ปสาทกรธัมมาทิบาลี
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปสาทกรธมฺมาทิปาลิ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต ปสาทกรธัมมาทิบาลี
อทฺธมิทํ ภิกฺขเว ลาภานํ ยทิทํ อารญฺญกตฺตํ ปิณฺฑปาติกตฺตํ ปํสุกูลิกตฺตํ เตจีวริกตฺตํ ธมฺมกถิกตฺตํ วินยธรกตฺตํ พาหุสจฺจํ ถาวเรยฺยํ อากปฺปสมฺปทา ปริวารสมฺปทา มหาปริวารตา กุลปุตฺติ วณฺณโปกฺขรตา กลฺยาณวากฺกรณตา อปฺปิจฺฉตา อปฺปาพาธตาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ความเป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ความเป็นผู้ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ความเป็นผู้ถือทรงไตรจีวร ความเป็นพระธรรมกถึก ความเป็นพระวินัยธร ความเป็นผู้มีพระพุทธพจน์อันได้สดับแล้วมาก ความเป็นผู้มั่นคง อากัปปสมบัติ บริวารสมบัติ ความเป็นผู้มีบริวารมาก ความเป็นกุลบุตร ความเป็นผู้มีผิวพรรณงามความเป็นผู้เจรจาไพเราะ ความเป็นผู้มักน้อย ความเป็นผู้มีอาพาธน้อย นี้เป็นกึ่งหนึ่งของลาภ ฯ
อจฺฉราสงฺฆาตมตฺตํปิ เจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปฐมํ ฌานํ ภาเวติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อริตฺตชฺฌาโน วิหรติ สตฺถุสาสนกโร โอวาทปฏิกโร อโมฆํ รฏฺฐปิณฺฑํ ภุญฺชติ โก ปน วาโท เย นํ พหุลีกโรนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเจริญปฐมฌานแม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือ ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดาปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้กระทำให้มากซึ่งปฐมฌานนั้นเล่า ฯ
อจฺฉราสงฺฆาตมตฺตํปิ เจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ทุติยํ ฌานํ ภาเวติ ... ตติยํ ฌานํ ภาเวติ ... จตุตฺถํ ฌานํ ภาเวติ ... เมตฺตํ เจโตวิมุตฺตึ ภาเวติ ... กรุณํ เจโตวิมุตฺตึ ภาเวติ ... มุทิตํ เจโตวิมุตฺตึ ภาเวติ ... อุเปกฺขํ เจโตวิมุตฺตึ ภาเวติ ... กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ... เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ ฯเปฯ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ ฯเปฯ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ... อนุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ อนุปฺปาทาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ ... อุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ ... อนุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ อุปฺปาทาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ ... อุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ ฐิติยา อสมฺโมสาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ {๒๐๙.๑} ... ฉนฺทสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ ... วิริยสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ ... จิตฺตสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ ... วีมํสาสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ ... สทฺธินฺทฺริยํ ภาเวติ ... วิริยินฺทฺริยํ ภาเวติ ... สตินฺทฺริยํ ภาเวติ ... สมาธินฺทฺริยํ ภาเวติ ... ปญฺญินฺทฺริยํ ภาเวติ ... สทฺธาพลํ ภาเวติ ... วิริยพลํ ภาเวติ ... สติพลํ ภาเวติ ... สมาธิพลํ ภาเวติ ... ปญฺญาพลํ ภาเวติ ... สติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ... ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ... วิริยสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ... ปีติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ... ปสฺสทฺธิ- สมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ... สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ... อุเปกฺขา- สมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ... สมฺมาทิฏฺฐึ ภาเวติ ... สมฺมาสงฺกปฺปํ ภาเวติ ... สมฺมาวาจํ ภาเวติ ... สมฺมากมฺมนฺตํ ภาเวติ ... สมฺมาอาชีวํ ภาเวติ ... สมฺมาวายามํ ภาเวติ ... สมฺมาสตึ ภาเวติ ... สมฺมาสมาธึ ภาเวติ ...
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุผู้เจริญทุติยฌานแม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้ว มือ ... เจริญตติยฌาน ... เจริญจตุตถฌาน ... เจริญเมตตาเจโตวิมุติ ... เจริญกรุณาเจโตวิมุติ ... เจริญมุทิตาเจโตวิมุติ ... เจริญอุเบกขาเจโตวิมุติ ... พิจารณากายในกายอยู่ พึงเป็นผู้มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก ... พิจารณาเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ ... พิจารณาจิตในจิตอยู่ ... พิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ ... ยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อไม่ให้อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ... ยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ... ยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ... ยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฝือ เพื่อความมีมาก เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ... เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร ... เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร ... เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร ... เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธานสังขาร ... เจริญสัทธินทรีย์ ... เจริญวิริยินทรีย์ ... เจริญสตินทรีย์ ... เจริญสมาธินทรีย์ ... เจริญปัญญินทรีย์ ... เจริญสัทธาพละ ... เจริญวิริยพละ ... เจริญสติพละ ... เจริญสมาธิพละ ... เจริญปัญญาพละ ... เจริญสติสัมโพชฌงค์... เจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ... เจริญวิริยสัมโพชฌงค์ ... เจริญปีติสัมโพชฌงค์เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ... เจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ ... เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์... เจริญสัมมาทิฏฐิ ... เจริญสัมมาสังกัปปะ ... เจริญสัมมาวาจา ... เจริญสัมมากัมมันตะ ... เจริญสัมมาอาชีวะ ... เจริญสัมมาวายามะ ... เจริญสัมมาสติ... ถ้าภิกษุเจริญสัมมาสมาธิแม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือ ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้กระทำให้มากซึ่งสัมมาสมาธิเล่า ฯ
อชฺฌตฺตํ รูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ ปริตฺตานิ สุวณฺณทุพฺพณฺณานิ ตานิ อภิภุยฺย ชานามิ ปสฺสามีติ เอวํ สญฺญี โหติ ...
ภิกษุผู้มีความเข้าใจรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่ย่อมเยา มีวรรณะดีหรือวรรณะทรามเข้า เธอครอบงำรูปเหล่านั้นเสียได้แล้ว มีความเข้าใจเช่นนี้ว่า เรารู้ เราเห็น ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้กระทำให้มากซึ่งความเข้าใจนั้นเล่า ฯ
อชฺฌตฺตํ รูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ อปฺปมาณานิ สุวณฺณทุพฺพณฺณานิ ตานิ อภิภุยฺย ชานามิ ปสฺสามีติ เอวํ สญฺญี โหติ ...
ภิกษุผู้มีความเข้าใจในรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่ไม่มีประมาณ มีวรรณะดีหรือมีวรรณะทรามเข้า เธอครอบงำรูปเหล่านั้นเสียได้แล้ว มีความเข้าใจเช่นนี้ว่า เรารู้ เราเห็น ... ฯ
อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ ปริตฺตานิ สุวณฺณทุพฺพณฺณานิ ตานิ อภิภุยฺย ชานามิ ปสฺสามีติ เอวํ สญฺญี โหติ ...
ภิกษุผู้มีความเข้าใจในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่ย่อมเยามีวรรณะดีหรือวรรณะทรามเข้า เธอครอบงำรูปเหล่านั้นเสียได้แล้ว มีความเข้าใจเช่นนี้ว่า เรารู้ เราเห็น ... ฯ
อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ อปฺปมาณานิ สุวณฺณทุพฺพณฺณานิ ตานิ อภิภุยฺย ชานามิ ปสฺสามีติ เอวํ สญฺญี โหติ ...
ภิกษุผู้มีความเข้าใจอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่ไม่มีประมาณมีวรรณะดีหรือมีวรรณะทรามเข้า เธอครอบงำรูปเหล่านั้นเสียได้แล้ว มีความเข้าใจเช่นนี้ว่า เรารู้ เราเห็น ... ฯ
อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ นีลานิ นีลวณฺณานิ นีลนิทสฺสนานิ นีลนิภาสานิ ตานิ อภิภุยฺย ชานามิ ปสฺสามีติ เอวํ สญฺญี โหติ ...
ภิกษุผู้มีความเข้าใจอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่เขียว มีสีเขียว เปรียบด้วยของเขียว มีแสงเขียวเข้า เธอครอบงำรูปเหล่านั้นเสียได้แล้ว มีความเข้าใจเช่นนี้ว่า เรารู้ เราเห็น ... ฯ
อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ ปีตานิ ปีตวณฺณานิ ปีตนิทสฺสนานิ ปีตนิภาสานิ ตานิ อภิภุยฺย ชานามิ ปสฺสามีติ เอวํ สญฺญี โหติ ...
ภิกษุผู้มีความเข้าใจอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่เหลือง มีสีเหลือง เปรียบด้วยของเหลือง มีแสงเหลืองเข้า เธอครอบงำรูปเหล่านั้นเสียได้แล้ว มีความเข้าใจเช่นนี้ว่า เรารู้ เราเห็น ... ฯ
อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ โลหิตกานิ โลหิตกวณฺณานิ โลหิตกนิทสฺสนานิ โลหิตกนิภาสานิ ตานิ อภิภุยฺย ชานามิ ปสฺสามีติ เอวํ สญฺญี โหติ ...
ภิกษุผู้มีความเข้าใจอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่แดง มีสีแดงเปรียบด้วยของแดง มีแสงแดงเข้า เธอครอบงำรูปเหล่านั้นเสียได้แล้ว มีความเข้าใจเช่นนี้ว่า เรารู้ เราเห็น ... ฯ
อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ โอทาตานิ โอทาตวณฺณานิ โอทาตนิทสฺสนานิ โอทาตนิภาสานิ ตานิ อภิภุยฺย ชานามิ ปสฺสามีติ เอวํ สญฺญี โหติ ... รูปี รูปานิ ปสฺสติ ...
ภิกษุผู้มีความเข้าใจอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่ขาว มีสีขาวเปรียบด้วยของขาว มีแสงขาวเข้า เธอครอบงำรูปเหล่านั้นเสียได้แล้ว มีความเข้าใจเช่นนี้ว่า เรารู้ เราเห็น ... ภิกษุผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย ฯ
อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ ... สุภนฺเตว อธิมุตฺโต โหติ ...
ภิกษุผู้มีความเข้าใจอรูปภายใน ย่อมเห็นรูปภายนอก ... ภิกษุ ย่อมเป็นผู้น้อมใจไปว่างามเท่านั้น ... ฯ
สพฺพโส รูปสญฺญานํ สมติกฺกมา ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา อนนฺโต อากาโสติ อากาสานญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ...
ภิกษุบรรลุอากาสานัญจายตนฌาน โดยมนสิการว่า อากาศไม่มีที่สุด เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญาเสียได้ เพราะไม่ใส่ใจซึ่งสัญญาต่างๆ อยู่ ... ฯ
สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม อนนฺตํ วิญฺญาณนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ...
ภิกษุก้าวล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว ได้ บรรลุวิญญาณัญจายตนฌานโดยมนสิการว่า วิญญาณไม่มีที่สุด ... ฯ
สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ...
ภิกษุก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนฌาน โดยประการทั้งปวงแล้ว ได้บรรลุอากิญจัญญายตนฌานโดยมนสิการว่า สิ่งอะไรไม่มี ... ฯ
สพฺพโส อากิญฺจญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม เนวสญฺญา- นาสญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ...
ภิกษุก้าวล่วงอากิญจัญญายตนฌาน โดยประการทั้งปวงแล้ว ได้บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ... ฯ
สพฺพโส เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม สญฺญาเวทยิตนิโรธํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ...
ภิกษุก้าวล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน โดยประการทั้งปวง แล้ว ได้บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ ... ฯ
ปฐวีกสิณํ ภาเวติ ... อาโปกสิณํ ภาเวติ ... เตโชกสิณํ ภาเวติ ... วาโยกสิณํ ภาเวติ ... นีลกสิณํ ภาเวติ ... ปีตกสิณํ ภาเวติ ... โลหิตกสิณํ ภาเวติ ... โอทาตกสิณํ ภาเวติ ... อากาสกสิณํ ภาเวติ ... วิญฺญาณกสิณํ ภาเวติ ... อสุภสญฺญํ ภาเวติ ... มรณสญฺญํ ภาเวติ ... อาหาเร ปฏิกฺกูลสญฺญํ ภาเวติ ... สพฺพโลเก อนภิรตสญฺญํ ภาเวติ ... อนิจฺจสญฺญํ ภาเวติ ... อนิจฺเจ ทุกฺขสญฺญํ ภาเวติ ... ทุกฺเข อนตฺตสญฺญํ ภาเวติ ... ปหานสญฺญํ ภาเวติ ... วิราคสญฺญํ ภาเวติ ... นิโรธสญฺญํ ภาเวติ ... อนิจฺจสญฺญํ ภาเวติ ... อนตฺตสญฺญํ ภาเวติ ... มรณสญฺญํ ภาเวติ ... อาหาเร ปฏิกฺกูลสญฺญํ ภาเวติ ... สพฺพโลเก อนภิรตสญฺญํ ภาเวติ ... อฏฺฐิกสญฺญํ ภาเวติ ... ปุฬวกสญฺญํ ภาเวติ ... วินีลกสญฺญํ ภาเวติ ... วิจฺฉิทฺทกสญฺญํ ภาเวติ ... อุทฺธุมาตกสญฺญํ ภาเวติ ... {๒๒๔.๑} พุทฺธานุสฺสตึ ภาเวติ ... ธมฺมานุสฺสตึ ภาเวติ ... สงฺฆานุสฺสตึ ภาเวติ ... สีลานุสฺสตึ ภาเวติ ... จาคานุสฺสตึ ภาเวติ ... เทวตานุสฺสตึ ภาเวติ ... อานาปานสติ ภาเวติ ... มรณสตึ ภาเวติ ... กายคตาสตึ ภาเวติ ... อุปสมานุสฺสตึ ภาเวติ ... ปฐมชฺฌานสหคตํ สทฺธินฺทฺริยํ ภาเวติ ... วิริยินฺทฺริยํ ภาเวติ ... สตินฺทฺริยํ ภาเวติ ... สมาธินฺทฺริยํ ภาเวติ ... ปญฺญินฺทฺริยํ ภาเวติ ... สทฺธาพลํ ภาเวติ ... วิริยพลํ ภาเวติ ... สติพลํ ภาเวติ ... สมาธิพลํ ภาเวติ ... ปญฺญาพลํ ภาเวติ ... ทุติยชฺฌานสหคตํ ฯเปฯ ตติยชฺฌานสหคตํ ฯเปฯ จตุตฺถชฺฌานสหคตํ ฯเปฯ เมตฺตาสหคตํ ฯเปฯ กรุณาสหคตํ ฯเปฯ มุทิตาสหคตํ ฯเปฯ อุเปกฺขาสหคตํ สทฺธินฺทฺริยํ ภาเวติ ... วิริยินฺทฺริยํ ภาเวติ ... สตินฺทฺริยํ ภาเวติ ... สมาธินฺทฺริยํ ภาเวติ ... ปญฺญินฺทฺริยํ ภาเวติ ... สทฺธาพลํ ภาเวติ ... วิริยพลํ ภาเวติ ... สติพลํ ภาเวติ ... สมาธิพลํ ภาเวติ ... ปญฺญาพลํ ภาเวติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อริตฺตชฺฌาโน วิหรติ สตฺถุสาสนกโร โอวาทปฏิกโร อโมฆํ รฏฺฐปิณฺฑํ ภุญฺชติ โก ปน วาโท เย นํ พหุลีกโรนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเจริญปฐวีกสิณแม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้ว มือ ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้กระทำให้มากซึ่งปฐวีกสิณนั้นเล่า ถ้าภิกษุเจริญอาโปกสิณ ... เจริญเตโชกสิณ ... เจริญวาโยกสิณ ... เจริญนีลกสิณ ... เจริญปีตกสิณ ... เจริญโลหิตกสิณ ... เจริญโอทาตกสิณ ... เจริญอากาสกสิณ ... เจริญวิญญาณกสิณ ... เจริญอสุภสัญญา ... เจริญมรณ-*สัญญา ... เจริญอาหาเรปฏิกูลสัญญา ... เจริญสัพพโลเกอนภิรตสัญญา ... เจริญอนิจจสัญญา ... เจริญอนิจเจทุกขสัญญา ... เจริญทุกเขอนัตตสัญญา ... เจริญปหานสัญญา ... เจริญวิราคสัญญา ... เจริญนิโรธสัญญา ... เจริญอนิจจสัญญา ... เจริญอนัตตสัญญา ... เจริญมรณะสัญญา ... เจริญอาหาเรปฏิกูลสัญญา ... เจริญสัพพโลเกอนภิรตสัญญา ... เจริญอัฏฐิกสัญญา ... เจริญปุฬุวกสัญญา ... เจริญวินีลกสัญญา ... เจริญวิจฉิททกสัญญา ... เจริญอุทธุมาตกสัญญา ... เจริญพุทธานุสสติ ... เจริญธัมมานุสสติ ... เจริญสังฆานุสสติ ... เจริญสีลานุสสติ ... เจริญจาคานุสสติ ... เจริญเทวตานุสสติ ... เจริญอานาปานสติ ... เจริญมรณสติ ... เจริญกายคตาสติ ... เจริญอุปสมานุสสติ ... เจริญสัทธินทรีย์ อันสหรคตด้วยปฐมฌาน ... เจริญวิริยินทรีย์ ... เจริญสตินทรีย์ ... เจริญสมาธินทรีย์... เจริญปัญญินทรีย์ ... เจริญสัทธาพละ ... เจริญวิริยพละ ... เจริญสติพละ ... เจริญสมาธิพละ ... เจริญปัญญาพละ ... เจริญสัทธินทรีย์อันสหรคตด้วยทุติยฌาน ฯลฯ เจริญสัทธินทรีย์อันสหรคตด้วยตติยฌาน ฯลฯ เจริญสัทธินทรีย์อันสหรคตด้วยจตุตถฌาน ฯลฯ เจริญสัทธินทรีย์อันสหรคตด้วยเมตตา ฯลฯ เจริญสัทธินทรีย์อันสหรคด้วยกรุณา ฯลฯ เจริญสัทธินทรีย์อันสหรคตด้วยมุทิตา ฯลฯ เจริญสัทธินทรีย์อันสหรคตด้วยอุเบกขา ... เจริญวิริยินทรีย์ ... เจริญสตินทรีย์ ... เจริญสมาธินทรีย์ ... เจริญปัญญินทรีย์ ... เจริญสัทธาพละ ... เจริญวิริยพละ ... เจริญสติพละ ... เจริญสมาธิพละ ... เจริญปัญญาพละ แม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือ ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดาปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้กระทำให้มากซึ่งปัญญาพละ อันสหรคตด้วยอุเบกขาเล่า ฯ
ยสฺส กสฺสจิ ภิกฺขเว มหาสมุทฺโท เจตสา ผุโฏ อนฺโตคธา ตสฺส กุนฺนทิโย ยากาจิ สมุทฺทงฺคมา เอวเมว โข ภิกฺขเว ยสฺส กสฺสจิ กายคตาสติ ภาวิตา พหุลีกตา อนฺโตคธา ตสฺส กุสลา ธมฺมา เยเกจิ วิชฺชาภาคิยาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว กุศลธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นไปในส่วนวิชชา ย่อมหยั่งลงในภายในของภิกษุนั้น เปรียบเหมือนมหาสมุทรอันผู้ใดผู้หนึ่งถูกต้องด้วยใจแล้วแม่น้ำน้อยสายใดสายหนึ่งซึ่งไหลไปสู่สมุทร ย่อมหยั่งลงในภายในของผู้นั้นฉะนั้น
เอกธมฺโม ภิกฺขเว ภาวิโต พหุลีกโต มหโต สํเวคาย สํวตฺตติ มหโต อตฺถาย สํวตฺตติ มหโต โยคกฺเขมาย สํวตฺตติ สติสมฺปชญฺญาย สํวตฺตติ ญาณทสฺสนปฏิลาภาย สํวตฺตติ ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหาราย สํวตฺตติ วิชฺชาวิมุตฺติผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตติ กตโม เอกธมฺโม กายคตาสติ อยํ โข ภิกฺขเว เอกธมฺโม ภาวิโต พหุลีกโต มหโต สํเวคาย สํวตฺตติ มหโต อตฺถาย สํวตฺตติ มหโต โยคกฺเขมาย สํวตฺตติ สติสมฺปชญฺญาย สํวตฺตติ ญาณทสฺสนปฏิลาภาย สํวตฺตติ ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหาราย สํวตฺตติ วิชฺชาวิมุตฺติผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมข้อหนึ่งซึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว เป็นไปเพื่อความสังเวชใหญ่ เป็นไปเพื่อประโยชน์ใหญ่ เป็นไปเพื่อความเกษมจากโยคะใหญ่ เป็นไปเพื่อสติและสัมปชัญญะ เป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ เป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งผล คือวิชชาและวิมุตติ ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร คือกายคตาสติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมข้อหนึ่งนี้แลบุคคลอบรมแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสังเวชใหญ่ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ใหญ่ ย่อมเป็นไปเพื่อความเกษมจากโยคะใหญ่ ย่อมเป็นไปเพื่อสติและสัมปชัญญะ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งผล คือ วิชชาและวิมุตติ ฯ
เอกธมฺเม ภิกฺขเว ภาวิเต พหุลีกเต กาโยปิ ปสฺสมฺภติ จิตฺตํปิ ปสฺสมฺภติ วิตกฺกวิจาราปิ วูปสมฺมนฺติ เกวลาปิ วิชฺชาภาคิยา ธมฺมา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ กตมสฺมึ เอกธมฺเม กายคตาสติยา อิมสฺมึ โข ภิกฺขเว เอกธมฺเม ภาวิเต พหุลีกเต กาโยปิ ปสฺสมฺภติ จิตฺตํปิ ปสฺสมฺภติ วิตกฺกวิจาราปิ วูปสมฺมนฺติ เกวลาปิ วิชฺชาภาคิยา ธมฺมา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว แม้กายก็สงบ แม้จิตก็สงบ แม้วิตกวิจารก็สงบธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งวิชชาแม้ทั้งสิ้น ก็ถึงความเจริญบริบูรณ์ ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร คือ กาย-*คตาสติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว แม้กายก็สงบ แม้จิตก็สงบ แม้วิตกวิจารก็สงบ ธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งวิชชาแม้ทั้งสิ้นก็ถึงความเจริญบริบูรณ์ ฯ
เอกธมฺเม ภิกฺขเว ภาวิเต พหุลีกเต อนุปฺปนฺนา เจว อกุสลา ธมฺมา นุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา จ อกุสลา ธมฺมา ปหียนฺติ กตมสฺมึ เอกธมฺเม กายคตาสติยา อิมสฺมึ โข ภิกฺขเว เอกธมฺเม ภาวิเต พหุลีกเต อนุปฺปนฺนา เจว อกุสลา ธมฺมา นุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา จ อกุสลา ธมฺมา ปหียนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้นได้เลย และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละเสียได้ ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร คือ กายคตาสติ ดูกรภิกษุทั้งหลายเมื่อธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้นได้เลย และอกุศลธรรมขึ้นแล้ว ย่อมละเสียได้ ฯ
เอกธมฺเม ภิกฺขเว ภาวิเต พหุลีกเต อนุปฺปนฺนา เจว กุสลา ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา จ กุสลา ธมฺมา ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย สํวตฺตติ กตมสฺมึ เอกธมฺเม กายคตาสติยา อิมสฺมึ โข ภิกฺขเว เอกธมฺเม ภาวิเต พหุลีกเต อนุปฺปนฺนา เจว กุสลา ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา จ กุสลา ธมฺมา ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย สํวตฺตนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้ว กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ ไพบูลย์ยิ่ง ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร คือกายคตาสติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ ไพบูลย์ยิ่ง ฯ
เอกธมฺม ภิกฺขเว ภาวิเต พหุลีกเต อวิชฺชา ปหียติ วิชฺชา อุปฺปชฺชติ อสฺมิมาโน ปหียติ อนุสยา สมุคฺฆาตํ คจฺฉนฺติ สญฺโญชนา ปหียนฺติ กตมสฺมึ เอกธมฺเม กายคตาสติยา อิมสฺมึ โข ภิกฺขเว เอกธมฺเม ภาวิเต พหุลีกเต อวิชฺชา ปหียติ วิชฺชา อุปฺปชฺชติ อสฺมิมาโน ปหียติ อนุสยา สมุคฺฆาตํ คจฺฉนฺติ สญฺโญชนา ปหียนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมละอวิชชาเสียได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น ย่อมละอัสมิมานะเสียได้อนุสัยย่อมถึงความเพิกถอน ย่อมละสังโยชน์เสียได้ ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร คือกายคตาสติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมละอวิชชาเสียได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น ย่อมละอัสมิมานะเสียได้อนุสัยย่อมถึงความเพิกถอน ย่อมละสังโยชน์เสียได้ ฯ
เอกธมฺโม ภิกฺขเว ภาวิโต พหุลีกโต ปญฺญาปฺปเภทาย สํวตฺตติ อนุปาทาปรินิพฺพานาย สํวตฺตติ กตโม เอกธมฺโม กายคตาสติ อยํ โข ภิกฺขเว เอกธมฺโม ภาวิโต พหุลีกโต ปญฺญาปฺปเภทาย สํวตฺตติ อนุปาทาปรินิพฺพานาย สํวตฺตตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความแตกฉานแห่งปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร คือกายคตาสติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความแตกฉานแห่งปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน ฯ
เอกธมฺเม ภิกฺขเว ภาวิเต พหุลีกเต อเนกธาตุปฏิเวโธ โหติ นานาธาตุปฏิเวโธ โหติ อเนกธาตุปฏิสมฺภิทา โหติ กตมสฺมึ เอกธมฺเม กายคตาสติยา อิมสฺมึ โข ภิกฺขเว เอกธมฺเม ภาวิเต พหุลีกเต อเนกธาตุปฏิเวโธ โหติ นานาธาตุปฏิเวโธ โหติ อเนกธาตุปฏิสมฺภิทา โหตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีการแทงตลอดธาตุมากหลาย ย่อมมีการแทงตลอดธาตุต่างๆ ย่อมมีความแตกฉานในธาตุมากหลาย ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร คือ กายคตาสติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีการแทงตลอดธาตุมากหลาย ย่อมมีการแทงตลอดธาตุต่างๆ ย่อมมีความแตกฉานในธาตุมากหลาย ฯ
เอกธมฺโม ภิกฺขเว ภาวิโต พหุลีกโต โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตติ สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตติ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตติ อรหตฺตผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตติ กตโม เอกธมฺโม กายคตาสติ อยํ โข ภิกฺขเว เอกธมฺโม ภาวิโต พหุลีกโต โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตติ สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตติ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตติ อรหตฺตผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้งธรรมข้อหนึ่งคืออะไร คือ กายคตาสติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมข้อหนึ่งนี้แลบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง ฯ
เอกธมฺโม ภิกฺขเว ภาวิโต พหุลีกโต ปญฺญาปฏิลาภาย สํวตฺตติ ปญฺญาวุฑฺฒิยา สํวตฺตติ ปญฺญาเวปุลฺลาย สํวตฺตติ มหาปญฺญตาย สํวตฺตติ ปุถุปญฺญตาย สํวตฺตติ วิปุลปญฺญตาย สํวตฺตติ คมฺภีรปญฺญตาย สํวตฺตติ อสมตฺถปญฺญตาย สํวตฺตติ ภูริปญฺญตาย สํวตฺตติ ปญฺญาพาหุลฺลาย สํวตฺตติ สีฆปญฺญตาย สํวตฺตติ ลหุปญฺญตาย สํวตฺตติ หาสปญฺญตาย สํวตฺตติ ชวนปญฺญตาย สํวตฺตติ ติกฺขปญฺญตาย สํวตฺตติ นิพฺเพธิกปญฺญตาย สํวตฺตติ กตโม เอกธมฺโม กายคตาสติ อยํ โข ภิกฺขเว เอกธมฺโม ภาวิโต พหุลีกโต ปญฺญาปฏิลาภาย สํวตฺตติ ปญฺญาวุฑฺฒิยา สํวตฺตติ ปญฺญาเวปุลฺลาย สํวตฺตติ มหาปญฺญตาย สํวตฺตติ ปุถุปญฺญตาย สํวตฺตติ วิปุลปญฺญตาย สํวตฺตติ คมฺภีรปญฺญตาย สํวตฺตติ อสมตฺถปญฺญตาย สํวตฺตติ ภูริปญฺญตาย สํวตฺตติ ปญฺญาพาหุลฺลาย สํวตฺตติ สีฆปญฺญตาย สํวตฺตติ ลหุปญฺญตาย สํวตฺตติ หาสปญฺญตาย สํวตฺตติ ชวนปญฺญตาย สํวตฺตติ ติกฺขปญฺญตาย สํวตฺตติ นิพฺเพธิกปญฺญตาย สํวตฺตตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาใหญ่ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไพบูลย์ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาสามารถยิ่ง ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มากด้วยปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาว่องไว ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแล่น ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาคม ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร คือ กายคตาสติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ... ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส ฯ
อมตนฺเต ภิกฺขเว น ปริภุญฺชนฺติ เย กายคตาสตึ น ปริภุญฺชนฺติ ฯ อมตนฺเต ภิกฺขเว ปริภุญฺชนฺติ เย กายคตาสตึ ปริภุญฺชนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าใดไม่บริโภคกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าย่อมไม่บริโภคอมตะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าใดบริโภคกายคตาสติชนเหล่านั้นชื่อว่าย่อมบริโภคอมตะ ฯ
อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว อปริภุตฺตํ เยสํ กายคตาสติ อปริภุตฺตา ฯ อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว ปริภุตฺตํ เยสํ กายคตาสติ ปริภุตฺตาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่บริโภคแล้วอมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่บริโภคแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดบริโภคแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นบริโภคแล้ว ฯ
อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว ปริหีนํ เยสํ กายคตาสติ ปริหีนา ฯ อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว อปริหีนํ เยสํ กายคตาสติ อปริหีนาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติของชนเหล่าใดเสื่อมแล้ว อมตะของชนเหล่านั้นชื่อว่าเสื่อมแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติของชนเหล่าใดไม่เสื่อมแล้ว อมตะของชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่เสื่อมแล้ว ฯ
อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว วิรทฺธํ เยสํ กายคตาสติ วิรทฺธา ฯ อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว อารทฺธํ เยสํ กายคตาสติ อารทฺธาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดเบื่อแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นเบื่อแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดชอบใจแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นชอบใจแล้ว ฯ
อมตนฺเต ภิกฺขเว ปมาทึสุ เย กายคตาสตึ ปมาทึสุ ฯ อมตนฺเต ภิกฺขเว น ปมาทึสุ เย กายคตาสตึ น ปมาทึสูติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าใดประมาทกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าประมาทอมตะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าใดไม่ประมาทกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่ประมาทอมตะ ฯ
อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว ปมุฏฺฐํ เยสํ กายคตาสติ ปมุฏฺฐา ฯ อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว อปฺปมุฏฺฐํ เยสํ กายคตาสติ อปฺปมุฏฺฐาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดหลงลืม อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นหลงลืม ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่หลงลืมอมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่หลงลืม ฯ
อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว อนาเสวิตํ เยสํ กายคตาสติ อนาเสวิตา ฯ อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว อาเสวิตํ เยสํ กายคตาสติ อาเสวิตาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่ซ่องเสพแล้วอมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่ซ่องเสพแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดซ่องเสพแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นซ่องเสพแล้ว ฯ
อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว อภาวิตํ เยสํ กายคตาสติ อภาวิตา ฯ อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว ภาวิตํ เยสํ กายคตาสติ ภาวิตาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่เจริญแล้วอมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่เจริญแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดเจริญแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นเจริญแล้ว ฯ
อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว อพหุลีกตํ เยสํ กายคตาสติ อพหุลีกตา ฯ อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว พหุลีกตํ เยสํ กายคตาสติ พหุลีกตาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่ทำให้มากแล้วอมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่ทำให้มากแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดทำให้มากแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นทำให้มากแล้ว ฯ
อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว อนภิญฺญาตํ เยสํ กายคตาสติ อนภิญฺญาตา ฯ อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว อภิญฺญาตํ เยสํ กายคตาสติ อภิญฺญาตาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ฯ
อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว อปริญฺญาตํ เยสํ กายคตาสติ อปริญฺญาตา ฯ อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว ปริญฺญาตํ เยสํ กายคตาสติ ปริญฺญาตาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่กำหนดรู้แล้วอมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่กำหนดรู้แล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดกำหนดรู้แล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นกำหนดรู้แล้ว ฯ
อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว อสจฺฉิกตํ เยสํ กายคตาสติ อสจฺฉิกตา ฯ อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว สจฺฉิกตํ เยสํ กายคตาสติ สจฺฉิกตาติ ฯ -------------- เอกนิปาตสฺส สุตฺตสหสฺสํ สมตฺตํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่ทำให้แจ้งแล้วอมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่ทำให้แจ้งแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดทำให้แจ้งแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นทำให้แจ้งแล้ว ฯ เอกนิบาต ๑,๐๐๐ สูตร จบบริบูรณ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ๑๘. อปรอัจฉราสังฆาตวรรค ๑๗. ปสาทกรธัมมวรรค หมวดว่าด้วยธรรมที่ทำให้เกิดความเลื่อมใส [๓๖๖-๓๘๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้อยู่ป่าเป็น วัตร ความเป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ความเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ความเป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร ความเป็นธรรมกถึก ความเป็นวินัยธร ความเป็น พหูสูต ความเป็นผู้มั่นคง ความถึงพร้อมด้วยอากัปกิริยา ความถึงพร้อมด้วย บริวารที่ดี ความเป็นผู้มีบริวารมาก ความเป็นกุลบุตร ความเป็นผู้มีรูปผิวพรรณ งาม ความเป็นผู้เจรจาไพเราะ ความเป็นผู้มักน้อย ความเป็นผู้มีอาพาธน้อย ทั้งหมดนี้ เป็นชื่อเรียกลาภนั่นเอง (๑-๑๖) (ปสาทกรธรรมวรรคที่ ๑๗ จบ) ๑๘. อปรอัจฉราสังฆาตวรรค หมวดว่าด้วยผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว อีกหมวดหนึ่ง
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเจริญปฐมฌานแม้ชั่ว ลัดนิ้วมือเดียว ภิกษุนี้เราเรียกว่า ผู้อยู่ไม่ห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของศาสดาปฏิบัติตามโอวาท ฉันบิณฑบาตของชาวบ้านอย่างไม่สูญเปล่า ไม่จำเป็นต้องพูดถึงภิกษุผู้ทำให้มากซึ่งปฐมฌานนั้น (๑) [๓๘๓-๓๘๙] ถ้าภิกษุเจริญทุติยฌานแม้ชั่วลัดนิ้วมือเดียว ... เจริญตติยฌาน... เจริญจตุตถฌาน ... เจริญเมตตาเจโตวิมุตติ ... เจริญกรุณาเจโตวิมุตติ ... เจริญมุทิตาเจโตวิมุตติ ... เจริญอุเปกขาเจโตวิมุตติ ฯลฯ (๒-๘) [๓๙๐-๓๙๓] ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะมีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ ... พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่@เชิงอรรถ : @ อากัปกิริยา ในที่นี้หมายถึงมารยาทในการรับปัจจัย ๔ มีจีวรเป็นต้น (องฺ.เอกก.อ. ๑/๓๖๖/๔๓๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๔๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ๑๘. อปรอัจฉราสังฆาตวรรค... พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ... พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่ มีความเพียรมีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ (๙-๑๒) [๓๙๔-๓๙๗] ภิกษุสร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตมุ่งมั่น เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น ภิกษุสร้างฉันทะ พยายามปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่นเพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ภิกษุสร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่นเพื่อทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ภิกษุสร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่นเพื่อความดำรงอยู่ ไม่เลือนหาย ภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (๑๓-๑๖) [๓๙๘-๔๐๑] ภิกษุเจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร ... เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยวีริยสมาธิปธานสังขาร ... เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร ... เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยวีมังสาสมาธิปธาน-สังขาร ... (๑๗-๒๐) [๔๐๒-๔๐๖] ภิกษุเจริญสัทธินทรีย์ ... เจริญวีริยินทรีย์ ... เจริญสตินทรีย์ ... เจริญสมาธินทรีย์ ... เจริญปัญญินทรีย์ ... (๒๑-๒๕) [๔๐๗-๔๑๑] ภิกษุเจริญสัทธาพละ ... เจริญวีริยพละ ... เจริญสติพละ ... เจริญสมาธิพละ ... เจริญปัญญาพละ ... (๒๖-๓๐) @เชิงอรรถ : @ ธรรมทั้งหลาย ในที่นี้หมายถึงนิวรณ์ ๕ อุปาทานขันธ์ ๕ อายตนะภายใน ๖ และอายตนะภายนอก ๖@โพชฌงค์ ๗ อริยสัจ ๔ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๓๙๐/๔๔๐) @ สร้างฉันทะ หมายถึงสร้างความพอใจใคร่จะทำกุศล พยายาม หมายถึงทำความเพียรบากบั่น ปรารภ@ความเพียร หมายถึงบำเพ็ญเพียรทั้งทางกายและทางใจ ประคองจิต หมายถึงยกจิตขึ้นพร้อมๆ กับ@ความเพียรทางกายและจิต มุ่งมั่น หมายถึงทำความเพียรเป็นหลักใหญ่ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๓๙๔/๔๔๐)@ได้แก่ สัมมัปปธาน ๔ ประการ ดู องฺ.จตุกฺก. ๒๑/๖๙/๘๔-๘๕ @ ฉันทสมาธิ หมายถึงสมาธิที่เกิดจากฉันทะ ปธานสังขาร หมายถึงความเพียรที่มุ่งมั่น (ปธาน) คำว่า@ฉันทสมาธิปธานสังขาร หมายถึงสมาธิที่เกิดจากฉันทะและความเพียรที่มุ่งมั่น วีริยสมาธิ จิตตสมาธิ@และ วีมังสาสมาธิ ก็มีอรรถาธิบายเช่นเดียวกัน ในสูตรนี้ เป็นทั้งโลกิยะและโลกุตตระ@(องฺ.เอกก.อ. ๑/๓๙๘/๔๔๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๔๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ๑๘. อปรอัจฉราสังฆาตวรรค [๔๑๒-๔๑๘] ภิกษุเจริญสติสัมโพชฌงค์ ... เจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ... เจริญวีริยสัมโพชฌงค์ ... เจริญปีติสัมโพชฌงค์ ... เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ... เจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ ... เจริญอุเปกขาสัมโพชฌงค์ ... (๓๑-๓๗) [๔๑๙-๔๒๖] ภิกษุเจริญสัมมาทิฏฐิ ... เจริญสัมมาสังกัปปะ ... เจริญสัมมา-วาจา ... เจริญสัมมากัมมันตะ ... เจริญสัมมาอาชีวะ ... เจริญสัมมาวายามะ ... เจริญสัมมาสติ ... เจริญสัมมาสมาธิ... (๓๘-๔๕)
ภิกษุผู้มีความจำได้หมายรู้รูปภายใน เห็นรูปภายนอกขนาดเล็กมีสีสันดีหรือไม่ดี เธอครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีความจำได้หมายรู้อย่างนี้ว่า “เรารู้เราเห็น” (๔๖)
ภิกษุผู้มีความจำได้หมายรู้รูปภายใน เห็นรูปภายนอกขนาดใหญ่มีสีสันดีหรือไม่ดี เธอครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีความจำได้หมายรู้อย่างนี้ว่า “เรารู้เราเห็น” (๔๗)
ภิกษุผู้มีความจำได้หมายรู้อรูปภายใน เห็นรูปภายนอกขนาดเล็กมีสีสันดีหรือไม่ดี เธอครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีความจำได้หมายรู้อย่างนี้ว่า “เรารู้เราเห็น” (๔๘)
ภิกษุผู้มีความจำได้หมายรู้อรูปภายใน เห็นรูปภายนอกขนาดใหญ่มีสีสันดีหรือไม่ดี เธอครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีความจำได้หมายรู้อย่างนี้ว่า “เรารู้เราเห็น” (๔๙)
ภิกษุผู้มีความจำได้หมายรู้อรูปภายใน เห็นรูปภายนอกเขียว มีสีเขียวเปรียบด้วยของเขียว มีสีเขียวเข้ม เธอครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีความจำได้หมายรู้อย่างนี้ว่า “เรารู้ เราเห็น” (๕๐)
ภิกษุผู้มีความจำได้หมายรู้อรูปภายใน เห็นรูปภายนอกเหลือง มีสีเหลือง เปรียบด้วยของเหลือง มีสีเหลืองเข้ม เธอครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีความจำได้หมายรู้อย่างนี้ว่า “เรารู้ เราเห็น” (๕๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๔๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ๑๘. อปรอัจฉราสังฆาตวรรค
ภิกษุผู้มีความจำได้หมายรู้อรูปภายใน เห็นรูปภายนอกแดง มีสีแดงเปรียบด้วยของแดง มีสีแดงเข้ม เธอครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีความจำได้หมายรู้อย่างนี้ว่า “เรารู้ เราเห็น” (๕๒)
ภิกษุผู้มีความจำได้หมายรู้อรูปภายใน เห็นรูปภายนอกขาว มีสีขาวเปรียบด้วยของขาว มีสีขาวเข้ม เธอครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีความจำได้หมายรู้อย่างนี้ว่า “เรารู้ เราเห็น” (๕๓)
ภิกษุผู้มีรูปฌานเป็นอารมณ์ย่อมเห็นรูปภายนอกทั้งหลายได้ (๕๔)
ภิกษุผู้มีความจำได้หมายรู้อรูปภายในย่อมเห็นรูปภายนอกทั้งหลาย ได้ (๕๕)
ภิกษุเป็นผู้น้อมใจไปว่า “งาม” เท่านั้น (๕๖)
ภิกษุบรรลุอากาสานัญจายตนฌาน อยู่โดยกำหนดว่า “อากาศหาที่สุดมิได้” เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่กำหนดถึงนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง (๕๗)
ภิกษุล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุ วิญญาณัญจายตนฌาน อยู่โดยกำหนดว่า “วิญญาณหาที่สุดมิได้” (๕๘)
ภิกษุล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุ อากิญจัญญายตนฌาน อยู่โดยกำหนดว่า “ไม่มีอะไร” (๕๙) @เชิงอรรถ : @ อากาสานัญจายตนฌาน หมายถึงฌานที่กำหนดอากาศคือช่องว่างอันหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ เป็นขั้น@ที่ ๑ ของอรูปฌาน ๔ (ที.สี.อ. ๒๑/๖๙/๑๑๓-๑๑๔) @ วิญญาณัญจายตนฌาน หมายถึงฌานที่กำหนดวิญญาณอันหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ เป็นขั้นที่ ๒ ของ@อรูปฌาน ๔ (ที.สี.อ. ๔๑๔/๓๐๘) @ อากิญจัญญายตนฌาน หมายถึงฌานที่กำหนดภาวะอันไม่มีอะไร(ความว่าง)เป็นอารมณ์ ฌานนี้เรียกอีก@อย่างหนึ่งว่า สัญญัคคะ(ที่สุดแห่งสัญญา)เพราะเป็นภาวะสุดท้ายของการมีสัญญากล่าวคือผู้บรรลุ@อากิญจัญญายตนฌานแล้ว ขั้นต่อไปจะเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานบ้าง เข้าถึงสัญญานิโรธบ้าง@(ที.สี.อ. ๔๑๔/๓๐๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๔๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ๑๘. อปรอัจฉราสังฆาตวรรค
ภิกษุล่วงอากิญจัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุเนวสัญญา- นาสัญญายตนฌานอยู่ (๖๐)
ภิกษุล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุ สัญญาเวทยิตนิโรธ(สมาบัติที่ดับสัญญาและเวทนา)อยู่ (๖๑) [๔๔๓-๔๕๒] ภิกษุเจริญปฐวีกสิณ ... เจริญอาโปกสิณ ... เจริญเตโชกสิณ ... เจริญวาโยกสิณ ... เจริญนีลกสิณ ... เจริญปีตกสิณ ... เจริญโลหิตกสิณ ... เจริญโอทาตกสิณ ... เจริญอากาสกสิณ ... เจริญวิญญาณกสิณ ... (๖๒-๗๑) [๔๕๓-๔๖๒] ภิกษุเจริญอสุภสัญญา ... เจริญมรณสัญญา ... เจริญอาหาเร-ปฏิกูลสัญญา ... เจริญสัพพโลเกอนภิรตสัญญา ... เจริญอนิจจสัญญา ... เจริญอนิจเจทุกขสัญญา ... เจริญทุกเขอนัตตสัญญา ... เจริญปหานสัญญา ... เจริญวิราคสัญญา... เจริญนิโรธสัญญา... (๗๒-๘๑) [๔๖๓-๔๗๒] ภิกษุเจริญอนิจจสัญญา ... เจริญอนัตตสัญญา ... เจริญมรณ-สัญญา ... เจริญอาหาเรปฏิกูลสัญญา ... เจริญสัพพโลเกอนภิรตสัญญา ... เจริญอัฏฐิกสัญญา ... เจริญปุฬวกสัญญา ... เจริญวินีลกสัญญา ... เจริญวิจฉิททกสัญญา ... เจริญอุทธุมาตกสัญญา ... (๘๒-๙๑) [๔๗๓-๔๘๒] ภิกษุเจริญพุทธานุสสติ ... เจริญธัมมานุสสติ ... เจริญสังฆานุสสติ... เจริญสีลานุสสติ ... เจริญจาคานุสสติ ... เจริญเทวตานุสสติ ... เจริญอานาปานสติ... เจริญมรณัสสติ ... เจริญกายคตาสติ ... เจริญอุปสมานุสสติ ... (๙๒-๑๐๑) [๔๘๓-๔๙๒] ภิกษุเจริญสัทธินทรีย์ที่ประกอบด้วยปฐมฌาน ... เจริญ วีริยินทรีย์ ... เจริญสตินทรีย์ ... เจริญสมาธินทรีย์ ... เจริญปัญญินทรีย์ ... เจริญสัทธาพละ ... เจริญวีริยพละ ... เจริญสติพละ ... เจริญสมาธิพละ ... เจริญปัญญาพละ... (๑๐๒-๑๑๑) [๔๙๓-๕๖๒] ภิกษุเจริญสัทธินทรีย์ที่ประกอบด้วยทุติยฌาน ฯลฯ ที่ประกอบด้วยตติยฌาน ฯลฯ ที่ประกอบด้วยจตุตถฌาน ฯลฯ ที่ประกอบด้วยเมตตา ฯลฯ ที่ประกอบด้วยกรุณา ฯลฯ ที่ประกอบด้วยมุทิตา ฯลฯ ที่ประกอบด้วยอุเบกขา ... เจริญวีริยินทรีย์ ... เจริญสตินทรีย์ ... เจริญสมาธินทรีย์ ... เจริญปัญญินทรีย์ ...
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๕๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ๑๙. กายคตาสติวรรค เจริญสัทธาพละ ... เจริญวีริยพละ ... เจริญสติพละ ... เจริญสมาธิพละ ... เจริญปัญญาพละ ... ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เราเรียกว่า ผู้อยู่ไม่ห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ฉันบิณฑบาตของชาวบ้านอย่างไม่สูญเปล่า ไม่จำเป็นต้องพูดถึงภิกษุผู้ทำให้มากซึ่งปัญญาพละที่ประกอบด้วยอุเบกขา (๑๑๒-๑๘๑)อปรอัจฉราสังฆาตวรรคที่ ๑๘ จบ ๑๙. กายคตาสติวรรค หมวดว่าด้วยผลแห่งการเจริญกายคตาสติ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันภิกษุรูปใดรูป หนึ่งได้เจริญทำให้มากแล้ว กุศลธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นส่วนแห่งวิชชา ย่อม เป็นภาวนาที่หยั่งลงในจิตของภิกษุนั้น เปรียบเหมือนมหาสมุทรอันผู้ใดผู้หนึ่งสัมผัส ด้วยใจแล้ว แม่น้ำน้อยสายใดสายหนึ่งที่ไหลไปสู่สมุทรย่อมปรากฏภายในจิตของ ผู้นั้น (๑) [๕๖๔-๕๗๐] ธรรมอันเป็นเอกที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้วย่อมเป็นไป เพื่อสังเวชใหญ่ เพื่อประโยชน์ใหญ่ เพื่อธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะใหญ่ เพื่อ สติและสัมปชัญญะ เพื่อได้ญาณทัสสนะ เพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เพื่อทำให้แจ้งซึ่ง ผลแห่งวิชชาและวิมุตติ ธรรมอันเป็นเอกคืออะไร คือ กายคตาสติ ธรรมอันเป็นเอกนี้แลที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อสังเวชใหญ่ เพื่อประโยชน์ใหญ่ เพื่อธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะใหญ่ เพื่อสติและสัมปชัญญะ เพื่อได้ญาณทัสสนะ เพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เพื่อทำให้แจ้งซึ่งผลแห่งวิชชาและวิมุตติ (๒-๘) @เชิงอรรถ : @ วิชชา มี ๘ ประการ คือ (๑) วิปัสสนาญาณ (๒) มโนมยิทธิ (๓) อิทธิวิธา (๔) ทิพพโสตะ (๕) เจโตปริยญาณ@(๖) ปุพเพนิวาสานุสสติ (๗) ทิพพจักขุ (๘) อาสวักขยญาณ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๖๓/๔๗๒)@ หมายถึงการเจริญอาโปกสิณ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๖๓/๔๗๒) @ สังเวชใหญ่ ในที่นี้หมายถึงวิปัสสนาหรืออีกนัยหนึ่งหมายถึงมรรคแห่งวิปัสสนา @ ประโยชน์ใหญ่ ในที่นี้หมายถึงมรรค ๔ อีกนัยหนึ่งหมายถึงสามัญญผล ๔ @ ธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะใหญ่ หมายถึงสามัญญผล ๔ อีกนัยหนี่งหมายถึงนิพพาน@ ญาณทัสสนะ หมายถึงทิพพจักขุญาณ @ ผลแห่งวิชชาและวิมุตติ หมายถึงอรหัตตผล (องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๖๔-๕๗๐/๔๗๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๕๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ๑๙. กายคตาสติวรรค
เมื่อธรรมอันเป็นเอกที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้ว แม้กายก็สงบแม้จิตก็สงบ แม้วิตกและวิจารก็สงบ ธรรมที่เป็นส่วนแห่งวิชชาแม้ทั้งสิ้นก็ถึงความเจริญเต็มที่ ธรรมอันเป็นเอกคืออะไร คือ กายคตาสติ เมื่อธรรมอันเป็นเอกนี้แลที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้ว แม้กายก็สงบ แม้จิตก็สงบ แม้วิตกและวิจารก็สงบ ธรรมที่เป็นส่วนแห่งวิชชาแม้ทั้งสิ้นก็ถึงความเจริญเต็มที่ (๙)
เมื่อธรรมอันเป็นเอกที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้ว อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็ไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็ละได้ ธรรมอันเป็นเอกคืออะไร คือกายคตาสติ เมื่อธรรมอันเป็นเอกนี้แลที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้ว อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็ไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็ละได้ (๑๐)
เมื่อธรรมอันเป็นเอกที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้ว กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น ธรรมอันเป็นเอกคืออะไร คือ กายคตาสติ เมื่อธรรมอันเป็นเอกนี้แลที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้ว กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น (๑๑)
เมื่อธรรมอันเป็นเอกที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้วย่อมละอวิชชาได้ วิชชาเกิดขึ้นย่อมละอัสมิมานะได้ อนุสัย ย่อมถึงความถอนขึ้น ย่อมละสังโยชน์ได้ธรรมอันเป็นเอกคืออะไร คือ กายคตาสติ เมื่อธรรมอันเป็นเอกนี้แล ที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้วย่อมละอวิชชาได้ วิชชาเกิดขึ้นย่อมละอัสมิมานะ ได้ อนุสัยถึงความถอนขึ้นย่อมละสังโยชน์ได้ (๑๒) @เชิงอรรถ : @ อนุสัยหรือสังโยชน์ มี ๗ คือ กามราคะ(ความกำหนัดในกาม) ปฏิฆะ(ความขัดใจ) ทิฏฐิ(ความเห็นผิด)@วิจิกิจฉา(ความลังเลใจ) มานะ(ความถือตัว) ภวราคะ(ความกำหนัดในภพ) อวิชชา(ความไม่รู้จริง)@(ที.ปา ๑๑/๓๓๒/๒๒๓, อง.สตฺตก. ๒๓/๑๑/๘) @ อัสมิมานะ หมายถึงความสำคัญตนเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มี ๙ ประการ คือ (๑) เป็นผู้เลิศกว่าเขา@สำคัญตัวว่าเลิศกว่าเขา (๒) เป็นผู้เลิศกว่าเขาสำคัญตัวว่าเสมอเขา (๓) เป็นผู้เลิศกว่าเขาสำคัญตัวว่าเลว@กว่าเขา (๔) เป็นผู้เสมอเขาสำคัญตัวว่าเลิศกว่าเขา (๕) เป็นผู้เสมอเขาสำคัญตัวว่าเสมอเขา (๖) เป็นผู้@เสมอเขาสำคัญตัวว่าเลวกว่าเขา (๗) เป็นผู้เลวกว่าเขาสำคัญตัวว่าเลิศกว่าเขา (๘) เป็นผู้เลวกว่าเขา@สำคัญตัวว่าเสมอเขา (๙) เป็นผู้เลวกว่าเขาสำคัญตัวว่าเลวกว่าเขา (องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๗๔/๔๗๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๕๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ๑๙. กายคตาสติวรรค [๕๗๕-๕๗๖] ธรรมอันเป็นเอกที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้วย่อมเป็นไป เพื่อความแตกฉานแห่งปัญญา เพื่ออนุปาทาปรินิพพาน ธรรมอันเป็นเอกคืออะไร คือ กายคตาสติ ธรรมอันเป็นเอกนี้แลที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความแตกฉานแห่งปัญญา เพื่ออนุปาทาปรินิพพาน (๑๓-๑๔) [๕๗๗-๕๗๙] เมื่อธรรมอันเป็นเอกที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้วย่อมมี ความเข้าใจแจ่มแจ้งธาตุหลายชนิด มีความเข้าใจแจ่มแจ้งธาตุที่แตกต่างกัน มีความแตกฉานในธาตุหลายชนิด ธรรมอันเป็นเอกคืออะไร คือ กายคตาสติ เมื่อธรรมอันเป็นเอกนี้แลที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้วย่อมมีความเข้าใจแจ่มแจ้งธาตุหลายชนิดมีความเข้าใจแจ่มแจ้งธาตุที่แตกต่างกัน มีความแตกฉานในธาตุหลายชนิด (๑๕-๑๗) [๕๘๐-๕๘๓] ธรรมอันเป็นเอกที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้วย่อมเป็นไป เพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล ธรรมอันเป็นเอกคืออะไร คือ กายคตาสติ ธรรมอันเป็นเอกนี้แลที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล (๑๘-๒๑) [๕๘๔-๕๙๙] ธรรมอันเป็นเอกที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้วย่อมเป็นไป เพื่อได้ปัญญา เพื่อความเจริญแห่งปัญญา เพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแน่นหนา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญา @เชิงอรรถ : @ ธาตุหลายชนิด หมายถึงธาตุ ๑๘ มีจักขุธาตุเป็นต้น (องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๗๗/๔๗๓, อภิ.วิ. ๓๕/๑๘๕/๑๐๕)@ ปัญญา ในที่นี้หมายถึงมัคคญาณ ๔ ผลญาณ ๔ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ อภิญญาญาณ ๖ ญาณ ๗๓@และญาณ ๗๗ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๘๔/๔๗๔) @ ปัญญา ในที่นี้หมายถึงปัญญาของพระอริยเสขบุคคล ๗ จำพวก กัลยาณปุถุชน และปัญญาของพระ@อรหันต์ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๘๔/๔๗๔) @ มีปัญญามาก ในที่นี้หมายถึงมีปัญญาที่ให้ได้รับประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพาน ได้แก่ ธาตุ ๑๘@อายตนะ ๑๒ ปฏิจจสมุปปาทธรรม นิรุตติ ปฏิภาณ สีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์@วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ ฐานาฏฐานขันธ์ ฐานะ อัฏฐานะ วิหารสมาบัติ ๘ อริยสัจ ๔ สติปัฏฐาน ๔@สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ สามัญญผล ๔@อภิญญา ๖ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๘๔/๔๗๔) @ มีปัญญาแน่นหนา ในที่นี้หมายถึงมีญาณ(ความรู้)ในธาตุ ๑๘ อายตนะ ๑๒ ฯลฯ โพชฌงค์ ๗@อริยมรรคมีองค์ ๘ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๘๔/๔๗๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๕๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ๒๐. อมตวรรค ไพบูลย์ เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลุ่มลึก เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาสามารถยิ่ง เพื่อ ความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง เพื่อความเป็นผู้มากด้วยปัญญา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาว่องไว เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็ว เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาคล่องแคล่ว เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม และเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส ธรรมอันเป็นเอกคืออะไร คือ กายคตาสติ ธรรมอันเป็นเอกนี้แลที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา เพื่อความเจริญแห่ง ปัญญา เพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแน่นหนา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไพบูลย์ เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลุ่มลึก เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาสามารถยิ่ง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง เพื่อความเป็นผู้มากด้วยปัญญา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาว่องไว เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็วเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาคล่องแคล่ว เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม และเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส (๒๒-๓๗) กายคตาสติวรรคที่ ๑๙ จบ ๒๐. อมตวรรค หมวดว่าด้วยอมตธรรม
ชนเหล่าใดไม่เจริญกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่บรรลุอมตธรรม ชนเหล่าใดเจริญกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าบรรลุอมตธรรม (๑) @เชิงอรรถ : @ มีปัญญาไพบูลย์และมีปัญญาลุ่มลึก ในที่นี้หมายถึงมีปัญญาที่ให้ได้รับประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพาน@(องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๘๔/๔๗๕) @ มีปัญญาสามารถยิ่ง ในที่นี้หมายถึงได้บรรลุอัตถปฏิสัมภิทา ธัมมปฏิสัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทา@ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๘๔/๔๗๕) @ มีปัญญากว้างขวาง ในที่นี้หมายถึงมีปัญญาที่หนักหน่วงดุจแผ่นดินสามารถข่มกิเลสทั้งปวงมีราคะเป็นต้น@ได้ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๘๔/๔๗๖) @ มีปัญญาเฉียบแหลม ในที่นี้หมายถึงมีปัญญาที่ละ บรรเทา ดับกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก@และบาปอกุศลธรรม ทำให้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ กรรมที่นำสัตว์ไปสู่ภพ และหมายถึงปัญญาที่รู้@แจ้งอริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๘๔/๔๗๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๕๔}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ๒๐. อมตวรรค
ชนเหล่าใดไม่ได้เจริญกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่ได้บรรลุอมต- ธรรม ชนเหล่าใดได้เจริญกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าได้บรรลุอมตธรรม (๒)
ชนเหล่าใดมีกายคตาสติเสื่อม ชนเหล่านั้นชื่อว่ามีอมตธรรมเสื่อม ชนเหล่าใดมีกายคตาสติไม่เสื่อม ชนเหล่านั้นชื่อว่ามีอมตธรรมไม่เสื่อม (๓)
ชนเหล่าใดเบื่อกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าเบื่ออมตธรรม ชนเหล่าใดชอบใจกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าชอบใจอมตธรรม (๔)
ชนเหล่าใดประมาทกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าประมาทอมตธรรม ชนเหล่าใดไม่ประมาทกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่ประมาทอมตธรรม (๕)
ชนเหล่าใดหลงลืมกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าหลงลืมอมตธรรม ชนเหล่าใดไม่หลงลืมกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่หลงลืมอมตธรรม (๖)
ชนเหล่าใดไม่ได้เสพกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่ได้เสพอมตธรรม ชนเหล่าใดได้เสพกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าได้เสพอมตธรรม (๗)
ชนเหล่าใดไม่ได้เจริญกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่ได้เจริญอมต- ธรรม ชนเหล่าใดได้เจริญกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าได้เจริญอมตธรรม (๘)
ชนเหล่าใดไม่ได้ทำกายคตาสติให้มาก ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่ได้ทำอมตธรรมให้มาก ชนเหล่าใดได้ทำกายคตาสติให้มาก ชนเหล่านั้นชื่อว่าได้ทำอมตธรรมให้มาก (๙)
ชนเหล่าใดไม่ได้รู้ยิ่งกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่ได้รู้ยิ่งอมตธรรม ชนเหล่าใดได้รู้ยิ่งกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าได้รู้ยิ่งอมตธรรม (๑๐) @เชิงอรรถ : @ เบื่อกายคตาสติ หมายถึงไม่ให้กายคตาสติสำเร็จ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๖๐๐-๖๑๑/๔๘๐)@ ชอบใจกายคตาสติ หมายถึงบำเพ็ญกายคตาสติให้บริบูรณ์ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๖๐๐-๖๑๑/๔๘๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๕๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ๒๐. อมตวรรค
ชนเหล่าใดไม่ได้กำหนดรู้กายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่ได้กำหนดรู้อมตธรรม ชนเหล่าใดได้กำหนดรู้กายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าได้กำหนดรู้อมตธรรม (๑๑)
ชนเหล่าใดไม่ได้ทำกายคตาสติให้แจ้ง ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่ได้ทำ อมตธรรมให้แจ้ง ชนเหล่าใดได้ทำกายคตาสติให้แจ้ง ชนเหล่านั้นชื่อว่าได้ทำอมตธรรมให้แจ้ง (๑๒) (เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดี ต่างชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาค) อมตวรรคที่ ๒๐ จบ เอกกนิบาต จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๕๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปสาทกรธัมมาทิบาลี อรรถกถาปสาทกรธรรมวรรค
____________________________
บาลีข้อ ๒๐๗-๒๔๖
บาลีข้อ ๒๐๗
คำว่า อทฺธํ ในบทเป็นต้นว่า อทฺธมิทํ นี้เป็นชื่อของส่วนหนึ่งๆ. ท่านอธิบายว่า นี้เป็นลาภแน่แท้ คือนี้เป็นส่วนหนึ่งๆ ของลาภ.
บทว่า ยทิทํ อารญฺญกตฺตํ คือ ความเป็นผู้อยู่ป่าส่วนหนึ่งใด. อธิบายว่า ชื่อว่าความเป็นผู้อยู่ป่าเป็นส่วนหนึ่งของลาภ คือ ภิกษุผู้อยู่ป่าอาจได้ลาภ เพราะเป็นผู้บำเพ็ญได้อย่างแท้จริง. ก็ภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตรคิดว่า เราจักกระทำสิ่งที่สมควรแก่การอยู่ป่าของตัวเรา จึงไม่กระทำกรรมที่ชื่อว่าลามก. เมื่อเป็นเช่นนั้น มหาชนก็จะเกิดความเคารพต่อท่านว่า ภิกษุนี้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ย่อมทำการบูชาด้วยปัจจัยทั้ง ๔. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตรนี้ เป็นลาภแน่แท้ ดังนี้.
แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้แหละ.
ก็ความเป็นผู้ได้สดับฟังมาก ชื่อว่าพาหุสัจจะ ในสูตรนี้.
บทว่า ถาวเรยฺยํ ได้แก่ ความเป็นผู้ถึงความมั่นคง เพราะเป็นผู้บวชนาน.
บทว่า อากปฺปสมฺปทา ได้แก่ ความถึงพร้อมด้วยมารยาทมีการครองจีวรเป็นต้น.
ความเป็นผู้มีบริวารสะอาด ชื่อว่าปริวารสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยบริวาร. ความเป็นกุลบุตร ชื่อกุลปุตติ (บุตรคนมีตระกูล). ความเป็นผู้มีรูปร่างดี ชื่อว่าวัณณโปกขรตา. ความเปล่งถ้อยคำไพเราะ ชื่อว่ากัลยณวากกรณตา. ความถึงพร้อมด้วยความไม่มีโรค ชื่อว่าอัปปาพาธตา.
ก็ภิกษุผู้ไม่มีโรค ย่อมบำเพ็ญวาสธุระ (ธุระในการอบรมจิตใจ) และคันถธุระให้บริบูรณ์ได้ เพราะตนเป็นผู้มีร่างกายสบาย. เพราะเหตุนั้น ลาภทั้งหลายจึงเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้นแล.
จบอรรถกถาปสาทกรธรรมวรรค -----------------------------------------------------
อรรถกถาอปรอัจฉราสังฆาตวรรค
____________________________
บาลีข้อ ๒๐๘-๒๒๔ ในบาลีไม่ได้แยกเป็นวรรค แต่รวมอยู่ในปสาทกรธัมมาทิบาลี.
พระสูตรแม้นี้ว่า อจฺฉราสงฺฆาตมตฺตํ ดังนี้ ตรัสไว้ในเหตุเกิดเรื่องของอัคคิกขันโธปมสูตร. ก็กถาที่พูดถึงผลของเมตตาที่ไม่ถึงอัปปนาไม่มี. พระธรรมเทศนานี้พึงทราบว่าทรงปรารภในเมื่อเกิดเรื่องนั้นนั่นแล.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปฐมํ มีเนื้อความดังกล่าวไว้ในวิภังค์ว่า เป็นที่ ๑ ตามลำดับแห่งการนับ ชื่อว่าเป็นที่ ๑ เพราะเข้าฌานที่ ๑ นี้.
บทว่า ฌานํ ความว่า ชื่อว่าฌานมี ๒ อย่าง คือ อารัมมณูปนิชฌานและลักขณูปนิชฌาน. ในฌาน ๒ อย่างนั้น สมาบัติ ๘ ชื่อว่าอารัมมณูปนิชฌาน. ก็สมาบัติ ๘ เหล่านั้น เรียกว่าอารัมมณูปนิชฌาน เพราะเข้าไปเพ่งอารมณ์มีปฐวีกสิณเป็นต้น.
วิปัสสนา มรรค และผล ชื่อว่าลักขณูปนิชฌาน.
ก็วิปัสสนาชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะเข้าไปเพ่งลักษณะของสังขารด้วยอำนาจไตรลักษณ์มีความไม่เที่ยงเป็นต้น. ก็มรรคท่านเรียกว่าลักขณูปนิชฌาน เพราะกิจในการเข้าไปเพ่งลักษณะแห่งวิปัสสนา ย่อมสำเร็จด้วยมรรค. ผลท่านเรียกว่าลักขณูปนิชฌาน เพราะเข้าไปเพ่งพระนิพพานอันมีลักษณะเป็นสุญญตะ (ว่างเปล่า) อนิมิตตะ (ไม่มีนิมิต) และอัปปณิหิตะ (ไม่มีที่ตั้ง).
ก็บรรดาฌาน ๒ อย่างนั้น ในอรรถนี้ประสงค์เอาอารัมมณูปนิชฌาน.
บทว่า โก ปน วาโท เย น พหุลีกโรนฺติ ความว่า ไม่มีคำที่จะพึงกล่าวในชนผู้กระทำปฐมฌานนั้นให้มาก.
คำที่เหลือในสูตรนี้ พีงเข้าใจโดยนัยดังกล่าวไว้แล้วในหนหลังนั้นแล.
แม้ในบทว่า ทุติยํ ดังนี้เป็นต้นไป ก็พึงทราบเนื้อความโดยนัยมีอาทิว่า เป็นที่ ๒ ความลำดับแห่งการนับ ดังนี้.
บทว่า เมตฺตํ ได้แก่ แผ่ประโยชน์เกื้อกูลไปในสรรพสัตว์ทั้งหลาย.
บทว่า เจโตวิมุตฺตึ ได้แก่ ความหลุดพ้นด้วยจิต.
เมตตาที่ถึงอัปปนาเท่านั้น ท่านประสงค์เอาในที่นี้. แม้ในกรุณาเป็นต้นก็มีนัยนี้นั่นแล. ก็พรหมวิหาร ๔ เหล่านี้เป็นวัฏฏะ เป็นบาทแห่งวัฏฏะ เป็นบาทแห่งวิปัสสนา เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เป็นบาทแห่งอภิญญา หรือเป็นบาทแห่งนิโรธ. แต่ไม่เป็นโลกุตระ.
ถามว่า เพราะเหตุไร.
ตอบว่า เพราะยังมีสัตว์เป็นอารมณ์.
บทว่า กาเย กายานุปสฺสี ความว่า ผู้พิจารณาเห็นด้วยปัญญาซึ่งกายนั้นแล ในกาย ๑๘ ประการนี้คือ อานาปานบรรพ ๑ อิริยาปถบรรพ ๑ จตุสัมปชัญญบรรพ ๑ ปฏิกูลมนสิการบรรพ ๑ ธาตุมนสิการบรรพ ๑ นวสีวถิกาบรรพ ๙ กสิณมีนีลกสิณเป็นต้น ๔ เนื่องด้วยบริกรรมภายใน.
บทว่า วิหรติ แปลว่า เป็นอยู่ คือเป็นไปอยู่. ด้วยบทว่า วิหรติ นี้ ย่อมเป็นอันกล่าวถึงอิริยาบถของภิกษุผู้เจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานด้วยกาย ๑๘ อย่างนี้ด้วย.
บทว่า อาตาปี ได้แก่ มีความเพียร ด้วยความเพียรเป็นเครื่องเจริญสติปัฏฐานมีประการดังกล่าวแล้วนั้นนั่นแล.
บทว่า สมฺปชาโน ได้แก่ รู้อยู่โดยชอบด้วยปัญญาเครื่องพิจารณากายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ด้วยกาย ๑๘ อย่าง.
บทว่า สติมา ผู้ประกอบด้วยสติอันควบคุมการพิจารณาเห็นกายด้วยกาย ๑๘ อย่าง
บทว่า วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ มีอธิบายว่า ภิกษุนำออกคือข่มตัณหาอันเป็นไปในกามคุณ ๕ และโทมนัสอันประกอบด้วยปฏิฆะในโลก กล่าวคือกายนั้นนั่นแหละ เป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่.
ด้วยประการเพียงเท่านี้ พึงทราบว่า ท่านกล่าวการพิจารณารูปล้วนๆ ด้วยกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน.
บทว่า เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี ความว่า ก็ในคำเป็นต้นว่า บรรดาเวทนาทั้งหลายมีสุขเวทนาเป็นต้น ภิกษุเป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนา ๙ อย่างดังที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า
เมื่อเสวยสุขเวทนา ย่อมรู้ชัดว่าเรากำลังเสวยสุขเวทนา เมื่อเสวยทุกขเวทนา ย่อมรู้ชัดว่าเรากำลังเสวยทุกขเวทนา เมื่อเสวยอทุกขมสุขเวทนา (เวทนาที่ไม่สุขไม่ทุกข์) ย่อมรู้ชัดว่าเราเสวยอทุกขมสุขเวทนา
เมื่อเสวยสุขเวทนาอิงอามิส หรือสุขเวทนาปราศจากอามิส ทุกขเวทนาอิงอามิสหรือทุกขเวทนาปราศจากอามิส อทุกขมสุขเวทนาอิงอามิสหรืออทุกขมสุขเวทนาปราศจากอามิส ย่อมรู้ชัดว่าเราเสวยอทุกขมเวทนาปราศจากอามิส ดังนี้.
____________________________
ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๒๘๘ อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๔๔๑ ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๓๙
พึงทราบเนื้อความในเรื่องนี้ด้วยอำนาจของวิริยะ ปัญญาและสติ ซึ่งเป็นตัวกำกับการเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานโดยประการ ๙ อย่าง.
ก็ในบทว่า โลเก นี้ พึงทราบว่า ได้แก่เวทนา.
แม้ในจิตและธรรมเป็นต้นก็มีนัยนี้แหละ.
แต่บทว่า จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี ในสูตรนี้ มีความหมายว่า พิจารณาเห็นด้วยอนุปัสสนาอัน พิจารณาอย่างนี้ ในจิต ๑๖ ประเภทที่ท่านขยายความไว้ว่า หรือย่อมรู้ชัดจิตมีราคะว่าเป็นจิตมีราคะ ดังนี้.
บทว่า ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี ความว่า พิจารณาเห็นธรรมเหล่านั้นด้วยอนุปัสสนาอันเป็นตัวพิจารณา ในธรรมที่กล่าวไว้ ๕ ประการ ด้วยโกฏฐาส คือส่วนอย่างนี้ คือนิวรณ์ ๕ อุปาทานขันธ์ ๕ อายตนะภายในและอายตนะภายนอกอย่างละ ๖ โพชฌงค์ ๗ อริยสัจ ๔ .
ก็ในการพิจารณาเห็นธรรมนี้ ท่านกล่าวการพิจารณานามล้วนๆ ในเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน และจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน. กล่าวถึงการพิจารณาทั้งรูปและนามในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน. พึงทราบว่าสติปัฏฐานแม้ทั้ง ๔ นี้ ท่านกล่าวทั้งโลกิยะและโลกุตระคละกันไป.
บทว่า อนุปฺปนฺนานํ ได้แก่ ที่ยังไม่เกิด.
บทว่า ปาปกานํ ได้แก่ ต่ำทราม.
บทว่า อกุสลานํ ธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมมีโลภะเป็นต้นอันเกิดจากความไม่ฉลาด.
บทว่า อนุปฺปาทาย คือ เพื่อต้องการไม่เกิด.
บทว่า ฉนฺทํ ชเนติ ความว่า ย่อมให้เกิดกุศลฉันทะในความเป็นผู้ใคร่จะทำ.
บทว่า วายมติ ได้แก่ กระทำความเพียรเป็นเครื่องประกอบ คือความบากบั่น.
บทว่า วีริยํ อารภติ ได้แก่ กระทำความเพียรทางกายและทางใจ.
บทว่า จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ได้แก่ ยกจิตขึ้นด้วยความเพียรอันเกิดร่วมกันนั้นนั่นแหละ.
บทว่า ปทหติ ได้แก่ กระทำความเพียรอันเป็นปธานะ.
บทว่า อุปฺปนฺนานํ ได้แก่ เกิดแล้ว คือบังเกิดแล้ว.
บทว่า กุสลานํ ธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมมีอโลภะเป็นต้นอันเกิดจากความฉลาด.
บทว่า ฐิติยา แปลว่า เพื่อความตั้งอยู่.
บทว่า อสมฺโมสาย แปลว่า เพื่อความไม่เลือนหาย.
บทว่า ภิยฺโยภาวาย แปลว่า เพื่อความมีบ่อยๆ.
บทว่า วิปุลาย แปลว่า เพื่อความไพบูลย์.
บทว่า ภาวนาย แปลว่า เพื่อความเจริญ.
บทว่า ปาริปูริยา แปลว่า เพื่อความบริบูรณ์.
การขยายความเฉพาะบทเดียวสำหรับสัมมัปปธาน ๔ เพียงเท่านี้ก่อน.
ก็ชื่อว่ากถาว่าด้วยสัมมัปปธานนี้มี ๒ อย่าง คือ เป็นโลกิยะ ๑ เป็นโลกุตระ ๑. ในกถา ๒ อย่างนั้น สัมมัปปธานกถาอันเป็นโลกิยะมีอยู่ในเบื้องต้นแห่งกถาทั้งปวง.
กถาว่าด้วยสัมมัปปธานอันเป็นโลกิยะนั้น พึงทราบได้เฉพาะในขณะมรรคเป็นโลกิยะโดยปริยายแห่งกัสสปสังยุต.
สมจริงดังที่ท่านพระมหากัสสปกล่าวไว้ในกัสสปสังยุตนั้นว่า
ผู้มีอายุ สัมมัปปธาน (ความเพียรชอบ) ๔ เหล่านี้
สัมมัปปธาน ๔ อย่างเป็นไฉน.
ผู้มีอายุ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมกระทำความ
เพียรอยู่ว่า อกุศลธรรมอันลามก ยังไม่เกิดขึ้นแก่
เรา เมื่อเกิดขึ้นพึงเป็นไปเพื่อความฉิบหาย, ย่อม
กระทำความพากเพียรอยู่ว่า อกุศลธรรมอันลามก
ที่เกิดขึ้นแล้วแก่เรา เมื่อยังละไม่ได้ พึงเป็นไปเพื่อ
ความฉิบหาย, ย่อมกระทำความพากเพียรอยู่ว่า
กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นแก่เรา เมื่อยังไม่เกิดขึ้น
พึงเป็นไปเพื่อความฉิบหาย, ย่อมกระทำความพาก
เพียรอยู่ว่า กุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วแก่เรา เมื่อดับ
ไป พึงเป็นไปเพื่อความฉิบหาย ดังนี้.
____________________________
สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๔๖๘
ก็ในอธิการนี้ อกุศลธรรมทั้งหลายมีโลภะเป็นต้น พึงทราบว่าอกุศลธรรมอันลามก.
บทว่า อนุปฺปนฺนา เม กุสลา ธมฺมา ได้แก่ สมถวิปัสสนาและมรรค.
สมถวิปัสสนาและมรรค ชื่อว่ากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว. แต่มรรคนั้นเกิดขึ้นคราวเดียวแล้วดับไป ชื่อว่าย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหาย. เพราะมรรคนั้นให้ปัจจัยแก่ผล (ก่อน) แล้วก็ดับไป. อีกอย่างหนึ่ง แม้ในตอนต้นก็กล่าวไว้ว่า พึงถือเอาเฉพาะสมถวิปัสสนาเท่านั้น ชื่อว่ากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว แต่คำที่กล่าวนั้นไม่ควร. กถาว่าด้วยสัมมัปปธานอันเป็นโลกิยะ พึงทราบโดยปริยายแห่งกัสสปสังยุตในตอนต้นๆ แห่งสูตรทั้งปวง.
ก็ในขณะโลกุตรมรรค ความเพียรอย่างเดียวนี้เท่านั้นได้ชื่อ ๔ ชื่อ เนื่องด้วยทำกิจ ๔ อย่างให้สำเร็จ.
ในบทว่า อนุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ นี้ ในบาลีแห่งกัสสปสังยุตนั้น พึงทราบความตามนัยที่กล่าวในบทว่า อนุปฺปนฺโน เจว กามฉนฺโท (กามฉันทะยังไม่เกิดขึ้น) ดังนี้เป็นต้น.
ในบทว่า อุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ นี้ อุปปันนะมี ๔ อย่าง คือ วัตตมานุปปันนะ ภุตวาวิคตุปปันนะ โอกาสกตุปปันนะ ภูมิลัทธุปปันนะ.
ในอุปปันนะ ๔ อย่างนั้น ข้อที่กิเลสมี (และ) พร้อมพรั่งด้วยการถือมั่น นี้ชื่อว่าวัตตมานุปปันนะ.
ก็เมื่อกรรมเป็นไปอยู่ เสวยรสอารมณ์แล้ว วิบากดับไป ชื่อว่าภุตวาวิคตุปปันนะ. กรรมที่เกิดขึ้นแล้วดับไป ก็ชื่อว่าภุตวาวิคตุปปันนะ. แม้ทั้งสองความหมายนั้นก็นับว่า ภุตวาวิคตุปปันนะ.
กุศลกรรมห้ามวิบากของกรรมอื่นเสีย ให้โอกาสแก่วิบากของตน. วิบากที่เกิดขึ้นในโอกาสที่ได้อย่างนี้ เรียกว่าอุปปันนะ จำเดิมแต่ได้โอกาสนี้ ชื่อว่าโอกาสกตุปปันนะ.
ก็เบญจขันธ์ ชื่อว่าภูมิของวิปัสสนา. เบญจขันธ์เหล่านั้นเป็นขันธ์ต่างโดยอดีตขันธ์เป็นต้น. ส่วนกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในเบญจขันธ์เหล่านั้น ไม่ควรกล่าวว่าเป็นอดีตหรืออนาคต. เพราะกิเลสแม้นอนเนื่องอยู่ในอดีตขันธ์ก็ยังละไม่ได้ แม้ที่นอนเนื่องอยู่ในอนาคตขันธ์ก็ยังละไม่ได้ แม้ที่นอนเนื่องอยู่ในปัจจุบันขันธ์ก็ยังละไม่ได้ เพราะเหตุนั้น ข้อที่ยังละกิเลสอันนอนเนื่องในขันธ์ต่างๆ ไม่ได้นี้ ชื่อว่าภูมิลัทธุปปันนะ. เพราะเหตุนั้น ท่านโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า กิเลสทั้งหลายที่ยังถอนไม่ได้ในภูมินั้นๆ ย่อมนับว่า ชื่อว่าภูมิลัทธุปปันนะ.
อุปปันนะ ๔ ประการ อีกอย่างหนึ่ง คือ สมุทาจารุปปันนะ อารัมมณาธิคหิตุปปันนะ อวิกขัมภิตุปปันนะ อสมุคฆาฏิตุปปันนะ.
ในอุปปันนะ ๔ อย่างนั้น อุปปันนะที่เป็นไปทันทีทันใด ชื่อว่าสมุทาจารุปปันนะ.
ไม่ควรกล่าวว่า กิเลสจักไม่เกิดขึ้น. ในขณะที่ลืมตาขึ้นครั้งหนึ่ง แล้วระลึกถึงอารมณ์ที่ถือเป็นนิมิต. เพราะเหตุไร. เพราะกิเลสยึดติดอารมณ์.
ถามว่า เหมือนอะไร.
ตอบว่า เหมือนบุคคลเอาขวานฟันต้นไม้ที่มียาง พูดไม่ได้ว่าในที่ที่ถูกขวานฟันแล้ว ยางจักไม่ไหล. นี้ชื่อว่าอารัมมณาธิคหิตุปปันนะ.
ก็กิเลสที่ไม่ได้ข่มไว้ด้วยสมาบัติ ไม่ควรกล่าวว่าจักไม่เกิดในที่ชื่อนี้.
ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะไม่ได้ข่มไว้.
ถามว่า เหมือนอะไร. ตอบว่า เหมือนคนเอาขวานตัดต้นไม้ที่มียาง ไม่ควรกล่าวว่า ยางจะไม่ไหลในที่ชื่อนี้. อันนี้ชื่อว่าอวิกขัมภิตุปปันนะ.
ก็กิเลสที่ยังไม่ได้ถอนขึ้นด้วยมรรค ย่อมเกิดแม้แก่ผู้บังเกิดในภวัคคพรหม เพราะเหตุนั้น พึงขยายความให้พิสดารโดยนัยก่อนนั่นแล. อันนี้ชื่อว่าอสมุคฆาฏิตุปปันนะ.
ในอุปปันนะเหล่านั้น อุปปันนะ ๔ อย่าง คือ วัตตมานุปปันนะ ภุตวาวิคตุปปันนะ โอกาสกตุปปันนะ สมุทาจารุปปันนะ ไม่เป็นอุปปันนะที่มรรคจะพึงฆ่า.
อุปปันนะที่มรรคจะพึงฆ่าได้มี ๔ อย่าง คือ ภูมิลัทธุปปันนะ อารัมมณาธิคหิตุปปันนะ อวิกขัมภิตุปปันนะ อสมุคฆาฏิตุปปันนะ. เพราะมรรคเกิดขึ้นย่อมละกิเลสเหล่านี้. มรรคนั้นละกิเลสเหล่าใด กิเลสเหล่านั้นไม่ควรจะกล่าวว่าเป็นอดีต อนาคตหรือปัจจุบัน.
สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
หากละกิเลสอันเป็นอดีตได้ไซร้ ถ้าอย่างนั้น
ก็ย่อมยังกิเลสที่สิ้นไปแล้วให้สิ้นไปได้ ดับกิเลสที่ดับ
แล้วให้ดับได้ ยังกิเลสที่ถึงการตั้งอยู่ไม่ได้ ให้ถึงการ
ตั้งอยู่ไม่ได้ ละกิเลสที่ล่วงไปแล้วซึ่งไม่มีอยู่ได้.
หากละกิเลสอันเป็นอนาคตได้ไซร้ ถ้าอย่าง
นั้น ก็ย่อมละกิเลสที่ยังไม่เกิด ย่อมละกิเลสที่ยังไม่
บังเกิด ยังไม่เกิดขึ้นแล้ว ยังไม่ปรากฏได้ ย่อมละ
กิเลสที่ยังไม่มาถึงซึ่งไม่มีอยู่ได้.
หากละกิเลสอันเป็นปัจจุบันได้ไซร้ ถ้าอย่าง
นั้น คนผู้กำหนัดย่อมละราคะได้ คนผู้ประทุษร้าย
ย่อมละโทสะได้ คนผู้หลงย่อมละโมหะได้ คนผู้เย่อ
หยิ่งย่อมละมานะได้ คนผู้ยึดมั่นความเห็นผิดย่อม
ละทิฏฐิได้ คนผู้ตัดสินใจไม่ได้ย่อมละวิจิกิจฉาได้
คนผู้มีเรี่ยวแรงย่อมละอนุสัยได้
ธรรมดำกับธรรมขาว ก็ย่อมจะเป็นธรรมคู่
กำกับกันเป็นไป. การบำเพ็ญมรรคก็ย่อมเป็นไป
กับสังกิเลส ฯลฯ. ถ้าอย่างนั้น การบำเพ็ญมรรค
ย่อมไม่มี, การทำผลให้แจ้งย่อมไม่มี, การละกิเลส
ย่อมไม่มี, การตรัสรู้ธรรมย่อมไม่มี.
การบำเพ็ญมรรค มีอยู่ ฯลฯ การตรัสรู้ธรรม
มีอยู่. ถามว่า เปรียบเหมือนอะไร. ตอบว่า เปรียบ
เหมือนต้นไม้รุ่นๆ ฯลฯ เป็นไม้ที่ยังไม่ปรากฏ (ผล)
ย่อมไม่ปรากฏ (ผล) เลย.
____________________________
ขุ. ปฏิ. ข้อ ๓๑/ข้อ ๖๙๙-๗๐๐
ต้นไม้ที่ยังไม่เกิดผล (มีที่) มาในพระบาลี แต่ควรแสดงต้นไม้ที่เกิดผลด้วย. เปรียบเหมือนต้นมะม่วงรุ่นที่มีผล พวกมนุษย์จะบริโภคผลของมัน จึง (เขย่า) ให้ผลที่เหลือหล่นลง แล้วเอาใส่ในกระเช้าให้เต็ม.
ภายหลัง บุรุษอีกคนเอาขวานตัดต้นมะม่วงนั้น. ผลอันเป็นอดีตของมะม่วงต้นนั้น ย่อมเป็นผลที่บุรุษคนนั้นทำให้เสียหายไม่ได้ ผลที่เป็นปัจจุบันและอนาคตก็ทำให้เสียหายไม่ได้ เพราะผลที่เป็นอดีต พวกมนุษย์ก็บริโภคไปแล้ว ผลที่เป็นอนาคตก็ยังไม่เกิด จึงไม่อาจทำให้เสียหาย. ก็ในสมัยที่ต้นมะม่วงนั้นถูกเขาตัด ผลมะม่วงยังไม่มี เพราะเหตุนั้น ผลที่เป็นปัจจุบันจึงไม่ถูกทำให้เสียไป. ก็ถ้าต้นมะม่วงยังไม่ถูกตัด ผลของมันอาศัยรสของดินและรสของน้ำเกิดขึ้นในภายหลังนั้น ย่อมถูกทำให้เสียหาย. เพราะผลเหล่านั้นที่ยังไม่เกิดก็เกิดไม่ได้ ที่ยังไม่บังเกิดก็ไม่บังเกิด และที่ยังไม่ปรากฏก็ปรากฏไม่ได้ฉันใด
มรรคก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมละกิเลสอันต่างด้วยกิเลสอันเป็นอดีตเป็นต้นก็หามิได้ จะไม่ละก็หามิได้. การเกิดขึ้นแห่งกิเลสเหล่าใด จะพึงมีได้ในเมื่อมรรคยังไม่กำหนดรู้ขันธ์ทั้งหลาย (แต่) เพราะมรรคเกิดขึ้นกำหนดรู้ขันธ์ทั้งหลายได้แล้ว กิเลสเหล่านั้นที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิด ที่ยังไม่บังเกิดก็ไม่บังเกิด ที่ยังไม่ปรากฏก็ไม่ปรากฏ.
พึงขยายเนื้อความนี้ให้แจ่มแจ้งด้วยยา สำหรับให้หญิงแม่ลูกอ่อนไม่คลอดบุตรอีกต่อไป หรือแม้สำหรับระงับโรคของคนเจ็บป่วย. ไม่ควรกล่าวว่า กิเลสทั้งหลายที่มรรคละได้นั้นเป็นอดีต อนาคตหรือปัจจุบัน ด้วยประการอย่างนี้.
อนึ่ง มรรคจะไม่ละกิเลสทั้งหลายก็หาไม่. แต่ท่านหมายเอากิเลสที่มรรคละได้เหล่านั้น จึงกล่าวว่า อุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ ดังนี้เป็นต้น. ก็มรรคจะละแต่กิเลสเท่านั้นก็หามิได้ แม้อุปาทินนขันธ์ที่เกิดขึ้นก็ละได้ เพราะละกิเลสทั้งหลายได้เด็ดขาดแล้ว.
สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า (ขันธ์ทั้งหลายเหล่าใด คือ) นามและรูปพึงเกิดขึ้นในสังสารอันกำหนดที่สุดเบื้องต้นและเบื้องปลายไม่ได้ เว้น ๗ ภพ โดยดับอภิสังขารวิญญาณด้วยโสดาปัตติมรรคญาณ ขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้นย่อมดับที่นามรูปนี้ ดังนี้ ความพิสดารแล้ว.
มรรคย่อมออกจากอุปาทินนขันธ์ และอนุปาทินนขันธ์ ด้วยประการฉะนี้.
ก็ว่าด้วยภพทั้งปวง โสดาปัตติมรรคย่อมออกจากอบายภพ. สกทาคามิมรรคย่อมออกจากส่วนหนึ่งของสุคติภพ. อนาคามิมรรคย่อมออกจากสุคติกามภพ. อรหัตมรรคย่อมออกจากรูปภพและอรูปภพ. บางอาจารย์กล่าวว่า พระอรหัตมรรคย่อมออกจากภพทั้งปวง ดังนี้ก็มี.
ถามว่า ก็เมื่อเป็นอย่างนั้น ในขณะแห่งมรรคจะมีการอบรมเพื่อยังธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นได้อย่างไร หรือจะมีการอบรมเพื่อให้ธรรมที่เกิดขึ้นแล้วดำรงอยู่ได้อย่างไร.
ตอบว่า ด้วยการที่มรรคดำเนินไปไม่ขาดสายนั่นแหละ, ก็มรรคที่กำลังดำเนินไปอยู่ เรียกชื่อว่าอนุปปันนะ เพราะไม่เคยเกิดขึ้นในกาลก่อน. เหมือนอย่างว่า คนผู้ไปยังที่ที่ไม่เคยไปและได้เสวยอารมณ์ที่ยังไม่เคยเสวย มักจะกล่าวว่า พวกเราได้ไปยังที่ที่ไม่ได้เคยไปแล้วหามิได้ เสวยอารมณ์ที่ไม่ได้เคยเสวยแล้วหามิได้ ดังนี้ฉันใด. ความดำเนินไปของมรรคนี้นั่นแหละ ชื่อว่าตั้งอยู่ เพราะเหตุนั้นจะกล่าวว่า ในภาวะแห่งการตั้งอยู่ ดังนี้ก็ควร.
ความเพียรในขณะโลกุตรมรรคนี้ของภิกษุนั้น ย่อมได้ชื่อ ๔ ชื่อมีอาทิว่า อนุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ อนุปาทาย ดังนี้ฉันนั้นเหมือนกัน.
กถาว่าด้วยความเพียรชอบในขณะโลกุตรมรรคเพียงเท่านี้. ก็ในพระสูตรนี้ ท่านกล่าวความเพียรชอบอันเป็นโลกิยะและโลกุตระคละกันไป.
บรรดาอิทธิบาททั้งหลาย สมาธิที่อาศัยฉันทะดำเนินไป ชื่อว่าฉันทสมาธิ.
บทว่า ปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ ความว่า บาทแห่งความสำเร็จที่แสดงไว้แล้วด้วยธรรมเหล่านั้น หรือบาทอันเป็นความสำเร็จชื่อว่าอิทธิบาท.
แม้ในบทที่เหลือ ก็มีนัยนี้นั่นแล.
ในที่นี้มีความสังเขปเพียงเท่านี้. ส่วนความพิสดารมีมาแล้วในอิทธิบาทวิภังค์นั่นแล.
ก็เนื้อความ (แห่งอิทธิบาทนั้น) แสดงไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.
ในวิสุทธิมรรคนั้น แสดงไว้ว่า ในกาลใด ภิกษุนี้อาศัยธุระอย่างหนึ่งในฉันทอิทธิบาทเป็นต้น เจริญวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต แม้สมถะก็เหมือนกัน อิทธิบาทที่ภิกษุนั้นอาศัยเจริญวิปัสสนา ในกาลนั้น เป็นโลกิยะในเบื้องต้น เป็นโลกุตระในเบื้องปลาย แม้อิทธิบาทที่เหลือก็อย่างนั้นดังนี้. ในพระสูตรแม้นี้ก็ตรัสอิทธิบาทอันเป็นทั้งโลกิยะและโลกุตระ.
ก็ศรัทธาในบทว่า สทฺธินฺทฺริยํ ภาเวติ ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่าสัทธินทรีย์ เพราะกระทำความเป็นใหญ่ในศรัทธาธุระของตน. แม้ในวิริยินทรีย์เป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
ก็ในบทว่า ภาเวติ นี้ พระโยคาวจรผู้เริ่มบำเพ็ญเพียร ชำระสัทธินทรีย์ให้หมดจดด้วยเหตุ ๓ ประการ ชื่อว่าเจริญสัทธินทรีย์. แม้ในวิริยินทรีย์เป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
สมจริงดังที่ท่านพระสารีบุตรกล่าวไว้ว่า
สัทธินทรีย์ย่อมบริสุทธิ์ด้วยเหตุ ๓ ประการเหล่านี้
แก่บุคคลผู้เว้นบุคคลผู้ไม่มีศรัทธา ผู้เสพ คบ เข้าไปนั่ง
ใกล้บุคคลผู้มีศรัทธา ผู้พิจารณาพระสูตรอันน่าเลื่อมใส.
วิริยินทรีย์ย่อมบริสุทธิ์ด้วยเหตุ ๓ ประการเหล่านี้
แก่บุคคลผู้เว้นบุคคลผู้เกียจคร้าน ผู้เสพ คบ เข้าไปนั่ง
ใกล้บุคคลผู้ปรารภความเพียร ผู้พิจารณาสัมมัปปธาน
(ความเพียรชอบ).
สตินทรีย์ย่อมบริสุทธิ์ด้วยเหตุ ๓ ประการเหล่านี้
แก่บุคคลผู้เว้นบุคคลผู้มีสติหลงลืม ผู้เสพ คบ เข้าไปนั่ง
ใกล้บุคคลผู้มีสติปรากฏ ผู้พิจารณาสติปัฏฐาน.
สมาธินทรีย์ย่อมบริสุทธิ์ด้วยเหตุ ๓ ประการเหล่า
นี้แก่บุคคลผู้เว้นบุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ผู้เสพ คบ เข้าไป
นั่งใกล้บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น ผู้พิจารณาฌานและวิโมกข์.
ปัญญินทรีย์ย่อมบริสุทธิ์ด้วยเหตุ ๓ ประการเหล่า
นี้แก่บุคคลผู้เว้นบุคคลผู้ไม่มีปัญญา ผู้เสพ คบ เข้าไป
นั่งใกล้บุคคลผู้มีปัญญา ผู้พิจารณาญาณจริยาอันลึกซึ้ง.
____________________________
ขุ. ปฏิ. ข้อ ๓๑/ข้อ ๔๒๓
ก็บทว่า คมฺภีรญาณจริยํ ปจฺจเวกฺขโต ในพระบาลีนั้น มีความว่า ผู้พิจารณาลำดับขันธ์ ลำดับอินทรีย์ พละ และโพชฌงค์ ลำดับมรรคและลำดับผลอันละเอียดสุขุม. ก็พระโยคาวจรผู้เริ่มบำเพ็ญกรรมฐาน ไม่กระทำความยึดมั่นด้วยอำนาจแห่งเหตุละ ๓ๆ เหล่านี้ เริ่มตั้งความยึดมั่นในศรัทธาธุระเป็นต้น อบรมให้เจริญขึ้น ในที่สุดละขาดได้ ย่อมถือเอาพระอรหัต. พระโยคาวจรนั้น ชื่อว่าเจริญอินทรีย์เหล่านี้จนกระทั่งพระอรหัตมรรค. เมื่อบรรลุพระอรหัตผลแล้ว ย่อมชื่อว่าเป็นผู้เจริญอินทรีย์.
____________________________
ฎีกาแก้ว่า ความที่ขันธ์ทั้งหลายเป็นต่างๆ กันโดยสภาวะ ชาติและภูมิเป็นต้น.
ท่านกล่าวอินทรีย์แม้ทั้ง ๕ นี้เป็นทั้งโลกิยะและโลกุตระด้วยประการฉะนี้.
ในสัทธาพละเป็นต้น ศรัทธานั่นแหละเป็นพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสัทธาพละ.
แม้ในวิริยพละเป็นต้นก็มีนัยเหมือนสัทธาพละนั่นแล.
ก็ศรัทธาในอธิการว่าด้วยพละนี้ ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยความไม่เชื่อ, ความเพียรย่อมไม่หวั่นไหวด้วยความเกียจคร้าน, สติย่อมไม่หวั่นไหวด้วยความหลงลืมสติ, สมาธิย่อมไม่หวั่นไหวด้วยความฟุ้งซ่าน, ปัญญาย่อมไม่หวั่นไหวด้วยอวิชชา เพราะเหตุนั้น พละแม้ทั้งหมดเรียกว่าพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว.
ก็การประกอบความเพียรในการเจริญภาวนาในพละนี้ พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในการเจริญอินทรีย์นั่นแล. ท่านกล่าวพละ ๕ นี้เป็นทั้งโลกิยะและโลกุตระ.
ในบทว่า สติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภวาเวติ นี้ มีภาวนานัยแห่งการพรรณนาเนื้อความพร้อมกับกุลบุตรผู้เริ่มบำเพ็ญกรรมฐานเพียงเท่านี้. บทต้น ๗ บทซึ่งกล่าวไว้โดยนัยเป็นต้นว่า สติสมฺโพชฺฌงฺคํ ดังนี้ ในพระบาลีนั้นมีการพรรณนาความดังต่อไปนี้ก่อน.
พึงทราบวินิจฉัยในสติสัมโพชฌงค์ก่อน.
ชื่อว่าสติ เพราะอรรถว่าระลึกได้. ก็สตินั่นนั้นมีความปรากฏขึ้นเป็นลักษณะ หรือมีอันให้นึกได้เป็นลักษณะ.
สมจริงดังที่ท่านพระนาคเสนกล่าวไว้ว่า
มหาบพิตร ขุนคลังของพระราชากราบทูลให้พระราชาทรงนึกถึงพระราชทรัพย์ว่า ข้าแต่มหาราช เงินมีเท่านี้ ทองมีเท่านี้ ทรัพย์สินมีเท่านี้ ดังนี้ฉันใด มหาบพิตร สติก็ฉันนั้นเหมือนกันแล เมื่อเกิดขึ้นย่อมให้นึกได้ ย่อมให้ระลึกได้ซึ่งธรรมทั้งหลายอันเป็นกุศลและอกุศล มีโทษและไม่มีโทษ เลวและประณีต มีส่วนเปรียบด้วยธรรมดำและธรรมขาว. คือสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้ ความพิสดารแล้ว.
(สติ) มีอันให้นึกได้เป็นรส (คือกิจ).
ก็พระเถระกล่าวลักษณะนั่นของสตินั้นว่าเป็นกิจนั่นเอง.
อีกอย่างหนึ่ง (สติ) มีความไม่หลงลืมเป็นรส มีความเผชิญหน้าต่ออารมณ์เป็นปัจจุปัฏฐาน (เครื่องปรากฏ). สตินั่นแหละเป็นสัมโพชฌงค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์ ด้วยประการอย่างนี้.
ในบทว่า สติสมฺโพชฺฌงฺโค นั้น ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้หรือแห่งพระโพธิญาณ.
ถามว่า ท่านอธิบายไว้อย่างไร.
ตอบว่า อธิบายไว้ว่า ธรรมสามัคคีนี้เรียกว่าโพธิ เพราะกระทำอธิบายว่า พระอริยสาวกย่อมตรัสรู้ด้วยธรรมสามัคคี คือ สติ ธรรมวิจัย วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิและอุเบกขาอันเกิดขึ้นในขณะแห่งมรรคอันเป็นโลกิยะและโลกุตระ อันเป็นปฏิปักษ์ต่ออันตรายมิใช่น้อย มีการตั้งอยู่และการประมวลไว้ซึ่งความหดหู่และความฟุ้งซ่าน และความยึดมั่นในการประกอบกามสุข การทำตนให้ลำบาก และในอุจเฉททิฏฐิและสัสสตทิฏฐิ.
บทว่า พุชฺฌติ ความว่า ออกจากความหลับ คือกิเลสสันดาน. อธิบายว่า แทงตลอดอริยสัจ ๔ หรือทำให้แจ้งเฉพาะพระนิพพาน.
สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้แล้วว่า เจริญโพชฌงค์ ๗ แล้วตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งพระสัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยม ดังนี้. ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งโพธิ คือธรรมสามัคคีนั้นดังนี้บ้าง เหมือนดังฌานังคะ องค์ฌาน มัคคังคะ องค์มรรคฉะนั้น.
____________________________
สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๗๓๑ ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๗๔
พระอริยสาวกเรียกว่าโพธิ เพราะกระทำอธิบายว่า พระอริยสาวกนั้นแม้ใดตรัสรู้ด้วยธรรมสามัคคีนั่นซึ่งมีประการดังกล่าวแล้ว องค์แห่งพระอริยสาวก (ที่เรียกว่าโพธิ) นั้น แม้เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าโพชฌงค์ (องค์แห่งพระอริยสาวกผู้ตรัสรู้) เหมือนดังองค์ประกอบแห่งกองทัพและองค์ประกอบแห่งรถเป็นต้นฉะนั้น.
เพราะเหตุนั้น พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งบุคคลผู้ตรัสรู้.
อีกอย่างหนึ่ง ในบาลีว่า โพชฺฌงฺคา นี้ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถอะไร. ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นไปเพื่อตรัสรู้. ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้. ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะแทงตลอด. (ย่อมเจริญ) สติสัมโพชฌงค์นั้น.
แม้ในบทว่า ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคํ ดังนี้เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
____________________________
ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๕๕๗
ชื่อว่าธรรมวิจัย เพราะคันหาสัจธรรมทั้ง ๔. ก็ธรรมวิจัยนั้นมีการเลือกเฟ้นเป็นลักษณะ มีความแจ่มแจ้งเป็นรส มีความไม่หลงลืมเป็นปัจจุปัฏฐาน (เครื่องปรากฏ).
ชื่อว่าวิริยะ เพราะภาวะกล้าหาญและเพราะดำเนินไปตามวิธี. ก็วิริยะนั้นมีการประคองไว้เป็นลักษณะ มีการค้ำจุนไว้เป็นรส มีการไม่ย่อหย่อนเป็นปัจจุปัฏฐาน.
ชื่อว่าปีติ เพราะอิ่มเอิบ. ปีตินั้นมีการแผ่ซ่านเป็นลักษณะ หรือมีความยินดีเป็นลักษณะ มีการทำกายและจิตให้เอิบอิ่มเป็นรส มีการทำกายและจิตนั้นแหละให้ฟูขึ้นเป็นปัจจุปัฏฐาน.
ชื่อว่าปัสสัทธิ เพราะระงับความกระวนกระวายแห่งกายและจิต. ปัสสัทธินั้นมีความสงบเป็นลักษณะ มีการย่ำยีความกระวนกระวายแห่งกายและจิตเป็นรส มีความเย็นอันเกิดจากความไม่ดิ้นรนเป็นปัจจุปัฏฐาน.
ชื่อว่าสมาธิ เพราะความตั้งมั่น. ก็สมาธินั้น มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ หรือมีการไม่ซ่านออกเป็นลักษณะ มีการประมวลจิตและเจตสิกไว้เป็นรส มีความตั้งอยู่แห่งจิตเป็นปัจจุปัฏฐาน.
ชื่อว่าอุเบกขา เพราะความเพ่งเฉย. อุเบกขานั้นมีการพิจารณาเป็นลักษณะ หรือมีการนำไปอย่างสม่ำเสมอเป็นลักษณะ มีการห้ามความหย่อนไปและความเกินไปเป็นรส หรือมีการตัดขาดในการเข้าเป็นฝักฝ่ายเป็นรส มีความเป็นกลางเป็นปัจจุปัฏฐาน.
บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวไว้แล้วนั่นแล.
บทว่า ภาเวติ ความว่า พอกพูน คือให้เพิ่มขึ้น. อธิบายว่า ให้เกิดขึ้น.
ในสัมโพชฌงค์นั้น ธรรม ๔ ประการ คือ
สติสัมปชัญญะ ๑ ความเว้นบุคคลผู้มีสติหลงลืม ๑ ความเสพบุคคลผู้มีสติตั้งมั่น ๑ ความเป็นผู้น้อมใจไปในสติสัมโพชฌงค์นั้น ๑
ย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสติสัมโพชฌงค์.
ก็ในฐานะทั้ง ๗ แม้มีการก้าวไปเป็นต้น สติสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดขึ้นด้วยสติสัมปชัญญะ ด้วยการเว้นบุคคลผู้มีสติหลงลืมดุจกาซ่อนเหยื่อ ด้วยการเสพบุคคลผู้มีสติตั้งมั่น เช่นพระติสสทัตตเถระและพระอภัยเถระ และด้วยความเป็นผู้มีจิตโอนน้อมโน้มไปเพื่อให้สติตั้งขึ้นในการยืนและการนั่งเป็นต้น.
เพราะฉะนั้น กุลบุตรผู้เริ่มบำเพ็ญกรรมฐาน ยังสติสัมโพชฌงค์ให้ตั้งขึ้นด้วยเหตุ ๔ ประการเหล่านี้ แล้วกระทำสติสัมโพชฌงค์นั้นอย่างเดียวให้เป็นธุระ เริ่มตั้งความยึดมั่นไว้ ย่อมถือเอาพระอรหัตได้โดยลำดับ.
กุลบุตรนั้นนั่นแล ชื่อว่าเจริญสติสัมโพชฌงค์ในพระอรหัตมรรค. เมื่อกุลบุตรนั้นบรรลุพระอรหัตผลแล้ว ย่อมเป็นผู้ชื่อว่าเจริญสติสัมโพชฌงค์แล้ว.
ธรรม ๗ ประการ คือ
ความสอบถาม ๑ ความทำวัตถุให้สละสลวย ๑ ความทำอินทรีย์ให้ดำเนินไปสม่ำเสมอ ๑ ความเว้นบุคคลผู้มีปัญญาทราม ๑ ความเสพบุคคลผู้มีปัญญา ๑ ความพิจารณาญาณจริยาอันลึกซึ้ง ๑ ความน้อมใจไปในธัมมวิจยสัมโพชฌงค์นั้น ๑
ย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์.
บรรดาธรรม ๗ ประการนั้น ความเป็นผู้มากด้วยการสอบถามอันอิงอาศัยอรรถแห่งขันธ์ ธาตุ อายตนะ อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ องค์มรรค ฌาน สมถะและวิปัสสนา ชื่อว่าความสอบถาม.
การทำความสละสลวยแก่วัตถุทั้งภายในและภายนอก ชื่อว่าความทำวัตถุให้สละสลวย.
ก็ในกาลใด ผม เล็บและขนของกุลบุตรนั้นยาว หรือสรีระมีโทษหมักหมมและมอมแมมด้วยมลทินเหงื่อไคล. ในกาลนั้น วัตถุภายในไม่สละสลวย ไม่หมดจด.
อนึ่ง ในกาลใด จีวรเก่า สกปรกมีกลิ่นเหม็นสาบ หรือเสนาสนะรกรุงรัง. ในกาลนั้น วัตถุภายนอกไม่สละสลวย ไม่สะอาด.
เพราะฉะนั้น ควรทำวัตถุภายในให้สละสลวยด้วยการโกนผมเป็นต้น ด้วยการทำร่างกายให้เบาด้วยการขับถ่ายทั้งเบื้องบนและเบื้องล่างเป็นต้น และด้วยการอบและอาบ. พึงทำวัตถุภายนอกให้สละสลวยด้วยการเย็บการซัก การย้อมและการประพรมเป็นต้น
ก็แม้ญาณในจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นในวัตถุภายในและภายนอกที่ไม่สละสลวยนี้นั่นแล ก็พลอยเป็นญาณไม่บริสุทธิ์ไปด้วย เปรียบเหมือนแสงสว่างของเปลวประทีปที่อาศัยโคมประทีป ไส้และน้ำมันเป็นต้นที่ไม่สะอาดเกิดขึ้นฉะนั้น.
ก็แม้ญาณในจิตและเจตสิกที่เกิดในวัตถุทั้งภายในและภายนอกอันสละสลวย ก็เป็นญาณชัดแจ้ง เหมือนแสงสว่างของดวงประทีปที่อาศัยโคมประทีป ไส้และน้ำมันเป็นต้นที่สะอาดเกิดขึ้นฉะนั้น.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า กระทำวัตถุให้สละสลวย ย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ดังนี้.
การทำอินทรีย์ทั้งหลายมีศรัทธาเป็นต้นให้สม่ำเสมอ ชื่อว่าการทำอินทรีย์ให้ถึงความสม่ำเสมอ. ก็ถ้าสัทธินทรีย์ของกุลบุตรนั้นมีกำลัง อินทรีย์นอกนี้อ่อน. แต่นั้น วิริยินทรีย์ไม่อาจทำหน้าที่ประคับประคอง สตินทรีย์ไม่อาจทำหน้าที่ปรากฏ สมาธินทรีย์ไม่อาจทำหน้าที่ไม่ฟุ้งซ่าน ปัญญินทรีย์ไม่อาจทำหน้าที่เห็น. เพราะฉะนั้น ควรให้ลดลงไปด้วยการพิจารณาสภาวธรรม หรือด้วยการไม่ได้ใส่ใจโดยประการที่เมื่อใส่ใจ (สัทธินทรีย์) กลับมีกำลังขึ้น.
ก็ในข้อนี้ มีเรื่องพระวักกลิเถระเป็นอุทาหรณ์.
ก็ถ้าวิริยินทรีย์มีกำลัง เมื่อเป็นอย่างนั้น สัทธินทรีย์ย่อมไม่อาจทำกิจในการน้อมใจเชื่อ อินทรีย์นอกนี้ก็ไม่อาจทำกิจนอกนี้แต่ละชนิดได้. เพราะฉะนั้น วิริยินทรีย์นั้นควรทำให้ลดลง ด้วยการทำศรัทธาเป็นต้นให้เจริญขึ้น. แม้ในข้อนั้นก็ควรแสดงเรื่องราวของพระโสณเถระ.
แม้ในอินทรีย์ที่เหลือก็อย่างนั้น. พึงทราบว่า เมื่ออินทรีย์อย่างหนึ่งมีกำลังกล้า อินทรีย์นอกนี้จะไม่มีความสามารถในหน้าที่ของตนๆ.
ก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอธิการว่าด้วยอินทรีย์นี้ ท่านสรรเสริญความเสมอกันของศรัทธากับปัญญา และสมาธิกับวิริยะ. เพราะคนผู้มีศรัทธาแก่กล้าย่อมเป็นผู้มีปัญญาเขลา เลื่อมใสง่าย ย่อมเลื่อมใสในสิ่งที่ไม่เข้าเรื่อง. คนผู้มีปัญญามาก มีศรัทธาน้อย ย่อมคบกับฝ่ายเกเร เหมือนโรคมีสมุฏฐานมาจากยา ย่อมเป็นโรคที่แก้ไขยาก. คนผู้ (มีความคิด) แล่นเกินไปว่า กุศลมีได้ด้วยสักว่าทำให้เกิดขึ้นในจิตเท่านั้น แล้วไม่ทำกุศลมีการให้ทานเป็นต้น ย่อมเกิดในนรก. เพราะศรัทธากับปัญญาทั้งสองเท่ากัน คนจึงเลื่อมใสในเรื่องที่เป็นเรื่อง. ก็ความเกียจคร้านย่อมครอบงำคนผู้มีสมาธิกล้า แต่มีความเพียรอ่อน เพราะสมาธิเป็นฝ่ายข้างความเกียจคร้าน. ความฟุ้งซ่าน ย่อมครอบงำคนที่มีความเพียรกล้า สมาธิอ่อน เพราะความเพียรเป็นฝ่ายข้างความฟุ้งซ่าน. ก็สมาธิที่กำกับด้วยความเพียรย่อมไม่ตกไปในความเกียจคร้าน. ความเพียรที่กำกับด้วยสมาธิ ย่อมไม่ตกไปในความฟุ้งซ่าน. เพราะฉะนั้น ต้องทำทั้งสองอย่างนั้นให้เท่ากัน ก็เพราะทั้งสองอย่างเท่ากัน อัปปนาย่อมเกิด.
อีกอย่างหนึ่ง สำหรับผู้บำเพ็ญสมาธิ ศรัทธามีกำลังจึงควร. เพราะผู้เชื่อเมื่อปักใจเชื่ออย่างนั้น จักบรรลุถึงอัปปนา. ก็บรรดาสมาธิและปัญญา ความมีจิตแน่วแน่มีกำลัง ย่อมควรสำหรับผู้บำเพ็ญสมาธิ. เพราะเมื่อเป็นอย่างนั้น ผู้บำเพ็ญสมาธินั้น ย่อมบรรลุถึงอัปปนา. ปัญญามีกำลังย่อมควรสำหรับท่านผู้บำเพ็ญวิปัสสนา. เพราะเมื่อเป็นอย่างนั้น ท่านผู้บำเพ็ญวิปัสสนานั้น ย่อมบรรลุการแทงตลอดไตรลักษณ์. ก็แม้สมาธิกับปัญญาทั้งสองเท่ากัน ย่อมเป็นอัปปนาแท้. ก็สติมีกำลังในทุกอย่าง ย่อมไม่เสียหาย. ก็สติย่อมรักษาจิตไว้มิให้ตามไปในความฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจของศรัทธา ความเพียรและปัญญา อันเป็นปฏิปักษ์ต่อความฟุ้งซ่าน และมิให้ตกไปในความเกียจคร้านด้วยสมาธิอันเป็นปฏิปักษ์ต่อความเกียจคร้าน. เพราะฉะนั้น สตินั้นจำต้องปรารถนาในที่ทั้งปวง เหมือนเกลือกับเครื่องเทศต้องใช้ปรุงกับข้าวทุกชนิด และเหมือนอำมาตย์ผู้ชำนาญในสรรพกิจ จำต้องใช้ในราชการทั้งปวงฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ก็แลสติ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่ามีประโยชน์ทุกอย่าง.
ถามว่า เพราะเหตุไร.
ตอบว่า เพราะจิตมีสติเป็นที่พึ่งอาศัย และสติมีการรักษาเป็นเครื่องปรากฏ เว้นสติเสียแล้ว การประคองและการข่มจิต จะมีไม่ได้ ดังนี้.
การเว้นให้ห่างไกลจากบุคคลผู้มีปัญญาทราม ผู้ไม่มีปัญญาหยั่งลงในประเภทแห่งขันธ์เป็นต้น ชื่อว่าเว้นบุคคลผู้มีปัญญาทราม. การเสพบุคคลผู้ประกอบด้วยอุทยัพยปัญญา (เห็นเกิดดับ) อันกำหนดพิจารณาลักษณะ ๕๐ ถ้วน ชื่อว่าเสพบุคคลผู้มีปัญญา. การพิจารณาประเภทของญาณอันลึกซึ้งซึ่งดำเนินไปในขันธ์เป็นต้นอันลึกซึ้ง ชื่อว่าพิจารณาความเป็นไปแห่งญาณอันลึกซึ้ง. ความมีจิตน้อมไปเพื่อให้ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ตั้งขึ้นในการยืนและการนั่งเป็นต้น ชื่อว่าความน้อมใจไปในธัมมวิจยสัมโพชฌงค์นั้น. เพราะฉะนั้น กุลบุตรผู้เริ่มบำเพ็ญเพียร ทำธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ให้ตั้งขึ้นด้วยเหตุ ๗ ประการเหล่านี้ทำธัมมวิจยสัมโพชฌงค์นั้นนั่นแหละให้เป็นการเป็นงาน เริ่มยึดมั่นไว้ ย่อมถือเอาพระอรหัตได้โดยลำดับ. กุลบุตรนั้นชื่อว่าเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ จนกระทั่งถึงอรหัตมรรค. เมื่อบรรลุผล ย่อมชื่อว่าเป็นผู้อบรมเสร็จแล้ว.
ธรรม ๑๑ ประการย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งวิริยสัมโพชฌงค์ คือ
ความพิจารณาภัยในอบาย ๑ ความเห็นอานิสงส์ ๑ ความพิจารณาทางสำหรับไป ๑ ความยำเกรงต่อบิณฑบาต ๑
ความพิจารณามรดกความเป็นทายาทเป็นใหญ่ ๑ ความพิจารณาความเป็นใหญ่แห่งพระศาสดา ๑ ความพิจารณาความเป็นใหญ่โดยชาติ ๑
ความพิจารณาความที่เพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์เป็นใหญ่ ๑ ความเว้นบุคคลผู้เกียจคร้าน ๑ ความเสพบุคคลผู้เริ่มทำความเพียร ๑
ความเป็นผู้มีใจน้อมไปในวิริยสัมโพชฌงค์นั้น ๑.
บรรดาธรรม ๑๑ ประการนั้น วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดขึ้นแม้แก่ผู้พิจารณาอบายอย่างนี้ว่า ใครๆ ไม่อาจยังวิจยสัมโพชฌงค์ให้เกิดขึ้นแม้ในเวลาเสวยทุกข์ใหญ่ จำเดิมแต่ต้องถูกลงโทษด้วยเครื่องจองจำครบ ๕ อย่างในนรกแม้ในเวลาถูกเขาจับก้วยแห อวนและไซเป็นต้นในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน. อนึ่ง แม้ในเวลาลากเกวียนเป็นต้นของสัตว์ที่ถูกแทงด้วยเครื่องประหารมีปฏักและคันธนูเป็นต้นแม้ในเวลากระสับกระส่ายด้วยความหิวและความระหายตลอดพันๆ ปีบ้าง พุทธันดรหนึ่งบ้างในเปรตวิสัย แม้ในเวลาเสวยทุกข์อันเกิดจากลมและแดดเป็นต้นด้วยทั้งอัตภาพสักแต่หนังหุ้มกระดูกสูงประมาณ ๖๐ ศอกในพวกเปรตกาลกัญชิกาสูร,
ดูก่อนภิกษุ กาลนี้แหละเป็นกาลของเธอแล้ว ดังนี้.
วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดแม้แก่ผู้เห็นอานิสงส์อย่างนี้ว่า ผู้เกียจคร้านไม่ได้โลกุตรธรรม ๙, ผู้ปรารภความเพียรเท่านั้นจึงได้.
นี้เป็นอานิสงส์ของวิริยสัมโพชฌงค์.
ย่อมเกิดแม้แก่ผู้พิจารณาทางไปอย่างนี้ว่า ทางที่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระมหาสาวกทั้งปวงไปแล้ว เราควรไป ก็ทางนั้นอันผู้เกียจคร้านไม่อาจไป ดังนี้.
ย่อมเกิดแม้แก่ผู้พิจารณาถึงความยำเกรงต่อบิณฑบาตอย่างนี้ว่า มนุษย์เหล่าใดบำรุงท่านด้วยบิณฑบาตเป็นต้น มนุษย์เหล่านี้มิใช่ญาติ มิใช่ทาสกรรมกร ให้บิณฑบาตอันประณีตแก่ท่านด้วยหวังใจว่า พวกเราจักอาศัยบิณฑบาตนั้นเลี้ยงชีวิตก็หามิได้. โดยที่แท้ เขาหวังว่าการทำอุปการะของตนเป็นของมีผลมากจึงให้.
แม้พระศาสดาทรงเห็นอย่างนี้ว่า ภิกษุนี้บริโภคปัจจัยเหล่านี้แล้วจักเป็นผู้มีร่างกายล่ำสันอยู่เป็นสุข ดังนี้ จึงทรงอนุญาตปัจจัยทั้งหลายแก่เธอก็หามิได้ โดยที่แท้ ทรงอนุญาตปัจจัยทั้งหลายแก่เธอก็ด้วยพระประสงค์ว่า ภิกษุนี้บริโภคปัจจัยเหล่านี้กระทำสมณธรรมแล้วจักพ้นวัฏฏทุกข์. บัดนี้ เธอนั้นเกียจคร้านอยู่จักประพฤติยำเกรงต่อบิณฑบาตนั้นก็หาไม่. เพราะธรรมดาว่า ความยำเกรงต่อบิณฑบาตย่อมมีแก่ผู้ที่ปรารภความเพียรเท่านั้น เหมือนพระมหามิตตเถระและพระปิณฑปาติยติสสเถระฉะนั้น.
เขาเล่าว่า พระมหามิตตเถระอาศัยอยู่ในถ้ำชื่อกัสสกะ. ก็มหาอุบาสิกาคนหนึ่งในโคจรคามของท่าน ปฏิบัติพระเถระเหมือนกับบุตร.
วันหนึ่ง นางจะไปป่าจึงสั่งลูกสาวว่า ลูกจ๋า ข้าวสารเก่าอยู่โน้น นมสดอยู่โน้น เนยใสอยู่โน้น น้ำอ้อยอยู่โน้น เวลาพระผู้เป็นเจ้ามิตตะ พี่ชายของเจ้ามา เจ้าจงหุงข้าวถวายพร้อมกับนมสด เนยใสและน้ำอ้อย และเจ้าก็ควรบริโภคเสียด้วย ส่วนแม่จะบริโภคข้าวค้างคืนที่หุงไว้เมื่อวานนี้กับน้ำผักดอง.
ลูกสาวถามว่า กลางวันแม่จะบริโภคอะไรล่ะจ๊ะแม่.
แม่ตอบว่า เจ้าจงใส่ผักดองเอาข้าวสารหักๆ ต้มข้าวยาคูเปรี้ยวเก็บไว้ให้นะลูก
พระเถระห่มจีวรแล้วกำลังนำบาตรออกมา ได้ยินเสียงนั้นจึงกล่าวสอนตนว่า
นัยว่า มหาอุบาสิกาจักบริโภคข้าวค้างคืนกับน้ำผักดอง แม้ตอนกลางวันก็จักบริโภคข้าวยาคูเปรี้ยวปรุงด้วยข้าวสารหักกับผัก. ก็นางบอกให้ข้าวสารเก่าเป็นต้นเพื่อประโยชน์แก่ท่าน และนางอาศัยท่านแล้วจะหวังได้นา หวังได้สวนก็หามิได้ แต่นางปรารถนาสมบัติทั้ง ๓จึงให้ท่านจักสามารถให้สมบัติเหล่านั้นแก่นางไหม ก็บิณฑบาตนี้แล ท่านผู้มีราคะโทสะโมหะ ไม่อาจรับ ดังนี้แล้วจึงเอาบาตรใส่ถลก ปลดลูกดุมกลับไปที่ถ้ำกัสสกะ เก็บบาตรไว้ใต้เตียง พาดจีวรไว้ที่สายระเดียง นั่งอธิษฐานความเพียรว่า เรายังไม่บรรลุพระอรหัต จักไม่เอาไป.
ภิกษุผู้ไม่ประมาทอยู่ประจำมานาน เจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัตในเวลาก่อนภัตตาหาร เป็นพระขีณาสพกระทำความแย้มออกไป เหมือนดอกบัวแย้มฉะนั้น.
เทวดาผู้สิงอยู่ที่ประตูถ้ำเปล่งอุทานว่า
นโม เต ปุริสาชญฺญ นโม เต ปุริสุตฺตม ยสฺส เต อาสวา ขีณา ทกฺขิเณยฺโยสิ มาริส ท่านบุรุษอาชาไนย เราขอนอบน้อมท่าน
ท่านบุรุษผู้สูงสุด เราขอนอบน้อมท่าน
ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านมีอาสวะสิ้นแล้ว เป็น
พระทักขิไณยบุคคล.
ดังนี้ แล้วกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ หญิงแก่ถวายภิกษาหารแก่พระอรหันต์เช่นท่านผู้เข้าไปบิณฑบาต จักพ้นทุกข์. พระเถระลุกขึ้นเปิดประตูมองดูเวลา รู้ว่ายังเช้าอยู่ จึงถือบาตรและจีวรเข้าไปยังบ้าน. แม้เด็กหญิงก็เตรียมภัตตาหารไว้พร้อมแล้ว นั่งมองดูประตูด้วยหวังใจว่า ประเดี๋ยวพระพี่ชายของเราจักมาถึง.
เมื่อพระเถระถึงประตูบ้าน เด็กหญิงนั้นก็รับบาตรบรรจุภัตตาหารอันประกอบด้วยเนยใสและน้ำอ้อยให้เต็ม แล้ววางไว้ที่มือ. พระเถระทำอนุโมทนาว่าจงมีความสุขเถิด แล้วหลีกไป. ก็เด็กหญิงนั้นได้ยืนมองดูท่านอยู่. ก็ในคราวนั้น พระเถระมีฉวีวรรณบริสุทธิ์ยิ่งนัก อินทรีย์ผ่องใส ใบหน้าสุกสกาวเหมือนผลตาลสุกที่หลุดจากขั้วฉะนั้น.
มหาอุบาสิกากลับมาจากป่าถามบุตรสาวว่า พระพี่ชายมาแล้วหรือลูก. บุตรสาวนั้นจึงบอกความเป็นไปนั้นทั้งหมด. อุบาสิการู้ว่า กิจแห่งบรรพชิตของบุตรเราถึงที่สุดแล้วในวันนี้ จึงกล่าวว่า แม่พระพี่ชายของเจ้ายินดีไม่เบื่อระอาในพระพุทธศาสนาแล้ว.
ก็เรื่องพระปิณฑปาติยเถระพึงทราบอย่างนี้.
ได้ยินว่า บุรุษเข็ญใจคนหนึ่งในบ้านมหาคาม เลี้ยงชีวิตด้วยการขายฟืน. บุรุษนั้นได้ชื่อตามเหตุการณ์นั้นนั่นแลจึงมีชื่อว่า ทารุภัณฑกมหาติสสะ.
วันหนึ่ง เขาพูดกะภรรยาของเขาว่า ชื่อว่าความเป็นอยู่ของพวกเราเป็นอย่างไรกัน พระศาสดาตรัสว่า ทลิทททานมีผลมาก แต่เราไม่อาจให้เป็นประจำได้ เราถวายปักขิกภัตแล้ว แม้สลากภัตอันเกิดขึ้นข้างหน้าเราก็จักถวาย. ภรรยารับคำว่า ดีละนาย แล้วได้ถวายปักขิกภัตตามมีตามได้ในวันรุ่งขึ้น.
ก็เวลานั้นเป็นเวลาที่พระภิกษุสงฆ์ไม่ขัดข้องด้วยเรื่องปัจจัยทั้งหลาย. ภิกษุหนุ่มและสามเณรทั้งหลายฉันโภชนะล้วนประณีตรู้ว่านี้เป็นอาหารไม่สู้ดี ก็กระทำปักขิกภัตของคนทั้งสองนั้นให้เป็นแต่สักว่ารับไว้เท่านั้น เมื่อคนทั้งสองนั้นเห็นอยู่นั่นแหละก็ทิ้งเสียแล้วก็ไป.
ฝ่ายหญิงนั้นเห็นการกระทำนั้นจึงบอกแก่สามี แต่ไม่ได้มีความเดือดร้อนใจว่าพระทิ้งของที่เราถวาย. สามีของนางกล่าวว่า ก็พวกเราไม่อาจให้พระผู้เป็นเจ้าฉันได้โดยง่าย เพราะเป็นคนจน เราจักกระทำอย่างไรหนอแลจึงจักอาจเอาใจพระผู้เป็นเจ้าได้.
ทีนั้น ภรรยาของเขากล่าวว่า นาย ท่านพูดว่าอะไรหรือ ธรรมดาคนเข็ญใจทั้งหลายมีบุตรก็มีอยู่มิใช่หรือ นี้ธิดาของท่าน. ท่านจงเอาธิดาคนนี้วางเป็นประกันไว้ในตระกูลหนึ่ง เอาทรัพย์มาสัก ๒ กหาปณะ (๑ กหาปณะ = ๔ บาทของชาวมคธ) แล้วซื้อแม่โคนมมาตัวหนึ่ง เราจักถวายสลากภัตปรุงกับนมสดแก่พระผู้เป็นเจ้า เราอาจเอาใจของพระผู้เป็นเจ้าเหล่านั้นได้ ด้วยอาการอย่างนี้.
สามีรับคำว่า ได้ แล้วจึงกระทำอย่างนั้น.
ด้วยบุญของคนทั้งสองนั้น แม่โคนมตัวนั้นให้น้ำนม ๓ มาณิกะ ในตอนเย็น (มาณิกะเป็นมาตราตวงของชาวมคธ) ในตอนเช้าให้นม ๓ มาณิกะ. คนทั้งสองทำนมสดที่ได้ในตอนเย็นให้เป็นนมเปรี้ยว ในวันรุ่งขึ้นจึงทำให้เป็นเนยใสจากเนยข้นที่ถือเอาจากนมส้มนั้น แล้วถวายสลากภัตปรุงด้วยนมสดพร้อมกับเนยใสนั่นแหละ. จำเดิมแต่นั้น พระผู้มีบุญจึงจะได้สลากภัตในเรือนของเขา.
วันหนึ่ง สามีกล่าวกะภรรยาว่า พวกเราพ้นจากเรื่องที่น่าละอายก็เพราะมีลูกสาว ทั้งภัตตาหารในเรือนของเราแห่งเดียวเป็นของควรบริโภคแห่งพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย เธออย่าประมาทในวัตรอันดีงามนี้จนกว่าพี่จะมา พี่จะทำงานอะไรสักอย่างไถ่ตัวลูกสาว.
เขาไปยังประเทศหนึ่งทำงานหีบอ้อย โดยเวลา ๖ เดือนได้เงิน ๑๒ กหาปณะ คิดว่า เงินเท่านี้อาจจะไถ่ลูกสาวของเราได้ จึงเอาชายผ้าขอดกหาปณะเหล่านั้นไว้ แล้วเดินทางด้วยตั้งใจว่าจักไปบ้าน.
ในสมัยนั้น พระปิณฑาปาติยติสสเถระอยู่ในอัมพริยมหาวิหาร คิดว่าจักไปมหาวิหารไหว้พระเจดีย์ จึงออกจากที่อยู่ของตนไปยังบ้านมหาคาม เดินไปทางนั้นเหมือนกัน. อุบาสกนั้นเห็นพระเถระแต่ไกล คิดว่าเรามาผู้เดียวจักไปฟังธรรมกถากัณฑ์หนึ่ง พร้อมกันกับพระผู้เป็นเจ้ารูปนี้ เพราะผู้มีศีลหาได้ยากตลอดมาทุกเวลา จึงรีบไปทันพระเถระ ไหว้แล้วเดินไปด้วยกันเมื่อเวลาฉันภัตตาหารใกล้เข้ามาจึงคิดว่า ห่อภัตตาหารไม่มีอยู่ในมือเรา และก็ถึงเวลาฉันภิกษาหารของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ทั้งค่าใช้สอยนี้ก็มีอยู่ในมือเรา ในเวลาถึงประตูบ้านแห่งหนึ่ง เราจักถวายบิณฑบาตแก่พระผู้เป็นเจ้า.
เมื่อความคิดของเขาสักว่าพอเกิดขึ้นอย่างนี้เท่านั้น คนผู้หนึ่งถือห่อภัตตาหารมาถึงที่นั้นพอดี อุบาสกเห็นคนผู้นั้นแล้ว กล่าวนิมนต์ว่า ท่านผู้เจริญโปรดคอยหน่อยเถิดๆ แล้วเข้าไปหาคนผู้นั้นกล่าวว่า บุรุษผู้เจริญ ฉันจะให้กหาปณะแก่ท่าน ท่านจงให้ห่อภัตตาหารแก่ฉัน.
บุรุษผู้นั้นคิดว่า ภัตตาหารแม้นี้จะมีราคาแม้สักมาสกหนึ่งในเวลานี้ก็หามิได้ แต่อุบาสกนี้ให้เรากหาปณะหนึ่งเป็นครั้งแรกทีเดียว เหตุในเรื่องนี้จักมี ครั้นคิดแล้วจึงกล่าวว่า โดยกหาปณะหนึ่ง เราจะไม่ให้. อุบาสกกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงถือเอา ๒ กหาปณะ จงถือเอา ๓ กหาปณะ โดยทำนองนี้ประสงค์จะให้กหาปณะเหล่านั้นแม้ทั้งหมด. บุรุษนอกนี้สำคัญว่า กหาปณะแม้อื่นของอุบาสกนั้นมีอยู่ (อีก) จึงกล่าวว่า เราไม่ให้.
ครั้งนั้น อุบาสกนั้นกล่าวกะบุรุษนั้นว่า ท่านผู้เจริญ ถ้ากหาปณะแม้อื่นของเราพึงมีอยู่ไซร้ เราพึงให้กหาปณะแม้เหล่านั้น แต่เราจะถือเอาเพื่อประโยชน์แก่ตนเองก็หามิได้เลย เรานิมนต์พระผู้เป็นเจ้ารูปหนึ่งให้นั่งอยู่ที่โคนไม้ต้นหนึ่ง กุศลจักมีแก่ท่านด้วย ท่านจงให้ภัตตาหารนั้นแก่เราเถิด.
บุรุษนั้นพูดว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเอาไปจงนำกหาปณะเหล่านั้นมา ได้ถือเอากหาปณะแล้วให้ห่อภัตตหารไป.
อุบาสกถือภัตตาหารเข้าไปหาพระเถระแล้วกล่าวว่า นำบาตรออกมาเถิด ท่านขอรับ.
พระเถระนำบาตรออกมา เมื่ออุบาสกถวายภัตตาหารเข้าไปได้ครึ่งหนึ่ง ก็ปิดบาตรเสีย อุบาสกกล่าวว่า มีส่วนเดียวเท่านั้น กระผมไม่อาจบริโภคจากส่วนเดียวนี้ ภัตตาหารนี้กระผมเที่ยวหาได้มาก็เพื่อประโยชน์แก่ท่านเท่านั้น ขอท่านจงรับภัตตาหารนั้นเถิด เพื่ออนุเคราะห์กระผม.
พระเถระคิดว่ามีเหตุ จึงรับมาฉันทั้งหมด. อุบาสกได้กรองน้ำดื่มด้วยเครื่องกรองน้ำแล้วถวาย ต่อจากนั้น เมื่อพระเถระทำภัตกิจเสร็จแล้ว แม้ทั้งสองก็เดินทางไป (ด้วยกัน).
พระเถระถามอุบาสกว่า เพราะเหตุไรท่านจึงไม่บริโภค. อุบาสกนั้นบอกเรื่องราวในการไปของตนทั้งหมด. พระเถระฟังความเป็นไปนั้นแล้วสลดใจ คิดว่า อุบาสกทำสิ่งที่ทำได้ยาก ก็เราบริโภคบิณฑบาตเห็นปานนี้ ควรเป็นผู้กตัญญูต่ออุบาสกนี้เราได้เสนาสนะอันเป็นสัปปายะแล้ว เมื่อผิวหนัง เนื้อและเลือด แม้จะแห้งไปในเสนาสนะนั้น (ก็ตามที) ยังไม่บรรลุพระอรหัตโดยนั่งขัดสมาธิอยู่นั่นแหละ จักไม่ลุกขึ้น.
พระเถระนั้นไปยังติสสมหาวิหาร กระทำอาคันตุกวัตร (คือระเบียบปฏิบัติสำหรับผู้จรมา) แล้ว เข้าไปยังเสนาสนะที่ถึงแก่ตน ลาดเครื่องลาดแล้วนั่งบนเครื่องลาดนั้น กำหนดมูลกรรมฐานของตนนั่นเอง พระเถระนั้นไม่อาจจะทำแม้สักว่าโอภาสให้บังเกิดขึ้นในราตรีนั้น.
จำเดิมแต่วันรุ่งขึ้น จึงตัดความกังวลในการเที่ยวภิกษาจารเสีย ก็เห็นแจ้งกรรมฐานนั้นนั่นแหละ ทั้งอนุโลมและปฏิโลม พระเถระเห็นแจ้งอยู่โดยอุบายนั้น ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาในอรุณที่ ๗ แล้วคิดว่า สรีระเมื่อยล้าเหลือเกิน ชีวิตของเราจักดำเนินไปได้นานไหมหนอครั้งนั้น พระเถระกำหนดได้แน่นอนว่า สรีระนั้นจะไม่ดำเนินไป จึงถือบาตรและจีวรไปยังท่ามกลางวิหาร ตีกลองให้ภิกษุสงฆ์ประชุมกัน.
พระสังฆเถระถามว่า ใครให้ภิกษุสงฆ์ประชุม.
พระเถระตอบว่า กระผมขอรับ.
พระสังฆเถระถามว่า เพื่ออะไร ท่านสัตบุรุษ.
พระเถระตอบว่า กรรมอื่นไม่มีดอกขอรับ แต่ว่า ท่านผู้มีความสงสัยในมรรคหรือผล ท่านผู้นั้นจงถามกระผมเถิด.
พระสังฆเถระถามว่า ท่านสัตบุรุษ ภิกษุทั้งหลายเช่นท่าน ย่อมไม่กล่าวคุณที่ไม่มีอยู่ ความสงสัยในมรรคหรือผลนี้ไม่มีแก่พวกเรา. ก็อะไรเป็นเหตุให้เกิดความสังเวชแก่ท่าน. ท่านทำอะไรให้เป็นปัจจัย พระอรหัตนี้จึงบังเกิดขึ้น.
พระเถระตอบว่า ท่านขอรับ ในวัลลิยวิถีไว้ภายนอกแล้วเอาทรัพย์มา ๑๒ กหาปณะ ซื้อแม่โคนมมาตัวหนึ่ง เริ่มตั้งสลากภัตนมสดแก่พระสงฆ์. เขาคิดว่าเราจักไถ่ธิดา จึงทำการรับจ้างอยู่ในโรงหีบอ้อยถึง ๖ เดือนได้ทรัพย์ ๑๒ กหาปณะแล้วจึงเดินไปบ้านของตนด้วยหวังใจว่าจักไถ่ธิดาเห็นกระผมในระหว่างทาง ในเวลาภิกษาจารได้ให้กหาปณะนั้นแม้ทั้งหมด แล้วถือเอาห่อภัตตาหารมาถวายกระผมทั้งหมด. กระผมฉันบิณฑบาตนั้นแล้วมาที่นี้ ได้เสนาสนะอันเป็นสัปปายะแล้วคิดว่า เราจักกระทำความยำเกรงต่อบิณฑบาตดังนี้ จึงได้ทำคุณวิเศษให้เกิดขึ้นขอรับ.
บริษัท ๔ ผู้ประชุมกันอยู่ที่นั้นได้ให้สาธุการแก่พระเถระ. ชื่อว่าผู้สามารถเพื่อดำรงตามภาวะของตนไม่มีเลย.
พระเถระนั่งพูดอยู่ในท่ามกลางสงฆ์ กำลังพูดอยู่นั่นแล อธิษฐานว่า กูฏาคาร (คือเรือนมียอด) ของเราจงเคลื่อนไป ในเวลาที่ทารุภัณฑกมหาติสสะเอามือถูกต้องเท่านั้น ดังนี้แล้วปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ.
พระเจ้ากากวัณณติสสมหาราชทรงสดับว่าพระเถระรูปหนึ่งปรินิพพาน จึงเสด็จไปยังวิหารทรงทำสักการะสัมมานะแล้ว ตรัสสั่งให้ตระเตรียมกูฏาคารแล้วยกพระเถระขึ้นใส่ในกูฏาคารนั้น ทรงดำริว่า เราจักไปที่เชิงตะกอนเดี๋ยวนี้ จึงทรงยกกูฏาคาร ก็ไม่อาจให้เคลื่อนที่ได้.
พระราชารับสั่งถามภิกษุสงฆ์ว่า ท่านผู้เจริญ คำพูดอะไรที่พระเถระกล่าวไว้มีอยู่หรือ. ภิกษุทั้งหลายจึงทูลเรื่องราวที่พระเถระกล่าวไว้.
พระราชารับสั่งให้เรียกอุบาสกนั้นมาแล้วตรัสถามว่า ในที่สุด ๗ วันจากวันนี้ไป เธอถวายห่อภัตตาหารแก่ภิกษุไรๆ ผู้เดินทางหรือ.
อุบาสกทูลว่า ถวายพระเจ้าข้า ข้าแต่สมมติเทพ.
พระราชาตรัสถามว่า เธอถวายทำนองไหน.
อุบาสกนั้นจึงกราบทูลเหตุการณ์นั้นทั้งหมด.
ลำดับนั้น พระราชาจึงทรงส่งอุบาสกนั้นไป ณ ที่ตั้งกูฏาคารของพระเถระด้วยพระดำรัสว่า เธอจงไป จงรู้พระเถระนั้นว่าเป็นรูปนั้นหรือรูปอื่น. อุบาสกนั้นไปแล้วเลิกม่านขึ้นเห็นหน้าพระเถระก็จำได้ เอามือทั้งสองทุบหัวใจไปยังสำนักของพระราชา กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ เป็นพระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์.
ลำดับนั้น พระราชารับสั่งให้พระราชทานเครื่องประดับชุดใหญ่แก่อุบาสกนั้น. ตรัสกะอุบาสกผู้ประดับเสร็จแล้วว่า ท่านมหาติสสะผู้พี่ชาย ท่านจงไปไหว้พระผู้เป็นเจ้าของเราแล้วจึงยกกูฏาคารขึ้น. อุบาสกรับพระดำรัสว่า ขอรับใส่เกล้า ข้าแต่สมมติเทพ แล้วไปไหว้เท้าพระเถระ เอามือทั้งสองยกขึ้นทูนไว้เหนือกระหม่อมของตน. ขณะนั้นเอง กูฏาคารลอยไปทางอากาศ ประดิษฐานอยู่ ณ ข้างบนของเชิงตะกอน. ในกาลนั้น เปลวไฟลุกขึ้นเองจากมุมแม้ทั้ง ๔ ของเชิงตะกอน.
วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดแม้แก่ผู้พิจารณาถึงมรดกความเป็นทายาทเป็นใหญ่อย่างนี้ว่า
ก็ทรัพย์มรดกคืออริยทรัพย์ ๗ ของพระศาสดานั้น เป็นของใหญ่ ทรัพย์มรดกนั้นอันคนผู้เกียจคร้านไม่อาจรับ เหมือนอย่างว่า บิดามารดาย่อมกีดกันบุตรผู้ประพฤติผิดไว้ภายนอกว่า ผู้นี้ไม่เป็นบุตรของเรา เมื่อบิดามารดาล่วงลับไป เขาย่อมไม่ได้ทรัพย์มรดกฉันใดแม้คนเกียจคร้านก็ฉันนั้น ย่อมไม่ได้มรดกคืออริยทรัพย์นี้ ผู้ปรารภความเพียรเท่านั้นจึงจะได้ ดังนี้.
วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดแม้แก่ผู้พิจารณาถึงความที่พระศาสดาเป็นใหญ่อย่างนี้ว่า
ก็พระศาสดาของท่าน (ยิ่ง) ใหญ่แล เพราะในเวลาที่พระศาสดาของท่านถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระมารดาก็ดี ในการเสด็จออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่ก็ดี ในการตรัสรู้สัมโพธิญาณอันยิ่งก็ดี ในการประกาศพระธรรมจักร ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ เสด็จลงจากเทวโลกและทรงปลงอายุสังขารก็ดี ในกาลดับขันธปรินิพพานก็ดี หมื่นโลกธาตุหวั่นไหวแล้ว ความที่ท่านบวชในศาสนาของพระศาสดาเห็นปานนั้นแล้ว เป็นผู้เกียจคร้านไม่สมควรเลย.
วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดแม้แก่ผู้พิจารณาถึงความที่ชาติเป็นใหญ่อย่างนี้ว่า
แม้ว่าโดยชาติ บัดนี้ท่านก็เป็นผู้มีชาติไม่ต่ำทราม ท่านเป็นผู้เกิดในวงศ์ของพระเจ้าโอกกากราชอันสืบมาจากเชื้อสายของพระเจ้ามหาสมมตราชอันไม่ปะปน (กับวงศ์อื่น) เป็นหลานของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช ของพระนางมายาเทวี เป็นน้องชายของพระราหุลภัททะ ชื่อว่าท่านเป็นบุตรของพระชินเจ้าเห็นปานนี้ เป็นผู้เกียจคร้านอยู่ ไม่ควรเลย.
วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดแม้แก่ผู้พิจารณาถึงความที่เพื่อนพรหมจรรย์เป็นใหญ่อย่างนี้ว่า
พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะกับพระอสีติมหาสาวก ย่อมแทงตลอดโลกุตรธรรม ๙ ด้วยความเพียร ท่านจงดำเนินตามทางของเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์เหล่านั้น ดังนี้.
วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดแม้แก่ผู้เว้นบุคคลเกียจคร้าน ผู้สละความเพียรทางกายและทางจิต เช่นกับงูเหลือมกินเต็มท้องแล้วก็หยุด (ไม่เลื้อยไปไหน) แม้แก่ผู้เสพบุคคลผู้มีจิตมั่นคง ปรารภความเพียรแม้แก่บุคคลผู้มีจิตน้อมโน้มโอนไปเพื่อยังความเพียรให้เกิดขึ้นในการยืนและการนั่งเป็นต้น. เพราะฉะนั้น กุลบุตรผู้เริ่มบำเพ็ญกรรมฐาน ทำวิริยสัมโพชฌงค์ให้ตั้งขึ้นด้วยเหตุ ๑๑ ประการเหล่านี้แล้วทำวิริยสัมโพชฌงค์นั้นนั่นแลให้เป็นธุระ เริ่มตั้งความยึดมั่นไว้ ย่อมถือเอาพระอรหัตได้โดยลำดับ. กุลบุตรนั้น ชื่อว่าเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ จนกระทั่งถึงอรหัตมรรค. เมื่อบรรลุผลแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้เจริญแล้วแล.
ธรรม ๑๑ ประการย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งปีติสัมโพชฌงค์ คือ
พุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ๑
ธัมมานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระธรรม ๑
สังฆานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์ ๑
สีลานุสสติ ระลึกถึงคุณของศีล ๑
จาคานุสสติ ระลึกถึงการบริจาค ๑
เทวตานุสสติ ระลึกถึงคุณอันทำบุคคลให้เป็นเทวดา ๑
อุปสมานุสสติ ระลึกถึงความเข้าไปสงบ (คือพระนิพพาน) ๑
เว้นคนผู้เศร้าหมอง ๑
เสพคนผู้เรียบร้อย ๑
พิจารณาพระสูตรอันน่าเลื่อมใส ๑
ความเป็นผู้มีจิตน้อมไปในปีติสัมโพชฌงค์นั้น ๑.
ก็แม้เมื่อบุคคลระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ปีติสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดแผ่ซ่านไปตลอดร่างกายทั้งสิ้น จนกระทั่งถึงอุปจารสมาธิ.
ปีติสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดแม้แก่บุคคลผู้ระลึกถึงคุณของพระธรรมและพระสงฆ์ แม้แก่บรรพชิตผู้พิจารณาจตุปาริสุทธิศีล รักษาไม่ให้ขาดมาตลอดกาลนาน แม้แก่คฤหัสถ์ผู้พิจารณาศีล ๑๐ ศีล ๕ แม้แก่บุคคลผู้ถวายโภชนะอันประณีตแก่เพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ในยามมีภัยอันเกิดแต่การที่ภิกษาหาได้ยากเป็นต้นแล้ว พิจารณาถึงการบริจาคว่าเราได้ให้ทานชื่ออย่างนี้แล้วเป็นต้น แม้แก่คฤหัสถ์ผู้พิจารณาถึงทานที่ให้แล้วแก่ท่านผู้มีศีลทั้งหลายเห็นปานนี้แม้แก่ผู้พิจารณาถึงคุณทั้งหลายอันเป็นเหตุให้ผู้ประกอบไว้ซึ่งคุณเครื่องเป็นเทวดาเห็นปานนั้นว่ามีอยู่ในตน แม้แก่ผู้พิจารณาถึงกิเลสทั้งหลายที่ข่มไว้ด้วยการเข้าสมาบัติว่า ไม่ฟุ้งซ่านมาตั้ง ๖๐ ปี บ้าง ๗๐ ปีบ้างแม้แก่ผู้เว้นบุคคลเศร้าหมองเช่นกับธุลีบนหลังลา เพราะไม่มีความรักด้วยอำนาจความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าเป็นต้น เพราะความเป็นผู้เศร้าหมองอันบ่งถึงกิริยาที่ไม่เคารพในการเห็นพระเจดีย์ เห็นต้นโพธิ์ และเห็นพระเถระแม้แก่ผู้เสพบุคคลผู้เรียบร้อย มีจิตอ่อนโยนมากด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าเป็นต้น แม้แก่ผู้พิจารณาพระสูตรอันน่าเลื่อมใสแสดงคุณของพระรัตนตรัย แม้แก่ผู้มีจิตน้อมโน้มโอนไปเพื่อยังปีติให้เกิดขึ้นในการยืนและการนั่งเป็นต้น.
เพราะเหตุนั้น กุลบุตรผู้เริ่มบำเพ็ญกรรมฐาน ยังปีติสัมโพชฌงค์ให้ตั้งขึ้นด้วยเหตุ ๑๑ ประการนี้แล้ว ทำปีติสัมโพชฌงค์นั้นนั่นแหละให้เป็นธุระ เริ่มตั้งความยึดมั่นไว้ ย่อมถือเอาพระอรหัตได้โดยลำดับ.
กุลบุตรนั้น ชื่อว่าเจริญปีติสัมโพชฌงค์จนกระทั่งถึงอรหัตมรรค. เมื่อบรรลุผลแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้เจริญปีติสัมโพชฌงค์แล้ว.
ธรรม ๗ ประการ คือ
เสพโภชนะอันประณีต ๑ เสพฤดูอันสบาย ๑ เสพอิริยาบถอันสบาย ๑ ประกอบตนเป็นกลาง ๑
เว้นบุคคลผู้มีกายไม่สงบ ๑ เสพบุคคลผู้มีกายสงบ ๑ น้อมจิตไปในปัสสัทธิสัมโพชฌงค์นั้น ๑
ย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดปัสสัทธิสัมโพชฌงค์.
ก็ความสงบย่อมเกิดแม้แก่ผู้บริโภคโภชนะอันเป็นสัปปายะ ประณีตงดงามแม้แก่ผู้เสพฤดูในฤดูหนาวและร้อนและอิริยาบถมียืนเป็นต้นอันเป็นสัปปายะ. ก็บุคคลใดมีชาติเป็นมหาบุรุษ เป็นผู้อดทนได้ในฤดู (หนาวร้อน) และอิริยาบถทั้งปวง คำนี้ท่านกล่าวโดยหมายเอาบุคคลนั้นก็หามิได้.
ความสงบย่อมเกิดแก่บุคคลผู้เสพฤดูและอิริยาบถอันเป็นสภาคกัน. การพิจารณาความเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน ทั้งของตนและของคนอื่น เรียกว่าการประกอบตนเป็นกลาง ความสงบย่อมเกิดด้วยการประกอบคนเป็นกลางดังกล่าวมานี้.
ความสงบย่อมเกิดแม้แก่ผู้เว้นบุคคลผู้มีกายไม่สงบ ผู้เที่ยวเบียดเบียนสัตว์อื่นด้วยก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้นเห็นปานนั้น แม้แก่ผู้เสพบุคคลผู้มีกายสงบ สำรวมมือและเท้า แม้แก่ผู้มีจิตน้อมโน้มโอนไปเพื่อต้องการทำความสงบให้เกิดขึ้นในการยืนและการนั่งเป็นต้น.
เพราะฉะนั้น กุลบุตรผู้เริ่มบำเพ็ญกรรมฐานยังปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ให้ตั้งขึ้นด้วยเหตุ ๗ ประการนี้ กระทำปัสสัทธิสัมโพชฌงค์นั้นให้เป็นธุระ เริ่มตั้งความยึดมั่นไว้ ย่อมถือเอาพระอรหัตได้โดยลำดับ. กุลบุตรนั้น ชื่อว่าย่อมเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์จนถึงพระอรหัตมรรค เมื่อบรรลุผลแล้ว ย่อมชื่อว่าเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ได้แล้ว.
ธรรม ๑๑ ประการ คือ
ทำวัตถุให้สละสลวย ๑ ทำอินทรีย์ให้ดำเนินไปสม่ำเสมอ ๑ ความฉลาดในนิมิต ๑ ประคองจิตในสมัย (ควรประคอง) ๑
ข่มจิตในสมัย (ควรข่ม) ๑ การทำ (จิต) ให้ร่าเริงในสมัย (ควรให้ร่าเริง) ๑ การเพ่งดูจิตในสมัย (ควรเพ่งดู) ๑ การเว้นบุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ๑ เสพบุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น ๑ พิจารณาฌานและวิโมกข์ ๑ ความเป็นผู้มีจิตน้อมไปในสมาธิสัมโพชฌงค์นั้น ๑
ย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสมาธิสัมโพชฌงค์.
บรรดาธรรมเหล่านั้น การทำวัตถุให้สละสลวยและการทำอินทรีย์ให้ดำเนินไปสม่ำเสมอ พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้ว.
ความฉลาดในการเรียนกสิณนิมิต ชื่อว่าฉลาดในนิมิต.
บทว่า สมเย จิตฺตสฺส ปคฺคณฺหนตา ความว่า ในสมัยใด จิตหดหู่ด้วยย่อหย่อนความเพียรเป็นต้น ในสมัยนั้นประคองจิตไว้ด้วยการทำธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์และปีติสัมโพชฌงค์ให้เกิดขึ้น.
บทว่า สมเย จิตฺตสฺส นิคฺคณฺหนตา ความว่า ในสมัยใด จิตฟุ้งซ่านด้วยปรารภความเพียรเป็นต้นเกินไป ในสมัยนั้นข่มจิตไว้ด้วยการทำปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ให้เกิดขึ้น.
บทว่า สมเย สมฺปหํสนตา ความว่า ในสมัยใด จิตไม่แช่มชื่นเพราะประกอบปัญญาน้อยไป หรือเพราะไม่ได้สุขอันสงบ ในสมัยนั้นยังจิตให้สังเวชด้วยการพิจารณาสังเวควัตถุ ๘ ประการ.
ชื่อว่าสังเวควัตถุ ๘ ประการ คือ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ รวมเป็น ๔ ทุกข์ในอบายเป็นที่ ๕ ทุกข์มีวัฏฏะเป็นมูลในอดีตเป็นที่ ๖ ทุกข์มีการแสวงหาอาหารเป็นมูลในปัจจุบันเป็นที่ ๗ ทุกข์มีวัฏฏะเป็นมูลในอนาคตเป็นที่ ๘.
การยังความเลื่อมใสให้เกิดขึ้นด้วยการระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย นี้เรียกว่าความทำจิตให้ร่าเริงในสมัย.
ชื่อว่าความเพ่งดูจิตในสมัย ได้แก่ในคราวที่จิตอาศัยการปฏิบัติชอบ เป็นจิตไม่หดหู่ ไม่ฟุ้งซ่าน มีความแช่มชื่น ดำเนินไปตามสมถวิถีซึ่งเป็นไปอย่างสม่ำเสมอในอารมณ์นั้น กุลบุตรไม่ต้องขวนขวายในการประคอง ข่มและทำให้ร่าเริง เหมือนสารถีไม่ต้องขวนขวายในเมื่อม้าวิ่งไปเรียบ นี้เรียกว่าความเพ่งดูจิตในสมัย.
ชื่อว่าการเว้นบุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ได้แก่เว้นให้ห่างไกลบุคคลผู้มีจิตฟุ้งซ่าน ผู้ยังไม่บรรลุอุปจารสมาธิหรืออัปปนาสมาธิ.
ชื่อว่าเสพบุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น ได้แก่ เสพคือคบ เข้าไปนั่งใกล้บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ.
ชื่อว่าความเป็นผู้มีจิตน้อมไปในสมาธิสัมโพชฌงค์นั้น ได้แก่ความเป็นผู้มีจิตน้อมโน้มโอนไปเพื่อให้สมาธิเกิดขึ้นในการยืนและการนั่งเป็นต้น.
ก็เมื่อปฏิบัติอยู่อย่างนี้แหละ สมาธิสัมโพชฌงค์ให้เกิดขึ้นด้วยเหตุ ๑๑ ประการเหล่านี้ การทำสมาธิสัมโพชฌงค์นั้นเท่านั้นให้เป็นธุระ เริ่มตั้งความยึดมั่นไว้ ย่อมถือเอาพระอรหัตได้โดยลำดับ. กุลบุตรนั้น ชื่อว่าบำเพ็ญสมาธิสัมโพชฌงค์ จนกระทั่งถึงอรหัตมรรค เมื่อบรรลุผลแล้ว ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ได้เจริญสมาธิสัมโพชฌงค์แล้ว.
ธรรม ๕ ประการ คือ
ความเป็นกลางในสัตว์ ๑ ความเป็นกลางในสังขาร ๑ ความเว้นบุคคลผู้ยึดถือสัตว์และสังขาร (ว่าเป็นของตน) ๑ เสพบุคคลผู้วางตนเป็นกลางในสัตว์และสังขาร ๑ ความเป็นผู้มีจิตน้อมไปในอุเบกขาสัมโพชฌงค์นั้น ๑
ย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์.
ในธรรม ๕ ประการนั้น บุคคลย่อมยังความเป็นกลางในสัตว์ให้เกิดขึ้นด้วยอาการ ๒ อย่าง คือ ด้วยการพิจารณาความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตนอย่างนี้ว่า ท่านมาด้วยกรรมของตนจักไปด้วยกรรมของตน แม้สัตว์นี้จักไปด้วยกรรมของตนเหมือนกัน ท่านจะยึดถือใครว่าเป็นของตน ดังนี้ และด้วยการพิจารณาถึงความไม่มีสัตว์อย่างนี้ว่า โดยปรมัตถ์ สัตว์ไม่มี ท่านนั้นจะยึดถือใครว่าเป็นของตน ดังนี้.
บุคคลย่อมยังความเป็นกลางในสังขารให้เกิดขึ้นด้วยอาการ ๒ อย่าง คือ ด้วยการพิจารณาถึงความเป็นของไม่มีเจ้าของอย่างนี้ว่า จีวรนี้เข้าถึงความวิการ (ผันแปร) แห่งสีและความเก่าไปโดยลำดับ เป็นท่อนผ้าสำหรับเช็ดเท้า จักต้องเอาปลายไม้เท้าเขี่ยทิ้งไป ก็ถ้าจีวรนั้นพึงมีเจ้าของ เขาจะต้องไม่ให้มันฉิบหายไปอย่างนี้ และด้วยการพิจารณาเป็นของชั่วคราวอย่างนี้ว่า จีวรนี้เป็นของชั่วคราว ไม่คงทน ดังนี้.
แม้ในบาตรเป็นต้น ก็พึงประกอบความเหมือนดังในจีวรนั่นแล.
บุคคลใดเป็นคฤหัสถ์ยึดถือบุตรและธิดาเป็นต้นของตนว่าเป็นของเรา หรือเป็นบรรพชิตยึดถืออันเตวาสิกผู้ร่วมอุปัชฌาย์กันเป็นต้นว่าเป็นของเรา กระทำการปลงผม โกนหนวด เย็บจีวร ซักจีวรและระบมบาตรเป็นต้นแก่อันเตวาสิกเป็นต้นเหล่านั้นด้วยมือของตนเองเมื่อไม่เห็นแม้สักครู่หนึ่งก็มองหาไปรอบๆ ว่า สามเณรโน้นไปไหน ภิกษุหนุ่มโน้นไปไหน ดังนี้ เหมือนเนื้อตื่นเหลียวมองทางโน้นทางนี้อยู่ฉะนั้น แม้ผู้อื่นจะขอไปเพื่อประโยชน์แก่การปลงผมเป็นต้นว่าขอท่านจงส่งท่านรูปโน้นไปสักครู่ก่อนเถิด ก็ไม่ให้โดยพูดบ่ายเบี่ยงว่า แม้พวกเราก็ยังไม่ให้ท่านรูปนั้นทำการงานของตน พวกท่านพาเธอไปจักลำบาก นี้ชื่อว่ายึดถือสัตว์เป็นของตน.
ส่วนบุคคลใดยึดถือจีวร บาตร ภาชนะและไม้เท้าเป็นต้นว่าเป็นของเรา แม้คนอื่นจะเอามือลูบคลำ ก็ไม่ (ยอม) ให้ (ทำ) เขายืมชั่วคราวก็พูดว่า แม้เราเป็นเจ้าของสิ่งนี้ก็ยังไม่ใช้เอง เราจะให้พวกท่านได้อย่างไร นี้ชื่อว่ายึดถือสังขารว่าเป็นของตน.
ส่วนบุคคลใดวางตนเป็นกลาง เป็นผู้วางเฉยในวัตถุแม้ทั้งสองเหล่านั้น บุคคลนี้ชื่อว่าวางตนเป็นกลางในสัตว์และสังขาร.
อุเบกขาสัมโพชฌงค์นี้ย่อมเกิดขึ้น แม้แก่ผู้เว้นห่างไกลบุคคลผู้ยึดถือสัตว์และสังขารเห็นปานนี้ แม้แก่ผู้เสพบุคคลผู้วางตนเป็นกลางในสัตว์และสังขาร แม้แก่ผู้มีจิตน้อมโน้มโอนไปเพื่อให้อุเบกขาสัมโพชฌงค์นั้นเกิดขึ้นในการยืนและการนั่งเป็นต้นด้วยประการดังนี้.
เพราะฉะนั้น กุลบุตรผู้เริ่มบำเพ็ญกรรมฐานทำอุเบกขาสัมโพชฌงค์ให้เกิดขึ้นด้วยเหตุ ๕ ประการเหล่านี้ กระทำอุเบกขาสัมโพชฌงค์นั้นนั่นแหละให้เป็นธุระ เริ่มตั้งความยึดมั่นไว้ ย่อมถือเอาพระอรหัตได้โดยลำดับ. กุลบุตรนั้น ชื่อว่าเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์จนถึงอรหัตมรรค เมื่อบรรลุผลแล้ว ย่อมชื่อว่าได้เจริญแล้ว.
สัมโพชฌงค์ ๗ เหล่านี้ ตรัสคละกันทั้งโลกิยะและโลกุตระด้วยประการดังนี้.
บทว่า สมฺมาทิฏฺฐึ ภาเวติ ความว่า ย่อมพอกพูน คือเพิ่มขึ้นซึ่งสัมมาทิฏฐิอันเป็นเบื้องต้นของมรรคมีองค์ ๘.
แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้นั่นแล.
ก็ในข้อที่ว่าด้วยมรรคมีองค์ ๘ นี้ สัมมาทิฏฐิมีความเห็นชอบเป็นลักษณะ สัมมาสังกัปปะมีความยกขึ้นซึ่งจิตโดยชอบเป็นลักษณะ สัมมาวาจามีความกำหนดถือเอาชอบเป็นลักษณะ สัมมากัมมันตะมีการตั้งขึ้นซึ่งการงานโดยชอบเป็นลักษณะ สัมมาอาชีวะมีความทำอาชีพให้บริสุทธิ์โดยชอบเป็นลักษณะ สัมมาวายามะมีความประคองไว้ชอบเป็นลักษณะ สัมมาสติมีความปรากฏขึ้นชอบเป็นลักษณะ สัมมาสมาธิมีความตั้งใจชอบเป็นลักษณะ.
ในมรรคมีองค์ ๘ นั้น มรรคหนึ่งๆ มีกิจ ๓ อย่าง คือ ก่อนอื่นสัมมาทิฏฐิละมิจฉาทิฏฐิพร้อมกับกิเลสที่เป็นข้าศึกของตนแม้อย่างอื่นๆ กระทำนิโรธให้เป็นอารมณ์ เห็นสัมปยุตธรรม เพราะไม่หลงด้วยอำนาจการกำจัดโมหะที่ปกปิดสัมมาทิฏฐินั้น.
แม้สัมมาสังกัปปะเป็นต้นก็เหมือนกัน ละมิจฉาสังกัปปะเป็นต้น และทำนิโรธให้เป็นอารมณ์.
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมรรคนี้ สัมมาสังกัปปะดำริถึงสหชาตธรรม สัมมาวาจากำหนดถือเอาชอบ สัมมากัมมันตะตั้งขึ้นซึ่งการงานชอบ สัมมาอาชีวะทำอาชีพให้บริสุทธิ์โดยชอบ สัมมาวายามะประคองไว้ชอบ สัมมาสติปรากฏขึ้นชอบ สัมมาสมาธิตั้งใจชอบ.
อีกประการหนึ่ง ธรรมดาว่าสัมมาทิฏฐินี้ในเบื้องต้นมีขณะต่างกัน มีอารมณ์ต่างกัน (แต่) ในเวลาเป็นมรรค มีขณะเดียวกัน มีอารมณ์เดียวกัน. แต่เมื่อว่าโดยกิจได้ชื่อ ๔ ชื่อมีว่า ทุกฺเข ญาณํ ดังนี้เป็นต้น.
แม้สัมมาสังกัปปะเป็นต้นก็มีขณะต่างกัน มีอารมณ์ต่างกันในเบื้องต้น แต่ในเวลาเป็นมรรคมีขณะเดียวกัน มีอารมณ์เดียวกัน. ในมรรคเหล่านั้น สัมมาสังกัปปะเมื่อว่าโดยกิจ ได้ชื่อ ๓ ชื่อมีว่าเนกขัมมสังกัปปะดังนี้เป็นต้น. องค์มรรค ๓ แม้มีสัมมาวาจาเป็นต้นในเบื้องต้นมีขณะต่างกัน มีอารมณ์ต่างกัน คือเป็นวิรัติบ้าง เป็นเจตนาบ้าง แต่ในขณะมรรคเป็นวิรัติเท่านั้น. แม้องค์มรรคทั้งสองนี้ คือ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เมื่อว่าโดยกิจได้ชื่อ ๔ ชื่อด้วยอำนาจสัมมัปปธาน ๔ และสติปัฏฐาน ๔. ด้วยสัมมาสมาธิคงเป็นสัมมาสมาธิอย่างเดียว ทั้งในเบื้องต้น ทั้งในขณะมรรค.
ในธรรม ๘ ประการนี้ ดังพรรณนามาฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสัมมาทิฏฐิก่อน เพราะเป็นอุปการะแก่พระโยคีผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุพระนิพพาน. ก็สัมมาทิฏฐินี้เป็นไปโดยชื่อว่า ปญฺญาปชฺโชโต ปญฺญาสตฺถํ (ปัญญาเป็นแสงสว่าง ปัญญาเพียงดังศัสตรา) ดังนี้. เพราะเหตุนั้น พระโยคาวจรกำจัดมืดคืออวิชชา ด้วยสัมมาทิฏฐิ คือวิปัสสนาญาณนี้ในเบื้องต้น ฆ่าโจรคือกิเลสเสีย ย่อมบรรลุพระนิพพานโดยความเกษม.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
นิพฺพานาธิคมาย ปฏิปนฺนสฺส โยคิโน
พหุการตฺตา ปฐมํ สมฺมาทิฏฺฐิ เทสิตา.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสัมมาทิฏฐิก่อน
เพราะเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่พระโยคีผู้
ปฏิบัติเพื่อบรรลุพระนิพพาน.
ก็สัมมาสังกัปปะมีอุปการะมากแก่สัมมาทิฏฐินั้น เพราะฉะนั้น จึงตรัสไว้ในลำดับแห่งสัมมาทิฏฐินั้น. เหมือนอย่างว่า เหรัญญิกใช้มือพลิกไปพลิกมา ตาดูเหรียญกษาปณ์ ย่อมรู้ว่า อันนี้ปลอม อันนี้ดี ฉันใด แม้พระโยคาวจรก็ฉันนั้น ในเบื้องต้นใช้วิตกตรึกไปตรึกมา ใช้วิปัสสนาปัญญาตรวจดู ย่อมรู้ว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกามาวจร ธรรมเหล่านี้เป็นรูปาวจรเป็นต้น.
ก็หรือว่าช่างถากเอาขวานถากไม้ใหญ่ที่บุรุษจับปลายคอยพลิกให้ ย่อมนำไปใช้งานได้ฉันใด พระโยคาวจรพิจารณาธรรมที่วิตกคอยตรึกให้ด้วยปัญญา โดยนัยมีอาทิว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกามาวจร ธรรมเหล่านี้เป็นรูปาวจร ย่อมนำเข้าไปใช้งานได้ฉันนั้นเพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ก็สัมมาสังกัปปะมีอุปการะมากแก่สัมมาทิฏฐินั้น เพราะฉะนั้น จึงตรัสไว้ในลำดับแห่งสัมมาทิฏฐินั้น ดังนี้.
สัมมาสังกัปปะนี้นั้นมีอุปการะแก่สัมมาวาจา เหมือนดังมีอุปการะแก่สัมมาทิฏฐิฉะนั้น. สมดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนคหบดี บุคคลตรึกแล้วพิจารณาแล้วในเบื้องต้นก่อนแล จึงเปล่งวาจา. เพราะฉะนั้น พระองค์จึงตรัสสัมมาวาจาไว้ในลำดับแห่งสัมมาสังกัปปะนั้น.
ก็เพราะเหตุที่คนจะต้องจัดแจงด้วยวาจาก่อนว่า เราจะกระทำสิ่งนี้และสิ่งนี้ ดังนี้แล้ว จึงประกอบการงานในโลก เพราะฉะนั้น จึงตรัสสัมมากัมมันตะไว้ในลำดับสัมมาวาจา เพราะวาจามีอุปการะแก่การงาน.
ก็เพราะเหตุที่ศีลมีอาชีวะเป็นที่ ๘ ย่อมบริบูรณ์แก่ผู้ละวจีทุจริต ๔ และกายทุจริต ๓ แล้วทำวจีสุจริตและกายสุจริตทั้งสองอย่างให้บริบูรณ์ ไม่บริบูรณ์สำหรับคนนอกนี้ เพราะฉะนั้น จึงตรัสสัมมาอาชีวะไว้ในลำดับแห่งสัมมาวาจาและสัมมากัมมันตะทั้งสองนั้น.
เพื่อแสดงว่า ถ้าบุคคลผู้มีอาชีวะบริสุทธิ์อย่างนี้ กระทำความปลาบปลื้มด้วยเหตุเพียงเท่านี้ว่าอาชีพของเราบริสุทธิ์ แล้วเป็นผู้ประมาทเหมือนดังหลับอยู่ ไม่ควร โดยที่แท้ควรต้องปรารภความเพียรนี้ทุกๆ อิริยาบถ จึงตรัสสัมมาวายามะไว้ในลำดับแห่งสัมมาอาชีวะนั้น.
ต่อแต่นั้น เพื่อจะแสดงว่า แม้ปรารภความเพียรแล้ว ก็ควรกระทำสติให้ตั้งมั่นในวัตถุทั้ง ๔ มีกายเป็นต้น จึงทรงแสดงสัมมาสติไว้ในลำดับแห่งสัมมาวายามะ.
ก็เพราะเหตุที่สติตั้งมั่นอย่างนี้แล้ว ใส่ใจได้ดีถึงคติธรรมทั้งหลายที่มีอุปการะและไม่มีอุปการะแก่สมาธิ ย่อมสามารถทำจิตให้แน่วแน่ในเอกัคคตารมณ์ เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ทรงแสดงสัมมาสมาธิไว้ในลำดับแห่งสัมมาสติแล. ดังนั้น จึงตรัสมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ แม้นี้คละกันทั้งโลกิยะและโลกุตระ.
ในบทว่า อชฺฌตฺตํ รูปสญฺญี ดังนี้เป็นต้น
ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีความเข้าใจรูปภายในด้วยอำนาจบริกรรมรูปภายใน.
ก็เมื่อกระทำบริกรรมรูปสีเขียวในภายใน ย่อมกระทำ (บริกรรม คือพิจารณาบ่อยๆ) ที่ผม ที่ดีหรือที่ดวงตา. เมื่อทำบริกรรมรูปสีเหลือง ย่อมทำที่มันข้นที่ผิวหนัง ที่ฝ่ามือฝ่าเท้าหรือในที่ที่นัยน์ตามีสีเหลือง. เมื่อทำบริกรรมรูปสีแดง ย่อมทำที่เนื้อ ที่เลือด ที่ลิ้นหรือในที่ที่นัยน์ตามีสีแดง. เมื่อทำบริกรรมรูปสีขาว ย่อมทำที่กระดูก ที่ฟัน ที่เล็บหรือในที่ที่นัยน์ตามีสีขาว.
ก็รูปสีเขียวเป็นต้นนั้น ไม่เป็นสีเขียวแท้ ไม่เหลืองแท้ ไม่แดงแท้ ไม่ขาวแท้ เป็นสีไม่บริสุทธิ์เลย.
บทว่า เอโก พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ ความว่า บริกรรมอย่างนี้ของภิกษุใดเกิดขึ้นภายใน นิมิตเกิดขึ้นภายนอก ภิกษุนั้นเรียกว่ามีความเข้าใจรูปภายใน เห็นรูปภายนอก ด้วยอำนาจบริกรรมรูปภายในและให้รูปภายนอกถึงอัปปนา.
บทว่า ปริตฺตานิ ได้แก่ ยังไม่เจริญ.
บทว่า สุวณฺณทุพฺพณฺณานิ ความว่า จะเป็นรูปมีวรรณะดี หรือวรรณะทรามก็ช่างเถิด พึงทราบว่า ท่านกล่าวอภิภายตนะ นี้ด้วยอำนาจรูปที่เป็นปริตตารมณ์เท่านั้น.
____________________________
อภิภายตนะมี ๘ ประการ หมายถึงการบำเพ็ญโดยเพ่งรูปคือวัณณกสิณเป็นอารมณ์.
บทว่า ตานิ อภิภุยฺย ความว่า บุรุษผู้มีไฟธาตุดีได้ภัตตาหารประมาณทัพพีหนึ่ง คิดว่า มีอะไรที่เราจะพึงบริโภคได้ในภัตตาหารนี้ จึงรวมทำให้เป็นคำข้าวคำเดียวกันฉันใด บุคคลผู้มีญาณอันยิ่ง มีญาณแจ่มใสก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาว่า มีอะไรที่เราจะพึงเข้าฌานในปริตตารมณ์นี้ อันนี้ไม่เป็นเรื่องหนักสำหรับเรา จึงครอบงำรูปเหล่านั้นเข้าฌาน. อธิบายว่า ให้ถึงอัปปนาในรูปนั้นพร้อมกับทำนิมิตให้เกิดขึ้นทีเดียว.
ก็ด้วยบทว่า ชานามิ ปสฺสามิ นี้ ท่านกล่าวถึงความคำนึงของภิกษุนั้น. ก็ความคำนึงถึงนั้นแล ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ออกจากสมาบัติ ไม่ใช่มีในภายในสมาบัติ.
บทว่า เอวํ สญฺญี โหติ ความว่า ย่อมมีความเข้าใจอย่างนี้ ด้วยความเข้าใจในความคำนึงถึงบ้าง ด้วยความเข้าใจในฌานบ้าง. ก็ความเข้าใจในการครอบงำ (รูป) ย่อมมีแก่ภิกษุนั้นแม้ในภายในสมาบัติ แต่ความเข้าใจในการคำนึงถึง ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ออกจากสมาบัติแล้วเท่านั้น.
บทว่า อปฺปมาณานิ ความว่า ขยายขนาดขึ้น คือใหญ่ขึ้น.
ก็ในบทว่า อภิภุยฺย นี้ มีความว่า เหมือนบุรุษผู้กินจุ ได้ภัตตาหารเพิ่มอีกหนึ่งที่ ก็คิดว่า แม้ภัตตาหารอื่นก็ช่างเถิด ภัตตาหารนั้นจักทำอะไรเรา ย่อมไม่เห็นภัตตาหารที่ได้เพิ่มนั้นโดยเป็นของมากมาย ฉันใดบุคคลผู้มีญาณอันยิ่ง มีญาณแจ่มใส ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นว่า เราจะพึงเข้าฌานอะไรในรูปนี้ รูปนี้มีประมาณมากมายก็หามิได้ เราไม่หนักใจในการทำจิตให้แน่วแน่ (กับรูปนี้) ดังนี้ ครอบงำรูปเหล่านั้นเสียแล้วเข้าสมาบัติ คือทำให้ถึงอัปปนาพร้อมกับทำนิมิตให้เกิดขึ้นทีเดียว.
บทว่า อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี ความว่า ผู้เดียวเว้นบริกรรมสัญญาในรูปภายในเสีย เพราะไม่ได้หรือเพราะไม่ต้องการ.
บทว่า พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ ความว่า บริกรรมก็ดี นิมิตก็ดีของภิกษุใดเกิดขึ้นเฉพาะภายนอก ภิกษุนั้นท่านเรียกว่าผู้เดียว มีความเข้าใจอรูปในภายใน เห็นรูปในภายนอก.
คำที่เหลือในสูตรนี้ มีนัยดังกล่าวไว้ในอภิภายตนะที่ ๔ นั่นแล.
ก็บรรดารูปทั้ง ๔ นี้ รูปที่เป็นปริตตารมณ์มาด้วยอำนาจวิตกจริต. รูปมากหลายไม่มีประมาณมาด้วยอำนาจโมหจริต. รูปมีวรรณะดีมาด้วยอำนาจโทสจริต. รูปมีวรรณะทรามมาด้วยอำนาจราคจริต. เพราะรูปเหล่านี้เป็นสัปปายะของจริตเหล่านี้.
ก็ความที่รูปเหล่านั้นเป็นสัปปายะได้กล่าวไว้พิสดารแล้วในจริยนิเทศในวิสุทธิมรรค.
ในอภิภายตนะที่ ๕ เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยต่อไปนี้
บทว่า นีลานิ กล่าวเนื่องด้วยการถือเอาทั้งหมด.
บทว่า นีลวณฺณานิ กล่าวเนื่องด้วยวรรณะ.
บทว่า นีลนิทสฺสนานิ กล่าวเนื่องด้วยเห็นสีเขียว. อธิบายว่า สีไม่ปะปนกันปรากฏชัดเจน. เห็นเป็นสีเขียวสีเดียวเท่านั้น.
ก็บทว่า นีลนิภาสานิ กล่าวเนื่องด้วยแสง. อธิบายว่า ประกอบด้วยสีเขียว. ท่านแสดงว่า อภิภายตนะเหล่านั้นบริสุทธิ์ ด้วยบทว่า นีลนิภาสานิ นี้. ก็ท่านกล่าวอภิภายตนะเหล่านี้ด้วยสีบริสุทธิ์เท่านั้น.
ก็ในอธิการที่ว่าด้วยอภิภายตนะนี้ การทำกสิณ การบริกรรมและวิธีถึงอัปปนา มีอาทิว่า เมื่อถือเอานีลกสิณ ย่อมถือเอานิมิตในดอกไม้ ผ้าหรือวรรณธาตุที่มีสีเขียวดังนี้ทั้งหมด ได้กล่าวไว้แล้วโดยพิสดารในวิสุทธิมรรค.
ก็อภิภายตนฌานทั้ง ๘ ประการนี้เป็นวัฏฏะบ้าง เป็นบาทของวัฏฏะบ้าง เป็นบาทของวิปัสสนาบ้าง เป็นบาทของอภิญญาบ้าง แต่พึงทราบว่าเป็นโลกิยะเท่านั้น ไม่เป็นโลกุตระ.
ในบทว่า รูปี รูปานิ ปสฺสติ นี้ รูปฌานที่เกิดด้วยอำนาจนีลกสิณเป็นต้น ณ ที่ผมเป็นต้นในภายใน ชื่อว่ารูป. ชื่อว่ารูปี เพราะอรรถว่าเขามีรูปฌานนั้น.
บทว่า พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ ความว่า ย่อมเห็นรูปมีนีลกสิณเป็นต้นภายนอก ด้วยฌานจักษุ. ด้วยบทนี้ ท่านแสดงรูปาวจรฌานแม้ทั้ง ๔ ของบุคคลผู้ทำฌานให้เกิดในกสิณอันเป็นวัตถุภายในและภายนอก.
บทว่า อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี ความว่า ไม่มีความเข้าใจรูปภายใน คือรูปาวจรฌานอันไม่เกิดที่ผมเป็นต้นของตน. ด้วยบทนี้ ท่านแสดงรูปาวจรฌานของบุคคลผู้กระทำบริกรรม (กสิณ) ในภายนอกแล้วทำฌานให้เกิด (ที่กสิณ) ในภายนอกนั่นแหละ.
ด้วยบทว่า สุภนฺเตว อธิมุตฺโต โหติ นี้ ท่านแสดงฌานในวัณณกสิณมีนีลกสิณเป็นต้นอันบริสุทธิ์. ในฌานเหล่านั้น ความคำนึงว่างาม ย่อมไม่มีในภายในอัปปนาก็จริง ถึงอย่างนั้น ภิกษุใดทำความงามอันบริสุทธิ์ดีให้เป็นอารมณ์ของกสิณอยู่ เพราะเหตุที่ภิกษุนั้นจะต้องถูกเรียกว่าเป็นผู้น้อมใจไปว่างาม เพราะฉะนั้น จึงตรัสเทศนาอย่างนั้น.
ก็ในปฏิสัมภิทามรรค ท่านพระสารีบุตรกล่าวไว้ว่า ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะเป็นผู้น้อมใจไปว่างามอย่างไร. ภิกษุในพระศาสนานี้ มีจิตสหรคตด้วยเมตตา ฯลฯ แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ เพราะเป็นผู้เจริญเมตตา สัตว์ทั้งหลายจึงเป็นผู้ไม่น่ารังเกียจ. มีจิตสหรคตด้วยกรุณา มุทิตา อุเบกขาแผ่ไป ฯลฯ ตลอดทิศหนึ่งอยู่เพราะเป็นผู้เจริญกรุณา มุทิตา อุเบกขา สัตว์ทั้งหลายจึงเป็นผู้ไม่น่ารังเกียจ, ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่าเป็นผู้น้อมใจว่างามอย่างนี้ ด้วยประการดังกล่าวนี้.
คำใดที่จะพึงกล่าวในบทว่า สพฺพโส รูปสญฺญานํ เป็นต้น คำทั้งหมดแม้นั้นได้กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรคนั่นแล.
ก็ในบทว่า ปฐวีกสิณํ ภาเวติ นี้ ที่ชื่อว่ากสิณ เพราะอรรถว่าทั้งสิ้น. กสิณมีปฐวีเป็นอารมณ์ ชื่อว่าปฐวีกสิณ.
คำว่า ปฐวีกสิณํ ภาเวติ นี้เป็นชื่อของบริกรรมว่าปฐวีก็มี ของอุคคหนิมิตก็มี ของปฏิภาคนิมิตก็มี ของฌานอันทำนิมิตนั้นให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้นก็มี. แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์. ภิกษุนั้นเจริญปฐวีกสิณนั้น.
แม้ในอาโปกสิณเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
ก็ภิกษุเมื่อจะเจริญกสิณเหล่านี้ ชำระศีลแล้วตั้งอยู่ในศีลอันบริสุทธิ์ ตัดบรรดาปลิโพธความกังวล ๑๐ ประการที่มีอยู่นั้นออกไปเสีย แล้วเข้าไปหากัลยาณมิตรผู้ให้กรรมฐาน เรียนเอากรรมฐานที่เป็นสัปปายะ โดยเกื้อกูลแก่จริตของตน แล้วละที่อยู่อันไม่เหมาะแก่การบำเพ็ญกสิณ อยู่ในที่อยู่อันเหมาะสม ทำการตัดความกังวลเล็กๆ น้อยๆ อย่าทำภาวนาวิธีทุกอย่างให้เสื่อมไป พึงเจริญเถิด.
นี้เป็นความย่อในสูตรนี้ ส่วนความพิสดารได้กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.
ก็วิญญาณกสิณมาในวิสุทธิมรรคนั้นทั้งสิ้น วิญญาณกสิณนั้นโดยใจความก็คือวิญญาณอันเป็นไปในอากาสกสิณ. ก็วิญญาณนั้นแล ท่านกล่าวโดยเป็นอารมณ์ ไม่ใช่กล่าวโดยเป็นสมาบัติ. ก็ภิกษุนี้กระทำวิญญาณกสิณนั้นให้เป็นวิญญาณไม่มีที่สุด แล้วเจริญวิญญาณัญจายตนะสมาบัติอยู่ เรียกว่าเจริญวิญญาณกสิณ. กสิณ ๑๐ แม้นี้เป็นวัฏฏะบ้าง เป็นบาทของวัฏฏะบ้าง เป็นบาทของวิปัสสนาบ้าง เป็นประโยชน์แก่การอยู่เป็นสุขในปัจจุบันบ้าง เป็นบาทของอภิญญาบ้าง เป็นบาทของนิโรธบ้าง เป็นโลกิยะเท่านั้น ไม่เป็นโลกุตระ.
บทว่า อสุภสญฺญํ ภาเวติ ความว่า สัญญาอันสหรคตด้วยปฐมฌานซึ่งเกิดในอารมณ์ ๑๐ มีศพที่ขึ้นพองเป็นต้น เรียกว่าอสุภ. อบรมคือพอกพูน เจริญอสุภสัญญานั้น.
อธิบายว่า ทำอสุภสัญญาที่ยังไม่เกิดขึ้น ตามรักษาอสุภสัญญาที่เกิดขึ้นแล้วเอาไว้.
ก็แนวของการเจริญอสุภ ๑๐ ทั้งหมดกล่าวไว้พิสดารแล้วในวิสุทธิมรรค.
บทว่า มรณสญฺญํ ภาเวติ ความว่า เจริญสัญญาอันทำมรณะแม้ทั้ง ๓ คือ สมมุติมรณะ ขณิกมรณะ สมุจเฉทมรณะให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น. อธิบายว่า ทำสัญญาที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ตามรักษาสัญญาที่เกิดขึ้นแล้วเอาไว้.
มรณสติอันมีลักษณะดังกล่าวไว้ในหนหลังนั่นแหละ เรียกว่ามรณสัญญาในที่นี้. อธิบายว่า เจริญมรณสัญญานั้น ทำให้เกิดขึ้น ให้เจริญขึ้น. ก็นัยแห่งการเจริญมรณสัญญานั้นกล่าวไว้พิสดารแล้วในวิสุทธิมรรคนั่นแล.
บทว่า อาหาเร ปฏิกูลสญฺญํ ภาเวติ ความว่า ย่อมเจริญสัญญาอันเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้พิจารณาความปฏิกูล ๙ อย่างมีปฏิกูลโดยการไปเป็นต้น ในกวฬิงการาหารชนิดที่กินและดื่มเป็นต้น. อธิบายว่า ทำให้เกิดขึ้น ให้เจริญขึ้น. นัยแห่งการเจริญอาหาเรปฏิกูลสัญญาแม้นั้น ก็ได้กล่าวไว้อย่างพิสดารแล้วในวิสุทธิมรรคเหมือนกัน.
บทว่า สพฺพโลเก อนภิรตสญฺญํ ภาเวติ ความว่า เจริญอนภิรตสัญญา (ความสำคัญว่าไม่น่ายินดี) คืออุกกัณฐิตสัญญาในไตรโลกธาตุแม้ทั้งสิ้น.
บทว่า อนิจฺจสญฺญํ ภาเวติ ความว่า เจริญสัญญาอันเกิดขึ้นในขันธ์ ๕ ว่าไม่เที่ยง กำหนดพิจารณาความเกิดขึ้น ความเสื่อมไปและความแปรปรวนแห่งอุปาทานขันธ์ ๕.
บทว่า อนิจฺเจ ทุกฺขสญฺญํ ภาเวติ ความว่า เจริญสัญญาอันเกิดขึ้นว่า เป็นทุกข์ กำหนดพิจารณาทุกขลักษณะคือความบีบคั้น ในขันธปัญจกอันไม่เที่ยง.
บทว่า ทุกฺเข อนตฺตสญฺญํ ภาเวติ ความว่า เจริญสัญญาอันเกิดขึ้นว่า เป็นอนัตตา อันกำหนดพิจารณาอนัตตลักษณะ กล่าวคือ อาการอันไม่อยู่ในอำนาจ ในขันธบัญจกอันเป็นทุกข์เพราะอรรถว่าบีบคั้น.
บทว่า ปหานสญฺญํ ภาเวติ ความว่า เจริญสัญญาอันทำปหานะ ๕ อย่างให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น.
บทว่า วิราคสญฺญํ ภาเวติ ความว่า เจริญสัญญาอันกระทำวิราคะ ๕ อย่างนั่นแลให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น.
บทว่า นิโรธสญฺญ ภาเวติ ความว่า เจริญสัญญาอันทำสังขารนิโรธให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น. บางอาจารย์กล่าวว่า สัญญาอันกระทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น ดังนี้ก็มี.
ก็ในบทว่า นิโรธสญฺญํ ภาเวติ นี้ ท่านกล่าวถึงวิปัสสนาอันแก่กล้าด้วยสัญญาทั้ง ๓ นี้ คือ สัพพโลเกอนภิรตสัญญา ๑ อนิจจสัญญา ๑ อนิจเจทุกขสัญญา ๑. ท่านกล่าวซ้ำเฉพาะการปรารภวิปัสสนาด้วยสัญญา ๑๐ ประการมีคำว่า อนิจฺจสญฺญํ ภาเวติ ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า พุทฺธานุสฺสติ เป็นต้น ได้กล่าวอธิบายความไว้แล้ว.
บทว่า ปฐมชฺฌานสหคตํ แปลว่า ไป คือเป็นไปพร้อมกับปฐมฌาน. อธิบายว่า สัมปยุตด้วยปฐมฌาน.
บทว่า สทฺธินฺทฺริยํ ภาเวติ ความว่า เจริญสัทธินทรีย์ให้สหรคตด้วยปฐมฌาน คืออบรม พอกพูน ให้เจริญ.
ในบททุกบทมีนัยดังกล่าวนี้.
จบอรรถกถาอปรอัจฉราสังฆาตวรรค -----------------------------------------------------
อรรถกถากายคตาสติวรรค
____________________________
บาลีข้อ ๒๒๕-๒๓๔, วรรคนี้รวมอยู่ในปสาทกรธัมมาทิบาลี.
ในบทว่า เจตสา ผุโฏ (แผ่ไปด้วยใจ) นี้ การแผ่มี ๒ อย่าง คือ แผ่ไปด้วยอาโปกสิณ ๑ แผ่ไปด้วยทิพยจักษุ ๑.
ใน ๒ อย่างนั้น การเข้าอาโปกสิณแล้วแผ่ไปด้วยอาโป ชื่อว่าแผ่ด้วยอาโปกสิณ. เมื่อมหาสมุทรแม้ถูกแผ่ไปด้วยการแผ่ไปอย่างนี้ แม่น้ำน้อยทุกสายที่ไหลลงมหาสมุทร ย่อมเป็นอันรวมเข้าอยู่ด้วย. ก็การเจริญอาโลกกสิณแล้วเห็นสมุทรทั้งสิ้นด้วยจักษุ ชื่อว่าแผ่ด้วยทิพยจักษุ. เมื่อมหาสมุทรแม้ถูกแผ่ไปด้วยการแผ่ไปอย่างนี้ แม่น้ำน้อยที่ไหลลงมหาสมุทร ย่อมเป็นอันรวมเข้าไว้ด้วย.
บทว่า อนฺโตคธา ตสฺส ความว่า กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเป็นอันหยั่งลงในภายในแห่งการเจริญของภิกษุนั้น.
ในบทว่า วิชฺชาภาคิยา นี้ มีวิเคราะห์ดังต่อไปนี้ :-
ชื่อว่าวิชชาภาคิยะ เพราะบรรจบวิชชา ด้วยการประกอบเข้ากันได้. ชื่อว่าวิชชาภาคิยะ เพราะเป็นไปในส่วนแห่งวิชชา คือในภาคของวิชชา. ในบทว่า วิชฺชาภาคิยะ นั้น วิชชามี ๘ คือ วิปัสสนาญาณ ๑ มโนมยิทธิ ๑ อภิญญา ๖.
โดยความหมายแรก ธรรมที่สัมปยุตด้วยวิชชาเหล่านั้น เป็นวิชชาภาคิยะ. โดยความหมายหลังวิชชาข้อใดข้อหนึ่งเพียงข้อเดียวในบรรดาวิชชา ๘ นั้นเป็นวิชชา. ธรรมที่เหลือเป็นวิชชาภาคิยะ คือเป็นส่วนแห่งวิชชา. รวมความว่า วิชชาก็ดี ธรรมอันสัมปยุตด้วยวิชชาก็ดี พึงทราบว่าเป็นวิชชาภาคิยะทั้งนั้น.
บทว่า มหโต สํเวคาย แปลว่า เพื่อประโยชน์แก่ความสังเวชใหญ่.
แม้ในสองบทข้างหน้า ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
ก็ในอธิการนี้ วิปัสสนา ชื่อว่าความสังเวชใหญ่. มรรค ๔ ชื่อว่าประโยชน์ใหญ่. สามัญญผล ๔ ชื่อว่าความเกษมจากโยคะใหญ่. อีกอย่างหนึ่ง มรรคพร้อมกับวิปัสสนา ชื่อว่าความสังเวชใหญ่ สามัญญผล ๔ ชื่อว่าประโยชน์ใหญ่ พระนิพพานชื่อว่าความเกษมจากโยคะใหญ่.
บทว่า สติสมฺปชญฺญาย ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่สติและญาณ.
บทว่า ญาณทสฺสนปฏิลาภาย คือ เพื่อทิพยจักขุญาณ.
บทว่า ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหาราย ได้แก่ เพื่อต้องการอยู่เป็นสุขในอัตภาพที่ประจักษ์ อยู่นี้ทีเดียว.
บทว่า วิชฺชาวิมุตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ได้แก่ เพื่อต้องการทำให้เห็นประจักษ์ซึ่งผลของวิชชาและวิมุตติ.
ก็ในบทว่า วิชฺชาวิมุตฺติผลสจฺฉิกิริยาย นี้ ปัญญาในมรรค ชื่อว่าวิชชา. ธรรมที่เหลืออันสัมปยุตด้วยวิชชานั้น ชื่อว่าวิมุตติ. อรหัตผล ชื่อว่าผลของธรรมเหล่านั้น. อธิบายว่า เพื่อทำให้แจ้งอรหัตผลนั้น.
บทว่า กาโยปิ ปสฺสมฺภติ ความว่า ทั้งนามกาย ทั้งกรัชกาย ย่อมสงบ. อธิบายว่า เป็นกายอันสงบแล้ว.
บทว่า วิตกฺกวิจาราปิ ความว่า ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่าย่อมเข้าไปสงบด้วยทุติยฌาน. ก็ในที่นี้ ท่านกล่าวหมายเอาการเข้าไปสงบธรรมอย่างหยาบ.
บทว่า เกวลา แปลว่า ทั้งสิ้น. อธิบายว่า ทั้งหมดไม่เหลือเลย.
บทว่า วิชฺชาภาคิยา คือ เป็นไปในส่วนของวิชชา. ธรรมเหล่านั้นได้แยกแยะแสดงไว้แล้วข้างต้น.
บทว่า อวิชฺชา ปหียติ ความว่า ความมืดตื้อ คือความไม่รู้อันกระทำความมืดอย่างมหันต์ เป็นมูลรากของวัฏฏะในฐานะ ๘ ประการอันภิกษุย่อมละได้.
บทว่า วิชฺชา อุปฺปชฺชติ ได้แก่ วิชชาในอรหัตมรรค ย่อมเกิดขึ้น.
บทว่า อสฺมิมาโน ปหียติ ความว่า มานะ ๙ ว่าเป็นเราเป็นต้นอันภิกษุย่อมละได้.
บทว่า อนุสยา ได้แก่ อนุสัย ๗.
บทว่า สํโยชนานิ ได้แก่ สังโยชน์ ๑๐.
บทว่า ปญฺญาปฺปเภทาย ได้แก่ เพื่อถึงความแตกฉานแห่งปัญญา.
บทว่า อนุปาทาปรินิพฺพานาย แปลว่า เพื่อต้องการทำให้แจ้งปรินิพพานอันหาปัจจัยมิได้.
บทว่า อเนกธาตุปฏิเวโธ โหติ ความว่า ย่อมมีความรู้แจ้งแทงตลอดลักษณะของธาตุ ๑๘ ประการ.
บทว่า นานาธาตุปฏิเวโธ โหติ ความว่า ย่อมมีการรู้แจ้งแทงตลอดลักษณะโดยภาวะต่างๆ แห่งธาตุ ๑๘ เหล่านั้นแหละ.
ด้วยบทว่า อเนกธาตุปฏิสมฺภิทา โหติ นี้ ท่านกล่าวถึงความรู้ประเภทของธาตุ.
ปัญญาเป็นเครื่องรู้ว่า ธาตุนี้ชื่อว่ามีเป็นอันมาก ชื่อว่าธาตุปเภทญาณ ความรู้ประเภทของธาตุ. ก็ความรู้ประเภทของธาตุนี้นั้นมิใช่มีแก่คนทั่วไป มีโดยตรงแก่พุทธะทั้งหลายเท่านั้น.
ความรู้ประเภทของธาตุนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามิได้ตรัสไว้โดยประการทั้งปวง (โดยเฉพาะ). ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะเมื่อตรัสไว้ ก็ไม่มีประโยชน์.
บท ๑๖ บทมีอาทิว่า ปญฺญาปฏิลาภาย ดังนี้ไป ท่านตั้งหัวข้อแล้วขยายความพิสดารไว้ในปฏิสัมภิทามรรคอย่างนี้ว่า สัปปุริสูปสังเสวะ คบสัตบุรุษ ๑ สัทธัมมสวนะ ฟังธรรมของสัตบุรุษ ๑ โยนิโสมนสิการะ ใส่ใจโดยแยบคาย ๑ ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑(และหัวข้ออย่างนี้ว่า) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้แลที่บุคคลอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะปัญญา ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส.
สมจริงดังที่ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวไว้ในบทว่า ปญฺญาปฏิลาภาย สํวตฺตนฺติ ดังนี้
การได้เฉพาะปัญญาเป็นไฉน.
การได้ การได้เฉพาะ การถึง การถึงพร้อม การถูกต้อง การทำให้แจ้ง การเข้าถึง มรรคญาณ ๔ ผลญาณ ๔ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ อภิญญาญาณ ๖ ญาณ ๗๓ ญาณ ๗๗.
นี้ชื่อว่าการได้เฉพาะปัญญา ในบทว่า ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะปัญญา.
ในบทว่า ปญฺญาวุฑฺฒิยา สํวตฺตนฺติ ดังนี้
ความเจริญปัญญาเป็นไฉน.
ปัญญาของพระเสกขะ ๗ จำพวกและของกัลยาณปุถุชนย่อมเจริญ แต่ปัญญาของพระอรหันต์เป็นวัฑฒนาปัญญา (คือปัญญาอันเจริญเต็มที่แล้ว).
นี้ชื่อว่าความเจริญปัญญา ในบทว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญปัญญา.
ในบทว่า ปฐฺฐาเวปุลฺลาย สํวตฺตนฺติ ดังนี้
ความไพบูลย์แห่งปัญญาเป็นไฉน.
ปัญญาของพระเสกขบุคคล ๗ พวกและของกัลยาณปุถุชนย่อมถึงความไพบูลย์ ปัญญาของพระอรหันต์ถึงความไพบูลย์แล้ว
นี้ชื่อว่าความไพบูลย์แห่งปัญญา ในบทว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา.
ในบทว่า มหาปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ดังนี้
ปัญญาใหญ่เป็นไฉน.
ชื่อว่าปัญญาใหญ่ เพราะกำหนดถือเอาประโยชน์ใหญ่ ชื่อว่าปัญญาใหญ่ เพราะกำหนดถือเอาธรรมใหญ่ ฯลฯ นิรุตติใหญ่ ปฏิภาณใหญ่ กองศีลใหญ่ กองสมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะใหญ่ ฐานะและอฐานะใหญ่วิหารสมาบัติใหญ่ อริยสัจใหญ่ สติปัฏฐาน สัมมัปปธานและอิทธิบาทใหญ่ อินทรีย์ พละใหญ่ โพชฌงค์ใหญ่ อริยมรรคใหญ่ สามัญญผลใหญ่ มหาอภิญญาใหญ่พระนิพพานอันเป็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่.
นี้ชื่อว่าปัญญาใหญ่ ในบทว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาใหญ่.
ในบทว่า ปุถุปญฺญตาย สํวตฺตติ ดังนี้
ปัญญามากเป็นไฉน.
ชื่อว่าปัญญามาก เพราะญาณย่อมเป็นไปในขันธ์ต่างๆ มาก. ชื่อว่าปัญญามาก เพราะญาณย่อมเป็นไปในธาตุต่างๆ มาก ในอายตนะต่างๆ มาก ในปฏิจจสมุปบาทต่างๆ มาก ในการได้สุญญตะต่างๆ มาก ในอรรถ ธรรม นิรุตติ ปฏิภาณมาก ในสีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์และวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ต่างๆ มาก ในฐานะและอฐานะต่างๆ มาก ในวิหารสมาบัติต่างๆ มาก ในอริยสัจต่างๆ มาก ในสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ต่างๆ มาก. ชื่อว่าปัญญามาก เพราะญาณเป็นไปในพระนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ล่วงธรรมอันทั่วไปแก่ชนต่างๆ มาก.
นี้ชื่อว่าปัญญามาก ในบทว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก.
ในบทว่า วิปุลปญฺญาย สํวตฺตติ ดังนี้
ปัญญาไพบูลย์เป็นไฉน.
ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ เพราะกำหนดถือเอาประโยชน์อันไพบูลย์ ฯลฯ ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ เพราะกำหนดถือเอาพระนิพพานอันมีประโยชน์ยิ่งไพบูลย์.
นี้ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ ในบทว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไพบูลย์.
ในบทว่า คมฺภีรปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ดังนี้
ปัญญาลึกซึ้งเป็นไฉน.
ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปในขันธ์ทั้งหลายอันลึกซี้ง. ความพิสดารเหมือนกับข้อที่ว่าด้วยปัญญามาก. ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณย่อมเป็นไปในพระนิพพานอันมีประโยชน์อย่างยิ่งลึกซึ้ง.
นี้ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง ในบทว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง.
ในบทว่า อสฺสามนฺตปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ดังนี้
ปัญญาเทียบกันได้เป็นไฉน.
บุคคลใดบรรลุ กระทำให้แจ้ง ถูกต้องด้วยปัญญาซึ่งอัตถปฏิสัมภิทา โดยการกำหนดรู้อรรถ บรรลุ กระทำให้แจ้งถูกต้องด้วยปัญญาซึ่งธรรม นิรุตติ ปฏิภาณ โดยกำหนดรู้ธรรม นิรุตติและปฏิภาณ ใครๆ อื่นย่อมไม่อาจครอบงำ อรรถ ธรรม นิรุตติและปฏิภาณของบุคคลนั้นและบุคคลนั้นเป็นผู้อันคนทั้งหลายอื่นไม่พึงครอบงำได้ เพราะฉะนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่าผู้มีปัญญาไม่เทียบกันได้.
ปัญญาของกัลยาณปุถุชน ไกล ห่างไกล ไกลแสนไกล ไม่ใกล้ ไม่ใกล้เคียงกับปัญญาของพระอริยบุคคลที่ ๘, เมื่อเทียบกับกัลยาณปุถุชน พระอริยบุคคลที่ ๘ ชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาไม่เทียบกันได้. ปัญญาของพระอริยบุคคลที่ ๘ ไกล ฯลฯ ปัญญาของพระโสดาบัน. เมื่อเทียบกับพระอริยบุคคลที่ ๘ พระโสดาบัน ชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาไม่เทียบกันได้. ปัญญาของพระโสดาบันไกล ฯลฯ ปัญญาของพระสกทาคามี ปัญญาของพระสกทาคามีไกล ฯลฯ ปัญญาของพระอรหันต์. ปัญญาของพระอรหันต์ไกล ห่างไกล ไกลแสนไกล ไม่ใกล้ ไม่เฉียดปัญญาของพระปัจเจกพุทธเจ้า. เมื่อเทียบกับพระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาไม่เทียบกันได้.
เมื่อเทียบกับพระปัจเจกพุทธเจ้า และชาวโลกพร้อมทั้งเทวดา พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้มีพระปัญญาไม่มีของใครเทียบได้ เป็นชั้นเลิศ. ทรงมีพระญาณแตกฉาน ฯลฯ บัณฑิตเหล่านั้นแต่งปัญหาแล้วเข้าไปเฝ้าพระตถาคต ทูลถามทั้งข้อลี้ลับและปกปิด ปัญหาเหล่านั้นที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกและทรงตอบแล้ว ย่อมเป็นอันทรงชี้เหตุให้เห็นชัดและปัญหาที่เขายกขึ้นนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงตอบได้สมบูรณ์ โดยแท้จริงแล้ว ในปัญหานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบแจ่มแจ้งด้วยพระปัญญา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่ามีพระปัญญาไม่มีของใครเทียบได้ เป็นชั้นเลิศ.
นี้ชื่อว่าปัญญาไม่มีของใครเทียบได้ ในบทว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไม่มีของใครเทียบได้.
ในบทว่า ภูริปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ดังนี้
ภูริปัญญาเป็นไฉน.
ชื่อว่าภูริปัญญา เพราะครอบงำราคะอยู่. ชื่อว่าภูริปัญญา เพราะครอบงำราคะได้แล้ว. ชื่อว่าภูริปัญญา เพราะย่อมครอบงำ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาไถย ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะกิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง ฯลฯ กรรมอันเป็นเหตุนำไปสู่ภพทั้งปวง. ชื่อว่าภูริปัญญา เพราะครอบงำแล้ว. ราคะชื่อว่าเป็นอริ. ปัญญาอันย่ำยีอรินั้น เหตุนั้น ชื่อว่าภูริปัญญา. โทสะ โมหะ ฯลฯ กรรมเป็นเหตุนำไปสู่ภพทั้งปวง ชื่อว่าเป็นอริ ปัญญาอันย่ำยีอรินั้น เหตุนั้นชื่อว่าภูริปัญญา. แผ่นดินเรียกว่าภูริ ผู้ประกอบด้วยปัญญาอันแผ่ไปกว้างขวางเสมอแผ่นดินนั้น เหตุนั้นจึงชื่อว่า ภูริปัญโญ ผู้มีปัญญาเสมอแผ่นดิน.
อีกอย่างหนึ่ง คำนี้คือ ภูริ เมธา ปริณายิกา เป็นชื่อของปัญญา.
นี้ชื่อว่าภูริปัญญา ในบทว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีภูริปัญญา.
ในบทว่า ปญฺญาพาหุลฺลาย สํวตฺตนฺติ ดังนี้
ความเป็นผู้มากด้วยปัญญาเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้หนักในปัญญา เป็นผู้มีปัญญาเป็นจริต มีปัญญาเป็นที่อาศัย น้อมใจไปในปัญญามีปัญญาเป็นธงชัย มีปัญญาเป็นยอดธง มีปัญญาเป็นอธิบดี มากด้วยการวิจัย มากด้วยการค้นคว้า มากด้วยการพิจารณามากด้วยการเพ่งพินิจ มีการเพ่งพินิจเป็นธรรมดา อยู่ด้วยปัญญาอันแจ่มแจ้ง และประพฤติในปัญญานั้น หนักในปัญญานั้น มากด้วยปัญญานั้น น้อมไปในปัญญานั้น โน้มไปในปัญญานั้น เงื้อมไปในปัญญานั้น น้อมใจไปในปัญญานั้น มีปัญญานั้นเป็นอธิบดีอุปมาเหมือนภิกษุผู้หนักในหมู่คณะ ก็เรียกว่าผู้มากด้วยหมู่คณะ ผู้หนักในจีวร ผู้หนักในบาตร ผู้หนักในเสนาสนะ ก็เรียกผู้มากด้วยเสนาสนะฉันใดบุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้หนักในปัญญา มีปัญญาเป็นจริต ฯลฯ มีปัญญาเป็นอธิบดี.
นี้ชื่อว่า ความเป็นผู้มากด้วยปัญญา ในบทว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มากด้วยปัญญา.
ในบทว่า สีฆปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ดังนี้
ปัญญาเร็วเป็นไฉน.
ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะทำศีลให้บริบูรณ์รวดเร็ว. ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะทำอินทรียสังวร โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยค ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ให้บริบูรณ์รวดเร็ว. ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะแทงตลอดฐานะและอฐานะได้รวดเร็ว เพราะทำวิหารสมาบัติให้บริบูรณ์ได้อย่างเร็ว เพราะแทงตลอดอริยสัจได้รวดเร็วเพราะเจริญสติปัฏฐานได้รวดเร็ว เพราะเจริญสัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยมรรคได้รวดเร็ว. ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะทำให้แจ้งสามัญญผลได้รวดเร็ว. ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะแทงตลอดอภิญญาได้รวดเร็ว. ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะทำให้แจ้งพระนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งได้รวดเร็ว.
นี้ชื่อว่าปัญญาเร็วในบทว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็ว.
ในบทว่า ลหุปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ดังนี้
ปัญญาฉับพลันเป็นไฉน.
ชื่อว่าปัญญาฉับพลัน เพราะบำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ได้ฉับพลัน ฯลฯ ชื่อว่าปัญญาฉับพลัน เพราะทำให้แจ้งพระนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งได้ฉับพลัน.
นี้ชื่อว่าปัญญาฉับพลัน ในบทว่าย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาฉับพลัน.
ในบทว่า หาสปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ดังนี้
ปัญญาร่าเริงเป็นไฉน.
ชื่อว่าปัญญาร่าเริง เพราะบุคคลบางคนในโลกนี้มีความร่าเริงมาก มีความอิ่มใจมาก มีความยินดีมาก มีความปราโมทย์มาก บำเพ็ญศีลทั้งหลายให้บริบูรณ์ ฯลฯ ชื่อว่าปัญญาร่าเริง เพราะทำให้แจ้งพระนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง.
นี้ชื่อว่าปัญญาร่าเริง ในบทว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง.
ในบทว่า ชวนปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ดังนี้
ปัญญาแล่นเป็นไฉน.
ชื่อว่าปัญญาแล่น เพราะรูปอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ที่ไกลหรือใกล้ ปัญญาพลันแล่นไปยังวิญญาณทั้งปวงโดยความเป็นของไม่เที่ยง. ชื่อว่าปัญญาพลันแล่น เพราะพลันแล่นไปโดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา. ชื่อว่าปัญญาพลันแล่น เพราะพลันแล่นไปยังจักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ อันเป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา. ชื่อว่าปัญญาพลันแล่น เพราะเทียบเคียง พิจารณา รู้แจ้ง ทำให้แจ่มแจ้งรูปที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ว่าไม่เที่ยง เพราะอรรถว่าสิ้นไป ว่าเป็นทุกข์ เพราะอรรถว่าน่ากลัว ว่าเป็นอนัตตา เพราะอรรถว่าไม่มีแก่นสาร แล้วพลันแล่นไปในพระนิพพานอันเป็นที่ดับรูป ฯลฯ ชื่อว่าปัญญาพลันแล่น เพราะพลันแล่นไปยังพระนิพพานอันเป็นที่ดับชราและมรณะ. ชื่อว่าปัญญาพลันแล่น เพราะเทียบเคียง พิจารณารู้แจ้ง ทำให้แจ่มแจ้งรูป ฯลฯ ชราและมรณะ ทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบัน ไม่เที่ยง ถูกปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความเสื่อมเป็นธรรมดา มีความสิ้นเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา แล้วพลันแล่นไปยังพระนิพพานอันเป็นที่ดับชราและมรณะ
นี้ชื่อว่าปัญญาพลันแล่น ในบทว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแล่นพลัน.
ในบทว่า ติกฺขปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ดังนี้
ปัญญากล้าเป็นไฉน.
ชื่อว่าปัญญากล้า เพราะตัดกิเลสได้ไว. ชื่อว่าปัญญากล้า เพราะไม่รับ ละทิ้ง บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีต่อไปซึ่งกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก อกุศลบาปธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นเล่าชื่อว่าปัญญากล้า เพราะไม่รับไว้ ละทิ้งไป บรรเทาได้ ทำให้สิ้นสุดไป ให้ถึงความไม่มีต่อไป ซึ่งราคะ โทสะ โมหะที่เกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นเล่า ฯลฯ ซึ่งกรรมเป็นเหตุไปสู่ภพทั้งปวง. ชื่อว่าปัญญากล้า เพราะบรรลุ ทำให้แจ้ง ถูกต้องด้วยปัญญา ซึ่งอริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ บนอาสนะเดียว.
นี้ชื่อว่าปัญญากล้า ในบทว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญากล้า.
ในบทว่า นิพฺเพธิกปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ดังนี้
ปัญญาเครื่องทำลายกิเลสเป็นไฉน.
ชื่อว่าปัญญาเครื่องทำลายกิเลส เพราะบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้หวาดเสียวมาก เป็นผู้สะดุ้งมาก เป็นผู้กระสันมากเป็นผู้มากด้วยความไม่ยินดี มากไปด้วยความไม่ยินดียิ่งในสังขารทั้งปวง เป็นผู้หันหน้าออก ไม่ยินดีในสังขารทั้งปวง. แทง ทำลายกองโลภซึ่งยังไม่เคยแทงยังไม่เคยทำลาย. ชื่อว่าปัญญาเครื่องทำลายกิเลส เพราะแทงทำลายกองโทสะ กองโมหะ โกธะ อุปนาหะ ฯลฯ กรรมอันเป็นเครื่องไปสู่ภพทั้งปวงที่ไม่เคยแทง ที่ไม่เคยทำลาย.
นี้ชื่อว่าปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ในบทว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเครื่องทำลายกิเลส.
พึงทราบเนื้อความในอธิการที่ว่าด้วยปัญญานี้ โดยนัยดังกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทามรรคด้วยประการอย่างนี้. ก็ในปฏิสัมภิทามรรคนั้น เป็นพหูพจน์อย่างเดียว ในสูตรนี้เป็นเอกพจน์ ดังนั้น ความต่างกันในเรื่องปัญญานี้มีเพียงเท่านี้.
คำที่เหลือเหมือนกันทั้งนั้นแล.
ก็แหละมหาปัญญา ๑๖ ประการนี้ ท่านกล่าวคละกันทั้งโลกิยะและโลกุตระ.
จบอรรถกถากายคตาสติวรรค -----------------------------------------------------
อรรถกถาอมตวรรค
____________________________
บาลีข้อ ๒๓๕-๒๔๖, วรรคนี้รวมอยู่ในปสาทกรธัมมาทิบาลี.
บทว่า อมตนฺเต ภิกฺขเว ปริภุญฺชนฺติ ความว่า ชนเหล่านั้น ชื่อว่าย่อมบริโภคพระนิพพานอันปราศจากมรณะ.
ถามว่า ก็พระนิพพานเป็นโลกุตระ กายคตาสติเป็นโลกิยะ มิใช่หรือ. ชนผู้บริโภคกายคตาสตินั้น ชื่อว่าบริโภคอมตะได้อย่างไร.
ตอบว่า เพราะต้องเจริญกายคตาสติ จึงจะบรรลุ (อมตนิพพาน).
จริงอยู่ ผู้เจริญกายคตาสติย่อมบรรลุอมตะ ไม่เจริญก็ไม่บรรลุ เพราะฉะนั้น จึงตรัสอย่างนั้น.
พึงทราบเนื้อความในบททั้งปวงโดยอุบายดังกล่าวนี้
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า วิรทฺธํ ในสูตรนี้ ได้แก่ บกพร่องแล้ว คือไม่บรรลุ.
บทว่า อารทฺธํ ได้แก่ บริบูรณ์แล้ว.
บทว่า ปมาทึสุ ได้แก่ เลินเล่อ.
บทว่า ปมุฏฺฐํ แปลว่า หลงลืม ซ่านไป หรือหายไป.
บทว่า อาเสวิตํ แปลว่า ซ่องเสพมาแต่ต้น.
บทว่า ภาวิตํ แปลว่า เจริญแล้ว.
บทว่า พหุลีกตํ แปลว่า ทำบ่อยๆ.
บทว่า อนภิญฺญาตํ แปลว่า ไม่รู้ด้วยญาตอภิญญา (รู้ยิ่งด้วยการรู้).
บทว่า อปริญฺญาตํ แปลว่า ไม่กำหนดรู้ด้วยญาตปริญญา (กำหนดรู้ด้วยการรู้) นั้นแหละ.
บทว่า อสจฺฉิกตํ แปลว่า ไม่ทำให้ประจักษ์.
บทว่า สจฺฉิกตํ แปลว่า ทำให้ประจักษ์.
คำที่เหลือทุกแห่งมีความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอมตวรรค จบอรรถกถาเอกนิบาตประมาณ ๑,๐๐๐ สูตร ในมโนรถปูรณี อรรถกถาอังตุตตรนิกาย -----------------------------------------------------