ทูตสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๔๗๕๓๖ ตีณีมานิ ภิกฺขเว เทวทูตานิ กตมานิ ตีณิ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ กาเยน ทุจฺจริตํ จรติ วาจาย ทุจฺจริตํ จรติ มนสา ทุจฺจริตํ จรติ ฯ โส กาเย ทุจฺจริตํ จริตฺวา วาจาย ทุจฺจริตํ จริตฺวา มนสา ทุจฺจริตํ จริตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ ตเมนํ ภิกฺขเว นิรยปาลา นานาพาหาสุ คเหตฺวา ยมสฺส รญฺโญ ทสฺเสนฺติ อยํ เทว ปุริโส อเมตฺเตยฺโย อเปตฺเตยฺโย อสามญฺโญ อพฺรหฺมญฺโญ น กุเลเชฏฺฐาปจายี อิมสฺส เทโว ทณฺฑํ ปเณตูติ ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา ปฐมํ เทวทูตํ สมนุยุญฺชติ สมนุคฺคาหติ สมนุภาสติ อมฺโภ ปุริส น ตฺวํ อทฺทส มนุสฺเสสุ ปฐมํ เทวทูตํ ปาตุภูตนฺติ ฯ โส เอวมาห นาทฺทสํ ภนฺเตติ ฯ ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา เอวมาห อมฺโภ ปุริส น ตฺวํ อทฺทส มนุสฺเสสุ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา อสีติกํ วา นวุติกํ วา วสฺสสติกํ วา ชาติยา ชิณฺณํ โคปานสิวงฺกํ โภคฺคํ ทณฺฑปรายนํ ปเวธมานํ คจฺฉนฺตํ อาตุรํ คตโยพฺพนํ ขณฺฑทนฺตํ ปลิตเกสํ วิลูนํ ขลิตสิรํ วลิตํ ติลกาหตคตฺตนฺติ ฯ {๔๗๕.๑} โส เอวมาห อทฺทสํ ภนฺเตติ ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา เอวมาห อมฺโภ ปุริส ตสฺส เต วิญฺญุสฺส สโต มหลฺลกสฺส น เอตทโหสิ อหํปิ โขมฺหิ ชราธมฺโม ชรํ อนตีโต หนฺทาหํ กลฺยาณํ กโรมิ กาเยน วาจาย มนสาติ ฯ โส เอวมาห นาสกฺขิสฺสํ ภนฺเต ปมาทสฺสํ ภนฺเตติ ฯ ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา เอวมาห อมฺโภ ปุริส ปมาทวตาย น กลฺยาณมกาสิ กาเยน วาจาย มนสา ตคฺฆ ตํ อมฺโภ ปุริส ตถา กริสฺสนฺติ ยถาตํ ปมตฺตํ ตํ โข ปเนตํ ปาปกมฺมํ เนว มาตรา กตํ น ปิตรา กตํ น ภาตรา กตํ น ภคินิยา กตํ น มิตฺตามจฺเจหิ กตํ น ญาติสาโลหิเตหิ กตํ น เทวตาหิ กตํ น สมณพฺราหฺมเณหิ กตํ อถโข ตยาเวตํ ปาปกมฺมํ กตํ ตฺวญฺเญว ตสฺส วิปากํ ปฏิสํเวทิสฺสสีติ ฯ ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา ปฐมํ เทวทูตํ สมนุยุญฺชิตฺวา สมนุคฺคาหิตฺวา สมนุภาสิตฺวา ทุติยํ เทวทูตํ สมนุยุญฺชติ สมนุคฺคาหติ สมนุภาสติ อมฺโภ ปุริส น ตฺวํ อทฺทส มนุสฺเสสุ ทุติยํ เทวทูตํ ปาตุภูตนฺติ ฯ {๔๗๕.๒} โส เอวมาห นาทฺทสํ ภนฺเตติ ฯ ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา เอวมาห อมฺโภ ปุริส น ตฺวํ อทฺทส มนุสฺเสสุ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา อาพาธิกํ ทุกฺขิตํ พาฬฺหคิลานํ สเก มุตฺตกรีเส ปลิปนฺนํ เสมานํ อญฺเญหิ วุฏฺฐาปิยมานํ อญฺเญหิ สํเวสิยมานนฺติ ฯ โส เอวมาห อทฺทสํ ภนฺเตติ ฯ ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา เอวมาห อมฺโภ ปุริส ตสฺส เต วิญฺญุสฺส สโต มหลฺลกสฺส น เอตทโหสิ อหํปิ โขมฺหิ พฺยาธิธมฺโม พฺยาธึ อนตีโต หนฺทาหํ กลฺยาณํ กโรมิ กาเยน วาจาย มนสาติ ฯ โส เอวมาห นาสกฺขิสฺสํ ภนฺเต ปมาทสฺสํ ภนฺเตติ ฯ ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา เอวมาห อมฺโภ ปุริส ปมาทวตาย น กลฺยาณมกาสิ กาเยน วาจาย มนสา ตคฺฆ ตํ อมฺโภ ปุริส ตถา กริสฺสนฺติ ยถาตํ ปมตฺตํ ตํ โข ปเนตํ ปาปกมฺมํ เนว มาตรา กตํ น ปิตรา กตํ น ภาตรา กตํ น ภคินิยา กตํ น มิตฺตามจฺเจหิ กตํ น ญาติสาโลหิเตหิ กตํ น เทวตาหิ กตํ น สมณพฺราหฺมเณหิ กตํ อถโข ตยาเวตํ ปาปกมฺมํ กตํ ตฺวญฺเญว ตสฺส วิปากํ ปฏิสํเวทิสฺสสีติ ฯ ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา ทุติยํ เทวทูตํ สมนุยุญฺชิตฺวา สมนุคฺคาหิตฺวา สมนุภาสิตฺวา ตติยํ เทวทูตํ สมนุยุญฺชติ สมนุคฺคาหติ สมนุภาสติ อมฺโภ ปุริส น ตฺวํ อทฺทส มนุสฺเสสุ ตติยํ เทวทูตํ ปาตุภูตนฺติ ฯ {๔๗๕.๓} โส เอวมาห นาทฺทสํ ภนฺเตติ ฯ ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา เอวมาห อมฺโภ ปุริส น ตฺวํ อทฺทส มนุสฺเสสุ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา เอกาหมตํ วา ทฺวีหมตํ วา ตีหมตํ วา อุทฺธุมาตกํ วินีลกํ วิปุพฺพกชาตนฺติ ฯ โส เอวมาห อทฺทสํ ภนฺเตติ ฯ ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา เอวมาห อมฺโภ ปุริส ตสฺส เต วิญฺญุสฺส สโต มหลฺลกสฺส น เอตทโหสิ อหํปิ โขมฺหิ มรณธมฺโม มรณํ อนตีโต หนฺทาหํ กลฺยาณํ กโรมิ กาเยน วาจาย มนสาติ ฯ โส เอวมาห นาสกฺขิสฺสํ ภนฺเต ปมาทสฺสํ ภนฺเตติ ฯ ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา เอวมาห อมฺโภ ปุริส ปมาทวตาย น กลฺยาณมกาสิ กาเยน วาจาย มนสา ตคฺฆ ตํ อมฺโภ ปุริส ตถา กริสฺสนฺติ ยถาตํ ปมตฺตํ ตํ โข ปเนตํ ปาปกมฺมํ เนว มาตรา กตํ น ปิตรา กตํ น ภาตรา กตํ น ภคินิยา กตํ น มิตฺตามจฺเจหิ กตํ น ญาติสาโลหิเตหิ กตํ น เทวตาหิ กตํ น สมณพฺราหฺมเณหิ กตํ อถโข ตยาเวตํ ปาปกมฺมํ กตํ ตฺวญฺเญว ตสฺส วิปากํ ปฏิสํเวทิสฺสสีติ ฯ ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา ตติยํ เทวทูตํ สมนุยุญฺชิตฺวา สมนุคฺคาหิตฺวา สมนุภาสิตฺวา ตุณฺหี โหติ ฯ ตเมนํ ภิกฺขเว นิรยปาลา ปญฺจวิธพนฺธนํ นาม กมฺมกรณํ กโรนฺติ ตตฺตํ อโยขีลํ หตฺเถ คเมนฺติ ตตฺตํ อโยขีลํ ทุติยสฺมึ หตฺเถ คเมนฺติ ตตฺตํ อโยขีลํ ปาเท คเมนฺติ ตตฺตํ อโยขีลํ ทุติยสฺมึ ปาเท คเมนฺติ ตตฺตํ อโยขีลํ มชฺเฌอุรสฺมึ คเมนฺติ ฯ โส ตตฺถ ทุกฺขา ติพฺพา ขรา กฏุกา เวทนา เวทิยติ น จ ตาว กาลํ กโรติ ยาว น ตํ ปาปกมฺมํ พฺยนฺตีโหติ ฯ {๔๗๕.๔} ตเมนํ ภิกฺขเว นิรยปาลา สํเวสิตฺวา กุฐารีหิ ตจฺฉนฺติ ฯ โส ตตฺถ ทุกฺขา ติพฺพา ขรา กฏุกา เวทนา เวทิยติ น จ ตาว กาลํ กโรติ ยาว น ตํ ปาปกมฺมํ พฺยนฺตีโหติ ฯ ตเมนํ ภิกฺขเว นิรยปาลา อุทฺธํปาทํ อโธสิรํ ฐเปตฺวา วาสีหิ ตจฺฉนฺติ ... ตเมนํ ภิกฺขเว นิรยปาลา รเถ โยเชตฺวา อาทิตฺตาย ภูมิยา สมฺปชฺชลิตาย สญฺโชติภูตาย สาเรนฺติปิ ปจฺจาสาเรนฺติปิ ... ตเมนํ ภิกฺขเว นิรยปาลา มหนฺตํ องฺคารปพฺพตํ อาทิตฺตํ สมฺปชฺชลิตํ สญฺโชติภูตํ อาโรเปนฺติปิ โอโรเปนฺติปิ ... ตเมนํ ภิกฺขเว นิรยปาลา อุทฺธํปาทํ อโธสิรํ คเหตฺวา ตตฺตาย โลหกุมฺภิยา ปกฺขิปนฺติ อาทิตฺตาย สมฺปชฺชลิตาย สญฺโชติภูตาย ฯ โส ตตฺถ เผนุทฺเทหกํ ปจฺจติ ฯ โส ตตฺถ เผนุทฺเทหกํ ปจฺจมาโน สกึปิ อุทฺธํ คจฺฉติ สกึปิ อโธ คจฺฉติ สกึปิ ติริยํ คจฺฉติ ฯ โส ตตฺถ ทุกฺขา ติพฺพา ขรา กฏุกา เวทนา เวทิยติ น จ ตาว กาลํ กโรติ ยาว น ตํ ปาปกมฺมํ พฺยนฺตีโหติ ฯ ตเมนํ ภิกฺขเว นิรยปาลา มหานิรเย ปกฺขิปนฺติ ฯ โส โข ปน ภิกฺขเว มหานิรโย จตุกฺกณฺโณ จตุทฺวาโร วิภตฺโต ภาคโส มิโต อโยปาการปริยนฺโต อยสา ปฏิกุชฺชิโต ตสฺส อโยมยา ภูมิ ชลิตา เตชสา ยุตา สมนฺตา โยชนสตํ ผริตฺวา ติฏฺฐติ สพฺพทาติ ฯ ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว ยมสฺส รญฺโญ เอตทโหสิ เย กิร โภ โลเก ปาปกานิ กมฺมานิ กโรนฺติ เต เอวรูปา วิวิธา กมฺมกรณา กริยนฺติ อโห วตาหํ มนุสฺสตฺตํ ลเภยฺยํ ตถาคโต จ โลเก อุปฺปชฺเชยฺย อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ตญฺจาหํ ภควนฺตํ ปยิรุปาเสยฺยํ โส จ เม ภควา ธมฺมํ เทเสยฺย ตสฺส จาหํ ภควโต ธมฺมํ อาชาเนยฺยนฺติ ฯ ตํ โข ปนาหํ ภิกฺขเว น อญฺญสฺส สมณสฺส วา พฺราหฺมณสฺส วา สุตฺวา เอวํ วทามิ อปิจ โข ภิกฺขเว ยเทว เม สามํ ญาตํ สามํ ทิฏฺฐํ สามํ วิทิตํ ตเทวาหํ วทามีติ ฯ โจทิตา เทวทูเตหิ เย ปมชฺชนฺติ มาณวา เต ทีฆรตฺตํ โสจนฺติ หีนกายูปคา นรา ฯ เย จ โข เทวทูเตหิ สนฺโต สปฺปุริสา อิธ โจทิตา นปฺปมชฺชนฺติ อริยธมฺเม กุทาจนํ อุปาทาเน ภยํ ทิสฺวา ชาติมรณสมฺภเว อนุปาทา วิมุจฺจนฺติ ชาติมรณสงฺขเย เต เขมปฺปตฺตา สุขิตา ทิฏฺฐธมฺมาภินิพฺพุตา สพฺพเวรภยาตีตา สพฺพทุกฺขํ อุปจฺจคุนฺติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. เทวทูตสูตร ว่าด้วยเทวทูต
ภิกษุทั้งหลาย เทวทูต ๓ จำพวกนี้ เทวทูต ๓ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. บุคคลบางคนในโลกนี้ประพฤติกายทุจริต(ความประพฤติชั่วด้วยกาย) วจีทุจริต(ความประพฤติชั่วด้วยวาจา) และมโนทุจริต(ความประพฤติชั่วด้วย ใจ) หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก นาย นิรยบาล จับแขนเขาไปแสดงต่อพญายม ว่า “ขอเดชะ คนผู้นี้ไม่เกื้อกูล มารดา ไม่เกื้อกูลบิดา ไม่เกื้อกูลสมณะ ไม่เกื้อกูลพราหมณ์ และไม่ อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในสกุล ขอพระองค์จงลงโทษแก่คนผู้นี้เถิด” @เชิงอรรถ : @ พราหมณ์ ในที่นี้หมายถึงผู้สิ้นอาสวะ ลอยบาปได้ (องฺ.ติก.อ. ๒/๓๕/๑๓๒)@ ไม่ติดอยู่ในกาม ในที่นี้หมายถึงไม่ติดอยู่ในวัตถุกามและกิเลสกามด้วยอำนาจกิเลสคือตัณหาและ@มิจฉาทิฏฐิ (องฺ.ติก.อ. ๒/๓๕/๑๓๒) @ ความสงบ ในที่นี้หมายถึงกิเลสนิพพาน(ความดับกิเลส) (องฺ.ติก.อ. ๒/๓๕/๑๓๒)@ เทวทูต ในทีนี้หมายถึงสื่อแจ้งข่าวมฤตยู เป็นสัญญาณที่เตือนให้ระลึกถึงคติธรรมดาของชีวิตมิให้ประมาท@ได้แก่ ความแก่ ความเจ็บ และความตาย ปรากฏเสมือนเทวดาทรงเครื่องประดับมายืนในอากาศ เตือนว่า@“วันโน้นท่านจะตาย” (องฺ.ติก.อ. ๒/๓๖/๑๓๒) @ นายนิรยบาล หมายถึงผู้ทำหน้าที่ลงโทษสัตว์นรก (องฺ.ติก.อ. ๒/๓๖/๑๓๓)@ พญายม หมายถึงพญาเวมานิกเปรต ซึ่งบางครั้งเสวยสมบัติในวิมานทิพย์ บางคราวเสวยวิบากแห่งกรรม@และพญายมนั้นมิใช่มีตนเดียว แต่มีถึง ๔ ตน ประจำประตูนรก ๔ ประตู (องฺ.ติก.อ. ๒/๓๖/๑๓๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๙๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๔. เทวทูตวรรค ๖. เทวทูตสูตร ภิกษุทั้งหลาย พญายมสอบสวนซักไซ้ไล่เลียงเขาถึงเทวทูตที่ ๑ ว่า “เจ้า ไม่เคยเห็นเทวทูตที่ ๑ ปรากฏในหมู่มนุษย์บ้างหรือ” เขาตอบว่า “ไม่เคยเห็น พระเจ้าข้า” พญายมถามเขาว่า “ในหมู่มนุษย์ สตรีหรือบุรุษมีอายุ ๘๐ ปี ... ๙๐ ปี ... หรือ ๑๐๐ ปี ... เป็นคนชรา มีซี่โครงคด หลังโกง หลังค่อม ถือไม้เท้า เดินงกๆเงิ่นๆ เก้ๆ กังๆ หมดความเป็นหนุ่มสาว ฟันหัก ผมหงอก ศีรษะล้าน หนังเหี่ยวตัวตกกระ เจ้าไม่เคยเห็นบ้างหรือ” เขาตอบว่า “เคยเห็น พระเจ้าข้า” พญายมถามเขาว่า “เจ้านั้นเป็นผู้รู้เดียงสา เป็นผู้ใหญ่ ไม่ได้คิดอย่างนี้เลยหรือว่า ‘ถึงตัวเราก็มีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ เอาเถอะเราจะทำความดีทางกาย วาจา และใจ” เขาตอบว่า “ไม่เคยคิด เพราะมัวประมาทอยู่ พระเจ้าข้า” พญายมถามเขาว่า “เจ้าไม่ได้ทำความดีทางกาย วาจา และใจ เพราะมัว ประมาทอยู่ เอาเถอะ เขาจะลงโทษเจ้าตามฐานะที่ประมาท ก็บาปกรรมนี้นั้นบิดามารดา พี่ชายน้องชาย พี่หญิงน้องหญิง มิตรอำมาตย์ ญาติสาโลหิต เทวดาสมณพราหมณ์ไม่ได้ทำให้เลย เจ้าทำเองแท้ๆ เจ้านั่นเองต้องรับผลของบาปกรรมนั้น” ๒. พญายมครั้นสอบสวนซักไซ้ไล่เลียงเขาถึงเทวทูตที่ ๑ แล้วจึงสอบสวน ซักไซ้ไล่เลียงถึงเทวทูตที่ ๒ ว่า “เจ้าไม่เคยเห็นเทวทูตที่ ๒ ปรากฏ ในหมู่มนุษย์บ้างหรือ” เขาตอบว่า “ไม่เคยเห็น พระเจ้าข้า” พญายมถามเขาว่า “ในหมู่มนุษย์ สตรีหรือบุรุษป่วย ประสพทุกข์ เป็นไข้หนักนอนจมอยู่ในมูตรและกรีสของตน ผู้อื่นต้องช่วยพยุงให้ลุกขึ้นช่วยป้อนอาหาร เจ้าไม่เคยเห็นบ้างหรือ” เขาตอบว่า “เคยเห็น พระเจ้าข้า”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๙๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๔. เทวทูตวรรค ๖. เทวทูตสูตร พญายมถามเขาว่า “เจ้านั้นเป็นผู้รู้เดียงสา เป็นผู้ใหญ่ ไม่เคยคิดบ้างหรือว่า‘ถึงตัวเราก็ต้องป่วยไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความป่วยไข้ไปได้ เอาเถอะ เราจะทำความดีทางกาย วาจา และใจ” เขาตอบว่า “ไม่เคยคิด เพราะมัวประมาทอยู่ พระเจ้าข้า” พญายมถามเขาว่า “เจ้าไม่ได้ทำความดีทางกาย วาจา และใจ เพราะมัว ประมาทอยู่ เอาเถอะ เขาจะลงโทษเจ้าตามฐานะที่ประมาท ก็บาปกรรมนั้นบิดามารดา พี่ชายน้องชาย พี่หญิงน้องหญิง มิตรอำมาตย์ ญาติสาโลหิต เทวดาสมณพราหมณ์ไม่ได้ทำให้เลย เจ้าทำเองแท้ๆ เจ้านั่นเองต้องรับผลของบาปกรรมนั้น” ๓. พญายมครั้นสอบสวนซักไซ้ไล่เลียงเขาถึงเทวทูตที่ ๒ แล้วจึงสอบสวน ซักไซ้ไล่เลียงถึงเทวทูตที่ ๓ ว่า “เจ้าไม่เคยเห็นเทวทูตที่ ๓ ที่ปรากฏในหมู่มนุษย์บ้างหรือ” เขาตอบว่า “ไม่เคยเห็น พระเจ้าข้า” พญายมถามเขาว่า “ในหมู่มนุษย์ สตรีหรือบุรุษที่ตายได้ ๑ วัน ๒ วัน หรือ ๓ วัน พองขึ้น เป็นสีเขียว มีน้ำเหลืองแตกซ่าน เจ้าไม่เคยเห็นบ้างหรือ” เขาตอบว่า “เคยเห็น พระเจ้าข้า” พญายมถามเขาว่า “เจ้าเป็นผู้รู้เดียงสา เป็นผู้ใหญ่ ไม่เคยคิดบ้างหรือว่า ถึงตัวเราก็มีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ เอาเถอะ เราจะทำความดีทางกาย วาจา และใจ” เขาตอบว่า “ไม่เคยคิด เพราะมัวประมาทอยู่ พระเจ้าข้า” พญายมถามเขาว่า “เจ้าไม่ได้ทำความดีทางกาย วาจา และใจ เพราะมัว ประมาทอยู่ เอาเถอะ เขาจะลงโทษเจ้าตามฐานะที่ประมาท ก็บาปกรรมนั้นบิดามารดา พี่ชายน้องชาย พี่หญิงน้องหญิง มิตรอำมาตย์ ญาติสาโลหิต เทวดาสมณพราหมณ์ไม่ได้ทำให้เลย เจ้าทำเองแท้ๆ เจ้านั่นเองต้องรับผลของบาปกรรมนั้น” พญายมครั้นสอบสวนซักไซ้ไล่เลียงเขาถึงเทวทูตที่ ๓ นั้นแล้วก็นิ่งเสีย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๙๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๔. เทวทูตวรรค ๗. ยมราชสูตร นายนิรยบาลจึงทำกรรมกรณ์ ชื่อเครื่องพันธนาการ ๕ อย่าง คือ ตอก ตะปูเหล็กแดง ที่มือ ๒ ข้าง ที่เท้า ๒ ข้าง และที่กลางอก เขาเสวยทุกขเวทนากล้าอย่างหนัก เผ็ดร้อน ณ ที่นั้น แต่ยังไม่ตายตราบเท่าที่บาปกรรมยังไม่สิ้นไป นายนิรยบาลฉุดลากเขาไป เอาขวานถาก เขาเสวยทุกขเวทนากล้าอย่างหนักเผ็ดร้อน ณ ที่นั้น แต่ยังไม่ตายตราบเท่าที่บาปกรรมยังไม่สิ้นไป นายนิรยบาลจับเขา เอาเท้าขึ้น เอาศีรษะลง เอามีดเฉือน ฯลฯ จับเขาเทียมรถแล่นกลับไปกลับมาบนพื้นอันร้อนลุกเป็นเปลวโชติช่วง ฯลฯ บังคับเขาขึ้นลงภูเขาถ่านเพลิงลูกใหญ่ ที่ไฟลุกโชน ฯลฯ จับเขาเอาเท้าขึ้น เอาศีรษะลง ทุ่มลงในโลหกุมภีอันร้อนแดงลุกเป็นแสงไฟ เขาถูกต้มเดือดจนตัวพองในโลหกุมภีนั้น บางครั้งลอยขึ้นบางครั้งจมลง บางครั้งลอยขวาง เขาเสวยทุกขเวทนากล้าอย่างหนัก เผ็ดร้อนอยู่ในโลหกุมภีอันร้อนแดงนั้น แต่ยังไม่ตายตราบเท่าที่บาปกรรมยังไม่สิ้นไป นายนิรยบาลจึงทุ่มเขาลงในมหานรก ก็มหานรกนั้น มี ๔ มุม ๔ ประตู แบ่งออกเป็นส่วน มีกำแพงเหล็กล้อมรอบ ครอบด้วยฝาเหล็ก มีพื้นเป็นเหล็กลุกโชนโชติช่วง แผ่ไปไกลด้านละ ๑๐๐ โยชน์ตั้งอยู่ทุกเมื่อ เทวทูตสูตรที่ ๖ จบ ๗. ยมราชสูตร ว่าด้วยพญายม
ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว พญายมได้มีความคิดดังนี้ว่า “ชน เหล่าใดทำบาปกรรมไว้ในโลก ชนเหล่านั้นถูกนายนิรยบาลทรมานด้วยวิธีการต่างๆอย่างนี้ โอหนอ เราพึงได้ความเป็นมนุษย์ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพึงเสด็จอุบัติในโลก เราพึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นพึงแสดงธรรมแก่เรา และเราพึงรู้ทั่วถึงธรรมของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น”@เชิงอรรถ : @ เครื่องสำหรับลงอาญา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๙๔}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๔. เทวทูตวรรค ๘. จตุมหาราชสูตร ภิกษุทั้งหลาย เราได้ฟังข้อความนั้นต่อจากสมณะหรือพราหมณ์อื่นแล้วจึง กล่าวอย่างนี้ก็หาไม่ แต่เรากล่าวสิ่งที่เรารู้เอง เห็นเอง ทราบเองเท่านั้น มาณพเหล่าใดอันเทวทูตตักเตือนแล้ว ยังประมาทอยู่ มาณพเหล่านั้นเข้าถึงหมู่ที่เลว ย่อมเศร้าโศกตลอดกาลนาน ส่วนสัตบุรุษเหล่าใดเป็นผู้สงบในโลกนี้ อันเทวทูตตักเตือนแล้ว ไม่ประมาทในอริยธรรมในเวลาใดๆ เห็นภัยในความยึดมั่นถือมั่น ที่เป็นบ่อเกิดแห่งการเกิดและการตาย ย่อมหลุดพ้นในธรรมเป็นที่สิ้นการเกิดและการตาย เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น สัตบุรุษเหล่านั้นจึงถึงความเกษม มีความสุข ดับสนิทในปัจจุบัน ล่วงพ้นเวรและภัยทุกอย่าง ข้ามพ้นทุกข์ทั้งสิ้น ยมราชสูตรที่ ๗ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาทูตสูตรที่ ๖
พึงทราบวินิจฉัยในทูตสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
เทวทูต
บทว่า เทวทูตานิ ได้แก่ เทวทูตทั้งหลาย.
ก็ในบทว่า เทวทูตานิ นี้มีความหมายของคำดังต่อไปนี้
มัจจุชื่อว่า เทวะ ทูตของเทวะนั้น ชื่อว่าเทวทูต. อธิบายว่า คนแก่ คนเจ็บและคนตาย เรียกว่าเทวทูต เพราะเป็นเหมือนเตือนอยู่ว่า บัดนี้ ท่านกำลังเข้าไปใกล้ความตาย โดยมุ่งหมายจะให้เกิดความสังเวช.
อนึ่ง ชื่อว่าเทวทูต เพราะหมายความว่า เป็นทูตเหมือนเทวดาบ้าง.
อธิบายว่า เมื่อเทวดาตกแต่งประดับประดา แล้วยืนพูดอยู่ในอากาศว่า ท่านจักตายในวันโน้น คำพูดของเทวดานั้นคนต้องเชื่อฉันใด แม้คนแก่คนเจ็บและคนตายก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อปรากฏก็เป็นเหมือนเตือนอยู่ว่า แม้ท่านก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา และคำพูดนั้นของคนแก่คนเจ็บและคนตายเหล่านั้น ก็เป็นเหมือนคำพยากรณ์ของเทวดา เพราะไม่เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่นเลย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าเทวทูต เพราะเป็นทูตเหมือนเทวดา.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเป็นเทวทูต เพราะเป็นทูตของวิสุทธิเทพก็ได้.
อธิบายว่า พระโพธิสัตว์ทุกองค์เห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตายและนักบวชเท่านั้น ก็ถึงความสังเวชแล้วออกบวช. คนแก่ คนเจ็บ คนตายและนักบวช ชื่อว่าเทวทูต เพราะเป็นทูตของวิสุทธิเทพทั้งหลายบ้าง ดังพรรณนามานี้.
แต่ในสูตรนี้ ท่านกล่าวว่า เทวทูตานิ เพราะลิงควิปัลลาส.
พญายมถามเทวทูต
ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเริ่มคำว่า กาเยน ทุจฺจริตํ เป็นต้นไว้?
ตอบว่า เพื่อทรงแสดงถึงกรรมของผู้เข้าถึงฐานะที่เป็นเหตุ (ให้พญายม) ซักถามถึงฐานะของเทวทูตทั้งหลาย. (ปาฐะว่า เทวตานุยฺญฺชนฏฐานุปกฺกมทสฺสนตฺถํ ฉบับพม่าเป็น เทวทูตานุยุญฺชนฏฺฐานุปกฺกมกมฺมทสฺสนฺตํว แปลตามฉบับพม่า)
จริงอยู่ สัตว์นี้ย่อมบังเกิดในนรกด้วยกรรมนี้. พญายมราชย่อมซักถามเทวทูตทั้งหลาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเยน ทุจฺจริตํ จรติ ความว่า ประพฤติทุจริต ๓ อย่างทางกายทวาร.
บทว่า วาจาย ความว่า ประพฤติทุจริต ๔ อย่างทางวจีทวาร.
บทว่า มนสา ความว่า ประพฤติทุจริต ๓ อย่างทางมโนทวาร.
นายนิรยบาลมีจริงหรือไม่?
ในบทว่า ตเมนํ ภิกฺขเว นิรยปาลา นี้ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้
พระเถระบางพวกกล่าวว่า นายนิรยบาลไม่มีหรอก กรรมต่างหากเป็นเหมือนหุ่นยนต์สร้างเหตุการณ์ขึ้น. คำนั้นถูกคัดค้านไว้ในคัมภีร์อภิธรรมแล้วแล โดยนัยเป็นต้นว่า ในนรกมีนายนิรยบาล และว่า ใช่แล้ว ผู้สร้างเหตุการณ์ก็มีอยู่ เปรียบเหมือนในมนุษย์โลก ผู้สร้างเหตุการณ์คือกรรม มีอยู่ฉันใด ในนรก นายนิรยบาลก็มีอยู่ฉันนั้นเหมือนกัน.
พญายมคือเวมานิกเปรต
บทว่า ยมสฺส รญฺโญ ความว่า พญาเวมานิกเปรต ชื่อว่าพญายม เวลาหนึ่ง เสวยสมบัติมีต้นกัลปพฤกษ์ทิพย์ อุทยานทิพย์และเหล่านางฟ้อนทิพย์เป็นต้นในวิมานทิพย์ เวลาหนึ่ง เสวยผลของกรรม. พญายมผู้ตั้งอยู่ในธรรม มีอยู่. และพญายมอย่างนั้นก็มิได้มีอยู่แต่พระองค์เดียว แต่ว่ามีอยู่ถึง ๔ พระองค์ที่ ๔ ประตู.
อธิบายศัพท์ อมัตเตยยะ อพรหมัญญะ
บทว่า อมตฺเตยฺโย ความว่า บุคคลผู้เกื้อกูลแก่มารดา ชื่อว่ามัตเตยยะ. อธิบายว่า เป็นผู้ปฏิบัติชอบในมารดา. ผู้ไม่เกื้อกูลแก่มารดา ชื่อว่าอมัตเตยยะ. อธิบายว่า ผู้ปฏิบัติผิดในมารดา.
แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้แล.
ในบทว่า อพฺรหฺมญฺโญ นี้ มีอธิบายว่า พระขีณาสพชื่อว่าเป็นพราหมณ์ บุคคลผู้ปฏิบัติผิดในพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าอพรหมัญญะ.
บทว่า สมนุยุญฺชติ ความว่า พญายมให้นำระเบียบในการซักถามมาซักถาม. แต่เมื่อให้ยืนยันลัทธิ ชื่อว่าซักไซ้. เมื่อถามถึงเหตุ ชื่อว่าซักฟอก.
ด้วยบทว่า นาทฺทสํ (ข้าพเจ้ามิได้เห็น) สัตว์นรกกล่าวอย่างนั้น หมายถึงว่าไม่มีเทวทูตอะไรๆ ที่ถูกส่งไปในสำนักของตน.
พญายมเตือน
ครั้งนั้น พญายมทราบว่า ผู้นี้ยังกำหนดความหมายของคำพูดไม่ได้ ต้องการจะให้เขากำหนด จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า อมฺโภ ดังนี้กะเขา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชิณฺณํ ได้แก่ ทรุดโทรมเพราะชรา.
บทว่า โคปานสิวงฺกํ ได้แก่ โกง เหมือนกลอนเรือน.
บทว่า โภคฺคํ ได้แก่ งุ้มลง.
พญายมแสดงถึงภาวะที่บุคคลนั้น (มีหลัง) โกงนั่นแล ด้วยบทว่า โภคฺคํ แม้นี้.
บทว่า ทณฺฑปรายนํ คือ มีไม้เท้าเป็นที่พึ่ง ได้แก่ มีไม้เท้าเป็นเพื่อน.
บทว่า ปเวธมานํ แปลว่า สั่นอยู่.
บทว่า อาตุรํ ได้แก่ อาดูรเพราะชรา.
บทว่า ขณฺฑทนฺตํ ได้แก่ ชื่อว่ามีฟันหัก เพราะอานุภาพของชรา.
บทว่า ปลิตเกสํ แปลว่า มีผมขาว (หงอก).
บทว่า วิลูนํ ได้แก่ ศีรษะล้าน เหมือนถูกใครถอนเอาผมไป.
บทว่า ขลิตสิรํ ได้แก่ ศีรษะล้านมาก.
บทว่า วลิตํ ได้แก่ เกิดริ้วรอย.
บทว่า ติลกาหตคตฺตํ ได้แก่ มีตัวลายพร้อยไปด้วยจุดขาวจุดดำ.
บทว่า ชราธมฺโม ความว่า มีชราเป็นสภาพคือไม่พ้นจากชราไปได้ ธรรมดาว่าชราย่อมเป็นไปในภายในตัวเรานี่เอง.
แม้ในสองบทต่อมาว่า พฺยาธิธมฺโม มรณธมฺโม ก็มีนัยความหมายอย่างเดียวกันนี้แล.
เทวทูตที่ ๑
ในบทว่า ปฐมํ เทวทูตํ สมนุยุญฺชิตฺวา นี้ พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้
ธรรมดาว่า สัตว์ผู้ทรุดโทรมเพราะชราย่อมกล่าวโดยใจความอย่างนี้ว่า ดูเถิด ท่านผู้เจริญทั้งหลาย แม้ข้าพเจ้าก็ได้เป็นหนุ่มสมบูรณ์ด้วยพลังขา พลังแขนและความว่องไวเหมือนท่านมาแล้ว (แต่ว่า) ความสมบูรณ์ด้วยพลังและความว่องไวเหล่านั้นของข้าพเจ้านั้นหายไปหมดแล้ว แม้มือและเท้าของข้าพเจ้าก็ไม่ทำหน้าที่ของมือและเท้า ข้าพเจ้ากลายมาเป็นคนอย่างนี้ก็เพราะไม่พ้นจากชรา ก็แลไม่ใช่แต่เฉพาะข้าพเจ้าเท่านั้นถึงพวกท่านก็ไม่พ้นจากชราไปได้เหมือนกัน เหมือนอย่างว่า ชรามาแก่ข้าพเจ้าฉันใด ชราก็จักมาแม้แก่พวกท่านฉันนั้น เพราะชรานั้นมาอย่างที่กล่าวมานี้ ในวันข้างหน้านั่นแล ขอให้ท่านทั้งหลายจงทำแต่ความดีเถิด. ด้วยเหตุนั้น สัตว์ผู้ทรุดโทรมเพราะชรานั้น จึงชื่อว่าเป็นเทวทูต.
เทวทูตที่ ๒
บทว่า อาพาธิกํ แปลว่า คนเจ็บ.
บทว่า ทุกฺขิตํ แปลว่า มีทุกข์.
บทว่า พาฬฺหคิลานํ แปลว่า เป็นไข้หนักเหลือประมาณ.
แม้ในที่นี้ ธรรมดาว่าสัตว์ผู้เจ็บป่วยย่อมกล่าวโดยใจความอย่างนี้ว่า ดูเถิด ท่านผู้เจริญทั้งหลาย แม้ข้าพเจ้าก็เป็นคนไม่มีโรคเหมือนพวกท่านมาแล้ว แต่ว่า บัดนี้ ข้าพเจ้านั้นถูกความเจ็บป่วยครอบงำ จมอยู่กับปัสสาวะอุจจาระของตนแม้แต่จะ (ยันกาย) ลุกขึ้นก็ยังไม่สามารถ มือเท้าของข้าพเจ้าแม้จะมีอยู่ ก็ทำหน้าที่ของมือเท้าไม่ได้ ข้าพเจ้ากลายเป็นคนเช่นนี้ก็เพราะไม่พ้นไปจากพยาธิ (ความเจ็บไข้) ก็แลไม่ใช่แต่เฉพาะข้าพเจ้าเท่านั้น แม้พวกท่านก็ไม่พ้นจากพยาธิเหมือนกัน เหมือนอย่างว่า พยาธิมาแก่ข้าพเจ้าฉันใดพยาธิก็จักมาแม้แก่พวกท่านฉันนั้น เพราะพยาธินั้นมาอย่างที่กล่าวมานี้ในวันข้างหน้าแน่ ขอให้ท่านทั้งหลายจงทำแต่ความดีเถิด. เพราะเหตุนั้น สัตว์ผู้เจ็บป่วยนั้น จึงชื่อว่าเป็นเทวทูต.
เทวทูตที่ ๓
ในบทว่า เอกาหมตํ เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้
สัตว์นั้นตายได้วันเดียว เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าเอกาหมตะ. (ท่านไม่เห็น) สัตว์ตายในวันเดียวนั้น (หรือ). แม้ในสองบทต่อมา (คือ ทฺวีหมตํ วา ตีหมตํ วา) ก็มีนัยนี้แล. ซากศพชื่อว่าอุทธุมาตกะ เพราะขึ้นพองโดยภาวะที่อืด สูงขึ้นตามลำดับนับตั้งแต่สิ้นชีวิตไป เหมือนสูบที่เต็มด้วยลมฉะนั้น.
ซากศพที่มีสี (เขียว) ขึ้นปริไปทั่ว วินีละ วินีละนั้นเองชื่อว่าวินีลกะ. (ท่านไม่เห็น) ซากศพที่เขียวคล้ำนั้น (หรือ). อีกอย่างหนึ่ง ซากศพที่เขียวคล้ำนั้น นับว่าน่ารังเกียจเพราะเป็นของน่าเกลียด.
บทว่า วิปุพฺพกํ ได้แก่ ซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลเยิ้ม. อธิบายว่า ซากศพที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำเหลืองที่ไหลออกจากที่ที่แตกปริ.
ในบทว่า ตติยํ เทวทูตํ นี้ มีอธิบายว่า ธรรมดาว่าสัตว์ตายย่อมบอกเป็นความหมายอย่างนี้ว่า ดูเถิด ท่านผู้เจริญทั้งหลาย (จงดู) ข้าพเจ้าถูกทอดทิ้งไว้ในป่าช้าผีดิบ ถึงความเป็นสภาพที่พองอืดเป็นต้นก็ข้าพเจ้ากลายเป็นเช่นนี้ก็เพราะไม่พ้นจากความตาย ก็แลไม่ใช่เฉพาะข้าพเจ้าเท่านั้น แม้พวกท่านก็ไม่พ้นจากความตายเหมือนกัน เหมือนอย่างว่า ความตายมาแก่ข้าพเจ้าฉันใด ก็จักมาแก่พวกท่านฉันนั้นเพราะความตายนั้นจะมาอย่างที่กล่าวมานี้ในวันข้างหน้าแน่ ขอให้ท่านทั้งหลายจงทำแต่ความดีเถิด. ด้วยเหตุนั้น สัตว์ตายนั้นจึงจัดเป็นเทวทูต.
ใครถูกถามถึงเทวทูต-ใครไม่ถูกถาม
ถามว่า ก็การถามถึงเทวทูตนี้ ใครได้ ใครไม่ได้ (ใครถูกถามใครไม่ถูกถาม).
ตอบว่า บุคคลใดทำบาปไว้มาก บุคคลนั้น (ตายแล้ว) ไปเกิดในนรกทันที. แต่บุคคลใดทำบาปไว้นิดหน่อย บุคคลนั้นย่อมได้ (ถูกถาม).
อุปมาเหมือน ราชบุรุษจับโจรได้พร้อมของกลาง ย่อมทำโทษที่ควรทำทันที ไม่ต้องวินิจฉัยละ แต่ผู้ที่เขาสงสัยจับได้ เขาจะนำไปยังที่สำหรับวินิจฉัย บุคคลนั้นย่อมได้รับการวินิจฉัยฉันใด ข้ออุปไมยนี้ก็ฉันนั้น. เพราะผู้ที่มีบาปกรรมนิดหน่อยระลึกได้ตามธรรมดาของตนเองบ้าง ถูกเตือนให้ระลึกจึงระลึกได้บ้าง.
ตัวอย่างผู้ที่ระลึกได้ตามธรรมดาของตน
ในการระลึกได้เองและถูกเตือนให้ระลึกนั้น มีตัวอย่างดังต่อไปนี้
ทมิฬชื่อทีฆชยันตะระลึกได้เองตามธรรมดาของตน. เล่ากันว่า ทมิฬนั้นเอาผ้าแดงบูชาอากาสเจดีย์ (เจดีย์ระฟ้า) ที่สุมนคิริมหาวิหาร ต่อมา (ตายไป) บังเกิดในที่ใกล้อุสสุทนรก ได้ฟังเสียงเปลวไฟ จึงหวนระลึกถึงผ้า (แดง) ที่ตนเอาบูชา (อากาสเจดีย์) เขาจึง (จุติ) ไปบังเกิดในสวรรค์.
____________________________
ปาฐะว่า ชาลสทฺทํ ฉบับพม่าเป็น อคฺคิชาลสทฺทํ แปลตามฉบับพม่า.
มีอีกคนหนึ่งถวายผ้าสาฎกเนื้อเกลี้ยงแก่ภิกษุหนุ่มผู้เป็นบุตร เวลาที่ทอดผ้าไว้แทบเท้า (พระลูกชาย) ก็ถือเอานิมิตในเสียงว่าแผ่นผ้าๆ ได้. ต่อมา บุรุษนั้น (ก็ตายไป) บังเกิดในที่ใกล้อุสสุทนรก หวนระลึกถึงผ้าสาฎกนั้นได้ เพราะ (ได้ยิน) เสียงเปลวไฟ จึง (จุติ) ไปบังเกิดในสวรรค์.
ชนทั้งหลายผู้เกิดในนรกระลึกถึงกุศลกรรมได้ตามธรรมดาของตนแล้ว (จุติไป) บังเกิดในสวรรค์ ดังพรรณนามานี้ก่อน.
ส่วนสัตว์ผู้ระลึกไม่ได้ตามธรรมดาของตน พญายมย่อมถามถึงเทวทูต ๓. บรรดาสัตว์เหล่านั้น ลางตนระลึกได้เพียงเทวทูตที่ ๑ เท่านั้น (แต่) ลางตนระลึกได้ถึงเทวทูตที่ ๒ และที่ ๓. สัตว์ใดระลึกไม่ได้ด้วยเทวทูตทั้ง ๓ พญายมจะเตือนสัตว์นั้นให้ระลึกได้เอง.
ตัวอย่างผู้ที่ถูกเตือน
เล่ากันมาว่า อำมาตย์คนหนึ่งบูชาพระมหาเจดีย์ด้วยดอกมะลิ ๑ หม้อแล้วได้แบ่งส่วนบุญให้แก่พญายม. นายนิรบาลทั้งหลายได้นำเขาผู้บังเกิดในนรกด้วยอกุศลกรรมไปยังสำนักพญายม. เมื่อเขาระลึกถึงกุศลไม่ได้ด้วยเทวทูตทั้ง ๓ พญายมจึงตรวจดูเอง พลางเตือนเขาให้ระลึกว่า ท่านได้บูชาพระมหาเจดีย์ด้วยดอกมะลิ ๑ หม้อแล้วได้แบ่งส่วนบุญให้เรามิใช่หรือ?
เวลานั้น เขาก็ระลึกได้ (ขึ้นมาทันทีจึงจุติ) ไปบังเกิดยังเทวโลก ฝ่ายพญายม แม้ตรวจดูด้วยพระองค์เองแล้ว เมื่อไม่เห็นก็จะทรงนิ่งเสีย ด้วยทรงดำริว่า สัตว์นี้จักเสวยทุกข์มหันต์.
การลงโทษในนรก
บทว่า ตตฺตํ อโยขีลํ ความว่า นายนิรยบาลทั้งหลายจับอัตภาพ (สูงใหญ่) ประมาณ ๓ คาวุต ให้นอนหงายบนพื้นโลหะที่ไฟลุกโชนแล้ว เอาหลาวเหล็กขนาดเท่าต้นตาลแทงเข้าไปที่มือขวา ที่มือซ้ายเป็นต้น (ก็ทำ) เหมือนกัน. นายนิรยบาลจะจับสัตว์นรกนั้นให้นอนคว่ำหน้าบ้าง ตะแคงซ้ายบ้าง ตะแคงขวาบ้าง เหมือนให้นอนหงายแล้วลงโทษฉันนั้นเหมือนกัน.
บทว่า สํเวเสตฺวา ความว่า (นายนิรยบาล) จับอัตภาพประมาณ ๓ คาวุตให้นอนบนพื้นโลหะที่ไฟลุกโชน.
บทว่า กุฐารีหิ ความว่า ถากด้วยผึ่งใหญ่ขนาดเท่าหลังคาเรือนด้านหนึ่ง. เลือดไหลนองเป็นแม่น้ำ. เปลวไฟลุกโชนจากพื้นโลหะไปติดที่ที่ถูกถาก. ทุกข์มหันต์เกิดขึ้น (แก่สัตว์นรก) ส่วนนายนิรยบาลทั้งหลาย เมื่อถากก็ถากให้เป็น ๘ เหลี่ยมบ้าง ๖ เหลี่ยมบ้าง เหมือนตีเส้นบรรทัดถากไม้.
บทว่า วาสีหิ คือ ด้วยมีดทั้งหลายมีขนาดเท่ากระด้งใหญ่.
บทว่า รเถ โยเชตฺวา ความว่า (นายนิรยบาลทั้งหลาย) เทียมสัตว์นรกนั้นให้ลากรถพร้อมกับแอก เชือก แปรก ล้อรถ ทูบและปฏักซึ่งมีไฟลุกโพลงรอบด้าน.
บทว่า มหนฺตํ คือ มีประมาณเท่าเรือนยอดขนาดใหญ่.
บทว่า อาโรเปนฺติ ความว่า ตีด้วยค้อนเหล็กที่ไฟลุกโชติช่วง แล้วบังคับให้ขึ้น (ภูเขาไฟ).
บทว่า สกึป อุทฺธํ ความว่า สัตว์นรกนั้น (ถูกไฟเผาไหม้) พล่านขึ้นข้างบน จมลงข้างล่างและลอยขวาง คล้ายกับข้าวสารที่ใส่ลงไปในหม้อที่เดือดพล่านฉะนั้น.
บทว่า มหานิรเย คือ ในอเวจีมหานรก.
บทว่า ภาคโส มิโต คือ (มหานรก) แบ่งไว้เป็นส่วนๆ.
บทว่า ปริยนฺโต คือ ถูกล้อมไว้.
บทว่า อยสา คือ ถูกปิดข้างบนด้วยแผ่นเหล็ก.
บทว่า สมนฺตา โยชนสตํ ผริตฺวา ติฏฺฐติ ความว่า เปลวไฟพวยพุ่งไปอยู่อย่างนั้น. เมื่อสัตว์นรกนั้นยืนดูอยู่ในที่ ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ นัยน์ตาก็จะถลนออกมาเหมือนก้อนเนื้อ ๒ ก้อนฉะนั้น.
บทว่า หีนกายูปคา ความว่า เข้าถึงกำเนิดที่ต่ำ.
บทว่า อุปาทาเน ได้แก่ ในป่าชัฏคือตัณหาและทิฏฐิ.
บทว่า ชาติมรณสมฺภเว ได้แก่ เป็นเหตุแห่งชาติและมรณะ.
บทว่า อนุปาทา ได้แก่ เพราะไม่ยึดมั่นด้วยอุปาทาน ๔.
บทว่า ชาติมรณสงฺขเย ความว่า หลุดพ้นในเพราะนิพพาน อันเป็นแดนสิ้นไปของชาติและมรณะ.
บทว่า ทิฏฺฐธมฺมาภินิพฺพุตา ความว่า ดับสนิทแล้ว ในเพราะดับกิเลสทั้งหมดในทิฏฐธรรม คือในอัตภาพนี้นั่นแล.
บทว่า สพฺพํ ทุกฺขํ อุปจฺจคุํ ความว่า ล่วงเลยวัฏฏทุกข์ทั้งหมด.
จบอรรถกถาทูตสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------