๖. กุสุมาสนิยเถราปทาน (๑๒๖)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ฉฏฺฐํ กุสุมาสนิยตฺเถราปทานํ (๑๒๖)
๑๒๘|๑๒๘.๖๕| นคเร ธญฺญวติยา อโหสึ พฺราหฺมโณ ตทา ลกฺขเณ อิติหาเส จ สนิฆณฺฑุสเกฏุเภ ฯ |๑๒๘.๖๖| ปทโก เวยฺยากรโณ นิมิตฺเต โกวิโท อหํ มนฺเต จ สิสฺเส วาเจสึ ติณฺณํ เวทาน ปารคู |๑๒๘.๖๗| ปญฺจ อุปฺปลหตฺถานิ ปิฏฺฐิยํ ฐปิตานิ เม อาหุตึ ยิฏฺฐุกาโมหํ ปิตุมาตุสมาคเม ฯ |๑๒๘.๖๘| ตทา วิปสฺสิ ภควา ภิกฺขุสงฺฆปุรกฺขโต โอภาเสนฺโต ทิสา สพฺพา อาคจฺฉติ นราสโภ ฯ |๑๒๘.๖๙| อาสนํ ปญฺญเปตฺวาน นิมนฺติตฺวา มหามุนึ สนฺถริตฺวาน ตํ ปุปฺผํ อติเนสึ สกํ ฆรํ ฯ |๑๒๘.๗๐| ยํ เม อตฺถิ สเก เคเห อามิสํ ปจฺจุปฏฺฐิตํ ตาหํ พุทฺธสฺส ปาทาสึ ปสนฺโน เสหิ ปาณิภิ ฯ |๑๒๘.๗๑| ภุตฺตาวีกาลมญฺญาย เอกํ อตฺถํ อทาสหํ อนุโมทิตฺวาน สพฺพญฺญู ปกฺกามิ อุตฺตรามุโข ฯ |๑๒๘.๗๒| เอกนวุเต อิโต กปฺเป ยํ ปุปฺผมททึ ตทา ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ปุปฺผทานสฺสิทํ ผลํ ฯ |๑๒๘.๗๓| อนนฺตรา อิโต กปฺเป ราชาหุ วรทสฺสโน สตฺตรตนสมฺปนฺโน จกฺกวตฺติ มหพฺพโล ฯ |๑๒๘.๗๔| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา กุสุมาสนิโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ กุสุมาสนิยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. กุสุมาสนิยเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระกุสุมาสนิยเถระ (พระกุสุมาสนิยเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเกิดเป็นพราหมณ์อยู่ในกรุงธัญญวดี เป็นผู้เชี่ยวชาญในคัมภีร์พยากรณ์ลักษณะ คัมภีร์อิติหาสะ และไตรเพทพร้อมด้วยคัมภีร์นิฆัณฑุศาสตร์ และคัมภีร์เกฏุภศาสตร์
ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์ ฉลาดในนิมิต จบไตรเพทบอกมนตร์ให้ศิษย์ทั้งหลาย @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถข้อ ๑๗๖ หน้า ๓๑ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๘๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑๓. เสเรยยวรรค] ๗. ผลทายกเถราปทาน
ข้าพเจ้าวางดอกอุบล ๕ กำไว้บนหลังของข้าพเจ้า ประสงค์จะบูชายัญ ในสมาคมบิดามารดา
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคพระนามว่าวิปัสสี ทรงองอาจกว่านรชน มีหมู่ภิกษุห้อมล้อมเสด็จมาทำทิศทั้งปวงให้สว่างไสว
ข้าพเจ้าปูลาดอาสนะแล้วลาดดอกอุบลนั้น นิมนต์พระมหามุนี นำเสด็จไปยังเรือนของตน
อามิสใดที่ข้าพเจ้าตระเตรียมไว้ มีอยู่ในเรือนของตน ข้าพเจ้าเลื่อมใสได้ถวายอามิสนั้นแด่พระพุทธเจ้า ด้วยมือทั้ง ๒ ของตน
ข้าพเจ้าทราบเวลาว่า พระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จแล้ว จึงได้ถวายดอกอุบลกำหนึ่ง พระผู้มีพระภาคผู้สัพพัญญูทรงอนุโมทนาแล้ว บ่ายพระพักตร์เสด็จหลีกไปทางทิศเหนือ
ในกัปที่ ๙๑ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้ถวายดอกไม้ไว้ในครั้งนั้น จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายดอกไม้
ในกัปที่ต่อจากกัปนี้ไป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่าวรทัสสนะ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีพลานุภาพมาก
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระกุสุมาสนิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้กุสุมาสนิยเถราปทานที่ ๖ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๘๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๒๖. อรรถกถากุสุมาสนิยเถราปทาน
เรื่องราวของท่านพระกุสุมาสนิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า นคเร ธญฺญวติยา ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระชินวรพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ทุกๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานเป็นประจำเสมอ.
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี ท่านได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ บรรลุนิติภาวะแล้ว เป็นผู้มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมาก ไปเรียนไตรเพทจนจบศิลปศาสตร์ชั้นสูงของพราหมณ์ เป็นผู้ฉลาดในลัทธิของตนและของผู้อื่น มีความประสงค์จะบูชามารดาบิดา จึงวางกำดอกบัว ๔ กำไว้ข้างๆ ตัว แล้วนั่งลงได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี มีหมู่ภิกษุสงฆ์แวดล้อม กำลังเสด็จผ่านมา และได้พบเห็นกลุ่มแห่งพระพุทธเจ้ารัศมีมีสีเขียวและเหลืองเป็นต้นพวยพุ่งออกมา เขามีใจเลื่อมใส จัดแจงปูลาดอาสนะเกลี่ยลาดดอกไม้เหล่านั้นบนอาสนะนั้น แล้วนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าให้นั่งบนอาสนะนั้นแล้ว ถือเอาของควรเคี้ยวและควรบริโภคทั้งหมดในเรือนของตนที่ตระเตรียมไว้เพื่อมารดา มาถวายให้พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยบริวารฉันจนอิ่มแล้ว.
ในเวลาที่พระองค์ฉันเรียบร้อยแล้ว ยังได้ถวายดอกอุบลอีกกำมือหนึ่ง. ด้วยบุญวิธีอันนั้น เรามีความโสมนัสได้ตั้งความปรารถนาไว้แล้ว.
แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำอนุโมทนาแล้ว ก็เสด็จหลีกไป.
ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้เสวยสวรรค์สมบัติและมนุษย์สมบัติจนครบทั้ง ๒ อย่าง.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ได้เกิดในตระกูลแห่งหนึ่งซึ่งสมบูรณ์ด้วยสมบัติในกรุงสาวัตถี บรรลุนิติภาวะแล้ว ก็เจริญรุ่งเรืองไปด้วยโภคสมบัติและยศศักดิ์ เพราะมองเห็นโทษในกามทั้งหลายจึงละเพศฆราวาสบวช ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ในกาลก่อนมา ท่านได้ระลึกถึงกุศลกรรมที่ตนได้กระทำแล้วในกาลก่อนได้ด้วยปุพเพนิวาสญาณ เกิดความโสมนัส เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า นคเร ธญฺญวติยา ดังนี้.
คำว่า ธญฺญวติยา นั้น มีวิเคราะห์ว่า
ชื่อว่าธัญญวดี เพราะเป็นที่เกิดแห่งตระกูลขัตติยมหาศาล พราหมณมหาศาลและคหปติมหาศาล มากมายหลายตระกูล ซึ่งล้วนแต่มีโชคมีบุญ.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าธัญญวดี เพราะเป็นแหล่งแห่งรัตนะ ๗ ประการมีมุกดาและแก้วมณีเป็นต้น อันเป็นเครื่องอุปโภคบริโภคชั้นดี ๗ อย่าง.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าธัญญวดี เพราะเป็นแหล่งที่เกิดแห่งวัดวาอารามเป็นต้นซึ่งเป็นสถานที่อยู่ของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระขีณาสพผู้มีบุญจำนวนมากมาย.
ชื่อว่านคระ เพราะเป็นที่ปรารถนาต้องการของเหล่าชนผู้ต้องการเครื่องอุปโภคและเครื่องบริโภค.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่านคะ เพราะไม่ไปไหน. คือสถานที่ประทับอยู่ของพระราชา พระยุพราชและหมู่อำมาตย์เป็นต้น.
ชื่อว่านคร เพราะย่อมยึดครอบครองไว้.
อธิบายว่า สถานที่ที่กำหนดหมาย แวดล้อมกั้นเป็นเขตด้วยกำแพงเป็นต้น อันเป็นหมวดหมู่แห่งที่ประทับ (พระมหาราชวัง) ของพระราชาเป็นต้น ชื่อว่าพระนคร.
เชื่อมความว่า ในพระนครนั้น เราได้รับพยากรณ์ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี ในกาลใด ในกาลนั้น เราได้เป็นพราหมณ์อยู่ในพระนครธัญญวดีนั้นแล.
คำที่เหลือในที่ทุกแห่งมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น. จบอรรถกถากุสุมาสนิยเถราปทาน -----------------------------------------------------