๑๐. อุเทนเถราปทาน (๔๑๐)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ทสมํ อุเทนตฺเถราปทานํ (๔๑๐)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ อุเทนเถราปทานที่ ๑๐ (๔๑๐) ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกบัวบาน
|๔๑๒.๓๓๑| หิมวนฺตสฺส อวิทูเร ปทุโม นาม ปพฺพโต อสฺสโม สุกโต มยฺหํ ปณฺณสาลา สุมาปิตา ฯ |๔๑๒.๓๓๒| นทิโย สนฺทเร ตตฺถ สุปติตฺถา มโนรมา อจฺโฉทกา สีตชลา สนฺทเร นทิโย สทา ฯ |๔๑๒.๓๓๓| ปาฐีนา ปาวุสา มจฺฉา วลชา มุญฺชโรหิตา โสภนฺติ นทิโย เอเต วสนฺติ นทิยา ตทา ฯ |๔๑๒.๓๓๔| อมฺพชมฺพูหิ สญฺฉนฺนา กเรริติลกา ตถา อุทฺทาลกา ปาฏลิโย โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ |๔๑๒.๓๓๕| องฺโกลกา พิมฺพิชาลา มายาหรา จ ปุปฺผิตา คนฺเธน อุปวายนฺตา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ |๔๑๒.๓๓๖| อธิมุตฺตา สตฺตลิกา นาคา สาลา จ ปุปฺผิตา ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺตา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ |๔๑๒.๓๓๗| โกสุมฺภา สลฬา นีปา หตฺถปาตา จ ปุปฺผิตา ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺตา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ |๔๑๒.๓๓๘| หรีตกา อามลกา อมฺพา ชมฺพู วิเภทกา โกลา ภลฺลาตกา เพลฺลา ผลานิ พหุ อสฺสเม ฯ |๔๑๒.๓๓๙| กลมฺพา กทลี ตตฺถ ปุปฺผนฺติ มม อสฺสเม ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺตา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ |๔๑๒.๓๔๐| อโสกปิณฺฑี จ วรี นิมฺพรุกฺขา จ ปุปฺผิตา ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺตา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ |๔๑๒.๓๔๑| ปุณฺณาวา คิริปุณฺณาวา ติมิรา ตตฺถ ปุปฺผิตา ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺตา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ |๔๑๒.๓๔๒| นิคฺคุณฺฑี สิรินิคฺคุณฺฑี จมฺปรุกฺเขตฺถ ปุปฺผิตา ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺตา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ |๔๑๒.๓๔๓| อวิทูเร โปกฺขรณี จกฺกวากุปกุชฺชิตา มนฺทาลเกหิ สญฺฉนฺนา ปทุมุปฺปลเกหิ จ ฯ |๔๑๒.๓๔๔| อจฺโฉทกา สีตชลา สุปติตฺถา มโนรมา อจฺฉา ผลิกสมานา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ |๔๑๒.๓๔๕| ปทุมา ปุปฺผเร ตตฺถ ปุณฺฑรีกา จ อุปฺปลา มนฺทาลเกหิ สญฺฉนฺนา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ |๔๑๒.๓๔๖| ปาฐีนา ปาวุสา มจฺฉา พลชา มุญฺชโรหิตา วิจรนฺตาว เต ตตฺถ โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ |๔๑๒.๓๔๗| กุมฺภีลา สุํสุมารา จ กจฺฉปา จ คหา พหู โอคหา อชครา จ โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ |๔๑๒.๓๔๘| ปาเรวตา รวิหํสา จกฺกวากา นทีจรา ทินฺทิภา สาลิกา เจว โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ |๔๑๒.๓๔๙| นยิตา อมฺพคนฺธี จ เกตกา ตตฺถ ปุปฺผิตา ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺตา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ |๔๑๒.๓๕๐| สีหา พฺยคฺฆา จ ทีปี จ อจฺฉโกกตรจฺฉโย อนุสญฺจรนฺตา ปวเน โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ |๔๑๒.๓๕๑| ชฏาภาเรน ภริตา อชินุตฺตรวาสิโน อนุสญฺจรนฺตา ปวเน โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ |๔๑๒.๓๕๒| อชินานิ ธรา เอเก นิปกา สนฺตวุตฺติโน อปฺปาหารา จ เต สพฺเพ โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ |๔๑๒.๓๕๓| ขาริกาชํ คเหตฺวาน อชฺโฌคยฺห วนํ ตทา มูลผลานิ ภุญฺชนฺตา วสนฺติ อสฺสเม ตทา ฯ |๔๑๒.๓๕๔| น เต ทารุํ อาหรนฺติ อุทกํ ปาทโธวนํ สพฺเพสํ อานุภาเวน สยเมวาหรียติ ฯ |๔๑๒.๓๕๕| จุลฺลาสีติสหสฺสานิ อิสโย ตตฺถ สมาคตา สพฺเพว ฌายิโน เอเต อุตฺตมตฺถํ คเวสิโน ฯ |๔๑๒.๓๕๖| ตปสฺสิโน พฺรหฺมจารี โจเทนฺโต อปฺปนาว เต อมฺพราวจรา สพฺเพ วสนฺติ อสฺสเม ตทา ฯ |๔๑๒.๓๕๗| ปญฺจาหํ สนฺนิปตนฺติ เอกคฺคา สนฺตวุตฺติโน อญฺญมญฺญํ อภิวาเทตฺวา ปกฺกมนฺติ ทิสามุขา ฯ |๔๑๒.๓๕๘| ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ปารคู ตมนฺธการํ วิธมํ อุปฺปชฺชิ ตาวเท ชิโน ฯ |๔๑๒.๓๕๙| มม อสฺสมสามนฺตา ยกฺโข อาสิ มหิทฺธิโก โส เม สํสิตฺถ สมฺพุทฺธํ ชลชุตฺตมนามกํ ฯ |๔๑๒.๓๖๐| เอส พุทฺโธ สมุปฺปนฺโน ปทุมุตฺตโร มหามุนิ ขิปฺปํ คนฺตฺวาน สมฺพุทฺธํ ปยิรุปาสสฺสุ มาริส ฯ |๔๑๒.๓๖๑| ยกฺขสฺส วจนํ สุตฺวา วิปฺปสนฺเนน เจตสา อสฺสมํ สํสาเมตฺวาน นิกฺขมึ ปวนา ตทา ฯ |๔๑๒.๓๖๒| เจเลว ฑยฺหมานมฺหิ นิกฺขมิตฺวาน อสฺสมา เอกรตฺตึ นิวาสิตฺวา อุปคญฺฉึ วินายกํ ฯ |๔๑๒.๓๖๓| ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห จตุสจฺจํ ปกาเสนฺโต เทเสสิ อมตํ ปทํ ฯ |๔๑๒.๓๖๔| สุผุลฺลํ ปทุมํ คยฺห อุปคนฺตฺวา มเหสิโน ปสนฺนจิตฺโต สุมโน พุทฺธสฺส อภิวาทยึ ฯ |๔๑๒.๓๖๕| ปูชยิตฺวาน สมฺพุทฺธํ ชลชุตฺตมนายกํ เอกํสํ อชินํ กตฺวา สนฺถวึ โลกนายกํ ฯ |๔๑๒.๓๖๖| เยน ญาเณน สมฺพุทฺโธ วสตีห อนาสโว ตํ ญาณํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ |๔๑๒.๓๖๗| สํสารโสตํ ฉินฺทิตฺวา ตาเรสิ สพฺพปาณินํ ตว ธมฺมํ สุณิตฺวาน ตณฺหาโสตํ ตรนฺติ เต ฯ |๔๑๒.๓๖๘| ตุวํ สตฺถา จ เกตุว ธโช ยูโปว ปาณินํ ปรายโน ปติฏฺฐาสิ ทีโป จ ทิปทุตฺตโม ฯ |๔๑๒.๓๖๙| ยาวตา คณิโน โลเก สตฺถวาหา ปวุจฺจเร ตุวํ อคฺโคสิ สปฺปญฺโญ ตว อนฺโตคธาว เต ฯ |๔๑๒.๓๗๐| ตว ญาเณน สปฺปญฺโญ ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ตว ทสฺสนมาคมฺม ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสเร ฯ |๔๑๒.๓๗๑| เยเกจิเม คนฺธชาตา โลเก วายนฺติ จกฺขุม ตว คนฺธสโม นตฺถิ ปุญฺญกฺเขตฺเต มหามุนิ ฯ |๔๑๒.๓๗๒| ติรจฺฉานโยนึ นิรยํ ปริโมเจหิ จกฺขุมา อสงฺขตํ ปทํ สนฺตํ เทเสสิ ตฺวํ มหามุนิ ฯ |๔๑๒.๓๗๓| ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ ฯ |๔๑๒.๓๗๔| โย เม ญาณํ อปูเชสิ ปสนฺโน เสหิ ปาณิหิ ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ |๔๑๒.๓๗๕| ตึส กปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสติ สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ฯ |๔๑๒.๓๗๖| สุลทฺธลาโภ ลทฺโธมฺหิ โตสยิตฺวาน สุพฺพตํ สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหรามิ อนาสโว ฯ |๔๑๒.๓๗๗| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๔๑๒.๓๗๘| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๔๑๒.๓๗๙| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อุเทโน เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ อุเทนตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ อุทฺทานํ เมตฺเตยฺโย ปุณฺณโก เถโร เมตฺตคู โธตโกปิจ อุปสีโว จ นนฺโท จ เหมโก สตฺตโม ตหึ ฯ โตเทยฺโย ชตุกณฺณี จ อุเทโน จ มหายโส ตีณิ คาถาสตาเนตฺถ อสีติ ตีณิ จุตฺตรึ ฯ เมตฺเตยฺยวคฺโค เอกจตฺตาฬีสโม ฯ
ภูเขาชื่อปทุม ตั้งอยู่ในที่ไม่ไกลต่อภูเขาหิมวันต์ เราทำอาศรมสร้างบรรณ ศาลาอย่างดีไว้ใกล้ภูเขาปทุมนั้น ที่ใกล้ภูเขานั้น มีแม่น้ำท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจ น้ำใสแจ๋ว เย็นจืดสนิท น้ำไหลอยู่เป็นนิตย์ ในกาลนั้น ปลาสลาด ปลากะบอก ปลาสวาย ปลาเค้า และปลาตะเพียน อยู่ใน แม่น้ำย่อมทำแม่น้ำให้งาม ดาดาษไปด้วยต้นมะม่วง ต้นหว้า ต้นกุ่ม ต้นหมากเม่า ต้นราชพฤกษ์ ต้นแคฝอย ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม ต้นปรู ต้นมะก่ำหลวง ต้นกะทุ่ม ต้นกาหลง ดอกกำลังบาน กลิ่นหอม ฟุ้งไป ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม ต้นคำ ต้นสน ต้นกะทุ่ม หตฺถปาตา จ กำลังดอกบาน กลิ่นหอมตลบอบอวล ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม ต้นสมอ ต้นมะขามป้อม ต้นมะม่วง ต้นหว้า ต้นสมอพิเภก ต้น พุทรา ต้นรกฟ้า ต้นมะตูม มีผลมากอยู่ใกล้อาศรมของเรา ต้นอ้อย ต้นกล้วย กำลังผลิดอกออกผลใกล้อาศรมของเรานั้น ไม้กลิ่นหอมตลบ อบอวล ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม ต้นอโสก จ วรี และต้นสะเดา กำลังดอกบานกลิ่นหอมตลบอบอวล ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม ต้น มะนาว ต้นมะงั่ว ต้นดีหมี มีดอกบาน หอมตลบอบอวล ย่อมทำให้ อาศรมของเรางาม ไม้ยางทราย ต้นคณฑีเขมา และต้นจำปา มีดอก บาน กลิ่นหอมตลบอบอวล ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม ในที่ไม่ไกล มีสระบัว มีนกจากพรากส่งเสียงร้องอยู่ ดาดาษด้วยบัวขม บัวเผื่อน บัวหลวง และอุบล มีน้ำใสแจ๋ว เย็นจืดสนิท มีท่าน้ำราบเรียบน่ารื่นรมย์ ใจ น้ำใสสะอาด เสมอด้วยแก้วผลึก ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม ใน สระนั้น บัวหลวง บัวขาว บัวอุบล บัวขม และบัวเผื่อน ดอกบาน สะพรั่ง ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม ปลาสลาด ปลากะบอก ปลาสวาย ปลาเค้า และปลาตะเพียนว่ายอยู่ในสระนั้น ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม จระเข้ ปลาฉลาม เต่า คหาโอคหา และงูเหลือมเป็นอันมาก ย่อมทำอาศรม ของเราให้งาม นกพิราบ นกเป็ดน้ำ นกจากพราก นกกาน้ำ นกต้อย ตีวิด และนกสาลิกา ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม มะม่วงหอมน่าดู ต้น ลำเจียก ดอกกำลังบาน มีกลิ่นหอมอบอวล ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาป่า หมาไน สัญจรอยู่ในป่า ใหญ่ ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม ฤาษีทั้งหลาย (เกล้าผมเป็นเชิง) สวมชฎา มีหาบเต็ม นุ่งห่มหนังสัตว์ สัญจรอยู่ในป่าใหญ่ ย่อมทำ อาศรมของเราให้งาม บางพวกทรงหนังเสือ มีปัญญา มีความประพฤติ สงบ และบริโภคอาหารแต่น้อยทั้งหมดนั้น ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม ในกาลนั้น ฤาษีทั้งหลายเอาหาบใส่บ่าเข้าสู่ป่า กินเหง้ามันและผลไม้ อยู่อาศรม ในกาลนั้น ฤาษีเหล่านั้นไม่ต้องนำฟืนมา น้ำสำหรับล้างเท้าก็ไม่ ต้องนำมา ด้วยอานุภาพแห่งฤาษีทั้งปวง ฟืนและน้ำย่อมนำตัวมาเอง ฤาษี ๘๔,๐๐๐ ตน ประชุมกันอยู่ในอาศรมนั้น ทั้งหมดนี้เป็นผู้เพ่งฌาน แสวงหาประโยชน์อันสูงสุด ฤาษีเหล่านั้นเป็นผู้มีตบะ ประพฤติพรหม- จรรย์ ตักเตือนกันและกัน เป็นผู้แน่นแฟ้น เหาะไปในอากาศได้ทุกคน อยู่ในอาศรมประชุมกันทุก ๕ วัน ไม่ระส่ำระสาย มีความประพฤติสงบ ระงับ อภิวาทกันและกันแล้ว จึงบ่ายหน้ากลับไปตามทิศ (ที่ตนอยู่) ในกาลนั้น พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง พระองค์ เสด็จอุบัติขึ้นกำจัดความมืดโดยรอบอาศรมของเรา มียักษ์ (เทวดา) ผู้มี ฤทธิ์ ยักษ์ตนนั้นได้บอกข่าวพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตระแก่เราว่า พระพุทธเจ้าองค์นี้พระนามว่าปทุมุตระ เป็นมหามุนี เสด็จอุบัติแล้ว จง รีบไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าเถิด ท่านผู้เนียรทุกข์ เราได้ฟังคำของยักษ์แล้ว มีใจเลื่อมใสยิ่งนัก เก็บอาศรมแล้ว ออกจากป่าในขณะนั้น เมื่อไฟกำลัง ไหม้ผ้าอยู่ เราออกจากอาศรม พักอยู่กลางทางคืนหนึ่งแล้ว เข้าไปเฝ้า พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก สมควร รับเครื่องบูชา กำลังทรงประกาศสัจจะ ๔ แสดงอมฤตบทอยู่ เราถือดอก ปทุมอันบานเต็มที่ เข้าไปเฝ้าพระองค์แล้ว มีจิตเลื่อมใสโสมนัส ถวาย บังคมพระพุทธเจ้า บูชาพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ แล้วเอาหนัง- สัตว์ห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง สรรเสริญพระองค์ผู้นำของโลกว่า พระสัม- พุทธเจ้าผู้ไม่มีอาสวะ ประทับนั่งอยู่ที่นี้ด้วยพระญาณใด เราจักสรรเสริญ พระญาณนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว พระสัมพุทธเจ้าทรงตัดกระแส สงสารแล้ว ทรงยังสรรพสัตว์ให้ข้าม สรรพสัตว์นั้นฟังธรรมของพระ- องค์แล้ว ย่อมข้ามกระแสตัณหาได้ พระองค์เป็นศาสดา เป็นธงชัย เป็นหลัก เป็นที่ยึดหน่วง เป็นที่พึ่ง และเป็นประทีปของสัตว์ทั้งหลาย สูงสุดกว่าสัตว์ คณาจารย์ผู้นำหมู่ประมาณเท่าใด ที่ท่านกล่าวไว้ในโลก พระองค์เป็นผู้มีปัญญาเลิศกว่าคณาจารย์เหล่านั้น คณาจารย์เหล่านั้นนับ เป็นภายในของพระองค์ พระองค์ผู้มีปัญญา ทรงยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ ข้ามพ้นด้วยพระญาณของพระองค์ หมู่ชนอาศัยการได้เฝ้าพระองค์แล้ว จักทำที่สุดทุกข์ได้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ คันธชาติเหล่าใดเหล่าหนึ่งหอม ฟุ้งไปในโลก ข้าแต่พระมหามุนีผู้เป็นนาบุญ คันธชาติเหล่านั้นที่จะเสมอ ด้วยกลิ่นหอมของพระองค์ไม่มี พระองค์ผู้มีจักษุ ขอจงทรงเปลื้องกำเนิด ดิรัจฉาน นรก พระองค์ทรงแสดงบทอันเป็นปัจจัยไม่ปรุงแต่ง สงบระงับ พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก สมควรกับเครื่องบูชา ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดมี ความเลื่อมใสได้บูชาญาณของเรา ด้วยมือทั้งสองของตน เราจักพยากรณ์ ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัลป จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๐๐๐ ครั้ง เราเป็นผู้ได้ลาภ อันได้ดีแล้ว เรายังพระพุทธเจ้าผู้มีวัตรงามให้ทรงโปรด กำหนดอาสวะ ทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้น ได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ อยู่ การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำ ให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระอุเทนเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ อุเทนเถราปทาน. ----------------------------------------------------- รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ติสสเมตเตยยเถราปทาน ๒. ปุณณกเถราปทาน ๓. เมตตคูเถราปทาน ๔. โธตกเถราปทาน ๕. อุปสีวเถราปทาน ๖. นันทกเถราปทาน ๗. เหมกเถราปทาน ๘. โตเทยยเถราปทาน ๙. ชตุกัณณิกเถราปทาน ๑๐. อุเทนเถราปทานและในวรรคนี้มีคาถา ๓๘๓ คาถา. จบ เมตเตยยวรรคที่ ๔๑. -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. อุเทนเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระอุเทนเถระ (พระอุเทนเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมพานต์มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อปทุม ข้าพเจ้าสร้างอาศรมสร้างบรรณศาลาอย่างดีไว้
ที่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้านั้น แม่น้ำไหลอยู่มีท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจ แม่น้ำมีน้ำใสสะอาด เย็นสนิท ไหลอยู่เป็นนิตย์
ฝูงปลาสลาด ฝูงปลากระบอก ฝูงปลาสวาย ฝูงปลาเค้า และฝูงปลาตะเพียน อยู่ประจำในแม่น้ำ ทำให้แม่น้ำงามทุกเมื่อ
ดาษดื่นไปด้วยต้นมะม่วง ต้นหว้า อนึ่ง ต้นกุ่ม ต้นหมากเม่า ต้นราชพฤกษ์ ต้นแคฝอย ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
ต้นปรู ต้นมะกล่ำหลวง ต้นกาหลง มีดอกบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวลประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๙๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๑๐. อุเทนเถราปทาน
ต้นลำดวน ต้นชบา ต้นกากะทิง และต้นสาละ มีดอกบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์ ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
ต้นคำ ต้นช้างน้าว ต้นกระทุ่ม ต้นมะเฟือง มีดอกบาน ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์ ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
ต้นสมอ ต้นมะขามป้อม ต้นมะม่วง ต้นหว้า ต้นสมอพิเภก ต้นพุทรา ต้นรกฟ้า ต้นมะตูม มีผลดกอยู่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า
มันอ้อน ต้นมะเขือพวง กำลังผลิดอกออกผล ใกล้อาศรมของข้าพเจ้านั้น ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์ ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
ต้นอโศก ต้นวารี และต้นสะเดา มีดอกบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์ ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
ต้นบุนนาค ต้นบุนนาคเขา ต้นดีหมี ในที่ใกล้อาศรมนั้น มีดอกบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์ ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
ต้นย่านทราย ต้นคนทีเขมา และต้นจำปา ในที่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้านั้น มีดอกบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์ ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๙๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๑๐. อุเทนเถราปทาน
ในที่ไม่ไกลมีสระโบกขรณี มีนกจักรพากส่งเสียงร้องอยู่ ดารดาษด้วยบัวเผื่อน บัวหลวง และบัวขาบ
มีน้ำใส เย็นสนิท มีท่าน้ำราบเรียบน่ารื่นรมย์ใจ น้ำใสสะอาด เสมอด้วยแก้วผลึก ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
ในสระนั้น มีบัวหลวง บัวขาว บัวขาบ ดารดาษด้วยบัวเผื่อน มีดอกบานสะพรั่ง ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
ฝูงปลาสลาด ฝูงปลากระบอก ฝูงปลาสวาย ฝูงปลาเค้า และฝูงปลาตะเพียนว่ายเวียนอยู่ในสระนั้น ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
จระเข้ ตะโขง เต่า นาก งูหลาม และงูเหลือมจำนวนมาก ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
นกพิราบ นกเป็ดน้ำ นกจักรพาก นกกาน้ำ นกต้อยตีวิด และนกสาลิกา อยู่ในที่ใกล้อาศรมนั้น ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
ต้นตาเสือ ต้นจงกลนี ต้นการะเกด ในที่ใกล้อาศรมนั้น มีดอกบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์ ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาป่า หมาใน เสือดาว เที่ยวสัญจรอยู่ในป่าใหญ่ ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๙๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๑๐. อุเทนเถราปทาน
ฤๅษีทั้งหลาย เพียบพร้อมด้วยชฎา และบริขาร นุ่งห่มหนังสัตว์ เที่ยวสัญจรอยู่ในป่าใหญ่ ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
บางพวกนุ่งห่มหนังสัตว์ มีปัญญารักษาตน มีความประพฤติสงบและบริโภคอาหารแต่น้อยเหล่านั้นทั้งหมด ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
ครั้งนั้น ฤๅษีทั้งหลายหาบบริขารเข้าไปสู่ป่า กินหัวมันและผลไม้อยู่ในอาศรม
ครั้งนั้น ฤๅษีเหล่านั้นไม่ต้องนำฟืนมา น้ำสำหรับล้างเท้าก็ไม่ต้องนำมา ด้วยอานุภาพแห่งฤๅษีทั้งปวง ฟืนและน้ำย่อมมาเอง
ฤๅษี ๘๔,๐๐๐ ตน ประชุมกันอยู่ในอาศรมนั้น ทั้งหมดนี้ เป็นผู้เข้าฌาน แสวงหาประโยชน์สูงสุด
ฤๅษีเหล่านั้นเป็นผู้มีตบะ ประพฤติพรหมจรรย์ ตักเตือนกันและกัน เป็นผู้แน่นแฟ้น เหาะไปในอากาศได้ทุกตนอยู่ในอาศรมในครั้งนั้น
ประชุมกันทุก ๕ วัน ไม่ระส่ำระสาย มีความประพฤติสงบ กราบไหว้กันและกันแล้ว จึงบ่ายหน้าหลีกไปตามทิศ (ที่ตนอยู่)
ครั้งนั้น พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงถึงความสำเร็จแห่งธรรมทั้งปวง พระองค์เสด็จอุบัติขึ้น กำจัดความมืดมนอนธการ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๐๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๑๐. อุเทนเถราปทาน
ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า มียักษ์ตนหนึ่ง ผู้มีฤทธิ์มาก ยักษ์ตนนั้นได้บอกข่าวพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่าปทุมุตตระ แก่ข้าพเจ้าว่า
พระพุทธเจ้าองค์นี้พระนามว่าปทุมุตตระ เป็นพระมหามุนี เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ท่านจงรีบไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเถิด ท่านผู้นิรทุกข์
ข้าพเจ้าได้ฟังคำของยักษ์แล้วก็มีจิตผ่องใสยิ่งนัก จึงปิดอาศรมแล้วออกจากป่าในขณะนั้น
เมื่อไฟกำลังไหม้ผ้าอยู่ ข้าพเจ้าออกจากอาศรม พักอยู่กลางทางคืนหนึ่งแล้ว เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำโดยวิเศษ
พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ทรงประกาศสัจจะ ๔ แสดงอมตบทอยู่
ข้าพเจ้าถือดอกปทุมซึ่งบานเต็มที่ เข้าเฝ้าพระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่แล้ว มีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี ถวายอภิวาทพระพุทธเจ้า
บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงเป็นผู้นำแล้วห่มหนังสัตว์เฉวียงบ่า สรรเสริญพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกว่า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีอาสวะ ประทับอยู่ที่นี้ด้วยพระญาณใด ข้าพระองค์จักสรรเสริญพระญาณนั้น ขอพระองค์จงสดับข้าพระองค์กราบทูล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๐๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๑๐. อุเทนเถราปทาน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตัดกระแสวัฏสงสารแล้ว ทรงช่วยสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้น สรรพสัตว์นั้นฟังธรรมของพระองค์แล้ว ย่อมข้ามพ้นกระแสตัณหาได้
ข้าแต่พระองค์ผู้สูงสุดแห่งเทวดา และมนุษย์ พระองค์เป็นพระศาสดา เป็นธงชัย เป็นหลัก เป็นจุดมุ่งหมาย เป็นที่พึ่ง และเป็นประทีปของสัตว์ทั้งหลาย
คณาจารย์ผู้นำหมู่ประมาณเท่าใด ที่ถูกกล่าวถึงในโลก พระองค์เป็นสัพพัญญูผู้เลิศกว่าคณาจารย์เหล่านั้น คณาจารย์เหล่านั้นนับว่าอยู่ในคำสอนของพระองค์
พระองค์ผู้สัพพัญญูทรงช่วยหมู่ชนจำนวนมาก ให้ข้ามพ้น(จากวัฏสงสาร) ด้วยพระญาณของพระองค์ หมู่ชนอาศัยการได้เฝ้าพระองค์แล้ว จักทำที่สุดทุกข์ได้
ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ คันธชาติเหล่าใดเหล่าหนึ่งหอมฟุ้งไปในโลก ข้าแต่พระมหามุนีผู้เป็นนาบุญ กลิ่นหอมที่จะเสมอด้วยกลิ่นหอมของพระองค์ไม่มี
ข้าแต่พระมหามุนีผู้มีพระจักษุ ขอพระองค์ทรงเปลื้อง กำเนิดดิรัจฉานและนรกเถิด พระองค์ทรงแสดงบทที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ สงบระงับ
พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๐๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๑๐. อุเทนเถราปทาน ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
เราจักพยากรณ์ผู้ที่เลื่อมใสได้บูชาญาณของเรา ด้วยมือของตน เธอทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด
ผู้นั้นจักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๓๐,๐๐๐ กัป และจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ
ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ลาภอย่างดีแล้ว ข้าพเจ้าให้พระพุทธเจ้าผู้มีวัตรงามทรงพอพระทัย กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระอุเทนเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้อุเทนเถราปทานที่ ๑๐ จบ เมตเตยยวรรคที่ ๔๑ จบบริบูรณ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๐๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] รวมอปทานที่มีในวรรค รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ติสสเมตเตยยเถราปทาน ๒. ปุณณกเถราปทาน ๓. เมตตคูเถราปทาน ๔. โธตกเถราปทาน ๕. อุปสีวเถราปทาน ๖. นันทกเถราปทาน ๗. เหมกเถราปทาน ๘. โตเทยยเถราปทาน ๙. ชตุกัณณิกเถราปทาน ๑๐. อุเทนเถราปทาน และในวรรคนี้มีคาถา ๓๙๓ คาถา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๐๔}
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๒ สุตตันตปิฎกที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔๑๐. อรรถกถาอุเทนเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระอุเทนเถระมีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺสาวิทูเร ดังนี้
ในเรื่องนั้น ท่านได้บวชเป็นพระดาบส อาศัยภูเขาปทุมใกล้ป่าหิมวันต์อยู่ ได้ถือเอาดอกปทุมมาบูชาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้เป็นความแปลกกันแล.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวงมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาอุเทนเถราปทาน จบอรรถกถาเมตเตยยวรรคที่ ๔๑ -----------------------------------------------------
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ติสสเมตเตยยเถราปทาน
๒. ปุณณกเถราปทาน
๓. เมตตคูเถราปทาน
๔. โธตกเถราปทาน
๕. อุปสีวเถราปทาน
๖. นันทกเถราปทาน
๗. เหมกเถราปทาน
๘. โตเทยยเถราปทาน
๙. ชตุกัณณิกเถราปทาน
๑๐. อุเทนเถราปทาน
และในวรรคนี้มีคาถา ๓๘๓ คาถา. จบเมตเตยยวรรคที่ ๔๑ -----------------------------------------------------