทาน นิโรธานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๔ นี้ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๔ อะไรบ้าง คือ ๑. กามุปาทาน ๒. ทิฏฐุปาทาน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๖๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส ๓. สีลัพพตุปาทาน ๔. อัตตวาทุปาทาน ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๔ นี้ อนิมิตตานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๓ อะไรบ้าง คือ ๑. ทิฏฐุปาทาน ๒. สีลัพพตุปาทาน ๓. อัตตวาทุปาทาน อนิมิตตานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๓ นี้ อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๑ อะไร คือ กามุปาทาน อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๑ นี้ สุญญตานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๓ อะไรบ้าง คือ ๑. ทิฏฐุปาทาน ๒. สีลัพพตุปาทาน ๓. อัตตวาทุปาทาน สุญญตานุปัสสนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๓ นี้ ญาณ ๔ นี้ คือ ๑. อนิจจานุปัสสนาญาณ ๒. อนัตตานุปัสสนาญาณ ๓. อนิมิตตานุปัสสนาญาณ ๔. สุญญตานุปัสสนาญาณ พ้นจากอุปาทาน ๓ คือ ๑. ทิฏฐุปาทาน ๒. สีลัพพตุปาทาน ๓. อัตตวาทุปาทาน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๖๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส ญาณ ๔ นี้ คือ ๑. ทุกขานุปัสสนาญาณ ๒. นิพพิทานุปัสสนาญาณ ๓. วิราคานุปัสสนาญาณ ๔. อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณ พ้นจากอุปาทาน ๑ คือ กามุปาทาน ญาณ ๒ นี้ คือ ๑. นิโรธานุปัสสนาญาณ ๒. ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ พ้นจากอุปาทาน ๔ คือ ๑. กามุปาทาน ๒. ทิฏฐุปาทาน ๓. สีลัพพตุปาทาน ๔. อัตตวาทุปาทาน นี้ชื่อว่าอนุปาทาจิตตวิโมกข์ (๖๘) ปฐมภาณวารแห่งวิโมกขกถา จบ

ข้อ ๒๑๙

ประตูสู่วิโมกข์ ๓ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อการนำออกจากโลก คือ ๑. การออกจากโลกมีได้ เพราะพิจารณาเห็นสังขารทั้งปวง ทั้งโดยส่วนเบื้องต้นและส่วนเบื้องปลาย และเพราะจิตดำเนินไปในอนิมิตตธาตุ ๒. การออกจากโลกมีได้ เพราะทำใจให้อาจหาญในสังขารทั้งปวง และเพราะจิตดำเนินไปในอัปปณิหิตธาตุ ๓. การออกจากโลกมีได้ เพราะพิจารณาเห็นธรรมทั้งปวงโดยความเป็นฝ่ายอื่นและเพราะจิตดำเนินไปในสุญญตธาตุ ประตูสู่วิโมกข์ ๓ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อการนำออกจากโลก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๖๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง สังขารปรากฏอย่างไร เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สังขารปรากฏอย่างไร เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตาสังขารปรากฏอย่างไร คือ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง สังขารปรากฏโดยความสิ้นไป เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สังขารปรากฏโดยความเป็นภัย เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สังขารปรากฏโดยสุญญตะ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง จิตมากด้วยธรรมอะไร เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ จิตมากด้วยธรรมอะไร เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตาจิตมากด้วยธรรมอะไร คือ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง จิตมากด้วยความน้อมใจเชื่อ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ จิตมากด้วยความสงบ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา จิตมากด้วยความรู้ บุคคลผู้มนสิการโดยความไม่เที่ยง มากด้วยความน้อมใจเชื่อ ย่อมได้อินทรีย์อะไร ผู้มนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากด้วยความสงบ ย่อมได้อินทรีย์อะไร ผู้มนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากด้วยความรู้ ย่อมได้อินทรีย์อะไร คือ บุคคลผู้มนสิการโดยความไม่เที่ยง มากด้วยความน้อมใจเชื่อ ย่อมได้สัทธินทรีย์ ผู้มนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากด้วยความสงบ ย่อมได้สมาธินทรีย์ผู้มนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากด้วยความรู้ ย่อมได้ปัญญินทรีย์ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง มากด้วยความน้อมใจเชื่อ อินทรีย์อะไรเป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอินทรีย์นั้นมีเท่าไร เป็นสหชาตปัจจัยเป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย เป็นธรรมมีรสเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าอย่างไร ใครย่อมเจริญ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากด้วยความสงบ อินทรีย์อะไรเป็นใหญ่ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากด้วยความรู้ อินทรีย์อะไรเป็นใหญ่ อินทรีย์@เชิงอรรถ : @ สุญญตะ หมายถึงเว้นจากอัตตา (ขุ.ป.อ. ๒/๒๑๙/๑๘๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๖๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอินทรีย์นั้นมีเท่าไร เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัยเป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย เป็นธรรมมีรส เป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าอย่างไร ใครย่อมเจริญ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากด้วยความรู้ อินทรีย์อะไรเป็นใหญ่อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอินทรีย์นั้นมีเท่าไร เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญ-มัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย เป็นธรรมมีรสเป็นอย่างเดียวกันชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าอย่างไร ใครย่อมเจริญ คือ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง มากด้วยความน้อมใจเชื่อ สัทธินทรีย์เป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามสัทธินทรีย์นั้นมี ๔ ประการ เป็นสหชาต-ปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย เป็นธรรมมีรสเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่ามีรสเป็นอย่างเดียวกันผู้ใดปฏิบัติชอบ ผู้นั้นย่อมเจริญ การเจริญอินทรีย์ย่อมไม่มีแก่ผู้ปฏิบัติผิด เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากด้วยความสงบ สมาธินทรีย์เป็นใหญ่อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามสมาธินทรีย์นั้นมี ๔ ประการ เป็นสหชาตปัจจัยเป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย เป็นธรรมมีรสเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่ามีรสเป็นอย่างเดียวกัน ผู้ใดปฏิบัติชอบ ผู้นั้นย่อมเจริญ การเจริญอินทรีย์ ย่อมไม่มีแก่ผู้ปฏิบัติผิด เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากด้วยความรู้ ปัญญินทรีย์เป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามปัญญินทรีย์นั้นมี ๔ ประการ เป็นสหชาตปัจจัยเป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย เป็นธรรมมีรส เป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่ามีรสเป็นอย่างเดียวกันผู้ใดปฏิบัติชอบ ผู้นั้นย่อมเจริญ การเจริญอินทรีย์ ย่อมไม่มีแก่ผู้ปฏิบัติผิด @เชิงอรรถ : @ รส ในที่นี้หมายถึงวิมุตติรส (ขุ.ป.อ. ๒/๒๒๐/๑๘๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๖๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส

ข้อ ๒๒๐

เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง มากด้วยความน้อมใจเชื่อ อินทรีย์ อะไรเป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอินทรีย์นั้นมีเท่าไร เป็นสหชาตปัจจัยเป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในเวลารู้แจ้งอินทรีย์อะไรเป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งการรู้แจ้งที่เป็นไปตามอินทรีย์นั้นมีเท่าไร เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตต-ปัจจัย เป็นธรรมมีรสเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าอย่างไรชื่อว่าการรู้แจ้ง เพราะมีความหมายว่าอย่างไร เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากด้วยความสงบ อินทรีย์อะไร เป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอินทรีย์นั้นมีเท่าไร เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในเวลารู้แจ้งอินทรีย์อะไรเป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งการรู้แจ้งที่เป็นไปตามอินทรีย์นั้นมีเท่าไร เป็นสหชาตปัจจัยเป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย เป็นธรรมมีรสเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าอย่างไร ชื่อว่าการรู้แจ้ง เพราะมีความหมายว่าอย่างไร เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากด้วยความรู้ อินทรีย์อะไร เป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอินทรีย์นั้นมีเท่าไร เป็นสหชาตปัจจัยเป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในเวลารู้แจ้งอินทรีย์อะไรเป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งการรู้แจ้งที่เป็นไปตามอินทรีย์นั้นมีเท่าไร เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตต-ปัจจัย เป็นธรรมมีรสเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าอย่างไร ชื่อว่าการรู้แจ้ง เพราะมีความหมายว่าอย่างไร คือ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง มากด้วยความน้อมใจเชื่อ สัทธินทรีย์เป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามสัทธินทรีย์นั้นมี ๔ ประการ เป็นสหชาต-ปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๖๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส ในเวลารู้แจ้งปัญญินทรีย์เป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งการรู้แจ้งที่เป็นไปตามปัญญินทรีย์นั้นมี ๔ ประการ เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย เป็นธรรมมีรสเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่ามีรสเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าการรู้แจ้ง เพราะมีความหมายว่าเห็น ด้วยอาการอย่างนี้ แม้บุคคลผู้รู้แจ้งก็ชื่อว่าย่อมเจริญ แม้ผู้เจริญก็ชื่อว่าย่อมรู้แจ้ง เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากด้วยความสงบ สมาธินทรีย์ เป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามสมาธินทรีย์นั้นมี ๔ ประการ เป็นสหชาต-ปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในเวลารู้แจ้งปัญญินทรีย์เป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งการรู้แจ้งที่เป็นไปตามปัญญินทรีย์นั้นมี ๔ ประการ เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย เป็นธรรมมีรสเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่ามีรสเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าการรู้แจ้ง เพราะมีความหมายว่าเห็น ด้วยอาการอย่างนี้ แม้บุคคลผู้รู้แจ้งก็ชื่อว่าย่อมเจริญ แม้ผู้เจริญก็ชื่อว่าย่อมรู้แจ้ง เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากด้วยความรู้ ปัญญินทรีย์ เป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามปัญญินทรีย์นั้นมี ๔ ประการ เป็นสหชาต-ปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในเวลารู้แจ้งปัญญินทรีย์เป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งการรู้แจ้งที่เป็นไปตามปัญญินทรีย์นั้นมี ๔ ประการ เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย เป็นธรรมมีรสเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่ามีรสเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าการรู้แจ้ง เพราะมีความหมายว่าเห็น ด้วยอาการอย่างนี้ แม้บุคคลผู้รู้แจ้งก็ชื่อว่าย่อมเจริญ แม้ผู้เจริญก็ชื่อว่าย่อมรู้แจ้ง

ข้อ ๒๒๑

เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง อินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่ง เพราะอินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่งบุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ อินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่ง เพราะอินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่งบุคคลจึงเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา อินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่ง เพราะอินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่งบุคคลจึงเป็นทิฏฐิปัตตะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๖๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส คือ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นกายสักขีเมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฏฐิปัตตะ บุคคลผู้น้อมใจเชื่อ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสัทธาธิมุต บุคคลชื่อว่าทำให้แจ้ง เพราะเป็นผู้ถูกต้องธรรม เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่ากายสักขี บุคคลชื่อว่าบรรลุแล้ว เพราะเป็นผู้เห็นธรรม เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ บุคคลผู้ใจเชื่อ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสัทธาธิมุต บุคคลถูกต้องฌานก่อน ภายหลังจึงทำให้แจ้งนิพพานซึ่งเป็นความดับ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่ากายสักขี ญาณว่า “สังขารเป็นทุกข์ นิโรธเป็นสุข” เป็นญาณอันบุคคลเห็นแล้วทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าทิฏฐิ-ปัตตะ บุคคล ๓ จำพวกนี้ คือ สัทธาธิมุต ๑ กายสักขี ๑ ทิฏฐิปัตตะ ๑ พึงเป็นสัทธาธิมุตก็ได้ เป็นกายสักขีก็ได้ เป็นทิฏฐิปัตตะก็ได้ด้วยอำนาจวัตถุ (และ) ด้วยปริยาย คำว่า พึงเป็น อธิบายว่า พึงเป็นอย่างไร คือ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุตเมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุต บุคคล ๓ จำพวกนี้เป็นสัทธาธิมุตด้วย อำนาจสัทธินทรีย์อย่างนี้ @เชิงอรรถ : @ สัทธาธิมุต หมายถึงพระอริยบุคคลผู้บรรลุโสดาปัตติผลขึ้นไป พ้นด้วยศรัทธา (องฺ.ติก.อ. ๒/๒๑/๙๘,@องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๑๔/๑๖๑-๑๖๒) @ กายสักขี หมายถึงพระอริยบุคคลผู้บรรลุโสดาปัตติผลขึ้นไป เป็นผู้เห็นประจักษ์กับตัว สัมผัสวิโมกข์ ๘@ด้วยนามกายแล้วสามารถจะทำให้แจ้งพระนิพพาน (องฺ.ติก.อ. ๒/๒๑/๙๘, องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๑๔/๑๖๑)@ ทิฏฐิปัตตะ หมายถึงพระอริยบุคคลผู้บรรลุโสดาปัตติผลขึ้นไป มีสัมมาทิฏฐิ เข้าใจอริยสัจถูกต้อง@(องฺ.ติก.อ. ๒/๒๑/๙๘, องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๑๔/๑๖๑-๑๖๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๗๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะ สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตาสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นกายสักขีเมื่อมนสิการโดยความไม่เที่ยง สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นกายสักขี บุคคล ๓ จำพวกนี้เป็นกายสักขีด้วยอำนาจสมาธินทรีย์อย่างนี้ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะ ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฏฐิปัตตะ เมื่อมนสิการโดยความไม่เที่ยงปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฏฐิปัตตะเมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฏฐิปัตตะ บุคคล ๓ จำพวกนี้เป็นทิฏฐิปัตตะด้วยอำนาจปัญญินทรีย์อย่างนี้ บุคคล ๓ จำพวกนี้ คือ สัทธาธิมุต ๑ กายสักขี ๑ ทิฏฐิปัตตะ ๑ พึงเป็น สัทธาธิมุตก็ได้ เป็นกายสักขีก็ได้ เป็นทิฏฐิปัตตะก็ได้ด้วยอำนาจวัตถุ(และ)ด้วยปริยายอย่างนี้ บุคคล ๓ จำพวกนี้ คือ สัทธาธิมุต ๑ กายสักขี ๑ ทิฏฐิปัตตะ ๑ ฯลฯ พึงเป็นสัทธาธิมุตอย่างหนึ่ง เป็นกายสักขีอย่างหนึ่ง เป็นทิฏฐิปัตตะอย่างหนึ่งด้วยประการฉะนี้ ถามว่า พึงเป็นอย่างไร ตอบว่า เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นกายสักขีเมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฏฐิปัตตะ บุคคล ๓ จำพวกนี้ คือ สัทธาธิมุต ๑ กายสักขี ๑ ทิฏฐิปัตตะ ๑ พึงเป็นสัทธาธิมุตอย่างหนึ่ง เป็นกายสักขีอย่างหนึ่งเป็นทิฏฐิปัตตะอย่างหนึ่ง ด้วยประการฉะนี้ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงได้โสดาปัตติมรรค เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าเป็น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๗๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส สัทธานุสารี อินทรีย์ที่เป็นไปตามสัทธินทรีย์นั้นมี ๔ ประการ เป็นสหชาตปัจจัยเป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย การเจริญอินทรีย์ ๔ย่อมมีด้วยอำนาจสัทธินทรีย์ บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งได้โสดาปัตติมรรคด้วยอำนาจสัทธินทรีย์ บุคคลเหล่านั้นแม้ทั้งหมดเป็นสัทธานุสารี เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงทำให้แจ้งโสดาปัตติผล เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าเป็นสัทธาธิมุต อินทรีย์ที่เป็นไปตามอินทรีย์นั้นมี ๔ ประการ เป็นสหชาตปัจจัยเป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย อินทรีย์ ๔ เป็น อันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้วด้วยอำนาจสัทธินทรีย์ บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งทำให้แจ้งโสดาปัตติผลด้วยอำนาจสัทธินทรีย์ บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นสัทธาธิมุต เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะ สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงได้สกทาคามิมรรค ฯลฯ ทำให้แจ้งสกทาคามิผลได้อนาคามิมรรค ฯลฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผล ฯลฯ ได้อรหัตตมรรค ฯลฯ ทำให้แจ้งอรหัตตผล เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เป็นสัทธาธิมุต อินทรีย์ที่เป็นไปตามสัทธินทรีย์นั้นมี ๔ ประการ ฯลฯ เป็นสัมปยุตตปัจจัย อินทรีย์ ๔ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ด้วยอำนาจสัทธินทรีย์ บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งทำให้แจ้งอรหัตตผลด้วยอำนาจสัทธินทรีย์ บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นสัทธาธิมุต เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะ สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงได้โสดาปัตติมรรค เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เป็นกายสักขี อินทรีย์ที่เป็นไปตามสมาธินทรีย์นั้นมี ๔ ประการ เป็นสหชาต-ปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย การเจริญ อินทรีย์ ๔ ย่อมมีด้วยอำนาจสมาธินทรีย์ บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งได้โสดาปัตติมรรคด้วยอำนาจสมาธินทรีย์ บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกายสักขี @เชิงอรรถ : @ สัทธานุสารี หมายถึงผู้แล่นไปตามศรัทธา ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผล มีศรัทธาแก่กล้าบรรลุ@ผลแล้วกลายเป็นศรัทธาวิมุตติ (องฺ.ทุก.อ. ๒/๔๙/๕๕, องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๑๔/๑๖๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๗๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะ สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงทำให้แจ้งโสดาปัตติผล ฯลฯ ได้สกทาคามิ-มรรค ฯลฯ ทำให้แจ้งสกทาคามิผล ฯลฯ ได้อนาคามิมรรค ฯลฯ ทำให้แจ้ง อนาคามิผล ฯลฯ ได้อรหัตตมรรค ฯลฯ ทำให้แจ้งอรหัตตผล เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นกายสักขี อินทรีย์ที่เป็นไปตามสมาธินทรีย์นั้นมี ๔ ประการเป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย อินทรีย์ ๔ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้วด้วยอำนาจสมาธินทรีย์ บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งทำให้แจ้งอรหัตตผลด้วยอำนาจสมาธินทรีย์ บุคคลเหล่านั้น ทั้งหมดเป็นกายสักขี เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะ ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงได้โสดาปัตติมรรค เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าเป็นธรรมานุสารี อินทรีย์ที่เป็นไปตามปัญญินทรีย์นั้นมี ๔ ประการ ฯลฯ เป็นสัมปยุตตปัจจัย การเจริญอินทรีย์ ๔ ย่อมมีได้ด้วยอำนาจปัญญินทรีย์ บุคคล เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้โสดาปัตติมรรคด้วยอำนาจปัญญินทรีย์ บุคคลเหล่านั้น ทั้งหมดเป็นธรรมานุสารี เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะ ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงทำให้แจ้งโสดาปัตติผล เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เป็นทิฏฐิปัตตะ อินทรีย์ที่เป็นไปตามปัญญินทรีย์นั้นมี ๔ ประการ ฯลฯ เป็นสัมปยุตตปัจจัย อินทรีย์ ๔ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้วด้วยอำนาจปัญญินทรีย์ บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งทำให้แจ้งโสดาปัตติผลด้วยอำนาจปัญญินทรีย์บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นทิฏฐิปัตตะ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะ ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงได้สกทาคามิมรรค ฯลฯ ทำให้แจ้งสกทาคามิผลฯลฯ ได้อนาคามิมรรค ฯลฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผล ฯลฯ ได้อรหัตตมรรค ฯลฯ ทำให้แจ้งอรหัตตผล เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เป็นทิฏฐิปัตตะ อินทรีย์ที่@เชิงอรรถ : @ ธรรมานุสารี หมายถึงผู้แล่นไปตามธรรม ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผล มีปัญญาแก่กล้า บรรลุผล@แล้วกลายเป็นทิฏฐิปัตตะ (องฺ.ทุก.อ. ๒/๔๙/๕๕, องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๑๔/๑๖๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๗๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส เป็นไปตามปัญญินทรีย์นั้นมี ๔ ประการ เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัยเป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย อินทรีย์ ๔ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้วด้วยอำนาจปัญญินทรีย์ บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งทำให้แจ้งอรหัตตผลด้วย อำนาจปัญญินทรีย์ บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นทิฏฐิปัตตะ

ข้อ ๒๒๒

บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้ว กำลังเจริญ หรือจักเจริญซึ่ง เนกขัมมะ บรรลุแล้ว กำลังบรรลุ หรือจักบรรลุ ถึงแล้ว กำลังถึง หรือจักถึง ได้แล้วกำลังได้ หรือจักได้ รู้แจ้งแล้ว กำลังรู้แจ้ง หรือจักรู้แจ้ง ทำให้แจ้งแล้ว กำลังทำให้แจ้ง หรือจักทำให้แจ้ง ถูกต้องแล้ว กำลังถูกต้อง หรือจักถูกต้อง ถึงความชำนาญแล้ว กำลังถึงความชำนาญ หรือจักถึงความชำนาญ ถึงความสำเร็จแล้ว กำลังถึงความสำเร็จ หรือจักถึงความสำเร็จ ถึงความแกล้วกล้าแล้ว กำลังถึงความแกล้วกล้า หรือจักถึงความแกล้วกล้า บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นสัทธาธิมุตด้วยอำนาจสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยอำนาจสมาธินทรีย์ เป็นทิฏฐิปัตตะด้วยอำนาจปัญญินทรีย์ บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้ว กำลังเจริญ หรือจักเจริญซึ่งอพยาบาท ฯลฯ อาโลกสัญญา ฯลฯ อวิกเขปะ ฯลฯ ธัมมววัตถาน ฯลฯ ญาณ ฯลฯ ปามุชชะฯลฯ ปฐมฌาน ฯลฯ ทุติยฌาน ฯลฯ ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌาน ฯลฯ อากาสานัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ อากิญจัญ- ญายตนสมาบัติ ฯลฯ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ อนิจจานุปัสสนาฯลฯ ทุกขานุปัสสนา ฯลฯ อนัตตานุปัสสนา ฯลฯ นิพพิทานุปัสสนา ฯลฯ วิราคานุปัสสนา ฯลฯ นิโรธานุปัสสนา ฯลฯ ปฏินิสสัคคานุปัสสนา ฯลฯ ขยานุปัสสนา ฯลฯ วยานุปัสสนา ฯลฯ วิปริณามานุปัสสนา ฯลฯ อนิมิตตา-นุปัสสนา ฯลฯ อัปปณิหิตานุปัสสนา ฯลฯ สุญญตานุปัสสนา ฯลฯ อธิปัญญา-ธัมมวิปัสสนา ฯลฯ ยถาภูตญาณทัสสนะ ฯลฯ อาทีนวานุปัสสนา ฯลฯ ปฏิสังขานุปัสสนา ฯลฯ วิวัฏฏนานุปัสสนา ฯลฯ โสดาปัตติมรรค ฯลฯ สกทาคามิมรรค ฯลฯ อนาคามิมรรค บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้ว กำลังเจริญ หรือจักเจริญซึ่งอรหัตตมรรค

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๗๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้ว กำลังเจริญ หรือจักเจริญ ซึ่งสติปัฏฐาน ๔ฯลฯ สัมมัปปธาน ๔ ฯลฯ อิทธิบาท ๔ ฯลฯ อินทรีย์ ๕ ฯลฯ พละ ๕ ฯลฯ โพชฌงค์ ๗ ฯลฯ อริยมรรคมีองค์ ๘ บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้ว กำลังเจริญหรือจักเจริญ ซึ่งวิโมกข์ ๘ บรรลุแล้ว กำลังบรรลุ หรือจักบรรลุ ถึงแล้ว กำลังถึงหรือจักถึง ได้แล้ว กำลังได้ หรือจักได้ รู้แจ้งแล้ว กำลังรู้แจ้ง หรือจักรู้แจ้งทำให้แจ้งแล้ว กำลังทำให้แจ้ง หรือจักทำให้แจ้ง ถูกต้องแล้ว กำลังถูกต้อง หรือจักถูกต้อง ถึงความชำนาญแล้ว กำลังถึงความชำนาญ หรือจักถึงความชำนาญ ถึงความสำเร็จแล้ว กำลังถึงความสำเร็จ หรือจักถึงความสำเร็จ ถึงความแกล้วกล้าแล้ว กำลังถึงความแกล้วกล้า หรือจักถึงความแกล้วกล้า บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นสัทธาธิมุตด้วยอำนาจสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยอำนาจสมาธินทรีย์ เป็นทิฏฐิปัตตะด้วยอำนาจปัญญินทรีย์ บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง บรรลุแล้ว กำลังบรรลุ หรือจักบรรลุซึ่งปฏิสัมภิทา ๔ฯลฯ บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นสัทธาธิมุตด้วยอำนาจสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยอำนาจสมาธินทรีย์ เป็นทิฏฐิปัตตะด้วยอำนาจปัญญินทรีย์ บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้แจ้งแล้ว กำลังรู้แจ้ง หรือจักรู้แจ้งซึ่งวิชชา ๓ ฯลฯ บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นสัทธาธิมุตด้วยอำนาจสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยอำนาจสมาธินทรีย์ เป็นทิฏฐิปัตตะด้วยอำนาจปัญญินทรีย์ บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ศึกษาแล้ว กำลังศึกษา หรือจักศึกษาซึ่งสิกขา ๓ทำให้แจ้งแล้ว กำลังทำให้แจ้ง หรือจักทำให้แจ้ง ถูกต้องแล้ว กำลังถูกต้อง หรือจักถูกต้อง ถึงความชำนาญแล้ว กำลังถึงความชำนาญ หรือจักถึงความชำนาญ ถึงความสำเร็จแล้ว กำลังถึงความสำเร็จ หรือจักถึงความสำเร็จ ถึงความแกล้วกล้าแล้ว กำลังถึงความแกล้วกล้า หรือจักถึงความแกล้วกล้า บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นสัทธาธิมุตด้วยอำนาจสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยอำนาจสมาธินทรีย์ เป็นทิฏฐิปัตตะด้วยอำนาจปัญญินทรีย์ บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง กำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธ เจริญมรรคบุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นสัทธาธิมุตด้วยอำนาจสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยอำนาจสมาธินทรีย์ เป็นทิฏฐิปัตตะด้วยอำนาจปัญญินทรีย์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๗๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส การรู้แจ้งสัจจะมีได้ด้วยอาการเท่าไร บุคคลรู้แจ้งสัจจะด้วยอาการเท่าไร คือ การรู้แจ้งสัจจะมีได้ด้วยอาการ ๔ อย่าง บุคคลรู้แจ้งสัจจะด้วยอาการ ๔อย่าง ได้แก่ ๑. รู้แจ้งทุกขสัจว่า เป็นธรรมที่ควรรู้แจ้งด้วยการกำหนดรู้ ๒. รู้แจ้งสมุทยสัจว่า เป็นธรรมที่ควรรู้แจ้งด้วยการละ ๓. รู้แจ้งนิโรธสัจว่า เป็นธรรมที่ควรรู้แจ้งด้วยการทำให้แจ้ง ๔. รู้แจ้งมัคคสัจว่า เป็นธรรมที่ควรรู้แจ้งด้วยการเจริญ การรู้แจ้งสัจจะมีได้ด้วยอาการ ๔ อย่างนี้ บุคคลเมื่อรู้แจ้งสัจจะด้วยอาการ ๔อย่างนี้ เป็นสัทธาธิมุตด้วยอำนาจสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยอำนาจสมาธินทรีย์เป็นทิฏฐิปัตตะด้วยอำนาจปัญญินทรีย์ การรู้แจ้งสัจจะมีได้ด้วยอาการเท่าไร บุคคลรู้แจ้งสัจจะด้วยอาการเท่าไร คือ การรู้แจ้งสัจจะมีได้ด้วยอาการ ๙ อย่าง บุคคลรู้แจ้งสัจจะด้วยอาการ ๙อย่าง ได้แก่ ๑. รู้แจ้งทุกขสัจว่า เป็นธรรมที่ควรรู้แจ้งด้วยการกำหนดรู้ ๒. รู้แจ้งสมุทยสัจว่า เป็นธรรมที่ควรรู้แจ้งด้วยการละ ๓. รู้แจ้งนิโรธสัจว่า เป็นธรรมที่ควรรู้แจ้งด้วยการทำให้แจ้ง ๔. รู้แจ้งมัคคสัจว่า เป็นธรรมที่ควรรู้แจ้งด้วยการเจริญ ๕. รู้แจ้งธรรมทั้งปวงด้วยความรู้ยิ่ง ๖. รู้แจ้งสังขารทั้งปวงด้วยการกำหนดรู้ ๗. รู้แจ้งอกุศลธรรมทั้งปวงด้วยการละ ๘. รู้แจ้งมรรค ๔ ด้วยการเจริญ ๙. รู้แจ้งนิโรธด้วยการทำให้แจ้ง การรู้แจ้งสัจจะมีได้ด้วยอาการ ๙ อย่างนี้ บุคคลเมื่อรู้แจ้งสัจจะด้วยอาการ ๙อย่างนี้ เป็นสัทธาธิมุตด้วยอำนาจสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยอำนาจสมาธินทรีย์เป็นทิฏฐิปัตตะด้วยอำนาจปัญญินทรีย์ ทุติยภาณวาร จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๗๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส

ข้อ ๒๒๓

เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง สังขารปรากฏอย่างไร เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สังขารปรากฏอย่างไร เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สังขารปรากฏอย่างไร คือ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง สังขารปรากฏโดยความสิ้นไป เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สังขารปรากฏโดยความเป็นภัย เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สังขารปรากฏโดยสุญญตะ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง จิตมากด้วยอะไร เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ จิตมากด้วยอะไร เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา จิตมากด้วยอะไร คือ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง จิตมากด้วยความน้อมใจเชื่อ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ จิตมากด้วยความสงบ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา จิตมากด้วยความรู้ บุคคลผู้มนสิการโดยความไม่เที่ยง มากด้วยความน้อมใจเชื่อ ย่อมได้วิโมกข์อะไร ผู้มนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากด้วยความสงบ ย่อมได้วิโมกข์อะไร ผู้มนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากด้วยความรู้ ย่อมได้วิโมกข์อะไร คือ บุคคลผู้มนสิการโดยความไม่เที่ยง มากด้วยความน้อมใจเชื่อ ย่อมได้อนิมิตตวิโมกข์ ผู้มนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากด้วยความสงบ ย่อมได้อัปปณิหิตวิโมกข์ ผู้มนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากด้วยความรู้ ย่อมได้สุญญตวิโมกข์

ข้อ ๒๒๔

เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง มากด้วยความน้อมใจเชื่อ วิโมกข์อะไรเป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามวิโมกข์นั้นมีเท่าไร เป็นสหชาต-ปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย มีรสเป็น อย่างเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าอย่างไร ใครเจริญ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากด้วยความสงบ วิโมกข์อะไร เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามวิโมกข์นั้นมีเท่าไร เป็นสหชาตปัจจัยเป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย มีรสเป็นอย่างเดียวกันชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าอย่างไร ใครเจริญ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๗๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากด้วยความรู้ วิโมกข์อะไรเป็นใหญ่วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามวิโมกข์นั้นมีเท่าไร เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญ-มัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย มีรสเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าอย่างไร ใครย่อมเจริญ คือ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง มากด้วยความน้อมใจเชื่อ อนิมิตต-วิโมกข์เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอนิมิตตวิโมกข์นั้นมี ๒ ประการเป็นสหชาตปัจจัย ฯลฯ มีรสเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่ามีรสเป็นอย่างเดียวกัน ผู้ใดปฏิบัติโดยชอบ ผู้นั้นย่อมเจริญ การเจริญวิโมกข์ย่อมไม่มีแก่ผู้ปฏิบัติผิด เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากด้วยความสงบ อัปปณิหิตวิโมกข์ เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอัปปณิหิตวิโมกข์นั้นมี ๒ ประการ เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย มีรสเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่ามีรสเป็นอย่างเดียวกัน ผู้ใดปฏิบัติโดยชอบ ผู้นั้นย่อมเจริญ การเจริญวิโมกข์ย่อมไม่มีแก่ผู้ปฏิบัติผิด เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากด้วยความรู้ สุญญตวิโมกข์เป็นใหญ่วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามสุญญตวิโมกข์นั้นมี ๒ ประการ เป็นสหชาตปัจจัยเป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย มีรสเป็นอย่างเดียวกันชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่ามีรสเป็นอย่างเดียวกัน ผู้ใดปฏิบัติโดยชอบผู้นั้นย่อมเจริญ การเจริญวิโมกข์ย่อมไม่มีแก่ผู้ปฏิบัติผิด เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง มากด้วยความน้อมใจเชื่อ วิโมกข์อะไรเป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามวิโมกข์นั้นมีเท่าไร เป็นสหชาตปัจจัยเป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย มีรสเป็นอย่างเดียวกันชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่ามีรสเป็นอย่างเดียวกัน ในเวลารู้แจ้ง วิโมกข์อะไรเป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งการรู้แจ้งที่เป็นไปตามวิโมกข์นั้นมีเท่าไร เป็นสหชาตปัจจัย@เชิงอรรถ : @ ได้แก่ อัปปณิหิตวิโมกข์และสุญญตวิโมกข์ (ขุ.ป.อ. ๒/๒๒๔/๑๙๒) @ ได้แก่ สุญญตวิโมกข์และอนิมิตตวิโมกข์ (ขุ.ป.อ. ๒/๒๒๔/๑๙๒) @ ได้แก่ อนิมิตตวิโมกข์และอัปปณิหิตวิโมกข์ (ขุ.ป.อ. ๒/๒๒๔/๑๙๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๗๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย มีรสเป็นอย่างเดียวกันชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าอย่างไร ชื่อว่าการรู้แจ้ง เพราะมีความหมายว่าอย่างไร เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากด้วยความสงบ วิโมกข์อะไรเป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามวิโมกข์นั้นมีเท่าไร เป็นสหชาตปัจจัยเป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย มีรสเป็นอย่างเดียวกันชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่ามีรสเป็นอย่างเดียวกัน ในเวลารู้แจ้ง วิโมกข์อะไรเป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งการรู้แจ้งที่เป็นไปตามวิโมกข์นั้นมีเท่าไร เป็นสหชาตปัจจัยเป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย มีรสเป็นอย่างเดียวกันชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าอย่างไร ชื่อว่าการรู้แจ้ง เพราะมีความหมายว่าอย่างไร เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากด้วยความรู้ วิโมกข์อะไรเป็น ใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามวิโมกข์นั้นมีเท่าไร เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย มีรสเป็นอย่างเดียวกันชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่ามีรสเป็นอย่างเดียวกัน ในเวลารู้แจ้ง วิโมกข์อะไรเป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งการรู้แจ้งที่เป็นไปตามวิโมกข์นั้นมีเท่าไร เป็นสหชาตปัจจัยเป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย มีรสเป็นอย่างเดียวกันชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าอย่างไร ชื่อว่าการรู้แจ้ง เพราะมีความหมายว่าอย่างไร

ข้อ ๒๒๕

คือ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง มากด้วยความน้อมใจเชื่อ อนิมิตตวิโมกข์เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอนิมิตตวิโมกข์นั้นมี ๒ ประการเป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัยมีรสเป็นอย่างเดียวกัน แม้ในเวลารู้แจ้ง อนิมิตตวิโมกข์ก็เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งการรู้แจ้งที่เป็นไปตามอนิมิตตวิโมกข์นั้นมี ๒ ประการ เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย มีรสเป็นอย่างเดียวกันชื่อว่าการรู้แจ้ง เพราะมีความหมายว่าเห็น แม้บุคคลผู้รู้แจ้งอย่างนี้ ก็ชื่อว่าเจริญแม้ผู้เจริญก็ชื่อว่ารู้แจ้ง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๗๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากด้วยความสงบ อัปปณิหิตวิโมกข์ เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอัปปณิหิตวิโมกข์นั้นมี ๒ ประการ เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย มีรสเป็นอย่างเดียวกัน แม้ในเวลารู้แจ้ง อัปปณิหิตวิโมกข์ก็เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งการรู้แจ้งที่เป็นไปตามอัปปณิหิตวิโมกข์นั้นมี ๒ ประการ เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญ-มัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย แม้ผู้เจริญก็ชื่อว่ารู้แจ้ง เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากด้วยความรู้ สุญญตวิโมกข์เป็นใหญ่วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามสุญญตวิโมกข์นั้นมี ๒ ประการ เป็นสหชาตปัจจัยเป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย มีรสเป็นอย่างเดียวกันแม้ในเวลารู้แจ้ง สุญญตวิโมกข์ก็เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งการรู้แจ้งที่เป็นไปตามสุญญตวิโมกข์นั้นมี ๒ ประการ เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย แม้ผู้เจริญก็ชื่อว่ารู้แจ้ง

ข้อ ๒๒๖

เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง วิโมกข์อะไรมีประมาณยิ่ง เพราะ วิโมกข์อะไรมีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์วิโมกข์อะไรมีประมาณยิ่ง เพราะวิโมกข์อะไรมีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นกายสักขีเมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา วิโมกข์อะไรมีประมาณยิ่ง เพราะวิโมกข์อะไรมีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฏฐิปัตตะ คือ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง อนิมิตตวิโมกข์มีประมาณยิ่ง เพราะอนิมิตตวิโมกข์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์มีประมาณยิ่ง เพราะอัปปณิหิตวิโมกข์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สุญญตวิโมกข์มีประมาณยิ่งเพราะสุญญตวิโมกข์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฏฐิปัตตะ บุคคลผู้น้อมใจเชื่อ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสัทธาธิมุต บุคคลชื่อว่าทำให้แจ้งเพราะเป็นผู้ถูกต้องธรรม เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่ากายสักขี บุคคลชื่อว่าบรรลุแล้วเพราะเป็นผู้เห็นธรรม เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ บุคคลผู้น้อมใจเชื่อเพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสัทธาธิมุต บุคคลถูกต้องฌานก่อน ภายหลังจึงทำให้แจ้งนิพพานซึ่งเป็นความดับ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่ากายสักขี ญาณว่า “สังขารเป็นทุกข์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๘๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส นิโรธเป็นสุข” เป็นญาณอันบุคคลเห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ ฯลฯ บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้ว กำลังเจริญ หรือจักเจริญซึ่งเนกขัมมะ ฯลฯ บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นสัทธาธิมุตด้วยอำนาจอนิมิตตวิโมกข์ เป็นกายสักขีด้วยอำนาจอัปปณิหิตวิโมกข์เป็นทิฏฐิปัตตะด้วยอำนาจสุญญตวิโมกข์ บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เจริญแล้ว กำลังเจริญ หรือจักเจริญซึ่งอพยาบาทฯลฯ อาโลกสัญญา ฯลฯ อวิกเขปะ ฯลฯ บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง กำหนดรู้ทุกข์ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธ เจริญมรรค บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นสัทธาธิมุตด้วยอำนาจอนิมิตตวิโมกข์ เป็นกายสักขีด้วยอำนาจอัปปณิหิตวิโมกข์ เป็นทิฏฐิปัตตะด้วยอำนาจสุญญตวิโมกข์ การรู้แจ้งสัจจะมีได้ด้วยอาการเท่าไร บุคคลรู้แจ้งสัจจะด้วยอาการเท่าไร คือ การรู้แจ้งสัจจะมีได้ด้วยอาการ ๔ อย่าง บุคคลรู้แจ้งสัจจะด้วยอาการ ๔อย่าง ได้แก่ ๑. รู้แจ้งทุกขสัจว่า เป็นธรรมที่ควรรู้แจ้งด้วยการกำหนดรู้ ๒. รู้แจ้งสมุทยสัจว่า เป็นธรรมที่ควรรู้แจ้งด้วยการละ ๓. รู้แจ้งนิโรธสัจว่า เป็นธรรมที่ควรรู้แจ้งด้วยการทำให้แจ้ง ๔. รู้แจ้งมัคคสัจว่า เป็นธรรมที่ควรรู้แจ้งด้วยการเจริญ การรู้แจ้งสัจจะมีได้ด้วยอาการ ๔ อย่างนี้ บุคคลเมื่อรู้แจ้งสัจจะด้วยอาการ ๔อย่างนี้ เป็นสัทธาธิมุตด้วยอำนาจอนิมิตตวิโมกข์ เป็นกายสักขีด้วยอำนาจ อัปปณิหิตวิโมกข์ เป็นทิฏฐิปัตตะด้วยอำนาจสุญญตวิโมกข์ การรู้แจ้งสัจจะมีได้ด้วยอาการเท่าไร บุคคลรู้แจ้งสัจจะด้วยอาการเท่าไร คือ การรู้แจ้งสัจจะมีได้ด้วยอาการ ๙ อย่าง บุคคลรู้แจ้งสัจจะด้วยอาการ ๙อย่าง ได้แก่ ๑. รู้แจ้งทุกขสัจว่า เป็นธรรมที่ควรรู้แจ้งด้วยการกำหนดรู้ ฯลฯ ๙. รู้แจ้งนิโรธด้วยการทำให้แจ้ง @เชิงอรรถ : @ ดูความเต็มในข้อ ๒๒๒ หน้า ๓๗๖ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๘๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส การรู้แจ้งสัจจะมีได้ด้วยอาการ ๙ อย่างนี้ บุคคลเมื่อรู้แจ้งสัจจะด้วยอาการ๙ อย่างนี้ เป็นสัทธาธิมุตด้วยอำนาจอนิมิตตวิโมกข์ เป็นกายสักขีด้วยอำนาจอัปปณิหิตวิโมกข์ เป็นทิฏฐิปัตตะด้วยอำนาจสุญญตวิโมกข์

ข้อ ๒๒๗

บุคคลผู้มนสิการโดยความไม่เที่ยงจะรู้เห็นธรรมเหล่าไหนตามความ เป็นจริง สัมมาทัสสนะ (ความเห็นชอบ) เป็นอย่างไร สังขารทั้งปวงชื่อว่าบุคคลเห็นดีแล้วโดยความไม่เที่ยงด้วยการอนุมานตามสัมมาทัสสนะนั้นเป็นอย่างไร บุคคลละความสงสัยได้ที่ไหน บุคคลผู้มนสิการโดยความเป็นทุกข์จะรู้เห็นธรรมเหล่าไหนตามความเป็นจริงสัมมาทัสสนะเป็นอย่างไร สังขารทั้งปวงชื่อว่าบุคคลเห็นดีแล้วโดยความเป็นทุกข์ด้วยการอนุมานตามสัมมาทัสสนะนั้นเป็นอย่างไร บุคคลละความสงสัยได้ที่ไหน บุคคลผู้มนสิการโดยความเป็นอนัตตาจะรู้เห็นธรรมเหล่าไหนตามความเป็นจริงสัมมาทัสสนะเป็นอย่างไร ธรรมทั้งปวงชื่อว่าบุคคลเห็นดีแล้วโดยความเป็นอนัตตาด้วยการอนุมานตามสัมมาทัสสนะนั้นเป็นอย่างไร บุคคลละความสงสัยได้ที่ไหน คือ บุคคลผู้มนสิการโดยความไม่เที่ยงจะรู้เห็นนิมิตตามความเป็นจริง เพราะรู้เห็นนิมิตตามความเป็นจริงนั้น ท่านจึงกล่าวว่าสัมมาทัสสนะ สังขารทั้งปวงชื่อว่าบุคคลเห็นดีแล้วโดยความไม่เที่ยงด้วยการอนุมานตามสัมมาทัสสสะนั้นอย่างนี้บุคคลละความสงสัยได้ที่สัมมาทัสสนะนี้ บุคคลผู้มนสิการโดยความเป็นทุกข์จะรู้เห็นความเป็นไปตามความเป็นจริงเพราะรู้เห็นความเป็นไปตามความเป็นจริงนั้น ท่านจึงกล่าวว่าสัมมาทัสสนะ สังขารทั้งปวงชื่อว่าบุคคลเห็นดีแล้วโดยความเป็นทุกข์ด้วยการอนุมานตามสัมมาทัสสนะนั้นอย่างนี้ บุคคลละความสงสัยได้ที่สัมมาทัสสนะนี้ บุคคลผู้มนสิการโดยความเป็นอนัตตา จะรู้เห็นนิมิตและความเป็นไปตามความเป็นจริง เพราะรู้เห็นนิมิตและความเป็นไปตามความเป็นจริงนั้น ท่านจึงกล่าวว่าสัมมาทัสสนะ ธรรมทั้งปวงชื่อว่าบุคคลเห็นดีแล้วโดยความเป็นอนัตตาด้วยการอนุมานตามสัมมาทัสสนะนั้นอย่างนี้ บุคคลละความสงสัยได้ที่สัมมาทัสสนะนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๘๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส ธรรมเหล่านี้ คือ ยถาภูตญาณ สัมมาทัสสนะ และกังขาวิตรณะมีอรรถ ต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ธรรมเหล่านี้ คือ ยถาภูตญาณ สัมมาทัสสนะ และกังขาวิตรณะมีอรรถ อย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง อะไรปรากฏโดยความเป็นภัย เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ อะไรปรากฏโดยความเป็นภัย เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา อะไรปรากฏโดยความเป็นภัย คือ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง นิมิตปรากฏโดยความเป็นภัย เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ความเป็นไปปรากฏโดยความเป็นภัย เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา นิมิตและความเป็นไปปรากฏโดยความเป็นภัย ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในการ(เห็นสังขาร)ปรากฏโดยความเป็นภัย อาทีนว-ญาณ และนิพพิทามีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในการ(เห็นสังขาร)ปรากฏโดยความเป็นภัย อาทีนว-ญาณ และนิพพิทามีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ธรรมเหล่านี้ คือ อนัตตานุปัสสนาและสุญญตานุปัสสนามีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ธรรมเหล่านี้ คือ อนัตตานุปัสสนาและสุญญตานุปัสสนามีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง ญาณคือการพิจารณาอะไรย่อมเกิดขึ้นเมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ญาณคือการพิจารณาอะไรย่อมเกิดขึ้น เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ญาณคือการพิจารณาอะไรย่อมเกิดขึ้น คือ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง ญาณคือการพิจารณานิมิตย่อม เกิดขึ้น เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ญาณคือการพิจารณาความเป็นไปย่อมเกิดขึ้น เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ญาณคือการพิจารณานิมิตและความเป็นไปย่อมเกิดขึ้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๘๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส ธรรมเหล่านี้ คือ มุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ และ สังขารุเปกขาญาณมีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ธรรมเหล่านี้ คือ มุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ และ สังขารุเปกขาญาณมีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง จิตออกจากอะไร แล่นไปในที่ไหนเมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ จิตออกจากอะไร แล่นไปในที่ไหน เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา จิตออกจากอะไร แล่นไปในที่ไหน คือ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง จิตออกจากนิมิต แล่นไปใน นิพพานซึ่งไม่มีนิมิต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ จิตออกจากความเป็นไปแล่นไปในนิพพานซึ่งไม่มีความเป็นไป เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา จิตออกจากนิมิตและความเป็นไป แล่นไปในนิพพานธาตุซึ่งเป็นความดับ ซึ่งไม่มีนิมิตและความเป็นไป ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในการออกและหลีกไปจากนิมิตภายนอกและโคตรภู-ธรรมมีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในการออกและหลีกไปจากนิมิตภายนอกและโคตรภู-ธรรม มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น บุคคลผู้มนสิการโดยความไม่เที่ยงย่อมหลุดพ้นด้วยวิโมกข์อะไร ผู้มนสิการโดยความเป็นทุกข์ย่อมหลุดพ้นด้วยวิโมกข์อะไร ผู้มนสิการโดยความเป็นอนัตตาย่อมหลุดพ้นด้วยวิโมกข์อะไร คือ บุคคลผู้มนสิการโดยความไม่เที่ยง ย่อมหลุดพ้นด้วยอนิมิตตวิโมกข์ ผู้มนสิการโดยความเป็นทุกข์ย่อมหลุดพ้นด้วยอัปปณิหิตวิโมกข์ ผู้มนสิการโดยความเป็นอนัตตาย่อมหลุดพ้นด้วยสุญญตวิโมกข์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๘๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในการออกและหลีกไปจากกิเลสขันธ์และจากนิมิตภายนอกและมัคคญาณมีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในการออกและหลีกไปจากกิเลสขันธ์และจากนิมิตภายนอกและมัคคญาณมีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น

ข้อ ๒๒๘

วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยอาการเท่าไร ย่อมมีในขณะ เดียวกันด้วยอาการเท่าไร คือ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยอาการ ๔ อย่าง ย่อมมีในขณะ เดียวกันด้วยอาการ ๗ อย่าง วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยอาการ ๔ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. ด้วยสภาวะเป็นใหญ่ ๒. ด้วยสภาวะตั้งมั่น ๓. ด้วยสภาวะน้อมจิตไป ๔. ด้วยสภาวะนำออกไป วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยสภาวะเป็นใหญ่ เป็นอย่างไร คือ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความไม่เที่ยง อนิมิตตวิโมกข์เป็นใหญ่ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์เป็นใหญ่ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตาสุญญตวิโมกข์เป็นใหญ่ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยสภาวะเป็นใหญ่อย่างนี้ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยสภาวะตั้งมั่น เป็นอย่างไร คือ บุคคลผู้มนสิการโดยความไม่เที่ยงย่อมตั้งจิตไว้มั่นด้วยอำนาจแห่ง อนิมิตตวิโมกข์ ผู้มนสิการโดยความเป็นทุกข์ย่อมตั้งจิตไว้มั่นด้วยอำนาจแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์ ผู้มนสิการโดยความเป็นอนัตตาย่อมตั้งจิตไว้มั่นด้วยอำนาจแห่งสุญญตวิโมกข์ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยสภาวะตั้งมั่นอย่างนี้ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยสภาวะน้อมจิตไป เป็นอย่างไร คือ บุคคลผู้มนสิการโดยความไม่เที่ยงย่อมน้อมจิตไปด้วยอำนาจแห่งอนิมิตต-วิโมกข์ ผู้มนสิการโดยความเป็นทุกข์ย่อมน้อมจิตไปด้วยอำนาจแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์ผู้มนสิการโดยความเป็นอนัตตาย่อมน้อมจิตไปด้วยอำนาจแห่งสุญญตวิโมกข์ วิโมกข์๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยสภาวะน้อมจิตไปอย่างนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๘๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยสภาวะนำออกไป เป็นอย่างไร คือ บุคคลผู้มนสิการโดยความไม่เที่ยงย่อมนำจิตออกไปสู่นิพพานซึ่งเป็นความดับด้วยอำนาจแห่งอนิมิตตวิโมกข์ ผู้มนสิการโดยความเป็นทุกข์ย่อมนำจิตออกไปสู่นิพพานซึ่งเป็นความดับด้วยอำนาจแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์ ผู้มนสิการโดยความเป็นอนัตตาย่อมนำจิตออกไปสู่นิพพานซึ่งเป็นความดับด้วยอำนาจแห่งสุญญตวิโมกข์วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยสภาวะนำออกไปอย่างนี้ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยอาการ ๔ อย่างนี้ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกันด้วยอาการ ๗ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. ด้วยสภาวะประชุมลง ๒. ด้วยสภาวะบรรลุ ๓. ด้วยสภาวะได้ ๔. ด้วยสภาวะรู้แจ้ง ๕. ด้วยสภาวะทำให้แจ้ง ๖. ด้วยสภาวะถูกต้อง ๗. ด้วยสภาวะตรัสรู้ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกันด้วยสภาวะประชุมลง ด้วยสภาวะบรรลุด้วยสภาวะได้ ด้วยสภาวะรู้แจ้ง ด้วยสภาวะทำให้แจ้ง ด้วยสภาวะถูกต้องด้วยสภาวะตรัสรู้ เป็นอย่างไร คือ บุคคลผู้มนสิการโดยความไม่เที่ยงย่อมพ้นจากนิมิต เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอนิมิตตวิโมกข์ บุคคลพ้นจากอารมณ์ใดย่อมไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์นั้นเพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอัปปณิหิตวิโมกข์ บุคคลไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์ใดเป็นผู้ว่างจากอารมณ์นั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นสุญญตวิโมกข์ บุคคลว่างจากนิมิตใด เป็นผู้ไม่มีนิมิตเพราะนิมิตนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอนิมิตตวิโมกข์ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกันด้วยสภาวะประชุมลง ด้วยสภาวะบรรลุ ด้วยสภาวะได้ ด้วยสภาวะรู้แจ้ง ด้วยสภาวะทำให้แจ้ง ด้วยสภาวะถูกต้องด้วยสภาวะตรัสรู้อย่างนี้ บุคคลผู้มนสิการโดยความเป็นทุกข์ย่อมพ้นจากปณิธิ (ความตั้งมั่น) เพราะเหตุนั้นวิโมกข์นั้นจึงเป็นอัปปณิหิตวิโมกข์ บุคคลไม่ตั้งอยู่ในทุกข์ใด เป็นผู้ว่างจากทุกข์นั้นเพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นสุญญตวิโมกข์ บุคคลว่างจากนิมิตใด เป็นผู้ไม่มี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๘๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส นิมิตเพราะนิมิตนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอนิมิตตวิโมกข์ บุคคลไม่มีนิมิตเพราะนิมิตใด ไม่ตั้งอยู่ในนิมิตนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอัปปณิหิตวิโมกข์วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกันด้วยสภาวะประชุมลง ด้วยสภาวะบรรลุ ด้วยสภาวะได้ ด้วยสภาวะรู้แจ้ง ด้วยสภาวะทำให้แจ้ง ด้วยสภาวะถูกต้อง ด้วยสภาวะตรัสรู้อย่างนี้ บุคคลผู้มนสิการโดยความเป็นอนัตตาย่อมพ้นจากอภินิเวส (ความยึดมั่น)เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นสุญญตวิโมกข์ บุคคลว่างจากนิมิตใด เป็นผู้ไม่มีนิมิตเพราะนิมิตนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอนิมิตตวิโมกข์ บุคคลไม่มีนิมิตเพราะนิมิตใด ไม่ตั้งอยู่ในนิมิตนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอัปปณิหิตวิโมกข์บุคคลไม่ตั้งอยู่ในนิมิตใด เป็นผู้ว่างจากนิมิตนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นสุญญตวิโมกข์ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกันด้วยสภาวะประชุมลง ด้วยสภาวะบรรลุ ด้วยสภาวะได้ ด้วยสภาวะรู้แจ้ง ด้วยสภาวะทำให้แจ้ง ด้วยสภาวะถูกต้องด้วยสภาวะตรัสรู้ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกันด้วยอาการ ๗ อย่างนี้

ข้อ ๒๒๙

วิโมกข์มีอยู่ ธรรมที่เป็นประธานมีอยู่ ธรรมที่เป็นประธานแห่ง วิโมกข์มีอยู่ ธรรมที่เป็นข้าศึกต่อวิโมกข์มีอยู่ ธรรมที่อนุโลมตามวิโมกข์มีอยู่วิโมกขวิวัฏมีอยู่ การเจริญวิโมกข์มีอยู่ ความสงบระงับแห่งวิโมกข์มีอยู่ วิโมกข์ อะไรบ้าง คือ ๑. สุญญตวิโมกข์ ๒. อนิมิตตวิโมกข์ ๓. อัปปณิหิตวิโมกข์ สุญญตวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ อนิจจานุปัสสนาญาณพ้นจากอภินิเวสว่าเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ ทุกขานุปัสสนาญาณพ้นจากอภินิเวสว่าสุข เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ อนัตตานุปัสสนาญาณพ้นจากอภินิเวสว่าอัตตา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ นิพพิทานุปัสสนาญาณพ้นจากอภินิเวสว่านันทิ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ วิราคานุปัสสนาญาณพ้นจากอภินิเวสว่าราคะ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ นิโรธานุปัสสนาญาณพ้นจากอภินิเวสว่าสมุทัย เพราะเหตุนั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๘๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณพ้นจากอภินิเวสว่าอาทานะเพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ อนิมิตตานุปัสสนาญาณพ้นจากอภินิเวสว่านิมิต เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณพ้นจากอภินิเวสว่าปณิธิ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ สุญญตานุปัสสนาญาณพ้นจากอภินิเวสทุกอย่าง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ อนิจจานุปัสสนาญาณในรูปพ้นจากอภินิเวสว่าเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ ฯลฯ สุญญตานุปัสสนาญาณในรูปพ้นจากอภินิเวสทุกอย่าง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ อนิจจานุปัสสนาญาณในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ฯลฯ ในสังขาร ฯลฯ ในวิญญาณ ฯลฯ ในจักขุ ฯลฯ อนิจจานุปัสสนา-ญาณในชราและมรณะพ้นจากอภินิเวสว่าเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ฯลฯ สุญญตานุปัสสนาญาณในชราและมรณะพ้นจากอภินิเวสทุกอย่าง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ นี้เป็นสุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ อนิจจานุปัสสนาญาณพ้นจากนิมิตว่าเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อนิมิตตวิโมกข์ ทุกขานุปัสสนาญาณพ้นจากนิมิตว่าสุข เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ อนัตตานุปัสสนาญาณพ้นจากนิมิตว่าอัตตา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ นิพพิทานุปัสสนาญาณพ้นจากนิมิตว่านันทิ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ วิราคานุปัสสนาญาณพ้นจากนิมิตว่าราคะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ นิโรธานุปัสสนาญาณพ้นจากนิมิตว่าสมุทัย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณพ้นจากนิมิตว่าอาทานะ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ อนิมิตตานุปัสสนาญาณพ้นจากสรรพนิมิต เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณพ้นจากนิมิตว่าปณิธิ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ สุญญตานุปัสสนาญาณพ้นจากนิมิตว่าอภินิเวสเพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ อนิจจานุปัสสนาญาณในรูปพ้นจากนิมิตว่าเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อนิมิตตวิโมกข์ ฯลฯ อนิมิตตานุปัสสนาญาณในรูปพ้นจากสรรพนิมิต เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณในรูปพ้นจากนิมิตว่าปณิธิ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๘๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ สุญญตานุปัสสนาญาณในรูปพ้นจากนิมิตว่าอภินิเวส เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ อนิจจานุปัสสนาญาณในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ฯลฯ ในสังขาร ฯลฯ ในวิญญาณ ฯลฯ ในจักขุ ฯลฯ อนิจจานุปัสสนา-ญาณในชราและมรณะพ้นจากนิมิตว่าเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ฯลฯ อนิมิตตานุปัสสนาญาณในชราและมรณะพ้นจากสรรพนิมิต เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณในชราและมรณะพ้นจากนิมิตว่าปณิธิ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ สุญญตานุปัสสนาญาณในชรา และมรณะพ้นจากนิมิตว่าอภินิเวส เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ นี้เป็นอนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ อนิจจานุปัสสนาญาณพ้นจากปณิธิว่าเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ ทุกขานุปัสสนาญาณพ้นจากปณิธิว่าสุข เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ อนัตตานุปัสสนาญาณพ้นจากปณิธิว่าอัตตา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ นิพพิทานุปัสสนาญาณพ้นจากปณิธิว่านันทิ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ วิราคานุปัสสนาญาณพ้นจากปณิธิว่าราคะ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ นิโรธานุปัสสนาญาณพ้นจากปณิธิว่าสมุทัย เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณพ้นจากปณิธิว่าอาทานะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ อนิมิตตานุปัสสนาญาณพ้นจากปณิธิว่านิมิต เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณพ้นจากปณิธิทุกอย่าง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ สุญญตานุปัสสนาญาณพ้นจากปณิธิว่าอภินิเวส เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ อนิจจานุปัสสนาญาณในรูปพ้นจากปณิธิว่าเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ ฯลฯ อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณในรูปพ้นจากปณิธิทุกอย่าง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ สุญญตานุปัสสนาญาณในรูปพ้นจากปณิธิว่าอภินิเวส เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ อนิจจานุปัสสนาญาณในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ฯลฯ ในสังขาร ฯลฯ ในวิญญาณ ฯลฯ ในจักขุ ฯลฯ อนิจจานุปัสสนาญาณในชราและมรณะพ้นจากปณิธิว่าเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ ฯลฯ อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณในชราและมรณะพ้นจากปณิธิ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๘๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส ทุกอย่าง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ สุญญตานุปัสสนาญาณในชราและมรณะพ้นจากปณิธิว่าอภินิเวส เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ นี้เป็นอัปปณิหิตวิโมกข์ นี้เป็นวิโมกข์ (๑)

ข้อ ๒๓๐

ธรรมที่เป็นประธาน เป็นอย่างไร คือ ธรรมที่เป็นฝ่ายแห่งการตรัสรู้ เป็นกุศล ไม่มีโทษ เกิดในภาวนานั้น นี้เป็นธรรมที่เป็นประธาน (๒) ธรรมที่เป็นประธานแห่งวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ นิพพานซึ่งเป็นความดับ เป็นอารมณ์ของธรรมเหล่านั้น นี้เป็นธรรมที่เป็นประธานแห่งวิโมกข์ (๓) ธรรมที่เป็นข้าศึกต่อวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ อกุศลมูล ๓ ทุจริต ๓ อกุศลธรรมแม้ทุกอย่างเป็นข้าศึกต่อวิโมกข์ นี้เป็นธรรมที่เป็นข้าศึกต่อวิโมกข์ (๔) ธรรมที่อนุโลมตามวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ กุศลมูล ๓ สุจริต ๓ กุศลธรรมแม้ทุกอย่างเป็นธรรมที่อนุโลมตามวิโมกข์นี้เป็นธรรมที่อนุโลมตามวิโมกข์ (๕) วิโมกขวิวัฏ เป็นอย่างไร คือ สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏ ญาณวิวัฏ วิโมกขวิวัฏ สัจจวิวัฏ พระโยคาวจรเมื่อหมายรู้ย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าสัญญาวิวัฏ เมื่อคิดย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเจโตวิวัฏ เมื่อรู้แจ้งย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าจิตตวิวัฏ เมื่อกระทำญาณย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าญาณวิวัฏเมื่อสละย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าวิโมกขวิวัฏ ย่อมหลีกไปในสภาวะแท้เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าสัจจวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคใดมีสัญญาวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีเจโตวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคใดมีเจโตวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีสัญญาวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคใดมีสัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีจิตตวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคใดมีจิตตวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีสัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคใด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๙๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา นิทเทส มีสัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีญาณวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคใดมีญาณวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีสัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏในขณะแห่งมรรคใดมีสัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏ ญาณวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีวิโมกขวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคใดมีวิโมกขวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีสัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏ ญาณวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคใดมีสัญญาวิวัฏเจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏ ญาณวิวัฏ โมกขวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีสัจจวิวัฏในขณะแห่งมรรคใดมีสัจจวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีสัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏญาณวิวัฏ วิโมกขวิวัฏ นี้เป็นวิโมกขวิวัฏ (๖) การเจริญวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ การปฏิบัติ การเจริญ การทำให้มากซึ่งปฐมฌาน การปฏิบัติ การเจริญการทำให้มากซึ่งทุติยฌาน การปฏิบัติ การเจริญ การทำให้มากซึ่งตติยฌาน การปฏิบัติ การเจริญ การทำให้มากซึ่งจตุตถฌาน การปฏิบัติ การเจริญ การทำให้มากซึ่งอากาสานัญจายตนสมาบัติ การปฏิบัติ การเจริญ การทำให้มากซึ่งวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ ซึ่งอากิญจัญญายตนสมาบัติ การปฏิบัติ การเจริญการทำให้มากซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ การปฏิบัติ การเจริญ การทำให้มากซึ่งโสดาปัตติมรรค การปฏิบัติ การเจริญ การทำให้มากซึ่งสกทาคามิมรรคการปฏิบัติ การเจริญ การทำให้มากซึ่งอนาคามิมรรค การปฏิบัติ การเจริญการทำให้มากซึ่งอรหัตตมรรค นี้เป็นการเจริญวิโมกข์ (๗) ความสงบระงับแห่งวิโมกข์ เป็นอย่างไร คือ การได้ปฐมฌานหรือวิบากแห่งปฐมฌาน การได้ทุติยฌานหรือวิบากแห่งทุติยฌาน การได้ตติยฌานหรือวิบากแห่งตติยฌาน ฯลฯ การได้จตุตถฌาน ฯลฯ อากาสานัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ อากิญจัญญายตน-สมาบัติ ฯลฯ การได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ หรือวิบากแห่งเนวสัญญานา-สัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ โสดาปัตติผลแห่งโสดาปัตติมรรค ฯลฯ สกทาคามิผลแห่งสกทาคามิมรรค ฯลฯ อนาคามิผลแห่งอนาคามิมรรค ฯลฯ อรหัตตผลแห่งอรหัตตมรรค นี้เป็นความสงบระงับแห่งวิโมกข์ (๘) วิโมกขกถา จบ ตติยภาณวาร จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๙๑}

ฉบับหลวง

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

มหาวคฺเค วิโมกฺขกถา ปริปุณฺณนิทานา

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค วิโมกขกถา บริบูรณ์นิทาน

ข้อ ๔๖๙

ตโยเม ภิกฺขเว วิโมกฺขา กตเม ตโย สุญฺญโต วิโมกฺโข อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อิเม ภิกฺขเว ตโย วิโมกฺขา ฯ {๔๖๙.๑} อปิ จ อฏฺฐสฏฺฐี วิโมกฺขา สุญฺญโต วิโมกฺโข อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อชฺฌตฺตวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข พหิทฺธาวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข ทุภโตวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข อชฺฌตฺตวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา พหิทฺธาวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา ทุภโตวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา อชฺฌตฺตวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา พหิทฺธาวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา ทุภโตวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา อชฺฌตฺตวุฏฺฐานา ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา พหิทฺธาวุฏฺฐานา ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา ทุภโตวุฏฺฐานา ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา รูปี รูปานิ ปสฺสตีติ วิโมกฺโข อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสตีติ วิโมกฺโข สุภนฺเตว อธิมุตฺโต โหตีติ วิโมกฺโข อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข วิญฺญาณญฺจายตน- สมาปตฺติวิโมกฺโข อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข เนวสญฺญา- นาสญฺญายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข สญฺญาเวทยิตนิโรธสมาปตฺติวิโมกฺโข สมยวิโมกฺโข อสมยวิโมกฺโข สามยิโก วิโมกฺโข อสามยิโก วิโมกฺโข กุปฺโป วิโมกฺโข อกุปฺโป วิโมกฺโข โลกิโย วิโมกฺโข โลกุตฺตโร วิโมกฺโข สาสโว วิโมกฺโข อนาสโว วิโมกฺโข สามิโส วิโมกฺโข นิรามิโส วิโมกฺโข นิรามิสตโร วิโมกฺโข ปณิหิโต วิโมกฺโข อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ปณิหิตปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิวิโมกฺโข สญฺญุตฺโต วิโมกฺโข วิสญฺญุตฺโต วิโมกฺโข เอกตฺตวิโมกฺโข นานตฺตวิโมกฺโข สญฺญาวิโมกฺโข ญาณวิโมกฺโข สีติสิยาวิโมกฺโข ฌานวิโมกฺโข อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิโมกข์ ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉนคือ สุญญตวิโมกข์ ๑ อนิมิตตวิโมกข์ ๑ อัปปณิหิตวิโมกข์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายวิโมกข์ ๓ ประการนี้ ฯ อีกประการหนึ่ง วิโมกข์ ๖๘ คือ สุญญตวิโมกข์ ๑ อนิมิตตวิโมกข์ ๑อัปปณิหิตวิโมกข์ ๑ อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ (วิโมกข์มีการออกในภายใน) ๑พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ (วิโมกข์มีการออกในภายนอก) ๑ ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์(วิโมกข์มีการออกแต่ส่วนทั้งสอง) ๑ วิโมกข์ ๔ แต่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์วิโมกข์ ๔ แต่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ แต่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔อนุโลมแก่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ ระงับจากอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ ระงับจากพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ ระงับจากทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้มีรูปเห็นรูปทั้งหลาย เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้ไม่มีความสำคัญว่ารูปในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกเพราะอรรถว่าภิกษุน้อมใจไปในธรรมส่วนงามเท่านั้น อากาสานัญจายตนสมาบัติวิโมกข์ วิญญาณัญจายตนสมาบัติวิโมกข์ อากิญจัญญายตนสมาบัติวิโมกข์เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติวิโมกข์ สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติวิโมกข์สมยวิโมกข์ อสมยวิโมกข์ สามายิกวิโมกข์ อสามายิกวิโมกข์ กุปปวิโมกข์(วิโมกข์ที่กำเริบได้) อกุปปวิโมกข์ (วิโมกข์ที่ไม่กำเริบ) โลกิยวิโมกข์โลกุตตรวิโมกข์ สาสววิโมกข์ อนาสววิโมกข์ สามิสวิโมกข์ นิรามิสวิโมกข์นิรามิสตรวิโมกข์ ปณิหิตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ ปณิหิตปัสสัทธิโมกข์สุญญตวิโมกข์ วิสุญญตวิโมกข์ เอกัตตวิโมกข์ นานัตตวิโมกข์ สัญญาวิโมกข์ญาณวิโมกข์ สีติสิยาวิโมกข์ ฌานวิโมกข์ อนุปาทาจิตวิโมกข์ ฯ

ข้อ ๔๗๐

กตโม สุญฺญโต วิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ สุญฺญมิทํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วาติ โส ตตฺถ อภินิเวสํ น กโรตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข อยํ สุญฺญโต วิโมกฺโข ฯ {๔๗๐.๑} กตโม อนิมิตฺโต วิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ สุญฺญมิทํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วาติ โส ตตฺถ นิมิตฺตํ น กโรตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อยํ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข ฯ {๔๗๐.๒} กตโม อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ สุญฺญมิทํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วาติ โส ตตฺถ ปณิธึ น กโรตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อยํ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ฯ {๔๗๐.๓} กตโม อชฺฌตฺตวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ อยํ อชฺฌตฺตวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข ฯ {๔๗๐.๔} กตโม พหิทฺธาวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข ฯ จตสฺโส อรูปสมาปตฺติโย อยํ พหิทฺธาวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข ฯ {๔๗๐.๕} กตโม ทุภโตวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร อริยมคฺคา อยํ ทุภโตวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข ฯ

สุญญตวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี พิจารณาเห็นดังนี้ว่า นามรูปนี้ว่างจากความเป็นตัวตน และจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน เธอย่อมไม่ทำความยึดมั่นในนามรูปนั้นเพราะเหตุนั้น วิโมกข์ของภิกษุนั้นจึงเป็นวิโมกข์ว่างเปล่า นี้เป็นสุญญตวิโมกข์ ฯ อนิมิตตวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า นามรูปนี้ว่างจากความเป็นตัวตนและจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน เธอย่อมไม่ทำเครื่องกำหนดหมายในนามรูปนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์ของภิกษุนั้นจึงเป็นวิโมกข์ไม่มีเครื่องกำหนดหมายนี้เป็นอนิมิตต-*วิโมกข์ ฯ อัปปณิหิตวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า นามรูปนี้ว่างจากความเป็นตัวตน และจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน เธอย่อมไม่ทำความปรารถนาในนามรูปนั้นเพราะเหตุนั้น วิโมกข์ของภิกษุนั้นจึงเป็นวิโมกข์ไม่มีความปรารถนา นี้เป็นอัปป-*ณิหิตวิโมกข์ ฯ อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ เป็นอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ ฯ พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน อรูปสมาบัติ ๔ เป็นพหิทธาวุฏฐาน-*วิโมกข์ ฯ ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ เป็นทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ ฯ

ข้อ ๔๗๑

กตเม อชฺฌตฺตวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา ปฐมชฺฌานํ นีวรเณหิ วุฏฺฐาติ ทุติยชฺฌานํ วิตกฺกวิจาเรหิ วุฏฺฐาติ ตติยชฺฌานํ ปีติยา วุฏฺฐาติ จตุตฺถชฺฌานํ สุขทุกฺเขหิ วุฏฺฐาติ อิเม อชฺฌตฺตวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ {๔๗๑.๑} กตเม พหิทฺธาวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติ รูปสญฺญาย ปฏิฆสญฺญาย นานตฺตสญฺญาย วุฏฺฐาติ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติ อากาสานญฺจายตนสญฺญาย วุฏฺฐาติ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติ วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญาย วุฏฺฐาติ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติ อากิญฺจญฺญายตนสญฺญาย วุฏฺฐาติ อิเม พหิทฺธาวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ {๔๗๑.๒} กตเม ทุภโตวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ โสตาปตฺติมคฺโค สกฺกายทิฏฺฐิวิจิกิจฺฉาสีลพฺพตปรามาสา ทิฏฺฐานุสยา วิจิกิจฺฉานุสยา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ สกทาคามิมคฺโค โอฬาริกา กามราคสญฺโญชนา ปฏิฆสญฺโญชนา โอฬาริกา กามราคานุสยา ปฏิฆานุสยา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ อนาคามิมคฺโค อณุสหคตา กามราคสญฺโญชนา ปฏิฆสญฺโญชนา อณุสหคตา กามราคานุสยา ปฏิฆานุสยา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ อรหตฺตมคฺโค รูปราคา อรูปราคา มานา อุทฺธจฺจา อวิชฺชาย มานานุสยา ภวราคานุสยา อวิชฺชานุสยา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ อิเม ทุภโตวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ

วิโมกข์ ๔ แต่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน ปฐมฌานออก จากนิวรณ์ ทุติยฌานออกจากวิตกวิจาร ตติยฌานออกจากปีติ จตุตถฌานออกจากสุขและทุกข์ นี้เป็นวิโมกข์ ๔ แต่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ ฯ วิโมกข์ ๔ แต่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน อากาสานัญจายตนสมาบัติออกจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา วิญญาณัญจายตนสมาบัติออกจากอากาสานัญจายตนสัญญา อากิญจัญญายตนสมาบัติ ออกจากวิญญา-*ณัญจายตนสัญญา อากิญจัญญายตนสมาบัติ ออกจากวิญญาณัญจายตนสัญญาเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ออกจากอากิญจัญญายตนสัญญา นี้เป็นวิโมกข์ ๔แต่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ ฯ วิโมกข์ ๔ แต่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน โสดาปัตติมรรคออกจากสักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ทิฐิอนุสัย วิจิกิจฉานุสัย ออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามสักกายทิฐิเป็นต้นนั้น จากขันธ์ทั้งหลาย และออกจากสรรพนิมิตภายนอก สกทาคามิมรรคออกจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆ ออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามกามราคสังโยชน์เป็นต้นนั้น จากขันธ์ทั้งหลาย และออกจากสรรพนิมิตภายนอกอนาคามิมรรคออกจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยส่วนละเอียดๆ ออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามกามราคสังโยชน์เป็นต้นนั้นจากขันธ์ทั้งหลาย และออกจากสรรพนิมิตภายนอก อรหัตตมรรคออกจากรูป-*ราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัยอวิชชานุสัย ออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามรูปราคะเป็นต้นนั้น จากขันธ์ทั้งหลายและออกจากสรรพนิมิตภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ ๔ แต่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ ฯ

ข้อ ๔๗๒

กตเม อชฺฌตฺตวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ ปฐมชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย วิตกฺโก จ วิจาโร จ ปีติ จ สุขญฺจ จิตฺเตกคฺคตา จ ทุติยชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย ตติยชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย จตุตฺถชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย วิตกฺโก จ วิจาโร จ ปีติ จ สุขญฺจ จิตฺเตกคฺคตา จ อิเม อชฺฌตฺตวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ {๔๗๒.๑} กตเม พหิทฺธาวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย วิตกฺโก จ วิจาโร จ ปีติ จ สุขญฺจ จิตฺเตกคฺคตา จ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺตึ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺตึ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย วิตกฺโก จ วิจาโร จ ปีติ จ สุขญฺจ จิตฺเตกคฺคตา จ อิเม พหิทฺธาวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ {๔๗๒.๒} กตเม ทุภโตวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย อนิจฺจานุปสฺสนา ทุกฺขานุปสฺสนา อนตฺตานุปสฺสนา สกทาคามิมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย อนาคามิมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย อรหตฺตมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย อนิจฺจานุปสฺสนา ทุกฺขานุปสฺสนา อนตฺตานุปสฺสนา อิเม ทุภโตวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ

วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาจิตเพื่อประโยชน์แก่การได้ปฐมฌาน ทุติยฌานตติยฌาน จตุตถฌาน นี้เป็นวิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ ฯ วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน วิตก วิจาร ปีติสุข และเอกัคคตาจิต เพื่อประโยชน์แก่การได้อากาสานัญจายตนสมาบัติวิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตน-*สมาบัติ นี้เป็นวิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ ฯ วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน อนิจจานุปัสนาทุกขานุปัสนา อนัตตานุปัสนา เพื่อประโยชน์แก่การได้โสดาปัตติมรรค สกทา-*คามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค นี้เป็นวิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่ทุภโตวุฏฐาน-*วิโมกข์ ฯ

ข้อ ๔๗๓

กตเม อชฺฌตฺตวุฏฺฐานา ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ ปฐมชฺฌานสฺส ปฏิลาโภ วา วิปาโก วา ทุติยชฺฌานสฺส ตติยชฺฌานสฺส จตุตฺถชฺฌานสฺส ปฏิลาโภ วา วิปาโก วา อิเม อชฺฌตฺตวุฏฺฐานา ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ {๔๗๓.๑} กตเม พหิทฺธาวุฏฺฐานา ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา ปฏิลาโภ วา วิปาโก วา วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา เนว สญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา ปฏิลาโภ วา วิปาโก วา อิเม พหิทฺธาวุฏฺฐานา ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ {๔๗๓.๒} กตเม ทุภโตวุฏฺฐานา ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ โสตาปตฺติมคฺคสฺส โสตาปตฺติผลํ สกทาคามิมคฺคสฺส สกทาคามิผลํ อนาคามิมคฺคสฺส อนาคามิผลํ อรหตฺตมคฺคสฺส อรหตฺตผลํ อิเม ทุภโตวุฏฺฐานา ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ

วิโมกข์ ๔ ระงับจากอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน การได้ หรือวิบากแห่งปฐมฌาน แห่งทุติยฌาน แห่งตติยฌาน แห่งจตุตถฌาน มีอยู่นี้เป็นวิโมกข์ ๔ ระงับจากอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ ฯ วิโมกข์ ๔ ระงับจากพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน การได้หรือวิบากแห่งอากาสานัญจายตนสมาบัติ แห่งวิญญาณัญจายตนสมาบัติ แห่งอากิญจัญญา-*ยตนสมาบัติ แห่งเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ มีอยู่ นี้เป็นวิโมกข์ ๔ระงับจากพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ ฯ วิโมกข์ ๔ ระงับจากทุภโตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน โสดาปัตติผลแห่งโสดาปัตติมรรค สกทาคามิผลแห่งสกทาคามิมรรค อนาคามิผลแห่งอนาคามิมรรคอรหัตตผลแห่งอรหัตตมรรค นี้เป็นวิโมกข์ ๔ ระงับจากทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ ฯ

ข้อ ๔๗๔

กถํ รูปี รูปานิ ปสฺสตีติ วิโมกฺโข ฯ อิเธกจฺโจ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ นีลนิมิตฺตํ มนสิ กโรติ นีลสญฺญํ ปฏิลภติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กโรติ สูปธาริตํ อุปธาเรติ สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กตฺวา สูปธาริตํ อุปธาเรตฺวา สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปตฺวา พหิทฺธา นีลนิมิตฺเต จิตฺตํ อุปสํหรติ นีลสญฺญํ ปฏิลภติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กโรติ สูปธาริตํ อุปธาเรติ สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กตฺวา สูปธาริตํ อุปธาเรตฺวา สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปตฺวา อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ ตสฺส เอวํ โหติ {๔๗๔.๑} อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ อุภยมิทํ รูปนฺติ รูปสญฺญี โหติ อิเธกจฺโจ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ ปีตนิมิตฺตํ โลหิตนิมิตฺตํ โอทาตนิมิตฺตํ มนสิ กโรติ โอทาตสญฺญํ ปฏิลภติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กโรติ สูปธาริตํ อุปธาเรติ สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กตฺวา สูปธาริตํ อุปธาเรตฺวา สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปตฺวา พหิทฺธา โอทาตนิมิตฺเต จิตฺตํ อุปสํหรติ โอทาตสญฺญํ ปฏิลภติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กโรติ สูปธาริตํ อุปธาเรติ สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กตฺวา สูปธาริตํ อุปธาเรตฺวา สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปตฺวา อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ ตสฺส เอวํ โหติ อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ อุภยมิทํ รูปนฺติ รูปสญฺญี โหติ เอวํ รูปี รูปานิ ปสฺสตีติ วิโมกฺโข ฯ

ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้มีรูปย่อมเห็นรูปทั้งหลายอย่างไร ฯ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ มนสิการถึงเฉพาะนิมิตสีเขียวในภายในย่อมได้เฉพาะนีลสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้วกำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วย่อมน้อมจิตไปในนิมิตสีเสียวภายนอก ย่อมได้เฉพาะนีลสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้วครั้นแล้วย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า นิมิตสีเขียวทั้งสองทั้งภายในและภายนอกนี้เป็นรูป เธอเป็นผู้มีความสำคัญว่าเป็นรูป ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ มนสิการถึงเฉพาะนิมิตสีเหลือง ฯลฯ นิมิตสีแดง ... นิมิตสีขาวในภายใน ย่อมได้เฉพาะโอทาตสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วย่อมน้อมจิตไปในนิมิตสีขาวในภายนอก ย่อมได้เฉพาะโอทาตสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วย่อมเสพ เจริญ ทำให้มากเธอมีความคิดอย่างนี้ว่า นิมิตสีขาวทั้งสองทั้งภายในและภายนอกนี้ เป็นรูปเธอย่อมมีความสำคัญว่าเป็นรูป ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้มีรูปย่อมเห็นรูปทั้งหลายอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๔๗๕

กถํ อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสตีติ วิโมกฺโข ฯ อิเธกจฺโจ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ นีลนิมิตฺตํ น มนสิ กโรติ นีลสญฺญํ น ปฏิลภติ พหิทฺธา นีลนิมิตฺเต จิตฺตํ อุปสํหรติ นีลสญฺญํ ปฏิลภติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กโรติ สูปธาริตํ อุปธาเรติ สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กตฺวา สูปธาริตํ อุปธาเรตฺวา สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปตฺวา อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ ตสฺส เอวํ โหติ อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปมิทนฺติ รูปสญฺญี โหติ {๔๗๕.๑} อิเธกจฺโจ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ ปีตนิมิตฺตํ โลหิตนิมิตฺตํ โอทาตนิมิตฺตํ น มนสิ กโรติ โอทาตสญฺญํ น ปฏิลภติ พหิทฺธา โอทาตนิมิตฺเต จิตฺตํ อุปสํหรติ โอทาตสญฺญํ ปฏิลภติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กโรติ สูปธาริตํ อุปธาเรติ สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กตฺวา สูปธาริตํ อุปธาเรตฺวา สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปตฺวา อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ ตสฺส เอวํ โหติ อชฺฌตฺตํ อรูปํ พหิทฺธา รูปมิทนฺติ รูปสญฺญี โหติ เอวํ อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสตีติ วิโมกฺโข ฯ

ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้ไม่มีความสำคัญว่าเป็นรูป ในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอก อย่างไร ฯ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่มนสิการถึงเฉพาะนิมิตสีเขียวในภายในไม่ได้นีลสัญญา ย่อมน้อมจิตไปในนิมิตสีเขียวภายนอก ย่อมได้นีลสัญญาเธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วเธอย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราไม่มีความสำคัญว่าเป็นรูปในภายใน นิมิตสีเขียวภายนอกนี้เป็นรูป เธอก็มีรูปสัญญา ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่มนสิการถึงเฉพาะนิมิตสีเหลือง ... นิมิตสีแดง ... นิมิตสีขาวในภายใน ไม่ได้โอทาตสัญญา ย่อมน้อมจิตไปในนิมิตสีขาวภายนอกย่อมได้โอทาตสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้วกำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วเธอย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่าเราไม่มีความสำคัญว่าเป็นรูปในภายใน นิมิตสีขาวในภายนอกนี้เป็นรูป เธอก็มีรูปสัญญา ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้ไม่มีความสำคัญว่าเป็นรูปในภายในเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก อย่างนี้ ฯ

ข้อ ๔๗๖

กถํ สุภนฺเตว อธิมุตฺโต โหตีติ วิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ เมตฺตาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ เมตฺตาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรติ เมตฺตาย ภาวิตตฺตา สตฺตา อปฺปฏิกูลา โหนฺติ กรุณาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ฯเปฯ กรุณาย ภาวิตตฺตา สตฺตา อปฺปฏิกูลา โหนฺติ มุทิตาสหคเตน เจตสา ฯเปฯ มุทิตาย ภาวิตตฺตา สตฺตา อปฺปฏิกูลา โหนฺติ อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ฯเปฯ อุเปกฺขาย ภาวิตตฺตา สตฺตา อปฺปฏิกูลา โหนฺติ เอวํ สุภนฺเตว อธิมุตฺโต โหตีติ วิโมกฺโข ฯ

ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุน้อมใจไปในธรรมส่วนงามเท่านั้น อย่างไร ฯ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีใจประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวางแผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่เพราะเป็นผู้เจริญเมตตา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง มีใจประกอบด้วยกรุณา ฯลฯ เพราะเป็นผู้เจริญกรุณา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชังมีใจประกอบด้วยมุทิตา ฯลฯ เพราะเป็นผู้เจริญมุทิตา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง มีใจประกอบด้วยอุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ฯลฯ เพราะเป็นผู้เจริญอุเบกขา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่าภิกษุน้อมใจไปในธรรมส่วนงามเท่านั้น อย่างนี้ ฯ

ข้อ ๔๗๗

กตโม อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ สพฺพโส รูปสญฺญานํ สมติกฺกมา ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา อนนฺโต อากาโสติ อากาสานญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ {๔๗๗.๑} กตโม วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม อนนฺตํ วิญฺญาณนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ วิญฺญาณญฺจายตน- สมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ {๔๗๗.๒} กตโม อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ {๔๗๗.๓} กตโม เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ สพฺพโส อากิญฺจญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ {๔๗๗.๔} กตโม สญฺญาเวทยิตนิโรธสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ สพฺพโส เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม สญฺญาเวทยิตนิโรธํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ สญฺญาเวทยิตนิโรธสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ

อากาสานัญจายตนสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่มนสิการถึงนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติ ด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ นี้เป็นอากาสานัญจายตนสมาบัติวิโมกข์ ฯ วิญญาณัญจายตนสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนสมาบัติโดยประการทั้งปวง เข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ นี้เป็นวิญญาณัญจายตนสมาบัติวิโมกข์ ฯ อากิญจัญญายตนสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนสมาบัติโดยประการทั้งปวง เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติด้วยมนสิการว่า สิ่งน้อยหนึ่งไม่มี นี้เป็นอากิญจัญญายตนสมาบัติวิโมกข์ ฯ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้เพราะล่วงอากิญจัญญายตนสมาบัติโดยประการทั้งปวง เข้าเนวสัญญานาสัญญา-*ยตนสมาบัติ นี้เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติวิโมกข์ ฯ สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติโดยประการทั้งปวง เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธนี้เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติวิโมกข์ ฯ

ข้อ ๔๗๘

กตโม สมยวิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ จตสฺโส จ อรูปสมาปตฺติโย อยํ สมยวิโมกฺโข ฯ {๔๗๘.๑} กตโม อสมยวิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ อสมยวิโมกฺโข ฯ {๔๗๘.๒} กตโม สามยิโก วิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ จตสฺโส จ อรูปสมาปตฺติโย อยํ สามยิโก วิโมกฺโข ฯ {๔๗๘.๓} กตโม อสามยิโก วิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ อสามยิโก วิโมกฺโข ฯ {๔๗๘.๔} กตโม กุปฺโป วิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ จตสฺโส จ อรูปสมาปตฺติโย อยํ กุปฺโป วิโมกฺโข ฯ {๔๗๘.๕} กตโม อกุปฺโป วิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ อกุปฺโป วิโมกฺโข ฯ {๔๗๘.๖} กตโม โลกิโย วิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ จตสฺโส จ อรูปสมาปตฺติโย อยํ โลกิโย วิโมกฺโข ฯ {๔๗๘.๗} กตโม โลกุตฺตโร วิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ โลกุตฺตโร วิโมกฺโข ฯ {๔๗๘.๘} กตโม สาสโว วิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ จตสฺโส จ อรูปสมาปตฺติโย อยํ สาสโว วิโมกฺโข ฯ {๔๗๘.๙} กตโม อนาสโว วิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ อนาสโว วิโมกฺโข ฯ

สมยวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็น สมยวิโมกข์ ฯ อสมยวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นอสมยวิโมกข์ ฯ สามยิกวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นสามยิกวิโมกข์ ฯ อสามยิกวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นอสามยิกวิโมกข์ ฯ กุปปวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นกุปป-*วิโมกข์ ฯ อกุปปวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นอกุปปวิโมกข์ ฯ โลกิยวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นโลกิยวิโมกข์ ฯ โลกุตตรวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นโลกุตตรวิโมกข์ ฯ สาสววิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นสาสว-*วิโมกข์ ฯ อนาสววิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นอนาสววิโมกข์ ฯ

ข้อ ๔๗๙

กตโม สามิโส วิโมกฺโข ฯ รูปปฏิสญฺญุตฺโต วิโมกฺโข อยํ สามิโส วิโมกฺโข ฯ {๔๗๙.๑} กตโม นิรามิโส วิโมกฺโข ฯ อรูปปฏิสญฺญุตฺโต วิโมกฺโข อยํ นิรามิโส วิโมกฺโข ฯ {๔๗๙.๒} กตโม นิรามิสตโร วิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ นิรามิสตโร วิโมกฺโข ฯ {๔๗๙.๓} กตโม ปณิหิโต วิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ จตสฺโส จ อรูปสมาปตฺติโย อยํ ปณิหิโต วิโมกฺโข ฯ {๔๗๙.๔} กตโม อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ฯ {๔๗๙.๕} กตโม ปณิหิตปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิวิโมกฺโข ฯ ปฐมชฺฌานสฺส ปฏิลาโภ วา วิปาโก วา ฯเปฯ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา ปฏิลาโภ วา วิปาโก วา อยํ ปณิหิตปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิวิโมกฺโข ฯ {๔๗๙.๖} กตโม สญฺญุตฺโต วิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ จตสฺโส จ อรูปสมาปตฺติโย อยํ สญฺญุตฺโต วิโมกฺโข ฯ {๔๗๙.๗} กตโม วิสญฺญุตฺโต วิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ วิสญฺญุตฺโต วิโมกฺโข ฯ {๔๗๙.๘} กตโม เอกตฺตวิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ เอกตฺตวิโมกฺโข ฯ {๔๗๙.๙} กตโม นานตฺตวิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ จตสฺโส จ อรูปสมาปตฺติโย อยํ นานตฺตวิโมกฺโข ฯ

สามิสวิโมกข์เป็นไฉน วิโมกข์ที่ปฏิสังยุตด้วยรูป นี้เป็นสามิสวิโมกข์ ฯ นิรามิสวิโมกข์เป็นไฉน วิโมกข์ที่ไม่ปฏิสังยุตด้วยรูป นี้เป็นนิรามิสวิโมกข์ ฯ นิรามิสตรวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นนิรามิสตรวิโมกข์ ฯ ปณิหิตวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ อรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นปณิหิต-*วิโมกข์ ฯ อัปปณิหิตวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นอัปปณิหิตวิโมกข์ ฯ ปณิหิตปฏิปัสสัทธิวิโมกข์เป็นไฉน การได้หรือวิบากแห่งปฐมฌานฯลฯ แห่งเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ นี้เป็นปณิหิตปฏิปัสสัทธิวิโมกข์ ฯ สุญญตวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นสุญญต-*วิโมกข์ ฯ วิสุญญตวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นวิสุญญตวิโมกข์ ฯ เอกัตตวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นเอกัตตวิโมกข์ ฯ นานัตตวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นนานัตต-*วิโมกข์ ฯ

ข้อ ๔๘๐

กตโม สญฺญาวิโมกฺโข ฯ สิยา เอโก สญฺญาวิโมกฺโข ทส สญฺญาวิโมกฺขา โหนฺติ ทส สญฺญาวิโมกฺขา เอโก สญฺญาวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ {๔๘๐.๑} สิยาติ กถญฺจ สิยา ฯ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ สุขโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข อนตฺตานุปสฺสนาญาณํ อตฺตโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ นนฺทิยา สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข วิราคานุปสฺสนาญาณํ ราคโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข นิโรธานุปสฺสนาญาณํ สมุทยโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาญาณํ อาทานโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ นิมิตฺตโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ ปณิธิยา สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก สญฺญาวิโมกฺโข ทส สญฺญาวิโมกฺขา โหนฺติ ทส สญฺญาวิโมกฺขา เอโก สญฺญาวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ {๔๘๐.๒} รูเป อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข ฯเปฯ รูเป สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก สญฺญาวิโมกฺโข ทส สญฺญาวิโมกฺขา โหนฺติ ทส สญฺญาวิโมกฺขา เอโก สญฺญาวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ เวทนาย ฯเปฯ สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข ฯเปฯ ชรามรเณ สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก สญฺญาวิโมกฺโข ทส สญฺญาวิโมกฺขา โหนฺติ ทส สญฺญาวิโมกฺขา เอโก สญฺญาวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน อยํ สญฺญาวิโมกฺโข ฯ

สัญญาวิโมกข์เป็นไฉน สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยายพึงมีได้ ฯ คำว่า พึงมีได้ ความว่า ก็พึงมีได้อย่างไร ฯ อนิจจานุปัสนาญาณพ้นจากนิจจสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญา-*วิโมกข์ ทุกขานุปัสนาญาณพ้นจากสุขสัญญา ... อนัตตานุปัสนาญาณพ้นจากอัตตสัญญา ... นิพพิทานุปัสนาญาณพ้นจากนันทิสัญญา (ความสำคัญโดยความเพลิดเพลิน) ... วิราคานุปัสนาญาณพ้นจากราคสัญญา ... นิโรธานุปัสนาญาณพ้นจากสมุทยสัญญา ... ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ พ้นจากอาทานสัญญา (ความสำคัญโดยความถือมั่น) ... อนิมิตตานุปัสนาญาณพ้นจากนิมิตตสัญญา ... อัปปณิ-*หิตานุปัสนาญาณพ้นจากปณิธิสัญญา ... สุญญตานุปัสนาญาณพ้นจากอภินิเวส-*สัญญา (ความสำคัญโดยความยึดมั่น) ... เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป พ้นจากนิจจสัญญา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในรูปพ้นจากอภินิเวสสัญญา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์ สัญญาวิโมกข์ ๑เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ฯลฯ ในสังขาร ฯลฯ ในวิญญาณ ฯลฯ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ พ้นจากนิจจสัญญาเพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในชราและมรณะ พ้นจากอภินิเวสสัญญา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ด้วยสามารถแห่งวัตถุโดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ นี้สัญญาวิโมกข์ ฯ

ข้อ ๔๘๑

กตโม ญาณวิโมกฺโข ฯ สิยา เอโก ญาณวิโมกฺโข ทส ญาณวิโมกฺขา โหนฺติ ทส ญาณวิโมกฺขา เอโก ญาณวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ {๔๘๑.๑} สิยาติ กถญฺจ สิยา ฯ อนิจฺจานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ นิจฺจโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข ทุกฺขานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ สุขโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข อนตฺตานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ อตฺตโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข นิพฺพิทานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ นนฺทิยา สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข วิราคานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ ราคโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข นิโรธานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ สมุทยโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข {๔๘๑.๒} ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ อาทานโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข อนิมิตฺตานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ นิมิตฺตโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข อปฺปณิหิตานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ ปณิธิยา สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข สุญฺญตานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ อภินิเวสโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก ญาณวิโมกฺโข ทส ญาณวิโมกฺขา โหนฺติ ทส ญาณวิโมกฺขา เอโก ญาณวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ {๔๘๑.๓} รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ นิจฺจโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข ฯเปฯ รูเป สุญฺญตานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ อภินิเวสโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก ญาณวิโมกฺโข ทส ญาณวิโมกฺขา โหนฺติ ทส ญาณวิโมกฺขา เอโก ญาณวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ {๔๘๑.๔} เวทนาย ฯเปฯ สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ นิจฺจโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข ฯเปฯ ชรามรเณ สุญฺญตานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ อภินิเวสโต อภินิเวสโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก ญาณวิโมกฺโข ทส ญาณวิโมกฺขา โหนฺติ ทส ญาณวิโมกฺขา เอโก ญาณวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน อยํ ญาณวิโมกฺโข ฯ

ญาณวิโมกข์เป็นไฉน ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณาวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้ ฯ คำว่า พึงมีได้ ความว่า ก็พึงมีได้อย่างไร อนิจจานุปัสนายถาภูตญาณพ้นจากความหลงโดยความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ ทุกขานุปัสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความเป็นสุข จากความไม่รู้ ... อนัตตานุปัสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความเป็นตัวตนจากความไม่รู้ ... นิพพิทานุปัสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความเพลิดเพลิน จากความไม่รู้ ... วิราคานุปัสนายถาภูตญาณพ้นจากความหลงโดยความกำหนัด จากความไม่รู้ ... นิโรธานุปัสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยเป็นเหตุให้เกิด จากความไม่รู้ ... ปฏินิสสัคคานุปัสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความถือมั่น จากความไม่รู้ ... อนิมิตตานุปัสนายถาภูตญาณพ้นจากความหลงโดยความเป็นนิมิต จากความไม่รู้ ... อัปปณิหิตานัสนายถาภูตญาณพ้นจากความหลงโดยความเป็นที่ตั้ง จากความไม่รู้ ... สุญญตานุปัสนายถาภูตญาณพ้นจากความหลงโดยความยึดมั่น จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ ยถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป พ้นจากความหลงโดยความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ ฯลฯ ยถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในรูป พ้นจากความหลงโดยความยึดมั่น จากความรู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ ยถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯ ใน-*สัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดยความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ฯลฯ ยถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดยความยึดมั่น จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ นี้เป็นญาณวิโมกข์ ฯ

ข้อ ๔๘๒

กตโม สีติสิยาวิโมกฺโข ฯ สิยา เอโก สีติสิยาวิโมกฺโข ทส สีติสิยาวิโมกฺขา โหนฺติ ทส สีติสิยาวิโมกฺขา เอโก สีติสิยาวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ {๔๘๒.๑} สิยาติ กถญฺจ สิยา ฯ อนิจฺจานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ นิจฺจโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข ทุกฺขานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ สุขโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข อนตฺตานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ อตฺตโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข นิพฺพิทานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ นนฺทิยา สนฺตาป- ปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข วิราคานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ ราคโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาโมกฺโข นิโรธานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ สมุทยโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจติ สีติสิยาวิโมกฺโข ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ อาทานโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข อนิมิตฺตานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ นิมิตฺตโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข อปฺปณิหิตานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ ปณิธิยา สนฺตาป- ปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข สุญฺญตานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ อภินิเวสโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข {๔๘๒.๒} เอวํ สิยา เอโก สีติสิยาวิโมกฺโข ทส สีติสิยาวิโมกฺขา โหนฺติ ทส สีติสิยาวิโมกฺขา เอโก สีติสิยาวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ นิจฺจโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข ฯเปฯ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ เวทนาย ฯเปฯ สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ นิจฺจโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข ฯเปฯ เอวํ สิยา เอโก สีติสิยาวิโมกฺโข ทส สีติสิยาวิโมกฺขา โหนฺติ ทส สีติสิยาวิโมกฺขา เอโก สีติสิยาวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน อยํ สีติสิยาวิโมกฺโข ฯ

สีติสิยาวิโมกข์เป็นไฉน สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็นสีติสิยา- *วิโมกข์ ๑๐ สีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุโดยปริยาย พึงมีได้ ฯ คำว่า พึงมีได้ ความว่า ก็พึงมีได้อย่างไร ฯ อนิจจานุปัสนา เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวายโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสีติสิยาวิโมกข์ ทุกขานุปัสนา ... โดยความเป็นสุข ... อนัตตา-*นุปัสนา ... โดยความเป็นตน ... นิพพิทานุปัสนา ... โดยความเพลิดเพลิน ... วิราคานุปัสนา ... โดยความกำหนัด ... นิโรธานุปัสนา ... โดยความเป็นเหตุเกิดปฏินิสสัคคานุปัสนา ... โดยความถือมั่น ... อนิมิตตานุปัสนา ... โดยมีนิมิตเครื่องหมาย ... อัปปณิหิตานุปัสนา ... โดยเป็นที่ตั้ง ... สุญญตานุปัสนาเป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวายโดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็นสีติยาวิโมกข์ ๑๐ สีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป เป็นญาณอันมีความเย็นอย่างเยี่ยมพ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวายโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสีติสิยาวิโมกข์ ฯลฯ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยายพึงมีได้อย่างนี้ ฯ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ เป็นญาณอันมีความเย็นอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวายโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสีติสิยาวิโมกข์ ฯลฯ สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ สีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุโดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ นี้เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ฯ

ข้อ ๔๘๓

กตโม ฌานวิโมกฺโข ฯ เนกฺขมฺมํ ชายตีติ ฌานํ กามจฺฉนฺทํ ฌาเปตีติ ฌานํ ชายนฺโต มุจฺจตีติ ฌานวิโมกฺโข ฌาเปนฺโต มุจฺจตีติ ฌานวิโมกฺโข ชายนฺตีติ ธมฺมา ฌาเปตีติ กิเลเส ชาเต จ ฌาเป จ ชานาตีติ ฌานวิโมกฺโข อพฺยาปาโท ชายตีติ ฌานํ พฺยาปาทํ ฌาเปตีติ ฌานํ ชายนฺโต มุจฺจตีติ ฌานวิโมกฺโข ฌาเปนฺโต มุจฺจตีติ ฌานวิโมกฺโข ชายนฺตีติ ธมฺมา ฌาเปตีติ กิเลเส ชาเต จ ฌาเป จ ชานาตีติ ฌานวิโมกฺโข อาโลกสญฺญา ชายตีติ ฌานํ ถีนมิทฺธํ ฌาเปตีติ ฌานํ อวิกฺเขโป ชายตีติ ฌานํ อุทฺธจฺจํ ฌาเปตีติ ฌานํ ธมฺมววตฺถานํ ชายตีติ ฌานํ วิจิกิจฺฉํ ฌาเปตีติ ฌานํ ญาณํ ชายตีติ ฌานํ อวิชฺชํ ฌาเปตีติ ฌานํ ปามุชฺชํ ชายตีติ ฌานํ อรตึ ฌาเปตีติ ฌานํ ปฐมชฺฌานํ ชายตีติ ฌานํ นีวรณํ ฌาเปตีติ ฌานํ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺโค ชายตีติ ฌานํ สพฺพกิเลเส ฌาเปตีติ ฌานํ ชายนฺโต มุจฺจตีติ ฌานวิโมกฺโข ฌาเปนฺโต มุจฺจตีติ ฌานวิโมกฺโข ชายนฺตีติ ธมฺมา ฌาเปตีติ กิเลเส ชาเต จ ฌาเป จ ชานาตีติ ฌานวิโมกฺโข อยํ ฌานวิโมกฺโข ฯ

ฌานวิโมกข์เป็นไฉน เนกขัมมะเกิด เผากามฉันทะ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน เนกขัมมะเกิดพ้นไป เผาพ้นไป เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน-*วิโมกข์ ธรรมเกิด ย่อมเผา ฌายีบุคคลย่อมรู้กิเลสที่เกิดและที่ถูกเผา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌานวิโมกข์ ความไม่พยาบาทเกิด เผาความพยาบาท เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน ความไม่พยาบาทเกิดพ้นไป เผาพ้นไป ... อาโลกสัญญาเกิด เผาถีนมิทธะ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน ความไม่ฟุ้งซ่านเกิด เผาอุทธัจจะ ... การกำหนดธรรมเกิด เผาวิจิกิจฉา ... ญาณเกิด เผาอวิชชา ... ความปราโมทย์เกิดเผาอรติ ... ปฐมฌานเกิด เผานิวรณ์ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน ฯลฯ อรหัต-*มรรคเกิด เผากิเลสทั้งปวง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน เกิดพ้นไป เผาพ้นไปเพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌานวิโมกข์ ธรรมเกิด ย่อมเผา ฌายีบุคคลย่อมรู้กิเลสที่เกิดและที่ถูกเผา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌานวิโมกข์ นี้เป็นฌานวิโมกข์ ฯ

ข้อ ๔๘๔

กตโม อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ฯ สิยา เอโก อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ทส อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺขา โหนฺติ ทส อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺขา เอโก อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ {๔๘๔.๑} สิยาติ กถญฺจ สิยา อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ สุขโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข อนตฺตานุปสฺสนาญาณํ อตฺตโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ นนฺทิยา อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข วิราคานุปสฺสนาญาณํ ราคโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข นิโรธานุปสฺสนาญาณํ สมุทยโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาญาณํ อาทานโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข {๔๘๔.๒} อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ นิมิตฺตโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ ปณิธิยา อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ทส อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺขา โหนฺติ ทส อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺขา เอโก อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ รูเป อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ฯเปฯ รูเป สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ทส อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺขา โหนฺติ ทส อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺขา เอโก อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ เวทนาย ฯเปฯ สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ฯเปฯ ชรามรเณ สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข โหติ ทส อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺขา โหนฺติ ทส อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺขา เอโก อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ

อนุปาทาจิตตวิโมกข์เป็นไฉน อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ เป็น อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้ ฯ คำว่า พึงมีได้ ความว่า ก็พึงมีได้อย่างไร ฯ อนิจจานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นสภาพเที่ยงเพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ทุกขานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นสุข ... อนัตตานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นตัวตน... นิพพิทานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยความเพลิดเพลิน ... วิราคานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยความกำหนัด ... นิโรธานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นเหตุเกิด ... ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยความถือผิด ... อนิมิตตานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยนิมิต ... อัปปณิหิตานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยเป็นที่ตั้ง ... สุญญตานุปัสนาญาณพ้นจากความถือมั่นโดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป พ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือการพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในรูป พ้นจากความถือมั่นโดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ เป็นอนุปาทาจิตต-*วิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะพ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่า ในชราและมรณะ พ้นจากความถือมั่นโดยความยึดมั่นเพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ

ข้อ ๔๘๕

อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ กติหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ กติหุปาทาเนหิ มุจฺจติ อนตฺตานุปสฺสนาญาณํ กติหุปาทาเนหิ มุจฺจติ นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ ฯเปฯ วิราคานุปสฺสนา- ญาณํ นิโรธานุปสฺสนาญาณํ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาญาณํ อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ สุญฺญตานุปสฺสนา- ญาณํ กติหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ เอกุปาทานา มุจฺจติ อนตฺตานุปสฺสนาญาณํ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ เอกุปาทานา มุจฺจติ วิราคานุปสฺสนาญาณํ เอกุปาทานา มุจฺจติ นิโรธานุปสฺสนาญาณํ จตูหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาญาณํ จตูหุปาทาเนหิ มุจฺจติ อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ อปฺปณิหิตานุปสฺสนา- ญาณํ เอกุปาทานา มุจฺจติ สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ

อนิจจานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทานเท่าไร ทุกขานุ- *ปัสนาญาณ อนัตตานุปัสนาญาณ นิพพิทานุปัสนาญาณ วิราคานุปัสนาญาณนิโรธานุปัสนาญาณ ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ อนิมิตตานุปัสนาญาณ อัปปณิ-*หิตานุปัสนาญาณ สุญญตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทานเท่าไร ฯ อนิจจานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ ทุกขานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ อนัตตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ นิพพิทา-*นุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ วิราคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑นิโรธานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ อนิมิตตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ อัปปณิหิตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ สุญญตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ ฯ

ข้อ ๔๘๖

อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ กตเมหิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ ทิฏฺฐุปาทานา สีลพฺพตุปาทานา อตฺตวาทุปาทานา อนิจฺจานุปสฺสนา- ญาณํ อิเมหิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ {๔๘๖.๑} ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ กตมา เอกุปาทานา มุจฺจติ ฯ กามุปาทานา ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ อิมา เอกุปาทานา มุจฺจติ ฯ {๔๘๖.๒} อนตฺตานุปสฺสนาญาณํ กตเมหิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ ทิฏฺฐุปาทานา สีลพฺพตุปาทานา อตฺตวาทุปาทานา อนตฺตานุปสฺสนา- ญาณํ อิเมหิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ {๔๘๖.๓} นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ กตมา เอกุปาทานา มุจฺจติ ฯ กามุปาทานา นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ อิมา เอกุปาทานา มุจฺจติ ฯ {๔๘๖.๔} วิราคานุปสฺสนาญาณํ กตมา เอกุปาทานา มุจฺจติ ฯ กามุปาทานา วิราคานุปสฺสนาญาณํ อิมา เอกุปาทานา มุจฺจติ ฯ {๔๘๖.๕} นิโรธานุปสฺสนาญาณํ กตเมหิ จตูหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ กามุปาทานา ทิฏฺฐุปาทานา สีลพฺพตุปาทานา อตฺตวาทุปาทานา นิโรธานุปสฺสนาญาณํ อิเมหิ จตูหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ {๔๘๖.๖} ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาญาณํ กตเมหิ จตูหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ กามุปาทานา ทิฏฺฐุปาทานา สีลพฺพตุปาทานา อตฺตวาทุปาทานา ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาญาณํ อิเมหิ จตูหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ {๔๘๖.๗} อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ กตเมหิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ ทิฏฺฐุปาทานา สีลพฺพตุปาทานา อตฺตวาทุปาทานา อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ อิเมหิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ {๔๘๖.๘} อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ กตมา เอกุปาทานา มุจฺจติ ฯ กามุปาทานา อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ อิมา เอกุปาทานา มุจฺจติ ฯ {๔๘๖.๙} สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ กตเมหิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ ทิฏฺฐุปาทานา สีลพฺพตุปาทานา อตฺตวาทุปาทานา สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อิเมหิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ {๔๘๖.๑๐} ยญฺจ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ ยญฺจ อนตฺตานุปสฺสนา- ญาณํ ยญฺจ อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ ยญฺจ สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อิมานิ จตฺตาริ ญาณานิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจนฺติ ทิฏฺฐุปาทานา สีลพฺพตุปาทานา อตฺตวาทุปาทานา ฯ ยญฺจ ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ ยญฺจ นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ ยญฺจ วิราคานุปสฺสนาญาณํ ยญฺจ อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ อิมานิ จตฺตาริ ญาณานิ เอกุปาทานา มุจฺจนฺติ กามุปาทานา ฯ ยญฺจ นิโรธานุปสฺสนาญาณํ ยญฺจ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาญาณํ อิมานิ เทฺว ญาณานิ จตูหุปาทาเนหิ มุจฺจนฺติ กามุปาทานา ทิฏฺฐุปาทานา สีลพฺพตุปาทานา อตฺตวาทุปาทานา อยํ อนุปาทานาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ฯ วิโมกฺขกถาย ปฐมภาณวารํ ฯ

อนิจจานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เป็นไฉน อนิจจา- *นุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ คือ ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทานอัตตวาทุปาทาน อนิจจานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เหล่านี้ ฯ ทุกขานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ เป็นไฉน ทุกขานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ คือ กามุปาทาน ทุกขานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ นี้ ฯ อนัตตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เป็นไฉน อนัตตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ คือ ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทานอนัตตานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เหล่านี้ ฯ นิพพิทานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ เป็นไฉน นิพพิทา-*นุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ คือ กามุปาทาน นิพพิทานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ นี้ ฯ วิราคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ เป็นไฉน วิราคานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ คือ กามุปาทาน วิราคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ นี้ ฯ นิโรธานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ เป็นไฉน นิโรธานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวา-*ทุปาทาน นิโรธานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ เหล่านี้ ฯ ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ เป็นไฉน ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔เหล่านี้ ฯ อนิมิตตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เป็นไฉน อนิมิตตา-*นุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ คือ ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวา-*ทุปาทาน อนิมิตตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เหล่านี้ ฯ อัปปณิหิตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ เป็นไฉน อัปปณิหิตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ คือ กามุปาทาน อัปปณิหิตานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ นี้ ฯ สุญญตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เป็นไฉน สุญญตา-*นุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ คือ ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวา-*ทุปาทาน สุญญตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เหล่านี้ ฯ ญาณ ๔ เหล่านี้ คือ อนิจจานุปัสนาญาณ ๑ อนัตตานุปัสนาญาณ ๑อนิมิตตานุปัสนาญาณ ๑ สุญญตานุปัสนาญาณ ๑ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ คือทิฏฐุปาทาน ๑ สีลัพพตุปาทาน ๑ อัตตวาทุปาทาน ๑ ญาณ ๔ เหล่านี้ คือทุกขานุปัสนาญาณ ๑ นิพพิทานุปัสนาญาณ ๑ วิราคานุปัสนาญาณ ๑ อัปปณิหิตานุปัสนาญาณ ๑ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ คือ กามุปาทาน ญาณ ๒ เหล่านี้ คือนิโรธานุปัสนาญาณ ๑ ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ ๑ ย่อมพ้นจาก อุปาทานทั้ง ๔คือ กามุปาทาน ๑ ทิฏฐุปาทาน ๑ สีลัพพตุปาทาน ๑ อัตตวาทุปาทาน ๑ นี้เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ฯ จบวิโมกขกถา ปฐมภาณวาร ฯ

ข้อ ๔๘๗

ตีณิ โข ปนิมานิ วิโมกฺขมุขานิ โลกนิยฺยานาย สํวตฺตนฺติ สพฺพสงฺขาเร ปริจฺเฉทปริวฏฺฏุมโต สมนุปสฺสนตาย อนิมิตฺตาย จ ธาตุยา จิตฺตสมฺปกฺขนฺทนตาย สพฺพสงฺขาเรสุ มโนสมุตฺเตชนตาย อปฺปณิหิตาย จ ธาตุยา จิตฺตสมฺปกฺขนฺทนตาย สพฺพธมฺเม ปรโต สมนุปสฺสนตาย สุญฺญตาย จ ธาตุยา จิตฺตสมฺปกฺขนฺทนตาย อิมานิ ตีณิ วิโมกฺขมุขานิ โลกนิยฺยานาย สํวตฺตนฺติ ฯ

ก็วิโมกข์อันเป็นประธาน ๓ นี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความนำออกไปจากโลก ด้วยความที่จิตแล่นไปในอนิมิตตธาตุ โดยความพิจารณาเห็นสรรพ-*สังขาร โดยความหมุนเวียนไปตามกำหนด ด้วยความที่จิตแล่นไปในอัปปณิหิตธาตุโดยความองอาจแห่งใจในสรรพสังขาร และด้วยความที่จิตแล่นไปในสุญญตาธาตุโดยความพิจารณาเห็นธรรมทั้งปวงโดยแปรเป็นอย่างอื่น วิโมกข์อันเป็นประธาน๓ นี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความนำออกไปจากโลก ฯ

ข้อ ๔๘๘

อนิจฺจโต มนสิกโรโต กถํ สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต กถํ สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กถํ สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ขยโต สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ภยโต สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ อนตฺตโต มนสิกโรโต สุญฺญโต สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ ฯ {๔๘๘.๑} อนิจฺจโต มนสิกโรโต กึพหุลํ จิตฺตํ โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต กึพหุลํ จิตฺตํ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กึพหุลํ จิตฺตํ โหติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลํ จิตฺตํ โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลํ จิตฺตํ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลํ จิตฺตํ โหติ ฯ {๔๘๘.๒} อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต อธิโมกฺขพหุโล กตมินฺทฺริยํ ปฏิลภติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต ปสฺสทฺธิพหุโล กตมินฺทฺริยํ ปฏิลภติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต เวทพหุโล กตมินฺทฺริยํ ปฏิลภติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต อธิโมกฺขพหุโล สทฺธินฺทฺริยํ ปฏิลภติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต ปสฺสทฺธิพหุโล สมาธินฺทฺริยํ ปฏิลภติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต เวทพหุโล ปญฺญินฺทฺริยํ ปฏิลภติ ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาสังขารย่อมปรากฏอย่างไร ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สังขารย่อมปรากฏโดยความสิ้นไป เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สังขารย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สังขารย่อมปรากฏโดยความเป็นของสูญ ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จิตมากด้วยธรรมอะไร ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง จิตมากด้วยความน้อมไป เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ จิตมากด้วยความสงบ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา จิตมากด้วยความรู้ ฯ บุคคลผู้มนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง มากด้วยความน้อมใจไปเมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากด้วยความสงบ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากด้วยความรู้ ย่อมได้อินทรีย์เป็นไฉน ฯ บุคคลผู้มนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง มากด้วยความน้อมใจไปย่อมได้สัทธินทรีย์ ผู้มนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากด้วยความสงบ ย่อมได้สมาธินทรีย์ ผู้มนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากด้วยความรู้ ย่อมได้ปัญญินทรีย์ ฯ

ข้อ ๔๘๙

อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลสฺส กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา โก ภาเวติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลสฺส กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา โก ภาเวติ อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลสฺส กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา โก ภาเวติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลสฺส สทฺธินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา โย สมฺมาปฏิปนฺโน โส ภาเวติ นตฺถิ มิจฺฉาปฏิปนฺนสฺส อินฺทฺริยภาวนา ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลสฺส สมาธินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา โย สมฺมาปฏิปนฺโน โส ภาเวติ นตฺถิ มิจฺฉาปฏิปนฺนสฺส อินฺทฺริยภาวนา อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลสฺส ปญฺญินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา โย สมฺมาปฏิปนฺโน โส ภาเวติ นตฺถิ มิจฺฉาปฏิปนฺนสฺส อินฺทฺริยภาวนา ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง มากด้วยความ น้อมใจเชื่อ อินทรีย์ที่เป็นใหญ่เป็นไฉน อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอินทรีย์นั้นมีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย (ปัจจัยเกิดร่วมกัน) เป็นอัญญมัญญปัจจัย(เป็นปัจจัยของกันและกัน) เป็นนิสสยปัจจัย (ปัจจัยที่อาศัยกัน) เป็นสัมปยุตตปัจจัย (ปัจจัยที่ประกอบกัน) เป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนาเพราะอรรถว่ากระไร ใครย่อมเจริญ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากไปด้วยความสงบ อินทรีย์ที่เป็นใหญ่เป็นไฉน ... เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตามากไปด้วยความรู้ อินทรีย์ที่เป็นใหญ่เป็นไฉน อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอินทรีย์นั้นมีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัยสัมปยุตตปัจจัย เป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ากระไรใครย่อมเจริญ ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง มากไปด้วยความน้อมใจเชื่อสัทธินทรีย์เป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามสัทธินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... เป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ผู้ใดปฏิบัติชอบ ผู้นั้นย่อมเจริญ การเจริญอินทรีย์ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ปฏิบัติผิด เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากไปด้วยความสงบสมาธินทรีย์เป็นใหญ่ ... เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตามากไปด้วยความรู้ปัญญินทรีย์เป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามสมาธินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย เป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกันชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ผู้ใดปฏิบัติชอบผู้นั้นย่อมเจริญ การเจริญอินทรีย์ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ปฏิบัติผิด ฯ

ข้อ ๔๙๐

อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลสฺส กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิเวธกาเล กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ปฏิเวธาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา เกนตฺเถน ปฏิเวโธ ฯ {๔๙๐.๑} ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลสฺส กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิเวธกาเล กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ปฏิเวธาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา เกนตฺเถน ปฏิเวโธ ฯ {๔๙๐.๒} อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลสฺส กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิเวธกาเล กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ปฏิเวธาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา เกนตฺเถน ปฏิเวโธ ฯ {๔๙๐.๓} อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลสฺส สทฺธินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิเวธกาเล ปญฺญินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ปฏิเวธาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ทสฺสนฏฺเฐน ปฏิเวโธ เอวํ ปฏิวิชฺฌนฺโตปิ ภาเวติ ภาเวนฺโตปิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ {๔๙๐.๔} ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลสฺส สมาธินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิเวธกาเล ปญฺญินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ปฏิเวธาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ทสฺสนฏฺเฐน ปฏิเวโธ เอวํ ปฏิวิชฺฌนฺโตปิ ภาเวติ ภาเวนฺโตปิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ {๔๙๐.๕} อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลสฺส ปญฺญินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ ปฏิเวธกาเล ปญฺญินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ปฏิเวธาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ทสฺสนฏฺเฐน ปฏิเวโธ เอวํ ปฏิวิชฺฌนฺโตปิ ภาเวติ ภาเวนฺโตปิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง มากไปด้วยความ น้อมใจเชื่อ อินทรีย์ที่เป็นใหญ่เป็นไฉน อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอินทรีย์นั้นมีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัยเป็นสัมปยุตตปัจจัยในเวลาแทงตลอด มีอินทรีย์อะไรเป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งปฏิเวธที่เป็นไปตามอินทรีย์นั้นมีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัยย์นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย เป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนาเพราะอรรถว่ากระไร ชื่อว่าปฏิเวธ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากไปด้วยความสงบ อินทรีย์ที่เป็นใหญ่เป็นไฉน ... ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากไปด้วยความรู้ อินทรีย์ที่เป็นใหญ่เป็นไฉน ... ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง มากไปด้วยความน้อมใจเชื่อสัทธินทรีย์เป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามสัทธินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย ในเวลาแทงตลอด ปัญญินทรีย์เป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งปฏิเวธที่เป็นไปตามปัญญินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัยเป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกันชื่อว่าปฏิเวธ เพราะอรรถว่าเห็น ด้วยอาการอย่างนี้ แม้บุคคลผู้แทงตลอดก็ย่อมเจริญ แม้ผู้เจริญก็ย่อมแทงตลอด ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากไปด้วยความสงบ สมาธินทรีย์เป็นใหญ่ ... ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากไปด้วยความรู้ ปัญญินทรีย์เป็นใหญ่ ... ฯ

ข้อ ๔๙๑

อนิจฺจโต มนสิกโรโต กตมินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ กตมินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา สทฺธาธิมุตฺโต โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต กตมินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ กตมินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา กายสกฺขิ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กตมินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ กตมินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โหติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา สทฺธาธิมุตฺโต โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต สมาธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา กายสกฺขิ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โหติ ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง อินทรีย์อะไร มีประมาณยิ่ง เพราะอินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ อินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่ง เพราะอินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา อินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่ง เพราะอินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฐิปัตตะ ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งเพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฐิปัตตะ ฯ

ข้อ ๔๙๒

สทฺทหนฺโต อธิมุตฺโตติ สทฺธาธิมุตฺโต ผุฏฺฐตฺตา สจฺฉิกโรตีติ กายสกฺขิ ทิฏฺฐตฺตา ปตฺโตติ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต สทฺทหนฺโต อธิมุจฺจตีติ สทฺธาธิมุตฺโต ฌานผสฺสํ ปฐมํ ผุสติ ปจฺฉา นิโรธํ นิพฺพานํ สจฺฉิกโรตีติ กายสกฺขิ ทุกฺขา สงฺขารา สุโข นิโรโธติ ญาณํ โหติ ทิฏฺฐํ วิทิตํ สจฺฉิกตํ ผสฺสิตํ ปญฺญายาติ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โย จายํ ปุคฺคโล สทฺธาธิมุตฺโต โย จ กายสกฺขิ โย จ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต สิยา อิเม ตโย ปุคฺคลา สทฺธาธิมุตฺตาปิ กายสกฺขีปิ ทิฏฺฐิปฺปตฺตาปิ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ {๔๙๒.๑} สิยาติ กถญฺจ สิยา ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา สทฺธาธิมุตฺโต โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา สทฺธาธิมุตฺโต โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา สทฺธาธิมุตฺโต โหติ เอวํ อิเม ตโย ปุคฺคลา สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา ฯ {๔๙๒.๒} ทุกฺขโต มนสิกโรโต สมาธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา กายสกฺขิ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต สมาธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา กายสกฺขิ โหติ อนิจฺจโต มนสิกโรโต สมาธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา กายสกฺขิ โหติ เอวํ อิเม ตโย ปุคฺคลา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขี ฯ {๔๙๒.๓} อนตฺตโต มนสิกโรโต ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โหติ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โหติ เอวํ อิเม ตโย ปุคฺคลา ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา โย จายํ ปุคฺคโล สทฺธาธิมุตฺโต โย จ กายสกฺขิ โย จ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต เอวํ สิยา อิเม ตโย ปุคฺคลา สทฺธาธิมุตฺตาปิ กายสกฺขีปิ ทิฏฺฐิปฺปตฺตาปิ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ {๔๙๒.๔} โย จายํ ปุคฺคโล สทฺธาธิมุตฺโต โย จ กายสกฺขิ โย จ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต อญฺโญ เยว สทฺธาธิมุตฺโต อญฺโญ กายสกฺขิ อญฺโญ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา สทฺธาธิมุตฺโต โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต สมาธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา กายสกฺขิ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โหติ ฯ โย จายํ ปุคฺคโล สทฺธาธิมุตฺโต โย จ กายสกฺขิ โย จ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต เอวํ อิเม ตโย ปุคฺคลา อญฺโญ เยว สทฺธาธิมุตฺโต อญฺโญ กายสกฺขิ อญฺโญ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต ฯ

บุคคลผู้เชื่อน้อมใจไป เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสัทธาธิมุต บุคคลทำให้แจ้งเพราะเป็นผู้ถูกต้องธรรม เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่ากายสักขี บุคคลบรรลุแล้วเพราะเป็นผู้เห็นธรรม เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าทิฐิปัตตะ บุคคลเชื่ออยู่ย่อมน้อมใจไป เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสัทธาธิมุต บุคคลถูกต้องฌานก่อน ภายหลังจึงกระทำให้แจ้งซึ่งนิพพานอันเป็นที่ดับ เพราะเหตุนั่นจึงชื่อว่ากายสักขี ญาณความรู้ว่า สังขารเป็นทุกข์ นิโรธเป็นสุข เป็นญาณอันบุคคลเห็นแล้ว ทราบแล้วทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าทิฐิปัตตะ บุคคล๓ จำพวกนี้ คือ สัทธาธิมุตบุคคล ๑ กายสักขีบุคคล ๑ ทิฐิปัตตบุคคล ๑พึงเป็นสัทธาธิมุตก็ได้ เป็นกายสักขีก็ได้ เป็นทิฐิปัตตะก็ได้ ด้วยสามารถแห่งวัตถุโดยปริยาย ฯ คำว่า พึงเป็น คือ พึงเป็นอย่างไรเล่า ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งเพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลพึงเป็นสัทธาธิมุต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง ... เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตาสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุตบุคคล ๓ จำพวกนี้ เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์อย่างนี้ ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง ... เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยงสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นกายสักขีบุคคล ๓ จำพวกนี้ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์อย่างนี้ ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฐิปัตตะ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง ... เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฐิปัตตะ บุคคล ๓จำพวกนี้ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์อย่างนี้ คือ สัทธาธิมุตบุคคล๑ กายสักขีบุคคล ๑ ทิฐิปัตตบุคคล ๑ พึงเป็นสัทธาธิมุตก็ได้ เป็นกายสักขีก็ได้เป็นทิฐิปัตตะก็ได้ อย่างนี้ ฯ บุคคล ๓ จำพวกนี้ คือ สัทธาธิมุตบุคคล ๑ กายสักขีบุคคล ๑ ทิฐิปัตตบุคคล ๑ เป็นสัทธาธิมุตอย่างหนึ่ง เป็นกายสักขีอย่างหนึ่ง เป็นทิฐิปัตตะอย่างหนึ่ง เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งเพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง จึงเป็นสัทธาธิมุตบุคคล เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง จึงเป็นกายสักขีบุคคล เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งเพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง จึงเป็นทิฐิปัตตบุคคล บุคคล ๓ จำพวกนี้ คือสัทธาธิมุตบุคคล ๑ กายสักขีบุคคล ๑ ทิฐิปัตตบุคคล ๑ เป็นสัทธาธิมุตอย่างหนึ่งเป็นกายสักขีอย่างหนึ่ง เป็นทิฐิปัตตะอย่างหนึ่ง อย่างนี้ ฯ

ข้อ ๔๙๓

อนิจฺจโต มนสิกโรโต สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลภติ เตน วุจฺจติ สทฺธานุสารี จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน จตุนฺนํ อินฺทฺริยานํ ภาวนา โหติ เย หิ เกจิ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลภนฺติ สพฺเพ เต สทฺธานุสาริโน อนิจฺจโต มนสิกโรโต สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกตํ โหติ เตน วุจฺจติ สทฺธาธิมุตฺโต จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตารินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ เย หิ เกจิ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกตา สพฺเพ เต สทฺธาธิมุตฺตา อนิจฺจโต มนสิกโรโต สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา สกทาคามิมคฺคํ ปฏิลภติ ฯเปฯ สกทาคามิผลํ สจฺฉิกตํ โหติ อนาคามิมคฺคํ ปฏิลภติ อนาคามิผลํ สจฺฉิกตํ โหติ อรหตฺตมคฺคํ ปฏิลภติ อรหตฺตผลํ สจฺฉิกตํ โหติ เตน วุจฺจติ สทฺธาธิมุตฺโต จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ ฯเปฯ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตารินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ เย หิ เกจิ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน อรหตฺตํ สจฺฉิกตา สพฺเพ เต สทฺธาธิมุตฺตา ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มี ประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงได้โสดาปัตติมรรค เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นสัทธานุสารีบุคคล อินทรีย์ที่เป็นไปตามสัทธินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัยการเจริญอินทรีย์ ๔ ย่อมมีด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งได้โสดาปัตติมรรคด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นสัทธานุสารีบุคคล เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งเพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงทำให้แจ้งโสดาปัตติผล เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นสัทธาธิมุตบุคคล อินทรีย์ที่เป็นไปตามสัทธินทรีย์นั้นมี ๔ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย อินทรีย์ ๔เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทำให้แจ้งโสดาปัตติผลด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นสัทธาธิมุตบุคคล เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงได้สกทาคามิมรรค ฯลฯ ทำให้แจ้งสกทาคามิผล ได้อนาคามิมรรคทำให้แจ้งอนาคามิผล ได้อรหัตมรรคทำให้แจ้งอรหัตผล เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นสัทธาธิมุตบุคคล อินทรีย์ที่เป็นไปตามสัทธินทรีย์นั้นมี ๔ ฯลฯ สัมปยุตตปัจจัย อินทรีย์ ๔ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทำให้แจ้งอรหัตผลด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นสัทธาธิมุต ฯ

ข้อ ๔๙๔

ทุกฺขโต มนสิกโรโต สมาธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลภติ เตน วุจฺจติ กายสกฺขิ จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน จตุนฺนํ อินฺทฺริยานํ ภาวนา โหติ เย หิ เกจิ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลภนฺติ สพฺเพ เต กายสกฺขี ทุกฺขโต มนสิกโรโต สมาธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกตํ โหติ ฯเปฯ สกทาคามิมคฺคํ ปฏิลภติ สกทาคามิผลํ สจฺฉิกตํ โหติ อนาคามิมคฺคํ ปฏิลภติ อนาคามิผลํ สจฺฉิกตํ โหติ อรหตฺตมคฺคํ ปฏิลภติ อรหตฺตผลํ สจฺฉิกตํ โหติ เตน วุจฺจติ กายสกฺขิ จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตารินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ เย หิ เกจิ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน อรหตฺตํ สจฺฉิกตา สพฺเพ เต กายสกฺขี ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงได้โสดาปัตติมรรค เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นกายสักขีบุคคล อินทรีย์ที่ไปตามสมาธินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... สัมปยุตตปัจจัย การเจริญอินทรีย์ ๔ ย่อมมีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้โสดาปัตติมรรคด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงทำให้แจ้งโสดาปัตติผล ฯลฯ ได้สกทาคามิมรรค ทำให้แจ้งสกทาคามิผล ได้อนาคามิมรรคทำให้แจ้งอนาคามิผล ได้อรหัตมรรค ทำให้แจ้งอรหัตผล เพราะเหตุนั้นจึงกล่าวว่าเป็นกายสักขีบุคคล อินทรีย์ที่เป็นไปตามสมาธินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย... สัมปยุตตปัจจัย อินทรีย์ ๔ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทำให้แจ้งอรหัตผลด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นกายสักขี ฯ

ข้อ ๔๙๕

อนตฺตโต มนสิกโรโต ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลภติ เตน วุจฺจติ ธมฺมานุสารี จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ ฯเปฯ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน จตุนฺนํ อินฺทฺริยานํ ภาวนา โหติ เย หิ เกจิ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลภติ สพฺเพ เต ธมฺมานุสาริโน อนตฺตโต มนสิกโรโต ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกตํ โหติ เตน วุจฺจติ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ ฯเปฯ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตารินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ เย หิ เกจิ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกตา สพฺเพ เต ทิฏฺฐิปฺปตฺตา อนตฺตโต มนสิกโรโต ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา สกทาคามิมคฺคํ ปฏิลภติ ฯเปฯ สกทาคามิผลํ สจฺฉิกตํ โหติ อนาคามิมคฺคํ ปฏิลภติ อนาคามิผลํ สจฺฉิกตํ โหติ อรหตฺตมคฺคํ ปฏิลภติ อรหตฺตผลํ สจฺฉิกตํ โหติ เตน วุจฺจติ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตารินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ เย หิ เกจิ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อรหตฺตํ สจฺฉิกตา สพฺเพ เต ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์ มีประมาณยิ่งเพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงได้โสดาปัตติมรรค เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นธรรมานุสารีบุคคล อินทรีย์ที่เป็นไปตามปัญญินทรีย์นั้นมี ๔ฯลฯ สัมปยุตตปัจจัย การเจริญอินทรีย์ ๔ ย่อมมีได้ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้โสดาปัตติมรรคด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นธรรมานุสารี เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงทำให้แจ้งโสดาปัตติผลเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นทิฐิปัตตบุคคล อินทรีย์ที่เป็นไปตามปัญญินทรีย์นั้นมี ๔ ฯลฯ สัมปยุตตปัจจัย อินทรีย์ ๔ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทำให้แจ้งโสดาปัตติผลด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นทิฐิปัตตะ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งบุคคลจึงได้สกทาคามิมรรค ฯลฯ ทำให้แจ้งสกทาคามิผล ได้อนาคามิมรรคทำให้แจ้งอนาคามิผล ได้อรหัตมรรค ทำให้แจ้งอรหัตผล เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นทิฐิปัตตบุคคล อินทรีย์ที่เป็นไปตามปัญญินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย อินทรีย์ ๔ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทำให้แจ้งอรหัตผลด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นทิฐิปัตตะ ฯ

ข้อ ๔๙๖

เย หิ เกจิ เนกฺขมฺมํ ภาวิตา วา ภาเวนฺติ วา ภาวิสฺสนฺติ วา อธิคตา วา อธิคจฺฉนฺติ วา อธิคมิสฺสนฺติ วา ปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา ปฏิลทฺธา วา ปฏิลภนฺติ วา ปฏิลภิสฺสนฺติ วา ปฏิวิทฺธา วา ปฏิวิชฺฌนฺติ วา ปฏิวิชฺฌิสฺสนฺติ วา สจฺฉิกตา วา สจฺฉิกโรนฺติ วา สจฺฉิกริสฺสนฺติ วา ผสฺสิตา วา ผสฺสนฺติ วา ผสฺสิสฺสนฺติ วา วสิปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา ปารมิปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา เวสารชฺชปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา สพฺเพ เต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขี ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ

ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้ว ย่อมเจริญ หรือจักเจริญซึ่งเนกขัมมะ บรรลุแล้ว ย่อมบรรลุ หรือจักบรรลุ ถึงแล้ว ย่อมถึง หรือจักถึงได้แล้ว ย่อมได้ หรือจักได้ แทงตลอดแล้ว ย่อมแทงตลอด หรือจักแทงตลอดทำให้แจ้งแล้ว ย่อมทำให้แจ้ง หรือจักทำให้แจ้ง ถูกต้องแล้ว ย่อมถูกต้องหรือจักถูกต้อง ถึงความชำนาญแล้ว ย่อมถึงความชำนาญ หรือจักถึงความชำนาญถึงความสำเร็จแล้ว ย่อมถึงความสำเร็จ หรือว่าจักถึงความสำเร็จ ถึงความแกล้วกล้าแล้ว ย่อมถึงความแกล้วกล้า หรือจักถึงความแกล้วกล้า บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ฯ

ข้อ ๔๙๗

เย หิ เกจิ อพฺยาปาทํ ฯเปฯ อาโลกสญฺญํ อวิกฺเขปํ ธมฺมววตฺถานํ ญาณํ ปามุชฺชํ ปฐมชฺฌานํ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ จตุตฺถชฺฌานํ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺตึ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺตึ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺตึ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺตึ อนิจฺจานุปสฺสนํ ทุกฺขานุปสฺสนํ อนตฺตานุปสฺสนํ นิพฺพิทานุปสฺสนํ วิราคานุปสฺสนํ นิโรธานุปสฺสนํ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนํ ขยานุปสฺสนํ วยานุปสฺสนํ วิปริณามานุปสฺสนํ อนิมิตฺตานุปสฺสนํ อปฺปณิหิตานุปสฺสนํ สุญฺญตานุปสฺสนํ อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนํ ยถาภูตญาณทสฺสนํ อาทีนวานุปสฺสนํ ปฏิสงฺขานุปสฺสนํ วิวฏฺฏนานุปสฺสนํ โสตาปตฺติมคฺคํ สกทาคามิมคฺคํ อนาคามิมคฺคํ อรหตฺตมคฺคํ ฯ {๔๙๗.๑} เย หิ เกจิ จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน จตฺตาโร สมฺมปฺปธาเน จตฺตาโร อิทฺธิปาเท ปญฺจินฺทฺริยานิ ปญฺจ พลานิ สตฺต โพชฺฌงฺเค อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ เย หิ เกจิ อฏฺฐ วิโมกฺเข ภาวิตา วา ภาเวนฺติ วา ภาวิสฺสนฺติ วา อธิคตา วา อธิคจฺฉนฺติ วา อธิคมิสฺสนฺติ วา ปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา ปฏิลทฺธา วา ปฏิลภนฺติ วา ปฏิลภิสฺสนฺติ วา ปฏิวิทฺธา วา ปฏิวิชฺฌนฺติ วา ปฏิวิชฺฌิสฺสนฺติ วา สจฺฉิกตา วา สจฺฉิกโรนฺติ วา สจฺฉิกริสฺสนฺติ วา ผสฺสิตา วา ผสฺสนฺติ วา ผสฺสิสฺสนฺติ วา วสิปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา ปารมิปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา เวสารชฺชปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา สพฺเพ เต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขี ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ

บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้ว ย่อมเจริญ หรือจักเจริญซึ่งความไม่พยาบาท ฯลฯ อาโลกสัญญา ความไม่ฟุ้งซ่าน การกำหนดธรรม ญาณความปราโมทย์ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานอากาสานัญจายตนสมาบัติวิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ อนิจจานุปัสนา ทุกขานุปัสนา อนัตตานุปัสนา นิพพิทานุปัสนาวิราคานุปัสนา นิโรธานุปัสนา ปฏินิสสัคคานุปัสนา ขยานุปัสนา วยานุปัสนาวิปริณามานุปัสนา อนิมิตตานุปัสนา อัปปณิหิตานุปัสนา สุญญตานุปัสนาอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา ยถาภูตญาณทัสนะ อาทีนวานุปัสนา ปฏิสังขานุปัสนาวิวัฏฏนานุปัสนา โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรคอรหัตมรรค ฯ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้ว ย่อมเจริญ หรือจักเจริญซึ่งสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้ว ย่อมเจริญ หรือจักเจริญ ซึ่งวิโมกข์ ๘ บรรลุแล้ว ย่อมบรรลุ หรือจักบรรลุ ถึงแล้ว ย่อมถึงหรือจักถึง ได้แล้ว ย่อมได้ หรือจักได้ แทงตลอดแล้ว ย่อมแทงตลอด หรือจักแทงตลอด ทำให้แจ้งแล้ว ย่อมทำให้แจ้ง หรือจักทำให้แจ้ง ถูกต้องแล้วย่อมถูกต้อง หรือจักถูกต้อง ถึงความชำนาญแล้ว ย่อมถึงความชำนาญ หรือจักถึงความชำนาญ ถึงความสำเร็จแล้ว ย่อมถึงความสำเร็จ หรือจักถึงความสำเร็จ ถึงความแกล้วกล้าแล้ว ย่อมถึงความแกล้วกล้า หรือจักถึงความแกล้วกล้า บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ฯ

ข้อ ๔๙๘

เย หิ เกจิ จตสฺโส ปฏิสมฺภิทา ปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา ฯเปฯ สพฺเพ เต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขี ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ {๔๙๘.๑} เย หิ เกจิ ติสฺโส วิชฺชา ปฏิวิทฺธา วา ปฏิวิชฺฌนฺติ วา ปฏิวิชฺฌิสฺสนฺติ วา ฯเปฯ สพฺเพ เต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขี ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ {๔๙๘.๒} เย หิ เกจิ ติสฺโส สิกฺขา สิกฺขิตา วา สิกฺขนฺติ วา สิกฺขิสฺสนฺติ วา สจฺฉิกตา วา สจฺฉิกโรนฺติ วา สจฺฉิกริสฺสนฺติ วา ผสฺสิตา วา ผสฺสนฺติ วา ผสฺสิสฺสนฺติ วา วสิปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา ปารมิปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา เวสารชฺชปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา สพฺเพ เต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขี ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ {๔๙๘.๓} เย หิ เกจิ ทุกฺขํ ปริชานนฺติ สมุทยํ ปชหนฺติ นิโรธํ สจฺฉิกโรนฺติ มคฺคํ ภาเวนฺติ สพฺเพ เต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขี ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ

ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง บรรลุแล้ว ย่อมบรรลุ หรือจัก บรรลุซึ่งปฏิสัมภิทา ๔ ฯลฯ บุคคลทั้งหมดนั้น เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ฯ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งแทงตลอดแล้ว ย่อมแทงตลอด หรือจักแทงตลอดซึ่งวิชชา ๓ ฯลฯ บุคคลทั้งหมดนั้น เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ฯ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งศึกษาแล้ว ย่อมศึกษา หรือจักศึกษาซึ่งสิกขา ๔ทำให้แจ้งแล้ว ย่อมทำให้แจ้ง หรือจักทำให้แจ้ง ถูกต้องแล้ว ย่อมถูกต้องหรือจักถูกต้อง ถึงความชำนาญแล้ว ย่อมถึงความชำนาญ หรือจักถึงความชำนาญถึงความสำเร็จแล้ว ย่อมถึงความสำเร็จ หรือจักถึงความสำเร็จ ถึงความแกล้วกล้าแล้ว ย่อมถึงความแกล้วกล้า หรือจักถึงความแกล้วกล้า บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ฯ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธเจริญมรรค บุคคลทั้งหมดนั้น เป็นสัทธาธิมุต ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ฯ

ข้อ ๔๙๙

กติหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ กติหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ จตูหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ จตูหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌติ ทุกฺขสจฺจํ ปริญฺญาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ สมุทยสจฺจํ ปหานปฺปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ นิโรธสจฺจํ สจฺฉิกิริยาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ มคฺคสจฺจํ ภาวนาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ อิเมหิ จตูหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ อิเมหิ จตูหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌนฺโต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺโต สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขิ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺโต ฯ {๔๙๙.๑} กติหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ กติหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ นวหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ นวหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌติ ทุกฺขสจฺจํ ปริญฺญาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ สมุทยสจฺจํ ปหานปฺปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ นิโรธสจฺจํ สจฺฉิกิริยาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ มคฺคสจฺจํ ภาวนาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ มคฺคสจฺจํ ภาวนาปฏิเวโธ จ สพฺพธมฺมานํ ปริญฺญาปฏิเวโธ จ สพฺพสงฺขารานํ ปหานปฺปฏิเวโธ จ สพฺพกุสลานํ ภาวนาปฏิเวโธ จ จตุนฺนํ มคฺคานํ สจฺฉิกิริยาปฏิเวโธ จ นิโรธสฺส อิเมหิ นวหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ อิเมหิ นวหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌนฺโต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺโต สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขิ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺโต ฯ ทุติยภาณวารํ ฯ

การแทงตลอดสัจจะ ย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะด้วยอาการเท่าไร ฯ การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๔ บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะด้วยอาการ ๔ คือ บุคคลย่อมแทงตลอดทุกขสัจเป็นการแทงตลอดด้วยปริญญาแทงตลอดสมุทยสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยปหานะ แทงตลอดนิโรธสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยสัจฉิกิริยา แทงตลอดมรรคสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยภาวนาการแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๔ นี้ บุคคลแทงตลอดสัจจะด้วยอาการ๔ นี้ เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ฯ การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะด้วยอาการเท่าไร ฯ การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๙ บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะด้วยอาการ ๙ คือ ย่อมแทงตลอดทุกขสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยปริญญา แทงตลอดสมุทยสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยสัจฉิกิริยา แทงตลอดมรรคสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยภาวนา การแทงตลอดด้วยการเจริญมรรคสัจ การแทงตลอดด้วยอาการกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง การแทงตลอดด้วยการละสังขารทั้งปวง การแทงตลอดด้วยการเจริญกุศลทั้งปวง และการแทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งมรรค ๔ แห่งนิโรธ การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๙ นี้ บุคคลแทงตลอดสัจจะด้วยอาการ ๙ นี้ เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ฯ จบทุติยภาณวาร

ข้อ ๕๐๐

อนิจฺจโต มนสิกโรโต กถํ สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต กถํ สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กถํ สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ขยโต สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ภยโต สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ อนตฺตโต มนสิกโรโต สุญฺญโต สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ ฯ {๕๐๐.๑} อนิจฺจโต มนสิกโรโต กึพหุลํ จิตฺตํ โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต กึพหุลํ จิตฺตํ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กึพหุลํ จิตฺตํ โหติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลํ โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลํ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลํ โหติ ฯ โหติ ฯ {๕๐๐.๒} อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต อธิโมกฺขพหุโล กตมํ วิโมกฺขํ ปฏิลภติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต ปสฺสทฺธิพหุโล กตมํ วิโมกฺขํ ปฏิลภติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต เวทพหุโล กตมํ วิโมกฺขํ ปฏิลภติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต อธิโมกฺขพหุโล อนิมิตฺตวิโมกฺขํ ปฏิลภติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต ปสฺสทฺธิพหุโล อปฺปณิหิตวิโมกฺขํ ปฏิลภติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต เวทพหุโล สุญฺญตวิโมกฺขํ ปฏิลภติ ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา สังขารย่อมปรากฏอย่างไร ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สังขารย่อมปรากฏโดยความสิ้นไป เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สังขารย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สังขารย่อมปรากฏโดยความเป็นของว่างเปล่า ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา จิตย่อมมากด้วยอะไร ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง จิตย่อมมากด้วยความน้อมใจเชื่อ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์จิตย่อมมากด้วยความสงบ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา จิตย่อมมากด้วยความรู้ ฯ บุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นผู้มากด้วยความน้อมใจเชื่อ มนสิการโดยความเป็นทุกข์ เป็นผู้มากด้วยความสงบ มนสิการโดยความเป็นอนัตตา เป็นผู้มากด้วยความรู้ ย่อมได้วิโมกข์เป็นไฉน ฯ บุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นผู้มากด้วยความน้อมใจเชื่อ ย่อมได้อนิมิตตวิโมกข์ มนสิการโดยความเป็นทุกข์ เป็นผู้มากด้วยความสงบย่อมได้อัปปณิหิตวิโมกข์ มนสิการโดยความเป็นอนัตตา เป็นผู้มากด้วยความรู้ย่อมได้สุญญตวิโมกข์ ฯ

ข้อ ๕๐๑

อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลสฺส กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา โก ภาเวติ ฯ {๕๐๑.๑} ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลสฺส กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา โก ภาเวติ ฯ {๕๐๑.๒} อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลสฺส กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา โก ภาเวติ ฯ {๕๐๑.๓} อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลสฺส อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา โย สมฺมาปฏิปนฺโน โส ภาเวติ นตฺถิ มิจฺฉาปฏิปนฺนสฺส วิโมกฺขภาวนา ฯ {๕๐๑.๔} ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลสฺส อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา โย สมฺมาปฏิปนฺโน โส ภาเวติ นตฺถิ มิจฺฉาปฏิปนฺนสฺส วิโมกฺขภาวนา ฯ {๕๐๑.๕} อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลสฺส สุญฺญโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา โย สมฺมาปฏิปนฺโน โส ภาเวติ นตฺถิ มิจฺฉาปฏิปนฺนสฺส วิโมกฺขภาวนา ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นผู้มากด้วยความ น้อมใจเชื่อ วิโมกข์อะไรเป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามวิโมกข์นั้นมีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัยมีกิจอันเดียวกันชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ากระไร ใครเจริญ ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ เป็นผู้มากด้วยความสงบ วิโมกข์อะไรเป็นใหญ่ ... ใครเจริญ ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา เป็นผู้มากด้วยความรู้ วิโมกข์อะไรเป็นใหญ่ ... ใครเจริญ ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นผู้มากด้วยความน้อมใจเชื่ออนิมิตตวิโมกข์เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอนิมิตตวิโมกข์นั้นมี ๒ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... มีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ผู้ใดปฏิบัติชอบ ผู้นั้นเจริญ การเจริญวิโมกข์ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ปฏิบัติผิด ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์เป็นผู้มากด้วยความสงบ อัปปณิหิตวิโมกข์เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอัปปณิหิตวิโมกข์นั้นมี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... การเจริญวิโมกข์ย่อมไม่มีแก่ผู้ปฏิบัติผิด ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา เป็นผู้มากด้วยความรู้ สุญญตวิโมกข์เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามสุญญตวิโมกข์นั้นมี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... การเจริญวิโมกข์ย่อมไม่มีแก่ผู้ปฏิบัติผิด ฯ

ข้อ ๕๐๒

อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลสฺส กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปฏิเวธกาเล กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ปฏิเวธาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา เกนตฺเถน ปฏิเวโธ ฯ {๕๐๒.๑} ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลสฺส กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปฏิเวธกาเล กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ปฏิเวธาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา ปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา เกนตฺเถน ปฏิเวโธ ฯ {๕๐๒.๒} อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลสฺส กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปฏิเวธกาเล กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ปฏิเวธาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา เกนตฺเถน ปฏิเวโธ ฯ {๕๐๒.๓} อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลสฺส อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ ปฏิเวธกาเลปิ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ปฏิเวธาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ทสฺสนฏฺเฐน ปฏิเวโธ เอวํ ปฏิวิชฺฌนฺโตปิ ภาเวติ ภาเวนฺโตปิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ {๕๐๒.๔} ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลสฺส อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ ปฏิเวธกาเลปิ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ปฏิเวธาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ทสฺสนฏฺเฐน ปฏิเวโธ เอวํ ปฏิวิชฺฌนฺโตปิ ภาเวติ ภาเวนฺโตปิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ {๕๐๒.๕} อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลสฺส สุญฺญโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ ปฏิเวธกาเลปิ สุญฺญโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ปฏิเวธาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ทสฺสนฏฺเฐน ปฏิเวโธ เอวํ ปฏิวิชฺฌนฺโตปิ ภาเวติ ภาเวนฺโตปิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นผู้มากด้วยความ น้อมใจเชื่อ วิโมกข์อะไรเป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามวิโมกข์นั้นมีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัยมีกิจเป็นอันเดียวกันชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ในเวลาแทงตลอด วิโมกข์ไหนเป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งการแทงตลอดที่เป็นไปตามวิโมกข์นั้นมีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัยมีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ากระไร ชื่อว่าปฏิเวธ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ เป็นผู้มากด้วยความสงบ วิโมกข์อะไรเป็นใหญ่ ... ชื่อว่าปฏิเวธ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา เป็นผู้มากด้วยความรู้ วิโมกข์อะไรเป็นใหญ่ ... ชื่อว่าปฏิเวธ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นผู้มากด้วยความน้อมใจเชื่ออนิมิตตวิโมกข์เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนา ที่เป็นไปตามอนิมิตตวิโมกข์นั้นมี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัยมีกิจเป็นอันเดียวกัน แม้ในเวลาแทงตลอด อนิมิตตวิโมกข์ก็เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งการแทงตลอดที่เป็นไปตามอนิมิตตวิโมกข์นั้นก็มี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัยอัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย มีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าปฏิเวธ เพราะอรรถว่าเห็นแม้บุคคลผู้แทงตลอดอย่างนี้ก็ชื่อว่าเจริญ แม้ผู้เจริญก็ชื่อว่าแทงตลอด ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ เป็นผู้มากด้วยความสงบ อัปปณิหิตวิโมกข์เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอัปปณิหิตวิโมกข์นั้นมี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... มีกิจเป็นอันเดียวกัน แม้ในเวลาแทงตลอด อัปปณิหิตวิโมกข์ก็เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งการแทงตลอดที่เป็นไปตามอัปปณิหิตวิโมกข์นั้นก็มี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... แม้ผู้เจริญก็ชื่อว่าแทงตลอด ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา เป็นผู้มากด้วยความรู้ สุญญตวิโมกข์เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามสุญญตวิโมกข์นั้นมี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... มีกิจเป็นอันเดียวกัน แม้ในเวลาแทงตลอด สุญญตวิโมกข์ก็เป็นใหญ่วิโมกข์แห่งการแทงตลอดที่เป็นไปตามสุญญตวิโมกข์นั้นก็มี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... แม้ผู้เจริญก็ชื่อว่าแทงตลอด ฯ

ข้อ ๕๐๓

อนิจฺจโต มนสิกโรโต กตโม วิโมกฺโข อธิมตฺโต โหติ กตมวิโมกฺขสฺส อธิมตฺตตฺตา สทฺธาธิมุตฺโต โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต กตโม วิโมกฺโข อธิมตฺโต โหติ กตมวิโมกฺขสฺส อธิมตฺตตฺตา กายสกฺขิ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กตโม วิโมกฺโข อธิมตฺโต โหติ กตมวิโมกฺขสฺส อธิมตฺตตฺตา ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โหติ ฯ โหติ ฯ {๕๐๓.๑} อนิจฺจโต มนสิกโรโต อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อธิมตฺโต โหติ อนิมิตฺตวิโมกฺขสฺส อธิมตฺตตฺตา สทฺธาธิมุตฺโต โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อธิมตฺโต โหติ อปฺปณิหิตวิโมกฺขสฺส อธิมตฺตตฺตา กายสกฺขิ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต สุญฺญโต วิโมกฺโข อธิมตฺโต โหติ สุญฺญตวิโมกฺขสฺส อธิมตฺตตฺตา ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โหติ ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง วิโมกข์อะไรมี ประมาณยิ่ง เพราะวิโมกข์อะไรมีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ วิโมกข์อะไรมีประมาณยิ่ง เพราะวิโมกข์อะไรมีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา วิโมกข์อะไรมีประมาณยิ่ง เพราะวิโมกข์อะไรมีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฐิปัตตะ ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง อนิมิตตวิโมกข์มีประมาณยิ่งเพราะอนิมิตตวิโมกข์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์มีประมาณยิ่ง เพราะอัปปณิหิตวิโมกข์มีประมาณยิ่งบุคคลจึงเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สุญญตวิโมกข์มีประมาณยิ่ง เพราะสุญญตวิโมกข์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฐิปัตตะ ฯ

ข้อ ๕๐๔

สทฺทหนฺโต อธิมุตฺโตติ สทฺธาธิมุตฺโต ผุฏฺฐตฺตา สจฺฉิกโรตีติ กายสกฺขิ ทิฏฺฐตฺตา ปตฺโตติ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต สทฺทหนฺโต อธิมุจฺจตีติ สทฺธาธิมุตฺโต ฌานผสฺสํ ปฐมํ ผุสติ ปจฺฉา นิโรธํ นิพฺพานํ สจฺฉิกโรตีติ กายสกฺขิ ทุกฺขา สงฺขารา สุโข นิโรโธติ ญาณํ โหติ ทิฏฺฐํ วิทิตํ สจฺฉิกตํ ผสฺสิตํ ปญฺญายาติ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต ฯ {๕๐๔.๑} เย หิ เกจิ เนกฺขมฺมํ ภาวิตา วา ภาเวนฺติ วา ภาวิสฺสนฺติ วา ฯเปฯ สพฺเพ เต อนิมิตฺตวิโมกฺขสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา อปฺปณิหิตวิโมกฺขสฺส วเสน กายสกฺขี สุญฺญตวิโมกฺขสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ เย หิ เกจิ อพฺยาปาทํ ฯเปฯ อาโลกสญฺญํ อวิกฺเขปํ ฯเปฯ ฯ {๕๐๔.๒} เย หิ เกจิ ทุกฺขํ ปริชานนฺติ สมุทยํ ปชหนฺติ นิโรธํ สจฺฉิกโรนฺติ มคฺคํ ภาเวนฺติ สพฺเพ เต อนิมิตฺตวิโมกฺขสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา อปฺปณิหิตวิโมกฺขสฺส วเสน กายสกฺขี สุญฺญตวิโมกฺขสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ

บุคคลเชื่อน้อมใจไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าสัทธาธิมุตบุคคล บุคคลทำให้แจ้ง เพราะเป็นผู้ถูกต้องธรรม เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่ากายสักขีบุคคลบุคคลถึงแล้วเพราะเป็นผู้เห็นธรรม เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าทิฐิปัตตบุคคล บุคคลเชื่อย่อมน้อมใจไป เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสัทธาธิมุตตบุคคล บุคคลถูกต้องฌานก่อน ภายหลังจึงทำให้แจ้งนิพพานอันเป็นที่ดับ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่ากายสักขีบุคคล ญาณความรู้ว่า สังขารเป็นทุกข์ นิโรธเป็นสุข เป็นญาณอันบุคคลเห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้ว ด้วยปัญญา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าทิฐิปัตตบุคคล ฯ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้วหรือจักเจริญซึ่งเนกขัมมะ ฯลฯ บุคคลทั้งหมดนั้น เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้ว ย่อมเจริญ หรือจักเจริญซึ่งความไม่พยาบาทอาโลกสัญญา ฯลฯ ความไม่ฟุ้งซ่าน ฯ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธเจริญมรรค บุคคลทั้งหมดนั้น เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์ ฯ

ข้อ ๕๐๕

กติหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ กติหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ จตูหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ จตูหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌติ ทุกฺขสจฺจํ ปริญฺญาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ สมุทยสจฺจํ ปหานปฺปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ นิโรธสจฺจํ สจฺฉิกิริยาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ มคฺคสจฺจํ ภาวนาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ อิเมหิ จตูหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ อิเมหิ จตูหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌนฺโต อนิมิตฺตวิโมกฺขสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺโต อปฺปณิหิตวิโมกฺขสฺส วเสน กายสกฺขิ สุญฺญตวิโมกฺขสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺโต ฯ {๕๐๕.๑} กติหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ กติหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ นวหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ นวหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌติ ทุกฺขสจฺจํ ปริญฺญาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ ฯเปฯ สจฺฉิกิริยาปฏิเวโธ จ นิโรธสฺส อิเมหิ นวหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ อิเมหิ นวหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌนฺโต อนิมิตฺตวิโมกฺขสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺโต อปฺปณิหิตวิโมกฺขสฺส วเสน กายสกฺขิ สุญฺญตวิโมกฺขสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺโต ฯ

การแทงตลอดสัจจะ ย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อม แทงตลอดสัจจะได้ด้วยอาการเท่าไร ฯ การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๔ บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะได้ด้วยอาการ ๔ คือ ย่อมแทงตลอดทุกขสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยปริญญาแทงตลอดสมุทัยสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยปหานะ แทงตลอดนิโรธสัจเป็นการแทงตลอดด้วยสัจฉิกิริยา แทงตลอดมรรคสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยภาวนา การแทงตลอดสัจจะย่อมมีด้วยอาการ ๔ นี้ บุคคลแทงตลอดสัจจะ ด้วยอาการ ๔ นี้ เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์ ฯ การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะได้ด้วยอาการเท่าไร ฯ การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๙ บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะได้ด้วยอาการ ๙ คือ ย่อมแทงตลอดทุกขสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยปริญญา ฯลฯ และการแทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งซึ่งมรรค ๔ แห่งนิโรธ การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๙ นี้ บุคคลแทงตลอดสัจจะด้วยอาการ ๙ นี้ เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์ ฯ

ข้อ ๕๐๖

อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต กตเม ธมฺเม ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ กถํ สมฺมาทสฺสนํ โหติ กถํ ตทนฺวเยน สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจโต สุทิฏฺฐา โหนฺติ กตฺถ กงฺขา ปหียติ ฯ {๕๐๖.๑} ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต กตเม ธมฺเม ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ กถํ สมฺมาทสฺสนํ โหติ กถํ ตทนฺวเยน สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขโต สุทิฏฺฐา โหนฺติ กตฺถ กงฺขา ปหียติ ฯ {๕๐๖.๒} อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต กตเม ธมฺเม ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ กถํ สมฺมาทสฺสนํ โหติ กถํ ตทนฺวเยน สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตโต สุทิฏฺฐา โหนฺติ กตฺถ กงฺขา ปหียติ ฯ {๕๐๖.๓} อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต นิมิตฺตํ ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ เตน วุจฺจติ สมฺมาทสฺสนํ เอวํ ตทนฺวเยน สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจโต สุทิฏฺฐา โหนฺติ เอตฺถ กงฺขา ปหียติ ฯ {๕๐๖.๔} ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต ปวตฺตํ ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ เตน วุจฺจติ สมฺมาทสฺสนํ เอวํ ตทนฺวเยน สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขโต สุทิฏฺฐา โหนฺติ เอตฺถ กงฺขา ปหียติ ฯ {๕๐๖.๕} อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต นิมิตฺตญฺจ ปวตฺตญฺจ ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ เตน วุจฺจติ สมฺมาทสฺสนํ เอวํ ตทนฺวเยน สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตโต สุทิฏฺฐา โหนฺติ เอตฺถ กงฺขา ปหียติ ฯ {๕๐๖.๖} ยญฺจ ยถาภูตํ ญาณํ ยญฺจ สมฺมาทสฺสนํ ยา จ กงฺขาวิตรณา อิเม ธมฺมา นานตฺถา เจว นานาพฺยญฺชนา จ อุทาหุ เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานนฺติ ฯ ยญฺจ ยถาภูตํ ญาณํ ยญฺจ สมฺมาทสฺสนํ ยา จ กงฺขาวิตรณา อิเม ธมฺมา เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานํ ฯ

เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมรู้ย่อม เห็นธรรมเหล่าไหนตามความเป็นจริง สัมมาทัศนะ ความเห็นชอบย่อมมีได้อย่างไร สังขารทั้งปวงเป็นสภาพอันบุคคลเห็นดีแล้ว โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยงด้วยความเป็นไปตามสัมมาทัศนะนั้น อย่างไร บุคคลย่อมละความสงสัยได้ที่ไหน ฯ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมรู้ย่อมเห็นธรรมเหล่าไหนตามความเป็นจริง ความเห็นชอบย่อมมีได้อย่างไร สังขารทั้งปวงเป็นสภาพอันบุคคลเห็นดีแล้วโดยความเป็นทุกข์ ... ฯ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมรู้ย่อมเห็นธรรมเหล่าไหนตามความเป็นจริง ความเห็นชอบย่อมมีได้อย่างไร ธรรมทั้งปวงเป็นธรรมอันบุคคลเห็นดีแล้ว โดยความเป็นอนัตตา ด้วยความเป็นไปตามสัมมาทัศนะนั้น อย่างไรบุคคลย่อมละความสงสัยได้ในที่ไหน ฯ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมรู้ ย่อมเห็นนิมิตตามความเป็นจริง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า สัมมาทัศนะ สังขารทั้งปวงเป็นสภาพอันบุคคลเห็นดีแล้วโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ด้วยความเป็นไปตามสัมมาทัศนะนั้นอย่างนี้ บุคคลย่อมละความสงสัยได้ในสัมมาทัศนะนี้ ฯ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมรู้ย่อมเห็นความเป็นไปตามความเป็นจริง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าสัมมาทัศนะ สังขารทั้งปวงเป็นสภาพอันบุคคลเห็นดีแล้วโดยความเป็นทุกข์ ด้วยความเป็นไปตามสัมมาทัศนะนั้นอย่างนี้ บุคคลย่อมละความสงสัยได้ในสัมมาทัศนะนี้ ฯ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมรู้ย่อมเห็นนิมิตและความเป็นไปตามความเป็นจริง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า สัมมาทัศนะ ธรรมทั้งปวงเป็นธรรมอันบุคคลเห็นดีแล้ว โดยความเป็นอนัตตา ด้วยความเป็นไปตามสัมมาทัศนะนั้น อย่างนี้ บุคคลย่อมละความสงสัยได้ในสัมมาทัศนะนี้ ฯ ธรรมเหล่านี้ คือ ยถาภูตญาณ สัมมาทัศนะ และกังขาวิตรณะ (ปัญญาเครื่องข้ามความสงสัย) มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ ธรรมเหล่านี้ คือ ยถาภูตญาณ สัมมาทัศนะ และกังขาวิตรณะ มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ

ข้อ ๕๐๗

อนิจฺจโต มนสิกโรโต กึ ภยโต อุปฏฺฐาติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต กึ ภยโต อุปฏฺฐาติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กึ ภยโต อุปฏฺฐาติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต นิมิตฺตํ ภยโต อุปฏฺฐาติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปวตฺตํ ภยโต อุปฏฺฐาติ อนตฺตโต มนสิกโรโต นิมิตฺตญฺจ ปวตฺตญฺจ ภยโต อุปฏฺฐาติ ฯ {๕๐๗.๑} ยา จ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา ยญฺจ อาทีนเว ญาณํ ยา จ นิพฺพิทา อิเม ธมฺมา นานตฺถา เจว นานาพฺยญฺชนา จ อุทาหุ เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานนฺติ ฯ ยา จ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา ยญฺจ อาทีนเว ญาณํ ยา จ นิพฺพิทา อิเม ธมฺมา เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานํ ฯ {๕๐๗.๒} ยา จ อนตฺตานุปสฺสนา ยา จ สุญฺญตานุปสฺสนา อิเม ธมฺมา นานตฺถา เจว นานาพฺยญฺชนา จ อุทาหุ เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานนฺติ ฯ ยา จ อนตฺตานุปสฺสนา ยา จ สุญฺญตานุปสฺสนา อิเม ธมฺมา เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานํ ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์โดยความเป็นอนัตตา อะไรย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง นิมิตย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ความเป็นไปย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ทั้งนิมิตและความเป็นไปย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว ฯ ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัวอาทีนวญาณ และนิพพิทา มีอรรถต่างกัน และมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ ธรรมเหล่านั้น คือ ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัวอาทีนวญาณ และนิพพิทา มีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ ธรรมเหล่านี้ คือ อนัตตานุปัสนา และสุญญตานุปัสนา มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ ธรรมเหล่านี้ คือ อนัตตานุปัสนา และสุญญตานุปัสนา มีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ

ข้อ ๕๐๘

อนิจฺจโต มนสิกโรโต กึ ปฏิสงฺขา ญาณํ อุปฺปชฺชติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต กึ ปฏิสงฺขา ญาณํ อุปฺปชฺชติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กึ ปฏิสงฺขา ญาณํ อุปฺปชฺชติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต นิมิตฺตํ ปฏิสงฺขา ญาณํ อุปฺปชฺชติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปวตฺตํ ปฏิสงฺขา ญาณํ อุปฺปชฺชติ อนตฺตโต มนสิกโรโต นิมิตฺตญฺจ ปวตฺตญฺจ ปฏิสงฺขา ญาณํ อุปฺปชฺชติ ฯ {๕๐๘.๑} ยา จ มุญฺจิตุกมฺยตา ยา จ ปฏิสงฺขานุปสฺสนา ยา จ สงฺขารุเปกฺขา อิเม ธมฺมา นานตฺถา เจว นานาพฺยญฺชนา จ อุทาหุ เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานนฺติ ฯ ยา จ มุญฺจิตุกมฺยตา ยา จ ปฏิสงฺขานุปสฺสนา ยา จ สงฺขารุเปกฺขา อิเม ธมฺมา เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานํ ฯ {๕๐๘.๒} อนิจฺจโต มนสิกโรโต กุโต จิตฺตํ วุฏฺฐาติ กตฺถ จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต กุโต จิตฺตํ วุฏฺฐาติ กตฺถ จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กุโต จิตฺตํ วุฏฺฐาติ กตฺถ จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต นิมิตฺตา จิตฺตํ วุฏฺฐาติ อนิมิตฺเต จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปวตฺตา จิตฺตํ วุฏฺฐาติ อปฺปวตฺเต จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ อนตฺตโต มนสิกโรโต นิมิตฺตา จ ปวตฺตา จ จิตฺตํ วุฏฺฐาติ อนิมิตฺเต อปฺปวตฺเต นิโรธนิพฺพานธาตุยา จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ฯ {๕๐๘.๓} ยา จ พหิทฺธาวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา เย จ โคตฺรภูธมฺมา อิเม ธมฺมา นานตฺถา เจว นานาพฺยญฺชนา จ อุทาหุ เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานนฺติ ฯ ยา จ พหิทฺธาวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา เย จ โคตฺรภูธมฺมา อิเม ธมฺมา เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานํ ฯ {๕๐๘.๔} อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต กตมวิโมกฺเขน วิมุจฺจติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต กตมวิโมกฺเขน วิมุจฺจติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต กตมวิโมกฺเขน วิมุจฺจติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต อนิมิตฺตวิโมกฺเขน วิมุจฺจติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต อปฺปณิหิตวิโมกฺเขน วิมุจฺจติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต สุญฺญตวิโมกฺเขน วิมุจฺจติ ฯ {๕๐๘.๕} ยา จ ทุภโตวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา ยญฺจ มคฺเค ญาณํ อิเม ธมฺมา นานตฺถา เจว นานาพฺยญฺชนา จ อุทาหุ เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานนฺติ ฯ ยา จ ทุภโตวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา ยญฺจ มคฺเค ญาณํ อิเม ธมฺมา เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานนฺติ ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ญาณ คือ การพิจารณาอะไรย่อมเกิดขึ้น ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ญาณ คือ การพิจารณานิมิตย่อมเกิดขึ้น เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ญาณ คือ การพิจารณาความเป็นไปย่อมเกิดขึ้น เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ญาณ คือ การพิจารณาทั้งนิมิตและความเป็นไปย่อมเกิดขึ้น ฯ ธรรมเหล่านี้ คือ มุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ และสังขารุเปกขาญาณ มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ ธรรมเหล่านี้ คือ มุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ และสังขารุเปกขาญาณ มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา จิตย่อมออกไปจากอะไร ย่อมแล่นไปในที่ไหน ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง จิตย่อมออกไปจากนิมิตย่อมแล่นไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ จิตย่อมออกไปจากความเป็นไป ย่อมแล่นไปในนิพพานอันไม่มีความเป็นไป เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา จิตย่อมออกไปจากนิมิตและความเป็นไป ย่อมแล่นไปในนิพพานธาตุอันเป็นที่ดับ ซึ่งไม่มีนิมิต ไม่มีความเป็นไป ฯ ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในความออกไปและความหลีกไปภายนอก และโคตรภูธรรม มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกันหรือมีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในความออกไปและความหลีกไปภายนอก และโคตรภูธรรม มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ย่อมหลุดพ้นไปด้วยวิโมกข์อะไร ฯ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมหลุดพ้นไปด้วยอนิมิตตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมหลุดพ้นไปด้วยอัปปณิหิตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมหลุดพ้นไปด้วยสุญญตวิโมกข์ ฯ ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในความออกไปและความหลีกไปจากส่วนทั้งสองและมรรคญาณ มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในความออกไปและความหลีกไปจากส่วนทั้งสองและมรรคญาณมีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ

ข้อ ๕๐๙

กติหากาเรหิ ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ กติหากาเรหิ ตโย วิโมกฺขา เอกกฺขเณ โหนฺติ ฯ จตูหากาเรหิ ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ สตฺตหากาเรหิ ตโย วิโมกฺขา เอกกฺขเณ โหนฺติ ฯ {๕๐๙.๑} กตเมหิ จตูหากาเรหิ ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อธิฏฺฐานฏฺเฐน อภินีหารฏฺเฐน นิยฺยานฏฺเฐน ฯ {๕๐๙.๒} กถํ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต สุญฺญโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ เอวํ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ ฯ {๕๐๙.๓} กถํ อธิฏฺฐานฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต อนิมิตฺตวิโมกฺขสฺส วเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต อปฺปณิหิตวิโมกฺขสฺส วเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต สุญฺญตวิโมกฺขสฺส วเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาติ เอวํ อธิฏฺฐานฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ ฯ {๕๐๙.๔} กถํ อภินีหารฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต อนิมิตฺตวิโมกฺขสฺส วเสน จิตฺตํ อภินีหรติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต อปฺปณิหิตวิโมกฺขสฺส วเสน จิตฺตํ อภินีหรติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต สุญฺญตวิโมกฺขสฺส วเสน จิตฺตํ อภินีหรติ เอวํ อภินีหารฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ ฯ {๕๐๙.๕} กถํ นิยฺยานฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต อนิมิตฺตวิโมกฺขสฺส วเสน นิโรธํ นิพฺพานํ นิยฺยาติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต อปฺปณิหิตวิโมกฺขสฺส วเสน นิโรธํ นิพฺพานํ นิยฺยาติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต สุญฺญตวิโมกฺขสฺส วเสน นิโรธํ นิพฺพานํ นิยฺยาติ เอวํ นิยฺยานฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ อิเมหิ จตูหากาเรหิ ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ ฯ

วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยอาการเท่าไร ย่อมมีใน ขณะเดียวกันด้วยอาการเท่าไร ฯ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยอาการ ๔ ย่อมมีในขณะเดียวกันด้วยอาการ ๗ ฯ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยอาการ ๔ เป็นไฉน ฯ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยอาการ ๔ คือ ด้วยความเป็นใหญ่ ๑ด้วยความตั้งมั่น ๑ ด้วยความน้อมจิตไป ๑ ด้วยความนำออกไป ๑ ฯ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความเป็นใหญ่อย่างไร ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง อนิมิตตวิโมกข์ ย่อมเป็นใหญ่เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ ย่อมเป็นใหญ่ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สุญญตวิโมกข์ ย่อมเป็นใหญ่ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความเป็นใหญ่อย่างนี้ ฯ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความตั้งมั่นอย่างไร ฯ บุคคลเมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมตั้งจิตไว้มั่นด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมตั้งจิตไว้มั่นด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมตั้งจิตไว้มั่นด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความตั้งมั่นอย่างนี้ ฯ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความน้อมจิตไปอย่างไร ฯ บุคคลเมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมน้อมจิตไปด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมน้อมจิตไปด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมน้อมจิตไปด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความน้อมจิตไปอย่างนี้ ฯ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความนำออกไปอย่างไร ฯ บุคคลเมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมนำจิตออกไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมนำจิตออกไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมนำจิตออกไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความนำออกไปอย่างนี้ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยอาการ ๔ นี้ ฯ

ข้อ ๕๑๐

กตเมหิ สตฺตหากาเรหิ ตโย วิโมกฺขา เอกกฺขเณ โหนฺติ สโมธานฏฺเฐน อธิคมฏฺเฐน ปฏิลาภฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺฉิกิริยฏฺเฐน ผสฺสนฏฺเฐน อภิสมยฏฺเฐน ฯ {๕๑๐.๑} กถํ สโมธานฏฺเฐน อธิคมฏฺเฐน ปฏิลาภฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺฉิกิริยฏฺเฐน ผสฺสนฏฺเฐน อภิสมยฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา เอกกฺขเณ โหนฺติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข ยโต มุจฺจติ ตตฺถ น ปณิทหตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ยตฺถ น ปณิทหติ เตน สุญฺโญติ สุญฺญโต วิโมกฺโข เยน สุญฺญเตน นิมิตฺเตน อนิมิตฺโตติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข เอวํ สโมธานฏฺเฐน อธิคมฏฺเฐน ปฏิลาภฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺฉิกิริยฏฺเฐน ผสฺสนฏฺเฐน อภิสมยฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา เอกกฺขเณ โหนฺติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ยตฺถ น ปณิทหติ เตน สุญฺโญติ สุญฺญโต วิโมกฺโข {๕๑๐.๒} เยน สุญฺญเตน นิมิตฺเตน อนิมิตฺโตติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข เยน นิมิตฺเตน อนิมิตฺโต ตตฺถ น ปณิทหตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข เอวํ สโมธานฏฺเฐน อธิคมฏฺเฐน ปฏิลาภฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺฉิกิริยฏฺเฐน ผสฺสนฏฺเฐน อภิสมยฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา เอกกฺขเณ โหนฺติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข เยน สุญฺญเตน นิมิตฺเตน อนิมิตฺโตติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข เยน นิมิตฺเตน อนิมิตฺโต ตตฺถ น ปณิทหตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ยตฺถ น ปณิทหติ เตน สุญฺโญติ สุญฺญโต วิโมกฺโข เอวํ สโมธานฏฺเฐน อธิคมฏฺเฐน ปฏิลาภฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺฉิกิริยฏฺเฐน ผสฺสนฏฺเฐน อภิสมยฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา เอกกฺขเณ โหนฺติ อิเมหิ สตฺตหากาเรหิ ตโย วิโมกฺขา เอกกฺขเณ โหนฺติ ฯ

วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกันด้วยอาการ ๗ เป็นไฉน ฯ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกันด้วยอาการ ๗ คือ ด้วยความประชุมลง ๑ ด้วยความบรรลุ ๑ ด้วยความได้ ๑ ด้วยความแทงตลอด ๑ ด้วยความทำให้แจ้ง ๑ ด้วยความถูกต้อง ๑ ด้วยความตรัสรู้ ๑ ฯ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกัน ด้วยความประชุมลง ด้วยความบรรลุ ด้วยความได้ ด้วยความแทงตลอด ด้วยความทำให้แจ้ง ด้วยความถูกต้องด้วยความตรัสรู้ อย่างไร ฯ บุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมพ้นจากนิมิต เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอนิมิตตวิโมกข์ บุคคลย่อมพ้นจากอารมณ์ใด ย่อมไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์นั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอัปปณิหิตวิโมกข์ บุคคลไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์ใด เป็นผู้ว่างเปล่าจากอารมณ์นั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นสุญญตวิโมกข์ บุคคลไม่มีนิมิตเพราะนิมิตว่างเปล่าด้วยวิโมกข์ใด เพราะเหตุนั้นวิโมกข์นั้นจึงเป็นอนิมิตตวิโมกข์ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกัน ด้วยความประชุมลง ... ด้วยความตรัสรู้อย่างนี้ บุคคลมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมพ้นจากความปรารถนาอันเป็นที่ตั้ง เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอัปปณิหิต-*วิโมกข์ บุคคลไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์ใด เป็นผู้ว่างเปล่าจากอารมณ์นั้น เพราะเหตุนั้นวิโมกข์นั้นจึงเป็นสุญญตวิโมกข์ บุคคลไม่มีนิมิตเพราะนิมิตว่างเปล่าด้วยวิโมกข์ใดเพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอนิมิตตวิโมกข์ บุคคลไม่มีนิมิตเพราะนิมิตใดไม่ตั้งอยู่ในนิมิตนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอัปปณิหิตวิโมกข์ วิโมกข์ ๓ย่อมมีในขณะเดียวกัน ด้วยความประชุมลง ... ด้วยความตรัสรู้อย่างนี้ บุคคลมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมพ้นจากความยึดมั่น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นสุญญตวิโมกข์ บุคคลไม่มีนิมิตเพราะนิมิตว่างเปล่าด้วยวิโมกข์ใด เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอนิมิตตวิโมกข์ บุคคลไม่มีนิมิต เพราะนิมิตใด ไม่ตั้งอยู่ในนิมิตนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอัปปณิหิตวิโมกข์ บุคคลไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์ใด เป็นผู้ว่างเปล่าจากอารมณ์นั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นสุญญตวิโมกข์ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกัน ด้วยความประชุมลง ... ด้วยความตรัสรู้อย่างนี้ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกันด้วยอาการ ๗ นี้ ฯ

ข้อ ๕๑๑

อตฺถิ วิโมกฺโข อตฺถิ มุขํ อตฺถิ วิโมกฺขมุขํ อตฺถิ วิโมกฺขปจฺจนีกํ อตฺถิ วิโมกฺขานุโลมํ อตฺถิ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ อตฺถิ วิโมกฺขภาวนา อตฺถิ วิโมกฺขปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิ ฯ {๕๑๑.๑} กตโม วิโมกฺโข ฯ สุญฺญโต วิโมกฺโข อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ฯ {๕๑๑.๒} กตโม สุญฺญโต วิโมกฺโข ฯ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ สุขโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข อนตฺตานุปสฺสนาญาณํ อตฺตโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ นนฺทิยา อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข วิราคานุปสฺสนาญาณํ ราคโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข นิโรธานุปสฺสนาญาณํ สมุทยโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา- ญาณํ อาทานโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ นิมิตฺตโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ ปณิธิยา อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ สพฺพาภินิเวเสหิ มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข รูเป อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข ฯเปฯ รูเป สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ สพฺพาภินิเวเสหิ มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข เวทนาย สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข ฯเปฯ ชรามรเณ สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ สพฺพาภินิเวเสหิ มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข อยํ สุญฺญโต วิโมกฺโข ฯ

วิโมกข์มีอยู่ ธรรมอันเป็นประธานมีอยู่ ธรรมอันเป็นประธานแห่งวิโมกข์มีอยู่ ธรรมอันเป็นข้าศึกแก่วิโมกข์มีอยู่ ธรรมอันอนุโลมต่อวิโมกข์มีอยู่ วิโมกข์วิวัฏมีอยู่ การเจริญวิโมกข์มีอยู่ ความสงบระงับแห่งวิโมกข์มีอยู่ ฯ วิโมกข์เป็นไฉน คือ สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ ฯ สุญญตวิโมกข์เป็นไฉน อนิจจานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า สุญญตวิโมกข์ ทุกขานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่น โดยความเป็นสุข ... อนัตตานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความเป็นตัวตน ... นิพพิทานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความเพลิดเพลิน ... วิราคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความกำหนัด ... นิโรธานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยเป็นเหตุเกิด ... ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความถือมั่น ... อนิมิตตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความเป็นนิมิต ... อัปปณิหิตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยเป็นที่ตั้ง ... สุญญตา-*นุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นทุกอย่าง ... ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในรูป ย่อมพ้นจากความยึดมั่นทุกอย่าง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในชราและมรณะ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นทุกอย่างเพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ นี้เป็นสุญญตวิโมกข์ ฯ

ข้อ ๕๑๒

กตโม อนิมิตฺโต วิโมกฺโข ฯ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ สุขโต นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อนตฺตานุปสฺสนาญาณํ อตฺตโต นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ นนฺทิยา นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข วิราคานุปสฺสนาญาณํ ราคโต นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข นิโรธานุปสฺสนาญาณํ สมุทยโต นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา- ญาณํ อาทานโต นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อนิมิตฺตานุปสฺสนา- ญาณํ สพฺพนิมิตฺเตหิ มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อปฺปณิหิตานุปสฺสนา- ญาณํ ปณิธิยา นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข สุญฺญตานุปสฺสนา- ญาณํ อภินิเวสโต นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข รูเป อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข ฯเปฯ รูเป อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ สพฺพนิมิตฺเตหิ มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข รูเป อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ ปณิธิยา นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข รูเป สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข เวทนาย สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข ฯเปฯ ชรามรเณ อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ สพฺพนิมิตฺเตหิ มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข ชรามรเณ อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ ปณิธิยา นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข ชรามรเณ สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อยํ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข ฯ

อนิมิตตวิโมกข์เป็นไฉน อนิจจานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจาก เครื่องหมายโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ทุกขานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความเป็นสุข ... อนัตตานุปัสนา-*ญาณ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความเป็นตัวตน ... นิพพิทานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความเพลิดเพลิน ... วิราคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความกำหนัด ... นิโรธานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความเป็นเหตุเกิด ... ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความถือมั่น ... อนิมิตตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายทุกอย่าง ... อัปปณิหิตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความเป็นที่ตั้ง ... สุญญตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความยึดมั่น ... ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความเป็นสภาพเที่ยงเพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิตในรูป ย่อมพ้นจากนิมิตทุกอย่าง ... ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีที่ตั้งในรูป ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความเป็นที่ตั้ง ... ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในรูป ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความยึดมั่น ... ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิตในชราและมรณะ ย่อมพ้นจากนิมิตทุกอย่าง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีที่ตั้งในชราและมรณะ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความเป็นที่ตั้ง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในชราและมรณะย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์นี้เป็นอนิมิตตวิโมกข์ ฯ

ข้อ ๕๑๓

กตโม อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ฯ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ สุขโต ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อนตฺตานุปสฺสนา- ญาณํ อตฺตโต ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ นนฺทิยา ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข วิราคานุปสฺสนาญาณํ ราคโต ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข นิโรธานุปสฺสนาญาณํ สมุทยโต ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาญาณํ อาทานโต ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ นิมิตฺตโต ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ สพฺพปณิธีหิ มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข รูเป อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ฯเปฯ รูเป อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ สพฺพปณิธีหิ มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข รูเป สุญฺญตานุปสฺสนา- ญาณํ อภินิเวสโต ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข เวทนาย สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ฯเปฯ ชรามรเณ อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ สพฺพปณิธีหิ มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ชรามรเณ สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อยํ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ฯ

อัปปณิหิตวิโมกข์เป็นไฉน อนิจจานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจาก ที่ตั้งโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ทุกขานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความเป็นสุข ... อนัตตานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความเป็นตัวตน ... นิพพิทานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความเพลิดเพลิน ... วิราคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความกำหนัด ... นิโรธานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความเป็นเหตุเกิด ... ปฏินิสสัคคา-*นุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความถือมั่น ... อนิมิตตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความเป็นเครื่องหมาย ... อัปปณิหิตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากที่ตั้งทุกอย่าง ... สุญญตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความยึดมั่น ... ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีที่ตั้งในรูป ย่อมพ้นจากที่ตั้งทุกอย่าง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในรูป ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ ญาณ คือการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีที่ตั้งในชราและมรณะ ย่อมพ้นจากที่ตั้งทุกอย่าง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิต-*วิโมกข์ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในชราและมรณะ ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ นี้เป็นอัปปณิหิตวิโมกข์ ฯ

ข้อ ๕๑๔

กตมํ มุขํ ฯ เย ตตฺถ ชาตา อนวชฺชา กุสลา โพธิปกฺขิยา ธมฺมา อิทํ มุขํ ฯ {๕๑๔.๑} กตมํ วิโมกฺขมุขํ ฯ ยํ เตสนฺเตสํ ธมฺมานํ อารมฺมณํ นิโรโธ นิพฺพานํ อิทํ วิโมกฺขมุขํ ฯ {๕๑๔.๒} กตมํ วิโมกฺขปจฺจนีกํ ฯ ตึณิ อกุสลมูลานิ วิโมกฺขปจฺจนีกานิ ตีณิ ทุจฺจริตานิ วิโมกฺขปจฺจนีกานิ สพฺเพปิ อกุสลา ธมฺมา วิโมกฺขปจฺจนีกา อิทํ วิโมกฺขปจฺจนีกํ ฯ {๕๑๔.๓} กตมํ วิโมกฺขานุโลมํ ฯ ตีณิ กุสลมูลานิ วิโมกฺขานุโลมานิ ตีณิ สุจริตานิ วิโมกฺขานุโลมานิ สพฺเพปิ กุสลา ธมฺมา วิโมกฺขานุโลมา อิทํ วิโมกฺขานุโลมํ ฯ

ธรรมอันเป็นประธานเป็นไฉน ธรรมอันเป็นไปในฝักฝ่ายความตรัสรู้ เป็นกุศล ไม่มีโทษ เกิดในภาวนานั้น นี้ธรรมอันเป็นประธาน ฯ ธรรมอันเป็นประธานแห่งวิโมกข์เป็นไฉน นิพพานอันเป็นที่ดับ เป็นอารมณ์ของธรรมเหล่านั้น นี้เป็นธรรมอันเป็นประธานแห่งวิโมกข์ ฯ ธรรมอันเป็นข้าศึกแก่วิโมกข์เป็นไฉน อกุศลมูล ๓ ทุจริต ๓ อกุศล-*ธรรมแม้ทุกอย่าง เป็นข้าศึกแก่วิโมกข์ นี้ธรรมอันเป็นข้าศึกแก่วิโมกข์ ฯ ธรรมอันอนุโลมต่อวิโมกข์เป็นไฉน กุศลมูล ๓ สุจริต ๓ กุศลธรรมแม้ทุกอย่าง เป็นธรรมอันอนุโลมต่อวิโมกข์ นี้ธรรมอันอนุโลมต่อวิโมกข์ ฯ

ข้อ ๕๑๕

กตโม วิโมกฺขวิวฏฺโฏ ฯ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ญาณวิวฏฺโฏ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ สจฺจวิวฏฺโฏ สญฺชานนฺโต วิวฏฺฏตีติ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจตยนฺโต วิวฏฺฏตีติ เจโตวิวฏฺโฏ วิชานนฺโต วิวฏฺฏตีติ จิตฺตวิวฏฺโฏ ญาณํ กโรนฺโต วิวฏฺฏตีติ ญาณวิวฏฺโฏ โวสฺสชฺชนฺโต วิวฏฺฏตีติ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ ตถฏฺเฐ วิวฏฺฏตีติ สจฺจวิวฏฺโฏ ยตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ ตตฺถ เจโตวิวฏฺโฏ ยตฺถ เจโตวิวฏฺโฏ ตตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ ยตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ ตตฺถ จิตฺตวิวฏฺโฏ ยตฺถ จิตฺตวิวฏฺโฏ ตตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ ยตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ตตฺถ ญาณวิวฏฺโฏ ยตฺถ ญาณวิวฏฺโฏ ตตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ยตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ญาณวิวฏฺโฏ ตตฺถ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ ยตฺถ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ ตตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ญาณวิวฏฺโฏ ยตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ญาณวิวฏฺโฏ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ ตตฺถ สจฺจวิวฏฺโฏ ยตฺถ สจฺจวิวฏฺโฏ ตตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ญาณวิวฏฺโฏ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ อยํ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ ฯ

วิโมกขวิวัฏเป็นไฉน สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏ ญาณ-*วิวัฏ วิโมกขวิวัฏ สัจจวิวัฏ บุคคลหมายรู้หลีกออกไป เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิวัฏ บุคคลคิดอยู่หลีกออกไป เพราะเหตุนั้น จึงเป็นเจโตวิวัฏ บุคคลรู้แจ้งหลีกออกไป เพราะเหตุนั้น จึงเป็นจิตตวิวัฏ บุคคลทำความรู้หลีกออกไปเพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิวัฏ บุคคลปล่อยวางหลีกออกไป เพราะเหตุนั้น จึงเป็นวิโมกขวิวัฏ บุคคลหลีกออกไปในธรรมอันมีความถ่องแท้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัจจวิวัฏ สัญญาวิวัฏมีในที่ใด เจโตวิวัฏก็มีในที่นั้น เจโตวิวัฏมีในที่ใดสัญญาวิวัฏก็มีในที่นั้น สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏมีในที่ใด จิตตวิวัฏก็มีในที่นั้นจิตตวิวัฏมีในที่ใด สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏก็มีในที่นั้น สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏจิตตวิวัฏมีในที่ใด ญาณวิวัฏก็มีในที่นั้น ญาณวิวัฏมีในที่ใด สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏก็มีในที่นั้น สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏ ญาณวิวัฏมีในที่ใดวิโมกขวิวัฏก็มีในที่นั้น วิโมกขวิวัฏมีในที่ใด สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏญาณวิวัฏก็มีในที่นั้น สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏ ญาณวิวัฏ วิโมกขวิวัฏมีในที่ใด สัจจวิวัฏก็มีในที่นั้น สัจจวิวัฏมีในที่ใด สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏจิตตวิวัฏ ญาณวิวัฏ วิโมกขวิวัฏก็มีในที่นั้น นี้เป็นวิโมกข์วิวัฏ ฯ

ข้อ ๕๑๖

กตมา วิโมกฺขภาวนา ฯ ปฐมชฺฌานสฺส อาเสวนา ภาวนา พหุลีกมฺมํ ทุติยชฺฌานสฺส อาเสวนา ภาวนา พหุลีกมฺมํ ตติยชฺฌานสฺส อาเสวนา ภาวนา พหุลีกมฺมํ จตุตฺถชฺฌานสฺส อาเสวนา ภาวนา พหุลีกมฺมํ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา อาเสวนา ภาวนา พหุลีกมฺมํ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา อาเสวนา ภาวนา พหุลีกมฺมํ โสตาปตฺติมคฺคสฺส อาเสวนา ภาวนา พหุลีกมฺมํ สกทาคามิมคฺคสฺส อาเสวนา ภาวนา พหุลีกมฺมํ อนาคามิมคฺคสฺส ฯเปฯ อรหตฺตมคฺคสฺส อาเสวนา ภาวนา พหุลีกมฺมํ อยํ วิโมกฺขภาวนา ฯ {๕๑๖.๑} กตมา วิโมกฺขปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิ ฯ ปฐมชฺฌานสฺส ปฏิลาโภ วา วิปาโก วา ทุติยชฺฌานสฺส ปฏิลาโภ วา วิปาโก วา ตติยชฺฌานสฺส ฯเปฯ จตุตฺถชฺฌานสฺส อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา ปฏิลาโภ วา วิปาโก วา โสตาปตฺติมคฺคสฺส โสตาปตฺติผลํ สกทาคามิมคฺคสฺส สกทาคามิผลํ อนาคามิมคฺคสฺส อนาคามิผลํ อรหตฺตมคฺคสฺส อรหตฺตผลํ อยํ วิโมกฺขปฺปฏิปฺปสฺสทฺธีติ ฯ ตติยภาณวารํ ฯ วิโมกฺขกถา ฯ --------

การเจริญวิโมกข์เป็นไฉน การเสพ การเจริญ การทำให้มาก ซึ่งปฐมฌาน ... ทุติยฌาน ... ตติยฌาน ... จตุตถฌาน ... อากาสานัญ-*จายตนสมาบัติ ... วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ... อากิญจัญญายตนสมาบัติ ... เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ... โสดาปัตติมรรค ... สกทาคามิมรรค ... อนาคามิมรรค ... การเสพ การเจริญ การทำให้มากซึ่งอรหัตมรรค นี้เป็นการเจริญวิโมกข์ ฯ ความสงบระงับแห่งวิโมกข์เป็นไฉน การได้หรือวิบากแห่งปฐมฌาน ... ทุติยฌาน ... ตติยฌาน ... จตุตถฌาน ... อากาสานัญจายตนสมาบัติวิญญาณัญจายตนสมบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติโสดาปัตติผลแห่งโสดาปัตติมรรค สกทาคามิผลแห่งสกทาคามิมรรค อนาคามิผลแห่งอนาคามิมรรค อรหัตผลแห่งอรหัตมรรค นี้เป็นความสงบระงับแห่งวิโมกข์ ฯ จบตติยภาณวาร ฯ จบวิโมกขกถา -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/