๔. เบญจสีลสมาทานนิยเถราปทาน (๒๔)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
จตุตฺถํ ปญฺจสีลสมาทานิยตฺเถราปทานํ (๒๔)
๒๖|๒๖.๑๓๖| นคเร จนฺทวติยา ภติโก อาสิหํ ตทา ปรกมฺมายเน ยุตฺโต ปพฺพชฺชํ น ลภามหํ ฯ |๒๖.๑๓๗| มหนฺธการปิหิตา ติวิธคฺคีหิ ทยฺหเร เกน นุ โข อุปาเยน วิสํยุตฺโต ภเว อหํ ฯ |๒๖.๑๓๘| เทยฺยธมฺโม จ เม นตฺถิ วราโก ภติโก อหํ ยนฺนูนาหํ ปญฺจสีลํ รกฺเขยฺยํ ปริปูรยํ ฯ |๒๖.๑๓๙| อโนมทสฺสิสฺส มุนิโน นิสโภ นาม สาวโก ตมหํ อุปสงฺกมฺม ปญฺจสิกฺขาปทคฺคหึ ฯ |๒๖.๑๔๐| วสฺสสตสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ตาวเท ตาวตา ปญฺจสีลานิ ปริปุณฺณานิ โคปยึ ฯ |๒๖.๑๔๑| มจฺจุกาเล จ สมฺปตฺเต เทวา อสฺสาสยนฺติ มํ รโถ สหสฺสยุตฺโต เต มาริสายํ อุปฏฺฐิโต ฯ |๒๖.๑๔๒| วตฺตเต จริเม จิตฺเต มมํ สีลํ อนุสฺสรึ เตน กมฺเมน สุกเตน ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ |๒๖.๑๔๓| ตึสกฺขตฺตุญฺจ เทวินฺโท เทวรชฺชมการยึ ทิพฺพสุขํ อนุภวึ อจฺฉราหิ ปุรกฺขโต ฯ |๒๖.๑๔๔| ปญฺจสตฺตติกฺขตฺตุญฺจ จกฺกวตฺติ อโหสหํ ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ |๒๖.๑๔๕| เทวโลกา จวิตฺวาน สุกฺกมูเลน โจทิโต ปุเร เวสาลิยํ ชาโต มหาสาเล สุอทฺธเก ฯ |๒๖.๑๔๖| วสฺสูปนายิเก กาเล ทิปฺปนฺเต ชินสาสเน มาตา จ เม ปิตา เจว ปญฺจสิกฺขาปทคฺคหุํ ฯ |๒๖.๑๔๗| สห สุตฺวานหํ สีลํ มม สีลํ อนุสฺสรึ เอกาสเน นิสีทิตฺวา อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ |๒๖.๑๔๘| ชาติยา ปญฺจวสฺเสน อรหตฺตํ อปาปุณึ อุปสมฺปาทยิ พุทฺโธ คุณมญฺญาย จกฺขุมา ฯ |๒๖.๑๔๙| ปริปุณฺณานิ โคเปตฺวา ปญฺจสิกฺขาปทานหํ อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป วินิปาตํ น คจฺฉหํ ฯ |๒๖.๑๕๐| โสหํ ยสํ อนุภวึ เตสํ สีลาน วาหสา กปฺปโกฏึ ปกิตฺเตนฺโต กิตฺตเย เอกเทสกํ ฯ |๒๖.๑๕๑| ปญฺจสีลานิ โคเปตฺวา ตโย เหตู ลภามหํ ทีฆายุโก มหาโภโค ติกฺขปญฺโญ ภวามิหํ ฯ |๒๖.๑๕๒| ปกิตฺเตนฺเต จ สพฺเพสํ อธิมตฺตญฺจ โปริสํ ภวาภเว สํสริตฺวา เอเต ฐาเน ลภามหํ ฯ |๒๖.๑๕๓| อปริเมยฺเยสุ สีเลสุ วตฺตนฺตา ชินสาวกา ภเวสุ ยทิ รชฺเชยฺยุํ วิปาโก กีทิโส ภเว ฯ |๒๖.๑๕๔| สุจิณฺณํ เม ปญฺจสีลํ ภตเกน ตปสฺสินา เตน สีเลนหํ อชฺช โมจยึ สพฺพพนฺธนา ฯ |๒๖.๑๕๕| อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป ปญฺจสีลานิ โคปยึ ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ปญฺจสีลานิทํ ผลํ ฯ |๒๖.๑๕๖| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ปญฺจสีลสมาทานิโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ปญฺจสีลสมาทานิยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. สุภูติวรรค] ๔. ปัญจสีลสมาทานิยเถราปทาน ๔. ปัญจสีลสมาทานิยเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระปัญจสีลสมาทานิยเถระ (พระปัญจสีลสมาทานิยเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นลูกจ้างอยู่ในกรุงจันทวดี มัวขวนขวายในการงานของผู้อื่น จึงไม่ได้บวช
(ข้าพเจ้าคิดว่า) มวลมนุษย์ถูกความมืดมนอนธการปิดบังไว้แล้ว ถูกไฟ ๓ กองแผดเผาอยู่ เราจะพรากจากไปได้ด้วยอุบายอย่างไรหนอ
ไทยธรรม ของเราก็ไม่มี เราช่างเป็นคนน่าสงสาร เป็นลูกจ้างอยู่ ทางที่ดี เราพึงรักษาศีล ๕ ให้บริบูรณ์
ข้าพเจ้าจึงเข้าไปหาภิกษุชื่อว่านิสภะ ผู้เป็นสาวกของพระมุนีพระนามว่าอโนมทัสสี แล้วรับสิกขาบท ๕ ข้อ
ครั้งนั้น หมู่สัตว์มีอายุประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ปี ข้าพเจ้าได้รักษาศีล ๕ ให้บริบูรณ์ตลอดระยะเวลาเท่านั้น
เมื่อเวลาใกล้ตายมาถึงเข้า เหล่าเทวดาย่อมให้ข้าพเจ้าดีใจว่า ท่านผู้นิรทุกข์ รถเทียมม้า ๑,๐๐๐ ตัวคันนี้ปรากฏแล้วเพื่อท่าน
เมื่อจิตดวงสุดท้ายยังเป็นไปอยู่ ข้าพเจ้าหวนระลึกถึงศีลของตนเอง @เชิงอรรถ : @ ไฟ ๓ กอง ในที่นี้หมายถึงไฟในนรก ไฟในเปรตวิสัย และ ไฟในวัฏสงสาร (ขุ.อป.อ. ๒/๑๓๕/๔๘)@ ไทยธรรม หมายถึงวัตถุที่ควรให้มีข้าวและน้ำเป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๒/๑๓๖/๔๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๓๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. สุภูติวรรค] ๔. ปัญจสีลสมาทานิยเถราปทาน ด้วยกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ข้าพเจ้าจึงได้ไปเกิดยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
และข้าพเจ้าได้เป็นจอมเทพ ครองเทวสมบัติถึง ๓๐ ชาติ มีเหล่านางเทพอัปสรห้อมล้อม ได้เสวยทิพยสุข
อนึ่ง ข้าพเจ้าได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ชาติ ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน
ข้าพเจ้าถูกกุศลมูลตักเตือนแล้วได้จุติจากเทวโลก มาเกิดในตระกูลพราหมณมหาศาลมั่งคั่งที่สุดในกรุงเวสาลี
เมื่อศาสนาของพระชินเจ้ายังรุ่งเรืองอยู่ มารดาและบิดาของข้าพเจ้าได้รับสิกขาบท ๕ ข้อ ในเวลาใกล้เข้าพรรษา
ข้าพเจ้าร่วมรับศีลกับมารดาและบิดา หวนระลึกถึงศีลของตนเอง นั่งบนอาสนะเดียว ได้บรรลุอรหัตตผลแล้ว
ข้าพเจ้ามีอายุ ๕ ขวบ ก็ได้บรรลุอรหัตตผล พระพุทธเจ้าผู้ทรงมีพระจักษุ ทรงทราบคุณสมบัติของข้าพเจ้าแล้ว ได้ประทานอุปสมบทให้
ในกัปที่นับมิได้ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้ารักษาสิกขาบท ๕ ข้อให้บริบูรณ์แล้ว จึงไม่ตกวินิบาตนรกเลย
ข้าพเจ้านั้นได้เสวยยศเพราะอานุภาพแห่งศีลเหล่านั้น ข้าพเจ้าเมื่อจะประกาศผลของศีล ตลอดทั้งโกฏิกัปก็คงจะประกาศได้เพียงส่วนเดียวเท่านั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๔๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. สุภูติวรรค] ๔. ปัญจสีลสมาทานิยเถราปทาน
ข้าพเจ้ารักษาศีล ๕ แล้ว ย่อมได้เหตุ ๓ ประการ คือเป็นผู้มีอายุยืน มีโภคสมบัติมาก และมีปัญญาเฉียบแหลม
เมื่อข้าพเจ้าท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ ประกาศคุณของศีลทั้งปวง และความเพียรเยี่ยงบุรุษที่มีประมาณยิ่ง ข้าพเจ้าจึงได้ฐานะเหล่านี้
สาวกของพระชินเจ้า ประพฤติอยู่ในศีลมีอานิสงส์นับมิได้ ถ้าจะพึงยินดีในภพ พึงมีผลเช่นไร
ศีล ๕ ข้าพเจ้าผู้เป็นลูกจ้าง มีความเพียรบำเพ็ญดีแล้ว ข้าพเจ้าจึงพ้นจากเครื่องผูกทั้งปวงได้ในวันนี้เพราะศีลนั้น
ในกัปที่นับมิได้ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้ารักษาศีล ๕ แล้ว จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลของศีล ๕
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระปัญจสีลสมาทานิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ปัญจสีลสมาทานิยเถราปทานที่ ๔ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๔๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒๔. อรรถกถาปัญจสีลสมาทานนิยเถราปทาน
อปทานแห่งท่านพระปัญจสีลสมาทานนิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า นคเร จนฺทวติยา ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี บังเกิดในตระกูลหนึ่ง เป็นคนขัดสนตามสมควรแก่กุศลกรรมที่ตนทำไว้ในภพก่อน จึงมีข้าวน้ำและโภชนะน้อย ทำการรับจ้างคนเหล่าอื่นเลี้ยงชีพ รู้ถึงโทษในสงสาร แม้ประสงค์จะบวชก็มิได้บวช สมาทานศีล ๕ ในสำนักของท่านนิสภเถระ สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี. รักษาศีลตลอดแสนปี เพราะตนเกิดในกาลมีอายุยืน.
ด้วยกรรมนั้น ท่านจึงท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลมหาศาลในกรุงสาวัตถี. เห็นมารดาบิดาสมาทานศีล ระลึกถึงศีลของตน เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต บวชแล้ว.
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทานด้วยอำนาจอุทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า นคเร จนฺทวติยา ดังนี้.
บทว่า ภตโก อาสหํ ตทา ความว่า ในกาลนั้น คือในกาลที่เราบำเพ็ญบุญ เราเป็นคนรับจ้างคือเป็นผู้กระทำการงานเพื่อค่าจ้าง.
บทว่า ปรกมฺมายเน ยุตฺโต ความว่า เราประกอบแล้วคือกระทำแล้วซึ่งการทำการงานของผู้อื่นเพื่อค่าจ้าง จึงไม่ได้บวชเพื่อประโยชน์แก่การหลุดพ้นจากสงสาร เพราะไม่มีโอกาส.
บทว่า มหนฺธการปิหิตา ความว่า ผู้อันความมืดคือกิเลสใหญ่ปิดกั้นไว้.
บทว่า ติวิธคฺคีหิ ฑยฺหเร ความว่า อันไฟ ๓ กองกล่าวคือไฟคือนรก ไฟคือเปรต ไฟคือสงสาร หมกไหม้อยู่.
อธิบายว่า เราพึงเป็นผู้ปลีกตนออกไปด้วยอุบายนั้น คือด้วยเหตุนั้น.
อธิบายว่า ไทยธรรม คือวัตถุที่ควรจะพึงให้มีข้าวและน้ำเป็นต้นของเราไม่มี เพราะไม่มีข้าวและน้ำเป็นต้นนั้น เราจึงเป็นคนกำพร้าทุกข์ยาก ต้องทำการรับจ้างเลี้ยงชีพ.
คำว่า ยนฺนูนาหํ ปญฺจสีลํ รกฺเขยฺยํ ปริปูรยํ ความว่า เราพึงสมาทานศีล ๕ ให้บริบูรณ์. ถ้ากระไรแล้ว เราพึงรักษาคือคุ้มครองให้ดี เจริญงาม.
บทว่า สฺวาหํ ยสมนุภวึ ความว่า เรานั้นเสวยยศใหญ่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเนืองๆ ด้วยอานุภาพแห่งศีลเหล่านั้น.
อธิบายว่า การยกย่องผลของศีลเหล่านั้นแม้สิ้นโกฏิกัป พึงประกาศทำให้ปรากฏเพียงส่วนเดียวเท่านั้น.
คำที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาปัญจสีลสมาทานิยเถราปทาน -----------------------------------------------------