อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี (อักษรไทย) · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๓๙๓

๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๓๙๑)

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๙๓พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 207 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

จตฺตาฬีโส ปิลินฺทวคฺโค ปฐมํ ปิลินฺทวจฺฉตฺเถราปทานํ (๓๙๑)

|๓๙๓.๑| นคเร หํสวติยา อาสึ โทวาริโก อหํ อกฺโขพฺภํ อมิตํ โภคํ ฆเร สนฺนิจิตํ มม ฯ |๓๙๓.๒| รโหคโต นิสีทิตฺวา ปหํสิตฺวาน มานสํ นิสชฺช ปาสาทวเร เอวํ จินฺเตสหํ ตทา ฯ |๓๙๓.๓| พหู เมว คตา โภคา ผีตํ อนฺเตปุรํ มม ราชาปิ มํ นิมนฺเตสิ อานนฺโท ปฐวิสฺสโร ฯ |๓๙๓.๔| อยญฺจ พุทฺโธ อุปฺปนฺโน อธิจฺจุปฺปตฺติโก มุนิ สํวิชฺชนฺติ จ เม โภคา ทานํ ทสฺสามิ สตฺถุโน ฯ |๓๙๓.๕| ปทุเมน ราชปุตฺเตน ทินฺนํ ทานวรํ ชิเน หตฺถินาเค จ ปลฺลงฺเก อปสฺเสนํ จนปฺปกํ ฯ |๓๙๓.๖| อหํปิ ทานํ ทสฺสามิ สงฺเฆ คณวรุตฺตเม อทินฺนปุพฺพํ ทานวรํ ภวิสฺสํ อาทิกมฺมิโก ฯ |๓๙๓.๗| จินฺเตตฺวาหํ พหุวิธํ ยาเค ยสฺส สุขํ ผลํ ปริกฺขารทานมทฺทกฺขึ มม สงฺกปฺปปูรณํ ฯ |๓๙๓.๘| ปริกฺขารานิ ทสฺสามิ สงฺเฆ คณวรุตฺตเม อทินฺนปุพฺพมญฺเญสํ ภวิสฺสํ อาทิกมฺมิโก ฯ |๓๙๓.๙| นฬกาเร อุปาคมฺม ฉตฺตํ กาเรสิ ตาวเท ฉตฺตสตสหสฺสานิ เอกโต สนฺนิปาตยึ ฯ |๓๙๓.๑๐| ทุสฺสสตหสฺสานิ เอกโต สนฺนิปาตยึ ปตฺตสตสหสฺสานิ เอกโต สนฺนิปาตยึ ฯ |๓๙๓.๑๑| วาสิโย สตฺถเก จาปิ สูจิโย นขเฉทเน เหฏฺฐา ฉตฺเต ฐปาเปสึ กาเรตฺวา ตทนุจฺฉเว ฯ |๓๙๓.๑๒| วิธูปเน ตาลปณฺเณ โมรหตฺเถ จ จามเร ปริสฺสาวเน เตลธาเร การยึ ตทนุจฺฉเว ฯ |๓๙๓.๑๓| สูจิฆเร อํสวทฺเธ อโถปิ กายพนฺธเน อาธารเก จ สุกเต การยึ ตทนุจฺฉเว ฯ |๓๙๓.๑๔| ปริโภคภาชเน จ อโถปิ โลหถาลเก เภสชฺเช ปูรยิตฺวาน เหฏฺฐาฉตฺเต ฐเปสหํ ฯ |๓๙๓.๑๕| วจํ อุสีรํ ลฏฺฐิมธุํ ปิปฺผลิมริจานิ จ หรีตกึ สิงฺคิเวรํ สพฺเพ ปูเรสิ ภาชเน ฯ |๓๙๓.๑๖| อุปาหนา ปาทุกาโย อโถ อุทกปุญฺฉเน กตฺตรทณฺเฑ สุกเต การยึ ตทนุจฺฉเว ฯ |๓๙๓.๑๗| โอสถํ อญฺชนาปิจ สลากา ธมฺมกุตฺตรา กุญฺจิกา ปญฺจวณฺเณหิ สิพฺพิเต กุญฺจิกาฆเร ฯ |๓๙๓.๑๘| อาโยเค ธูมเนตฺเต จ อโถปิ ทีปธารเก ตุมฺพเก จ กรณฺเฑ จ การยึ ตทนุจฺฉเว ฯ |๓๙๓.๑๙| สณฺฑาเส ปิปฺผเล เจว อโถปิ มลหาริโน เภสชฺชถวิเก เจว การยึ ตทนุจฺฉเว ฯ |๓๙๓.๒๐| อาสนฺทิโย ปีฐเก จ ปลฺลงฺเก จตุโรมเย ตทนุจฺฉเว กาเรตฺวา เหฏฺฐาฉตฺเต ฐเปสหํ ฯ |๓๙๓.๒๑| อุณฺณาภิสึ ตุลภิสึ อโถปิ ปีฐกาภิสึ พิพฺโพหเน จ สุกเต การยึ ตทนุจฺฉเว ฯ |๓๙๓.๒๒| กุรุวินฺเท มธุสิตฺเถ เตลหตฺถปตาปกํ สิเวฏิผลกํ สุจึ มญฺจํ อตฺถรเณน จ ฯ |๓๙๓.๒๓| เสนาสเน ปาทปุญฺเฉ สยนาสนฑณฺฑเก ทนฺตโปเณ จ กถลึ สีสเลปนคนฺธเก ฯ |๓๙๓.๒๔| อรณึ ผลปีเฐ จ ปตฺตปิธานถาลเก อุทกสฺส กฏจฺฉุญฺจ จุณฺณกํ รชนมฺพณํ ฯ |๓๙๓.๒๕| สมฺมุญฺชนํ อุทวตฺถํ ตถา วสฺสิกสาฏกํ นิสีทนํ กณฺฑุจฺฉาทึ อถ อนฺตรวาสกํ ฯ |๓๙๓.๒๖| อุตฺตราสงฺคสงฺฆาฏึ นตฺถุกํ มุขโสธนํ พิลงฺคโลณภูตญฺจ มธุํ จ ทธิปานกํ ฯ |๓๙๓.๒๗| ปุปฺผสิตฺถํ ปิโลติญฺจ มุขปุญฺฉนสุตฺตกํ ทาตพฺพํ นาม ยํ อตฺถิ ยญฺจ กปฺปติ สตฺถุโน ฯ |๓๙๓.๒๘| สพฺพเมตํ สมาเนตฺวา อานนฺทํ อุปสงฺกมึ อุปสงฺกมฺม ราชานํ ชเนตารํ มหายสํ ฯ |๓๙๓.๒๙| สิรสา อภิวาเทตฺวา อิทํ วจนมพฺรวึ เอกโต ชาติสํวฑฺฒา อุภินฺนํ เอกโต ยโส ฯ |๓๙๓.๓๐| สาธารณา สุเข ทุกฺเข อุโภ จ อนุวตฺตกา อตฺถิ เจตสิกํ ทุกฺขํ ตวาเธยฺยํ อรินฺทม ฯ |๓๙๓.๓๑| ยทิ สกฺโกสิ ตํ ทุกฺขํ วิโนเทยฺยาสิ ขตฺติย ตว ทุกฺขํ มม ทุกฺขํ อภินฺนํ เอกโต มนํ ฯ |๓๙๓.๓๒| นิฏฺฐิตนฺติ วิชานาสิ ตํ โมเจยฺย สเจ ตุวํ ชานาหิ โข มหาราช ทุกฺขํ เม ทุพฺพิโนทยํ ฯ |๓๙๓.๓๓| พหุํ สมาโน คชฺชสฺสุ เอตนฺเต ทุจฺจชํ ธนํ ยาวตา วิชิเต อตฺถิ ยาวตา มม ชีวิตํ ฯ |๓๙๓.๓๔| เอเตหิ ยทิ เต อตฺโถ ทสฺสามิ อวิกมฺปิโต คชฺชิตํ โข ตยา เทว มิจฺฉา ตํ พหุคชฺชิตํ ฯ |๓๙๓.๓๕| ชานิสฺสามิ ตุวํ อชฺช สพฺพธมฺเม ปติฏฺฐิตํ อติพาฬฺหํ นิปีเฬสิ ททมานสฺส เม สโต ฯ |๓๙๓.๓๖| กินฺเต สลฺลปิเตนตฺโถ ปตฺถิตํ เต กเถหิ เม อิจฺฉามหํ มหาราช พุทฺธเสฏฺฐํ อนุตฺตรํ ฯ |๓๙๓.๓๗| โภชยิสฺสามิ สมฺพุทฺธํ วชฺชํ เม มาหุ ชีวิตํ อญฺญํ เตหํ วรํ ทมฺมิ อยาจิโต ตถาคโต ฯ |๓๙๓.๓๘| อเทยฺโย กสฺสจิ พุทฺโธ มณิ โชติรโส ยถา นนุ เต คชฺชิตํ เทว ยาว ชีวิตมตฺถิกํ ฯ |๓๙๓.๓๙| ชีวิตํ ททมาเนน ยุตฺตํ ทาตุํ ตถาคตํ ฐปนีโย มหาวีโร อเทยฺโย กสฺสจิ ชิโน ฯ |๓๙๓.๔๐| น เม ปฏิสฺสุโต พุทฺโธ วรสฺสุ อมิตํ ธนํ วินิจฺฉยํ ปาปุณามิ ปุจฺฉิสฺสามิ วินิจฺฉเย ฯ |๓๙๓.๔๑| ยถา สณฺหํ กเถสฺสนฺติ ปฏิปุจฺฉาม ตํ ตถา รญฺโญ หตฺเถ คเหตฺวาน อคมาสึ วินิจฺฉยํ ฯ |๓๙๓.๔๒| ปุรโต อกฺขทสฺสานํ อิทํ วจนมพฺรวึ สุณนฺตุ เม อกฺขทสฺสา ราชา วรํ อทาสิ เม ฯ |๓๙๓.๔๓| น กิญฺจิ ฐปยิตฺวาน ชีวิตํปิ ปวารยึ ตสฺส เม วรทินฺนสฺส พุทฺธเสฏฺฐํ วรึ อหํ ฯ |๓๙๓.๔๔| สุทินฺโน โหติ เม พุทฺโธ ฉินฺทถ สํสยํ มม สุสฺสาม ตว วจนํ ภูมิปาลสฺส ราชิโน ฯ |๓๙๓.๔๕| อุภินฺนํ วจนํ สุตฺวา ฉินฺทิสฺสาเมตฺถ สํสยํ สพฺพํ เทว ตยา ทินฺนํ อิมสฺส สพฺพคาหิตํ ฯ |๓๙๓.๔๖| น กิญฺจิ ฐปยิตฺวาน ชีวิตํปิ ปวารยึ กิจฺฉปฺปตฺโตว หุตฺวาน ยาวชีวมนุตฺตรํ ฯ |๓๙๓.๔๗| อิมํ สุทุกฺขิตํ ญตฺวา อทาสึ สพฺพคาหิตํ ปราชโย ตุวํ เทว อสฺส เทยฺโย ตถาคโต ฯ |๓๙๓.๔๘| อุภินฺนํ สํสโย ฉินฺโน ยถา สณฺฐมฺหิ ติฏฺฐถ ราชา ตตฺเถว ฐตฺวาน อกฺขทสฺเสตทพฺรวิ ฯ |๓๙๓.๔๙| สมฺมา มยฺหํปิ เทยฺยาถ ปุน พุทฺธํ ลภามหํ ปูเรตฺวา ตว สงฺกปฺปํ โภชยิตฺวา ตถาคตํ ฯ |๓๙๓.๕๐| ปุน เทยฺยาสิ สมฺพุทฺธํ อานนฺทสฺส ยสสฺสิโน อกฺขทสฺเสภิวาเทตฺวา อานนฺทมปิ ขตฺติยํ ฯ |๓๙๓.๕๑| ตุฏฺโฐ ปมุทิโต หุตฺวา สมฺพุทฺธํ อุปสงฺกมึ อุปสงฺกมฺม สมฺพุทฺธํ โอฆติณฺณํ อนาสวํ ฯ |๓๙๓.๕๒| สิรสา อภิวาเทตฺวา อิทํ วจนมพฺรวึ วสีสตสหสฺเสหิ อธิวาเสหิ จกฺขุมา ฯ |๓๙๓.๕๓| หาสยนฺโต มม จิตฺตํ นิเวสนมุเปหิ เม ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห ฯ |๓๙๓.๕๔| มม สงฺกปฺปมญฺญาย อธิวาเสสิ จกฺขุมา อธิวาสนมญฺญาย อภิวาทิย สตฺถุโน ฯ |๓๙๓.๕๕| หฏฺโฐ อุทคฺคจิตฺโตหํ นิเวสนมุปาคมึ มิตฺตามจฺเจ สมาเนตฺวา อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ |๓๙๓.๕๖| สุทุลฺลโภ มยา ลทฺโธ มณิ โชติรโส ยถา เกน ตํ ปูชยิสฺสามิ อปฺปเมยฺโย อนูปโม ฯ |๓๙๓.๕๗| อตุโล อสโม ธีโร ชิโน อปฺปฏิปุคฺคโล ตถาสมสโม เจว อทุติโย นราสโภ ฯ |๓๙๓.๕๘| ทุกฺกรํ อธิการํ หิ พุทฺธานุจฺฉวิกํ มยา นานาปุปฺเผ สมาเนตฺวา กโรม ปุปฺผมณฺฑปํ ฯ |๓๙๓.๕๙| พุทฺธานุจฺฉวิกํ เอตํ สพฺพปูชา ภวิสฺสติ อุปฺปลํ ปทุมํ วาปิ วสฺสิกํ อธิมุตฺตกํ ฯ |๓๙๓.๖๐| จมฺปกํ นาคปุปฺผญฺจ มณฺฑปํ การยึ อหํ สตาสนสหสฺสานิ ฉตฺตฉายาย ปญฺญปึ ฯ |๓๙๓.๖๑| ปจฺฉิมํ อาสนํ มยฺหํ อธิกํ สตมคฺฆติ สตาสนสหสฺสานิ ฉตฺตฉายาย ปญฺญปึ ฯ |๓๙๓.๖๒| ปฏิยาเทตฺวา อนฺนปานํ กาลํ อาโรจยึ อหํ อาโรจิตมฺหิ กาลมฺหิ ปทุมุตฺตโร มหามุนิ ฯ |๓๙๓.๖๓| วสีสตสหสฺเสหิ นิเวสนมุเปสิ เม ธาเรนฺตํ อุปริจฺฉตฺตํ สุผุลฺลปุปฺผมณฺฑเป ฯ |๓๙๓.๖๔| วสีสตสหสฺเสหิ นิสีทิ ปุริสุตฺตโม ฉตฺตสตสหสฺสานิ สตสหสฺสมาสนํ ฯ |๓๙๓.๖๕| กปฺปิยํ อนวชฺชญฺจ ปฏิคฺคณฺหาหิ จกฺขุมา ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห ฯ |๓๙๓.๖๖| มมํ ตาเรตุกาโม โส สมฺปฏิจฺฉิ มหามุนิ ภิกฺขุโน เอกเมกสฺส ปจฺเจกํ ปตฺตทาสหํ ฯ |๓๙๓.๖๗| ชหึสุ สมฺภตํ ปตฺตํ โลหปตฺตํ อธารยุํ สตฺตรตฺตินฺทิวํ พุทฺโธ นิสีทิ ปุปฺผมณฺฑเป ฯ |๓๙๓.๖๘| โพธยนฺโต พหู สตฺเต ธมฺมจกฺกํ ปวตฺตยิ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺเตนฺโต เหฏฺฐโต ปุปฺผมณฺฑเป ฯ |๓๙๓.๖๙| จุลฺลาสีติสหสฺสานํ ธมฺมาภิสมโย อหุ สตฺตเม ทิวเส ปตฺเต ปทุมุตฺตโร มหามุนิ ฯ |๓๙๓.๗๐| ฉตฺตฉายาย นิสินฺโน อิมา คาถา อภาสถ อนูนกํ ทานวรํ โย เม ปาทาสิ มาณโว ฯ |๓๙๓.๗๑| ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต หตฺถี อสฺสา รถา ปตฺตี เสนา จ จตุรงฺคินี ฯ |๓๙๓.๗๒| ปริวาเรสฺสนฺติ ตํ นิจฺจํ สพฺพทานสฺสิทํ ผลํ หตฺถิยานํ อสฺสยานํ สิวิกํ สนฺทมานิกํ ฯ |๓๙๓.๗๓| อุปฏฺฐิสฺสนฺติ ตํ นิจฺจํ สพฺพทานสฺสิทํ ผลํ สฏฺฐี รถสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิตา ฯ |๓๙๓.๗๔| ปริวาเรสฺสนฺติ ตํ นิจฺจํ สพฺพทานสฺสิทํ ผลํ สฏฺฐี ตุริยสหสฺสานิ เภริโย สมลงฺกตา ฯ |๓๙๓.๗๕| วชฺชยิสฺสนฺติ ตํ นิจฺจํ สพฺพทานสฺสิทํ ผลํ ฉฬาสีติสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา ฯ |๓๙๓.๗๖| วิจิตฺตวตฺถาภรณา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา อาฬารมุขา หสุลา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา ฯ |๓๙๓.๗๗| ปริวาเรสฺสนฺติ ตํ นิจฺจํ สพฺพทานสฺสิทํ ผลํ ตึสกปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสติ ฯ |๓๙๓.๗๘| สหสฺสกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ กริสฺสติ สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๓.๗๙| ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ เทวโลเก วสนฺตสฺส ปุญฺญกมฺมสมงฺคิโน ฯ |๓๙๓.๘๐| เทวโลกานุปริยนฺเต รตนฉตฺตํ ธริสฺสติ อิจฺฉิสฺสติ ยทา วายํ ฉทนํ ทุสฺสปุปฺผชํ ฯ |๓๙๓.๘๑| อิมสฺส จิตฺตมญฺญาย นิวทฺธํ ฉาทยิสฺสติ เทวโลกา จวิตฺวาน สุกฺกมูเลน โจทิโต ฯ |๓๙๓.๘๒| ปุญฺญกมฺเมน สํยุตฺโต พฺรหฺมพนฺธุ ภวิสฺสติ กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว ฯ |๓๙๓.๘๓| โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ สพฺพเมตํ อภิญฺญาย โคตโม สกฺยปุงฺคโว ฯ |๓๙๓.๘๔| ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา เอตทคฺเค ฐเปสฺสติ ปิลินฺทวจฺโฉ นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก ฯ |๓๙๓.๘๕| เทวานํ อสุรานญฺจ คนฺธพฺพานญฺจ สกฺกโต ภิกฺขูนํ ภิกฺขุนีนญฺจ คิหีนญฺจ ตเถว โส ฯ |๓๙๓.๘๖| ปิโย หุตฺวาน สพฺเพสํ วิหริสฺสตินาสโว สตสหสฺเส กตํ กมฺมํ ผลํ ทสฺเสสิ เม อิธ ฯ |๓๙๓.๘๗| สุมุตฺโต สรเวโคว กิเลเส ฌาปยึ อหํ อโห เม สุกตํ กมฺมํ ปุญฺญกฺเขตฺเต อนุตฺตเร ฯ |๓๙๓.๘๘| ยตฺถ การํ กริตฺวาน ปตฺโตสฺมิ อจลํ ปทํ อนูนกํ ทานวรํ อทาสิ โย หิ มาณโว ฯ |๓๙๓.๘๙| อาทิปุพฺพงฺคโม อาสิ ตสฺส ทานสฺสิทํ ผลํ ฉตฺเต สุคเต ทตฺวาน สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฯ |๓๙๓.๙๐| อฏฺฐานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม สีตํ อุณฺหํ น ชานามิ รโชชลฺลํ น ลิมฺปติ ฯ |๓๙๓.๙๑| อนุปทฺทโว อนีติ จ โหมิ อปจิโต สทา สุขุมจฺฉวิโก โหมิ วิสทํ โหมิ มานสํ ฯ |๓๙๓.๙๒| ฉตฺตสตสหสฺสานิ ภเว สํสรโต มม สพฺพาลงฺการยุตฺตานิ ตสฺส กมฺมสฺส วาหสา ฯ |๓๙๓.๙๓| อิมํ ชาตึ ฐเปตฺวาน มตฺถเก ธารยนฺติ เม ตสฺมา อิมาย ชาติยา นตฺถิ เม ฉตฺตธารณา ฯ |๓๙๓.๙๔| มม สพฺพํ กตํ กมฺมํ วิมุตฺติฉตฺตปตฺติยา ทุสฺสานิ สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฯ |๓๙๓.๙๕| อฏฺฐานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม สุวณฺณวณฺโณ วิรโช สปฺปภาโส ปตาปวา ฯ |๓๙๓.๙๖| สินิทฺธํ โหติ เม คตฺตํ ภเว สํสรโต มม ทุสฺสสตสหสฺสานิ เสตา ปีตา จ โลหิตา ฯ |๓๙๓.๙๗| ธาเรนฺติ มตฺถเก มยฺหํ ทุสฺสทานสฺสิทํ ผลํ โกเสยฺยกมฺพลิยานิ โขมกปฺปาสิกานิ จ ฯ |๓๙๓.๙๘| สพฺพตฺถ ปฏิลภามิ เตสํ นิสฺสนฺทโต อหํ ปตฺเต จ สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฯ |๓๙๓.๙๙| ทสานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม สุวณฺณถาเล มณิถาเล รชเตปิจ ถาลเก ฯ |๓๙๓.๑๐๐| โลหิตงฺกมเย ถาเล ปริภุญฺชามิ สพฺพทา อนุปทฺทโว อนีติ จ โหมิ อปจิโต สทา ฯ |๓๙๓.๑๐๑| ลาภี อนฺนสฺส ปานสฺส วตฺถสฺส สยนสฺส จ น วินสฺสนฺติ เม โภคา ฐิตจิตฺโต ภวามหํ ฯ |๓๙๓.๑๐๒| ธมฺมกาโม สทา โหมิ อปฺปเกฺลโส อนาสโว เทวโลเก มนุสฺเส วา อนุพนฺธา อิเม คุณา ฯ |๓๙๓.๑๐๓| ฉายา ยถาปิ รูปสฺส สพฺพตฺถ น ชหนฺติ มํ จิตฺตพนฺธนสมฺพทฺธา สุกตา วาสิโย พหู ฯ |๓๙๓.๑๐๔| ทตฺวาน พุทฺธเสฏฺฐสฺส สงฺฆสฺส จ ตเถวหํ อฏฺฐานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๐๕| สูโร โหมิ วิสารี จ เวสารชฺเชสุ ปารมี ธิติวิริยวา โหมิ ปคฺคหิตมโน สทา ฯ |๓๙๓.๑๐๖| กิเลสจฺเฉทนํ ญาณํ สุขุมํ อตุลํ สุจึ สพฺพตฺถ ปฏิลภามิ ตสฺส นิสฺสนฺทโต มม ฯ |๓๙๓.๑๐๗| อกกฺกเส อผรุเส อโธเต สตฺถเก พหู ปสนฺนจิตฺโต ทตฺวาน พุทฺเธ สงฺเฆ ตเถว จ ฯ |๓๙๓.๑๐๘| ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม กลฺยาณมิตฺตํ วิริยํ ขนฺติญฺจ เมตฺติสตฺถกํ ฯ |๓๙๓.๑๐๙| ตณฺหาสลฺลสฺส ฉินฺนตฺตา ปญฺญาสตฺถํ อนุตฺตรํ วชิเรน สมํ ญาณํ เตสํ นิสฺสนฺทโต ลเภ ฯ |๓๙๓.๑๑๐| สูจิโย สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๑๑| นมสฺสิโย กงฺขจฺเฉโท อภิรูโป จ โภควา ติกฺขปญฺโญ สทา โหมิ สํสรนฺโต ภวาภเว ฯ |๓๙๓.๑๑๒| คมฺภีรํ นิปุณํ ฐานํ อตฺถํ ญาเณน ปสฺสยึ วชิรคฺคสมํ ญาณํ โหติ เม ตมฆาตนํ ฯ |๓๙๓.๑๑๓| นขจฺเฉทเน สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๑๔| ทาสทาสี ควสฺเส จ ภฏเก นาฏเก พหู นฺหาปิเต ภตฺตเก สูเท สพฺพตฺเถว ลภามหํ ฯ |๓๙๓.๑๑๕| วิธูปเน สุคเต ทตฺวา ตาลปณฺเณ จ โสภเน อฏฺฐานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๑๖| สีตํ อุณฺหํ น ชานามิ ปริฬาโห น วิชฺชติ ทรถํ นาภิชานามิ จิตฺตสนฺตาปนํ มม ฯ |๓๙๓.๑๑๗| ราคคฺคิ โทสโมหคฺคิ มานคฺคิ ทิฏฺฐิอคฺคิ จ สพฺพคฺคิ นิพฺพุโต มยฺหํ ตสฺส นิสฺสนฺทโต มม ฯ |๓๙๓.๑๑๘| โมรหตฺเถ จามริโย ทตฺวา สงฺเฆ คณุตฺตเม อุปสนฺตกิเลโสหํ วิหรามิ อนงฺคโณ ฯ |๓๙๓.๑๑๙| ปริสฺสาวเน สุคเต ทตฺวา สุคเต ธมฺมกุตฺตเร ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๒๐| สพฺเพสํ สมติกฺกมฺม ทิพฺพํ อายุํ ลภามหํ อปฺปสโยฺห สทา โหมิ โจรปจฺจตฺถิเกหิ วา ฯ |๓๙๓.๑๒๑| สตฺเถน วา วิเสน วา วิเหสํปิ น กุพฺพเต อนฺตรามรณํ นตฺถิ เตสํ นิสฺสนฺทโต มม ฯ |๓๙๓.๑๒๒| เตลธาเร สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๒๓| สุจารุรูโป สุภทฺโท สุสมุคฺคตมานโส อวิกฺเขปมโน โหมิ สพฺพารกฺเขหิ รกฺขิโต ฯ |๓๙๓.๑๒๔| สูจิฆเร สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ตีณานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๒๕| เจโตสุขํ กายสุขํ อิริยาปถชํ สุขํ อิเม คุเณ ปฏิลภามิ ตสฺส นิสฺสนฺทโต อหํ ฯ |๓๙๓.๑๒๖| อํสวทฺเธ ชิเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ตีณานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๒๗| สทฺธมฺเม คาฬฺหํ วินฺทามิ สรามิ ทุติยํ ภวํ สพฺพตฺถ สุจฺฉวิ โหมิ ตสฺส นิสฺสนฺทโต อหํ ฯ |๓๙๓.๑๒๘| กายพนฺเธ ชิเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฉานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๒๙| สมาธีสุ น กมฺปามิ วสี โหมิ สมาธิสุ อเภชฺชปริโส โหมิ อาเทยฺยวจโน สทา ฯ |๓๙๓.๑๓๐| อุปฏฺฐิตสฺสติ โหมิ ตาโส มยฺหํ น วิชฺชติ เทวโลเก มนุสฺเส วา อนุพนฺธา อิเม คุณา ฯ |๓๙๓.๑๓๑| อาธารเก ชิเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ปญฺจวณฺเณ ภยาภาโว อจโล โหมิ เกนจิ ฯ |๓๙๓.๑๓๒| เยเกจิ เม สุตา ธมฺมา สติญาณปฺปโพธนา ธตา เม น วินสฺสนฺติ ภวนฺติ สุวินิจฺฉิตา ฯ |๓๙๓.๑๓๓| ภาชเน ปริโภเค จ ทตฺวา พุทฺเธ คณุตฺตเม ตีณานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๓๔| โสวณฺณมเย มณิมเย อโถปิ ผลิกามเย โลหิตงฺกมเย เจว ลภามิ ภาชเน อหํ ฯ |๓๙๓.๑๓๕| ภริยา ทาสทาสี จ หตฺถิสฺสรถปตฺติเก อิตฺถี ปติพฺพตา เจว ปริโภคานิ สพฺพทา ฯ |๓๙๓.๑๓๖| วิชฺชา มนฺตปเท เจว วิวิเธ อาคเม พหู สพฺพสิปฺปํ นิสาเมมิ ปริโภคานิ สพฺพทา ฯ |๓๙๓.๑๓๗| ถาลเก สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คุณวรุตฺตเม ตีณานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๓๘| โสวณฺณมเย มณิมเย อโถปิ ผลิกามเย โลหิตงฺกมเย เจว ลภามิ ถาลเก อหํ ฯ |๓๙๓.๑๓๙| อสฺสฏฺฐเก ผลมเย อโถ โปกฺขรปตฺตเก มธุปานกสงฺเข จ ลภามิ ถาลเก อหํ ฯ |๓๙๓.๑๔๐| วตฺเต คุเณ ปฏิปตฺตึ อาจารกิริยาสุ จ อิเม คุเณ ปฏิลเภ ตสฺส นิสฺสนฺทโต อหํ ฯ |๓๙๓.๑๔๑| เภสชฺชํ สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ทสานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๔๒| อายุวา พลวา ธีโร วณฺณวา ยสวา สุขี อนุปทฺทโว อนีติ จ โหมิ อปจิโต สทา น เม ปิยวิโยคตฺถิ ตสฺส นิสฺสนฺทโต มม ฯ |๓๙๓.๑๔๓| อุปาหเน ชิเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ตีณานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๔๔| หตฺถิยานํ อสฺสยานํ สิวิกํ สนฺทมานิกํ สฏฺฐี รถสหสฺสานิ ปริวาเรนฺติ มํ สทา ฯ |๓๙๓.๑๔๕| มณิมยา ตมฺพมยา โสณฺณรชตปาทุกา นิพฺพตฺตนฺติ ปทุทฺธาเร ภเว สํสรโต มม ฯ |๓๙๓.๑๔๖| นิยามํ ปฏิธาวนฺติ อาจารคุณโสธนํ อิเม คุเณ ปฏิลเภ ตสฺส นิสฺสนฺทโต อหํ ฯ |๓๙๓.๑๔๗| ปาทุเก สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คุณวรุตฺตเม อิทฺธิปาทุกมารุยฺห วิหรามิ ยถิจฺฉกํ ฯ |๓๙๓.๑๔๘| มุขปุญฺฉนํ สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๔๙| สุวณฺณวณฺโณ วิรโช สปฺปภาโส ปตาปวา สินิทฺธํ โหติ เม คตฺตํ รโชชลฺลํ น ลิมฺปติ ฯ |๓๙๓.๑๕๐| อิเม คุเณ ปฏิลเภ ตสฺส นิสฺสนฺทโต อหํ กตฺตรทณฺเฑ สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฯ |๓๙๓.๑๕๑| ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ปุตฺตา มยฺหํ พหู โหนฺติ ตาโส มยฺหํ น วิชฺชติ ฯ |๓๙๓.๑๕๒| อปฺปสโยฺห สทา โหมิ สพฺพารกฺเขหิ รกฺขิโต ขลิตมฺปิ น ชานามิ อภนฺตํ มานสํ มม ฯ |๓๙๓.๑๕๓| โอสถํ อญฺชนํ ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม อฏฺฐานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๕๔| วิสาลนยโน โหมิ เสตปิโต จ โลหิโต อนาวิลปสนฺนกฺโข สพฺพโรควิวชฺชิโต ฯ |๓๙๓.๑๕๕| ลภามิ ทิพฺพนยนํ ปญฺญาจกฺขุํ อนุตฺตรํ อิเม คุเณ ปฏิลเภ ตสฺส นิสฺสนฺทโต อหํ ฯ |๓๙๓.๑๕๖| กุญฺจิเก สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ธมฺมทฺวารวิวรณํ ลภามิ ญาณกุญฺจิกํ ฯ |๓๙๓.๑๕๗| กุญฺจิกานํ ฆเร ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ทฺวานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๕๘| อปฺปโกโธ อนุปายาโส สํสรนฺโต ภเว อหํ อาโยเค สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฯ |๓๙๓.๑๕๙| ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม สมาธีสุ น กมฺปามิ วสี โหมิ สมาธิสุ ฯ |๓๙๓.๑๖๐| อเภชฺชปริโส โหมิ อาเทยฺยวจโน สทา ชายติ โภคสมฺปตฺติ ภเว สํสรโต มม ฯ |๓๙๓.๑๖๑| ธูมเนตฺเต ชิเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ตีณานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๖๒| สติ เม อุชุกา โหติ สุสมฺพนฺธา จ นฺหารุโย ลภามิ ทิพฺพสยนํ ตสฺส นิสฺสนฺทโต อหํ ฯ |๓๙๓.๑๖๓| ทีปทาเน ชิเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ตีณานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๖๔| ชาติมา องฺคสมฺปนฺโน ปญฺญวา พุทฺธสมฺมโต อิเม คุเณ ปฏิลเภ ตสฺส นิสฺสนฺทโต มม ฯ |๓๙๓.๑๖๕| ตุมฺพเก จ กรณฺเฑ จ ทตฺวา พุทฺเธ คณุตฺตเม ทสานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๖๖| ตทา คุตฺโต สุขสมงฺคี มหายสวา ตถา คติ วิภตฺติคตฺโต สุขุมาโล สพฺพีติปริวชฺชิโต ฯ |๓๙๓.๑๖๗| วิปุเล จ คุเณ ลาภี สมฺมานจลนา มม สุวิวชฺชิตอุพฺเพโค ตุมฺพเก จ กรณฺฑเก ฯ |๓๙๓.๑๖๘| ลภามิ จตุโร วณฺเณ หตฺถิสฺสรตนานิ จ ตานิ เม น วินสฺสนฺติ ตุมฺพกาเร อิทํ ผลํ ฯ |๓๙๓.๑๖๙| หตฺถลีลงฺคเก ทตฺวา พุทฺเธ สงฺเฆ คณุตฺตเม ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๗๐| สพฺพลกฺขณสมฺปนฺโน อายุปญฺญาสมาหิโต สพฺพายาสวินิมุตฺโต กาโย เม โหติ สพฺพทา ฯ |๓๙๓.๑๗๑| ตนุธาเร สุนิสิเต สงฺเฆ ทตฺวาน ปิปฺผเล กิเลสกนฺตนํ ญาณํ ลภามิ อตุลํ สุจึ ฯ |๓๙๓.๑๗๒| สณฺฑาเส สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม กิเลสลุญฺจนํ ญาณํ ลภามิ อตุลํ สุจึ ฯ |๓๙๓.๑๗๓| นตฺถุเก สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม อฏฺฐานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๗๔| สทฺธา สีลํ หิริญฺจาปิ อถ โอตฺตปฺปิยํ คุณํ สุตํ จาคญฺจ ขนฺตี จ ปญฺญา เม อฏฺฐมํ คุณํ ฯ |๓๙๓.๑๗๕| ปีฐเก สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๗๖| อุจฺเจ กุเล ปชายามิ มหาโภโค ภวามหํ สพฺเพ มํ อปจายนฺติ กิตฺติ อพฺภุคฺคตา มม ฯ |๓๙๓.๑๗๗| กปฺปสตสหสฺสานิ ปลฺลงฺกา จตุรสฺสกา ปริวาเรนฺติ มํ นิจฺจํ สํวิภาครโต อหํ ฯ |๓๙๓.๑๗๘| ภิสิโย สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฉานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๗๙| สมสุคตฺโตปจิโต มุทุโก จารุทสฺสโน ลภามิ ญาณปวรํ ภิสิทานสฺสิทํ ผลํ ฯ |๓๙๓.๑๘๐| ตูลิกา วิกติกาโย กฏิสฺสา จิตฺตกา พหู วรโปตฺถเก กมฺพเล จ ลภามิ วิวิเธ อหํ ฯ |๓๙๓.๑๘๑| ปาวารเก จ มุทุเก มุทุกาชินเวณิโย ลภามิ วิวิธฏฺฐาเน ภิสิทานสฺสิทํ ผลํ ฯ |๓๙๓.๑๘๒| ยโต สรามิ อตฺตานํ ยโต ปตฺโตสฺมิ วิญฺญุตํ อตุจฺโฉ ฌานมญฺโจมฺหิ ภิสิทานสฺสิทํ ผลํ ฯ |๓๙๓.๑๘๓| พิพฺโพหเน ชิเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฉานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๘๔| อุณฺณิเก ปทุมเก จ อโถ โลหิตจนฺทเน พิพฺโพหเน อุปาเตมิ อุตฺตมงฺคํ สทา มม ฯ |๓๙๓.๑๘๕| อฏฺฐงฺคิเก มคฺควเร สามญฺเญ จตุโร ผเล เตสุ ญาณํ อุปฺปาเทตฺวา วิหเร นิจฺจกาลิกํ ฯ |๓๙๓.๑๘๖| ทาเน ทเม สญฺญเม จ อปฺปมญฺญาสุ รูปิสุ เตสุ ญาณํ อุปฺปาเทตฺวา วิหเร สพฺพกาลิกํ ฯ |๓๙๓.๑๘๗| วตฺเต คุเณ จ ปฏิเม อาจารกิริยาสุ จ เตสุ ญาณํ อุปฺปาเทตฺวา วิหเร สพฺพทา อหํ ฯ |๓๙๓.๑๘๘| จงฺกเม วา ปธาเน วา วิริเย โพธิปกฺขิเก เตสุ ญาณํ อุปฺปาเทตฺวา วิหรามิ ยถิจฺฉกํ ฯ |๓๙๓.๑๘๙| สีลํ สมาธิ ปญฺญา จ วิมุตฺติ จ อนุตฺตรา เตสุ ญาณํ อุปฺปาเทตฺวา วิหรามิ สุขํ อหํ ฯ |๓๙๓.๑๙๐| ผลปีเฐ ชิเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ทฺวานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๙๑| โสณฺณมเย มณิมเย ทนฺตสารมเย พหู ปลฺลงฺกเสฏฺเฐ วินฺทามิ ผลปีฐสฺสิทํ ผลํ ฯ |๓๙๓.๑๙๒| ปาทปีเฐ ชิเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ทฺวานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๙๓| ลภามิ พหุเก ยาเน ปาทปีฐสฺสิทํ ผลํ ทาสี ทาสา จ ภริยา เย จญฺเญ อนุชีวิโน ฯ |๓๙๓.๑๙๔| สมฺมา ปริจรนฺเตว ปาทปีฐสฺสิทํ ผลํ เตลอพฺภญฺชเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฯ |๓๙๓.๑๙๕| ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม อพฺยาธิตา รูปวตา ขิปฺปํ ธมฺมนิสนฺธิตา ฯ |๓๙๓.๑๙๖| ลาภิตา อนฺนปานสฺส อายุํ ปญฺจมกํ มม สปฺปิเตลญฺจ ทตฺวาน สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฯ |๓๙๓.๑๙๗| ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ถามวา รูปสมฺปนฺโน ปหฏฺฐตนุโช สทา ฯ |๓๙๓.๑๙๘| อพฺยาธิ จ สทา โหมิ สปฺปิเตลสฺสิทํ ผลํ มุขโธวนํ ทตฺวาน สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฯ |๓๙๓.๑๙๙| ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม วิสุทฺธกณฺโฐ มธุสฺสโร กาสสาสวิวชฺชิโต ฯ |๓๙๓.๒๐๐| อุปฺปลคนฺโธ มุขโต อุปวายติ เม สทา ทธึ ทตฺวาน สมฺปนฺนํ พุทฺเธ สงฺเฆ คณุตฺตเม ฯ |๓๙๓.๒๐๑| ภุญฺชามิ อมตํ ภตฺตํ วรํ กายคตาสตึ วณฺณคนฺธรโสเปตํ มธุํ ทตฺวา ชิเน คเณ ฯ |๓๙๓.๒๐๒| อนูปมํ อนญฺญมฺปิ ลภามิ วิมุตฺติรสํ ยถาภูตํ รสํ ทตฺวา พุทฺเธ สงฺเฆ คณุตฺตเม ฯ |๓๙๓.๒๐๓| จตุโร ผเล อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม อนฺนปานญฺจ ทตฺวาน พุทฺเธ สงฺเฆ คณุตฺตเม ฯ |๓๙๓.๒๐๔| ทสานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม อายุวา พลวา ธีโร วณฺณวา ยสวา สุขี ฯ |๓๙๓.๒๐๕| ลาภี อนฺนสฺส ปานสฺส สูโร ปญฺญาณวา ตถา อิเม คุเณ ปฏิลเภ สํสรนฺโต ภเว อหํ ฯ |๓๙๓.๒๐๖| ธูปํ ทตฺวาน สุคเต สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ทสานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๒๐๗| สุคนฺธเทโห ยสวา สีฆปญฺโญ จ กิตฺติมา ติกฺขปญฺโญ ภูริปญฺโญ หาสคมฺภีรปญฺญวา ฯ |๓๙๓.๒๐๘| เวปุลฺลชวนสปฺปญฺโญ สํสรนฺโต ภวาภเว ตสฺเสว วาหสา ทานิ ปตฺโต สนฺติสุขํ สิวํ ฯ |๓๙๓.๒๐๙| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๓๙๓.๒๑๐| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๓๙๓.๒๑๑| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ปิลินฺทวจฺโฉ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ปิลินฺทวจฺฉตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน ๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค หมวดว่าด้วยพระปิลินทวัจฉะเป็นต้น ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระปิลินทวัจฉเถระ (พระปิลินทวัจฉเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

ข้อ

ข้าพเจ้าเป็นคนเฝ้าประตูอยู่ที่กรุงหงสวดี ได้รวบรวมโภคสมบัติเก็บไว้ในเรือนมากมายนับไม่ถ้วน

ข้อ

ครั้งนั้น ข้าพเจ้านั่งอยู่ในสถานที่สงัด ทำใจให้ร่าเริง นั่งอยู่ในปราสาทที่ประเสริฐ ได้คิดอย่างนี้ว่า

ข้อ

โภคสมบัติของเรามีมาก ภายในบุรีของเราก็มั่งคั่ง แม้พระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน พระนามว่าอานนท์ ก็ทรงเชื้อเชิญเรา

ข้อ

พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ เป็นพระมุนี เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้ และโภคสมบัติของเราก็มีอยู่ เราจักถวายทานแด่พระศาสดา

ข้อ

พระโอรสของพระราชาพระนามว่าปทุมะ ทรงถวายทานอย่างประเสริฐ คือช้างเชือกประเสริฐ บัลลังก์และพนักพิง ประมาณไม่น้อย ในพระชินเจ้า

ข้อ

แม้เราก็จักถวายทาน ในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๗๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน ทานอย่างประเสริฐที่ยังไม่เคยมีใครถวาย เราจักเป็น (ผู้ถวาย) คนแรก

ข้อ

ข้าพเจ้าคิดถึงทานหลายอย่าง ที่มีผลเป็นสุขในเพราะการบูชา ก็ได้เห็นการถวายบริขาร เป็นเหตุทำความคิดของข้าพเจ้าให้เต็มได้

ข้อ

ข้าพเจ้าจักถวายบริขาร ในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุด การถวายบริขารที่คนเหล่าอื่นยังไม่เคยถวาย ข้าพเจ้าจักเป็นคนแรก (การถึงพร้อมแห่งทานวัตถุ)

ข้อ

ขณะนั้น ข้าพเจ้าเข้าไปหาช่างจักสาน จ้างให้ทำร่ม รวบรวมร่มได้ ๑๐๐,๐๐๐ คัน

ข้อ ๑๐

รวบรวมผ้าได้ ๑๐๐,๐๐๐ ผืน รวบรวมบาตรได้ ๑๐๐,๐๐๐ ใบ

ข้อ ๑๑

จ้างช่างให้ทำมีดโกน มีดเล็ก เข็ม และมีดตัดเล็บ ที่สมควร(แก่สมณบริโภค) แล้วให้วางไว้ภายใต้ร่ม

ข้อ ๑๒

จ้างช่างให้ทำพัดใบตาล พัดขนปีกนกยูง แส้จามร ผ้ากรองน้ำ ภาชนะน้ำมัน ให้สมควร (แก่สมณบริโภค)

ข้อ ๑๓

จ้างช่างให้ทำกล่องเข็ม ผ้าอังสะ ประคตเอว และเชิงรองบาตร ซึ่งทำอย่างสวยงาม ให้สมควร(แก่สมณบริโภค)

ข้อ ๑๔

ให้บรรจุเภสัชจนเต็มภาชนะสำหรับใส่ของบริโภค และบรรจุขันสำริดให้วางไว้ภายใต้ร่ม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๘๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน

ข้อ ๑๕

ให้บรรจุว่านน้ำ หญ้าคา ชะเอม ดีปลี พริก ผลสมอ และขิงสด จนเต็มภาชนะทุกอย่าง

ข้อ ๑๖

จ้างช่างให้ทำรองเท้า เขียงเท้า ผ้าสำหรับเช็ดน้ำ และไม้เท้าคนแก่ อย่างสวยงาม ให้สมควร(แก่สมณบริโภค)

ข้อ ๑๗

จ้างช่างให้ทำยารักษาไข้ ยาหยอดตา ไม้ป้ายยาตา กระบอกกรองน้ำ ลูกกุญแจ และกล่องลูกกุญแจ ซึ่งเย็บด้วยด้าย ๕ สี

ข้อ ๑๘

สายโยค กระบอกเป่าควันไฟ ตะเกียงตั้ง คนโทน้ำและผอบ ให้สมควร(แก่สมณบริโภค)

ข้อ ๑๙

จ้างช่างให้ทำแหนบ กรรไกร วัตถุขัดสนิมและถุงสำหรับใส่เภสัช ให้สมควร(แก่สมณบริโภค)

ข้อ ๒๐

จ้างช่างให้ทำเก้าอี้นอน ตั่งและบัลลังก์ ๔ เท้า ให้สมควร(แก่สมณบริโภค)แล้วให้ตั้งไว้ภายใต้ร่ม

ข้อ ๒๑

จ้างช่างให้ทำฟูกยัดด้วยขนสัตว์ ฟูกยัดด้วยนุ่น ฟูกตั่งและหมอนทำอย่างดี ให้สมควร(แก่สมณบริโภค)

ข้อ ๒๒

จ้างช่างให้ทำจุรณสำหรับอาบ ขี้ผึ้ง น้ำมันที่หุงด้วยมือ และเตียงที่ปูด้วยแผ่นกระดานเล็กๆ อันสะอาดพร้อมด้วยเครื่องลาด

ข้อ ๒๓

เสนาสนะ ผ้าเช็ดเท้า ที่นอน ที่นั่ง ไม้เท้า ไม้ชำระฟัน กระเบื้อง ของหอมสำหรับไล้ทาศีรษะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๘๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน

ข้อ ๒๔

ไม้สีไฟ ตั่งแผ่นกระดาน ฝาบาตร ถุงบาตร กระบวยตักน้ำ เครื่องอบ (สีผงย้อมผ้า) รางย้อมผ้า

ข้อ ๒๕

ไม้กวาด ผ้าอาบน้ำ ผ้าอาบน้ำฝน ผ้านิสีทนะ ผ้าปิดฝี ผ้าอันตรวาสก (ผ้านุ่ง)

ข้อ ๒๖

ผ้าอุตราสงค์(ผ้าห่ม) ผ้าสังฆาฏิ(ผ้าพาดบ่า) ยานัตถุ์ น้ำบ้วนปาก น้ำส้ม น้ำปลา น้ำผึ้ง นมส้ม น้ำปานะ

ข้อ ๒๗

ขี้ผึ้ง ผ้าเก่า ผ้าเช็ดปาก ด้าย สิ่งใดชื่อว่าเป็นของควรให้ทานมีอยู่ และสมควรแก่พระศาสดา

ข้อ ๒๘

ข้าพเจ้ารวบรวมสิ่งนั้นทั้งหมดได้แล้ว จึงเข้าเฝ้าพระเจ้าอานนท์ ครั้นเข้าเฝ้าพระราชาผู้นำหมู่ชน ผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ ถวายบังคมด้วยเศียรเกล้าแล้วได้กราบทูลคำนี้ว่า(การขอโอกาสถวายทาน)

ข้อ ๒๙

เราทั้ง ๒ เจริญเติบโตมาด้วยกัน มียศร่วมกัน ร่วมสุข ร่วมทุกข์ และประพฤติคล้อยตามกัน

ข้อ ๓๐

ขอเดชะพระองค์ผู้ปราบข้าศึก ทุกข์ใจที่เกี่ยวเนื่องกับพระองค์ยังมีอยู่ ขอเดชะพระองค์ผู้ขัตติยราช ถ้าพระองค์สามารถ ก็ขอได้ทรงพระกรุณาบรรเทาทุกข์นั้นด้วยเถิด

ข้อ ๓๑

พระราชาตรัสว่า ทุกข์ของท่านก็เป็นทุกข์ของข้าพเจ้าด้วย เราทั้ง ๒ มีใจตรงกัน ท่านย่อมรู้ว่าสำเร็จ ถ้าท่านจะพึงเปลื้องทุกข์นั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๘๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน

ข้อ ๓๒

ขอเดชะพระมหาราช ขอจงทรงทราบทุกข์ของข้าพระพุทธเจ้า ซึ่งบรรเทาได้ยาก พระองค์บันลือมากไป ทรัพย์นี้ พระองค์ยังสละได้ยาก

ข้อ ๓๓

คือสิ่งที่มีอยู่ในแว่นแคว้นประมาณเท่าใด ชีวิตของข้าพระพุทธเจ้าประมาณเท่าใด ถ้าพระองค์ต้องการสิ่งเหล่านี้ ข้าพระพุทธเจ้าก็จักให้อย่างไม่หวั่นไหว

ข้อ ๓๔

ขอเดชะ พระองค์ทรงบันลือแล้ว การบันลือมากนั้นผิด ข้าพระพุทธเจ้าจักทราบพระองค์ วันนี้ ว่าทรงดำรงอยู่ในธรรมทั้งปวง

ข้อ ๓๕

ท่านบีบคั้นหนักนัก เมื่อข้าพเจ้าจะให้ ท่านจะได้ประโยชน์อะไรจากการที่ข้าพเจ้าถูกบีบคั้น ท่านปรารถนาสิ่งใดจงบอกแก่ข้าพเจ้า

ข้อ ๓๖

ขอเดชะพระมหาราช ข้าพระพุทธเจ้าปรารถนาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐยิ่ง ข้าพระพุทธเจ้าจักนิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เสวย ชีวิตของข้าพระพุทธเจ้าอย่าเป็นโทษเลย

ข้อ ๓๗

ข้าพเจ้าจะให้พรอย่างอื่นแก่ท่าน ท่านอย่าขอพระตถาคตเลย พระพุทธเจ้าไม่มีใครจะให้แก่ใครๆ ได้ เปรียบเหมือนแก้วมณีโชติรส

ข้อ ๓๘

ขอเดชะ พระองค์ทรงบันลือแล้วมิใช่หรือว่า กระทั่งชีวิตที่มีอยู่ เมื่อพระองค์ประทานชีวิตได้ ก็ควรพระราชทานพระตถาคตได้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๘๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน

ข้อ ๓๙

พระพุทธชินมหาวีรเจ้าควรงดไว้ ไม่พึงให้แก่ใครๆ ได้ เรารับปากให้ไม่ได้ ท่านจงเลือกเอาทรัพย์จนนับไม่ถ้วนเถิด

ข้อ ๔๐

ข้าพระพุทธเจ้าจะต้องถึงการวินิจฉัย พวกเราจักถามผู้วินิจฉัย ผู้วินิจฉัยจักตัดสินละเอียดฉันใด พวกเราจักสอบถามข้อนั้นฉันนั้น

ข้อ ๔๑

ข้าพเจ้าจับพระหัตถ์พระราชา พากันไปยังสถานที่วินิจฉัย ได้กล่าวคำนี้ต่อหน้าผู้พิพากษาทั้งหลายว่า

ข้อ ๔๒

ขอผู้พิพากษาจงฟังข้าพเจ้า พระราชาได้พระราชทานพรแก่ข้าพเจ้า พระองค์ไม่ยกเว้นอะไรๆ ยอมให้ได้แม้กระทั่งชีวิต

ข้อ ๔๓

เมื่อพระองค์พระราชทานพรแก่ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด พระพุทธเจ้าเป็นอันพระราชาพระราชทาน แก่ข้าพเจ้าดีแล้วมิใช่หรือ ท่านทั้งหลายจงตัดความสงสัยของข้าพเจ้าด้วยเถิด

ข้อ ๔๔

(ผู้พิพากษาทั้งหลายกล่าวว่า) ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จะฟังคำของท่านและพระดำรัสของพระราชา ผู้ปกครองแผ่นดิน ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายฟังคำของทั้ง ๒ ฝ่ายแล้ว จักตัดความสงสัยในข้อนี้ได้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๘๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน

ข้อ ๔๕

ขอเดชะ พระองค์พระราชทานทุกสิ่ง ท่านผู้นี้ถือเอาทุกสิ่งแล้วหรือ พระเจ้าข้า พระองค์ไม่ยกเว้นอะไรๆ ยอมให้ได้แม้กระทั่งชีวิตหรือ

ข้อ ๔๖

(พระราชาตรัสว่า) เราได้รับความลำบาก แสนสาหัสนักจนตลอดชีวิต รู้ว่าผู้นี้ได้รับความทุกข์อย่างหนัก จึงได้ให้สิ่งของที่ควรถือเอาไว้ทุกอย่าง

ข้อ ๔๗

ขอเดชะ พระองค์ทรงเป็นผู้พ่ายแพ้ ควรจะพระราชทานพระตถาคตให้เขาไป ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายตัดความสงสัยของทั้ง ๒ ฝ่ายได้แล้ว ขอท่านทั้ง ๒ จงตั้งอยู่ในคำมั่นสัญญาเถิด

ข้อ ๔๘

พระราชาประทับอยู่ ณ ที่นั้นแล ได้ตรัสกับผู้พิพากษาดังนี้ว่า ท่านทั้งหลายพึงให้แก่เราโดยชอบบ้าง เราจะได้พระพุทธเจ้าอีก

ข้อ ๔๙

(ผู้พิพากษาได้กล่าวกับข้าพเจ้าว่า) ท่านทำความดำริของท่านให้บริบูรณ์ นิมนต์พระตถาคตให้เสวยแล้ว พึงถวายคืนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้แก่พระเจ้าอานนท์ผู้ทรงยศอีก(กถาว่าด้วยการทูลนิมนต์)

ข้อ ๕๐

ข้าพเจ้าไหว้ผู้พิพากษาและถวายบังคม พระเจ้าอานนท์จอมกษัตริย์แล้ว มีความยินดีปราโมทย์ ได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๘๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน

ข้อ ๕๑

ครั้นเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ข้ามโอฆกิเลสได้แล้ว ไม่มีอาสวะ ถวายอภิวาทด้วยเศียรเกล้าแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า

ข้อ ๕๒

ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ ขอพระองค์พร้อมด้วยพระอรหันต์ ๑๐๐,๐๐๐ รูป โปรดรับนิมนต์ พระองค์เมื่อจะทำจิตของข้าพระองค์ให้ร่าเริง ขอจงเสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของข้าพระองค์เถิด

ข้อ ๕๓

พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ผู้มีพระจักษุ ทรงรู้ความดำริของข้าพเจ้า จึงทรงรับนิมนต์(ด้วยดุษณีภาพ)

ข้อ ๕๔

ข้าพเจ้าทราบว่าพระองค์ทรงรับนิมนต์แล้ว จึงถวายอภิวาทพระศาสดา มีจิตร่าเริงเบิกบาน เข้าไปยังนิเวศน์ของตน (การตระเตรียมทาน)

ข้อ ๕๕

ข้าพเจ้าประชุมมิตรและอำมาตย์แล้ว ได้กล่าวคำนี้ว่า เราได้สิ่งที่ได้แสนยากแล้ว เปรียบเหมือนได้แก้วมณีโชติรส

ข้อ ๕๖

เราจักบูชาพระองค์ด้วยอะไร พระชินเจ้ามีคุณหาประมาณมิได้ หาใครเปรียบมิได้ ไม่มีใครเทียบเท่า ไม่มีใครเสมอ เป็นนักปราชญ์ ไม่มีบุคคลเปรียบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๘๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน

ข้อ ๕๗

หาผู้เสมอเหมือนเช่นนั้นมิได้ ไม่เป็นที่ ๒ (รองใคร) ทรงองอาจกว่านรชน อธิการ ที่สมควรแก่พระพุทธเจ้า เราทำได้โดยยาก

ข้อ ๕๘

ขอพวกเราจงช่วยกันรวบรวมดอกไม้ต่างๆ มาทำมณฑปดอกไม้เถิด นี้ย่อมสมควรแก่พระพุทธเจ้า ถือเป็นการบูชาด้วยสิ่งทั้งปวง

ข้อ ๕๙

ข้าพเจ้าใช้ดอกบัวขาบ ดอกบัวหลวง ดอกมะลิ ดอกลำดวน ดอกจำปา ดอกกากะทิง ทำให้เป็นมณฑป

ข้อ ๖๐

ปูลาดอาสนะ ๑๐๐,๐๐๐ ไว้ใต้เงาร่ม อาสนะของข้าพเจ้าอยู่สุดท้าย มีค่าเกินร้อย

ข้อ ๖๑

ปูลาดอาสนะ ๑๐๐,๐๐๐ ไว้ใต้เงาร่ม จัดแจงข้าวและน้ำเสร็จแล้วให้คนไปกราบทูลภัตกาล(เวลาอันสมควรเพื่อฉันภัตตาหาร)

ข้อ ๖๒

เมื่อคนไปกราบทูลภัตกาลแล้ว พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตตระ พร้อมด้วยพระอรหันต์ ๑๐๐,๐๐๐ องค์ ได้เสด็จเข้ามายังนิเวศน์ของข้าพเจ้า

ข้อ ๖๓

ร่มกั้นอยู่เบื้องบน ในมณฑปดอกไม้ที่บานสะพรั่ง พระพุทธเจ้าผู้เป็นบุรุษผู้สูงสุด ประทับนั่งพร้อมด้วยพระอรหันต์ ๑๐๐,๐๐๐ องค์

ข้อ ๖๔

(ข้าพเจ้ากราบทูลว่า) ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ ขอพระองค์โปรดทรงรับร่ม ๑๐๐,๐๐๐ คัน @เชิงอรรถ : @ อธิการ การกระทำที่ยิ่ง เช่น การบริจาคชีวิตเป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๑/๑๖๘, และดูเทียบ ขุ.อป.อ. ๒/๕-๖/๒๓๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๘๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน และอาสนะ ๑๐๐,๐๐๐ ที่ อันสมควรและไม่มีโทษเถิด

ข้อ ๖๕

พระมหามุนีทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา พระองค์ประสงค์จะช่วยเหลือข้าพเจ้า ให้ข้ามพ้น(สงสารวัฏ) จึงทรงรับไว้(ทานกถา)

ข้อ ๖๖

ข้าพเจ้าได้ถวายบาตรแก่ภิกษุรูปละหนึ่งใบ ภิกษุทั้งหลายสละบาตรที่ตนใช้สอยแล้ว ใช้บาตรเหล็ก

ข้อ ๖๗

พระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ ในมณฑปดอกไม้ตลอด ๗ วัน ๗ คืน เมื่อจะทรงให้สัตว์จำนวนมากตรัสรู้ จึงทรงประกาศพระธรรมจักร

ข้อ ๖๘

เมื่อทรงประกาศพระธรรมจักรภายใต้มณฑปดอกไม้ เทวดาและมนุษย์ ๘๔,๐๐๐ ได้บรรลุธรรม

ข้อ ๖๙

เมื่อถึงวันที่ ๗ พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตตระ ประทับนั่งอยู่ภายในใต้เงาร่ม ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า (พยากรณ์)

ข้อ ๗๐

เราจักพยากรณ์มาณพผู้ที่ได้ถวายทานอย่างประเสริฐ ไม่บกพร่องแก่เรา ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด

ข้อ ๗๑

กองทัพ ๔ เหล่า คือ พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้าจักห้อมล้อมมาณพนั้นเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งทานทั้งปวง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๘๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน

ข้อ ๗๒

ยานพาหนะคือช้าง ยานพาหนะคือม้า คานหาม และวอ จักบำรุงเขาเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งทานทั้งปวง

ข้อ ๗๓

รถ ๖,๐๐๐ คันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง จักแวดล้อมเขาเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งทานทั้งปวง

ข้อ ๗๔

เครื่องดนตรี ๖,๐๐๐ ชิ้น กลองที่ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม จักขับกล่อมเขาเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งทานทั้งปวง

ข้อ ๗๕

สาวรุ่น ๘๖,๐๐๐ นาง ผู้ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม สวมใส่ผ้าอาภรณ์อย่างงดงาม ห้อยตุ้มหูแก้วมณี

ข้อ ๗๖

มีตากลมโต มีปกติร่าเริง รูปงาม เอวเล็กเอวบาง จักห้อมล้อมเขาเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งทานทั้งปวง

ข้อ ๗๗

เขาจักรื่นรมย์ในเทวโลก ๓,๐๐๐ กัป จักเป็นจอมเทพครองเทวสมบัติ ๑,๐๐๐ ชาติ

ข้อ ๗๘

และจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน

ข้อ ๗๙

เมื่อเขาอยู่ในเทวโลก พรั่งพร้อมด้วยบุญกรรม เทวดาจักกั้นฉัตรแก้วไว้ที่ขอบเทวโลก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๘๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน

ข้อ ๘๐

เขาจักปรารถนาเมื่อใด หลังคาผ้าและดอกไม้(ดังจะ)รู้ความคิดของเขา จักกั้นอยู่เนืองนิตย์เมื่อนั้น

ข้อ ๘๑

เขาถูกกุศลมูลตักเตือนจุติจากเทวโลก แล้วประกอบด้วยบุญกรรม จักเป็นบุตรของพราหมณ์

ข้อ ๘๒

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

ข้อ ๘๓

พระผู้มีพระภาคผู้โคดมศากยะผู้ประเสริฐ ทรงทราบความนั้นทั้งหมดแล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุ จักทรงตั้งไว้ในเอตทัคคะ

ข้อ ๘๔

เขาจักได้เป็นสาวกมีนามว่าปิลินทวัจฉะ ของพระศาสดา จักเป็นผู้ที่เทวดา อสูร และคนธรรพ์ สักการะ

ข้อ ๘๕

เขาจักเป็นที่รักของภิกษุ ภิกษุณี และคฤหัสถ์ทั้งปวง อยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ(ว่าด้วยอานิสงส์ของทาน)

ข้อ ๘๖

กรรมที่ข้าพเจ้ากระทำแล้วใน ๑๐๐,๐๐๐ กัป ได้แสดงผลแก่ข้าพเจ้าแล้วในอัตภาพสุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าหลุดพ้นดีแล้ว ดุจความเร็วของลูกศรที่หลุดพ้นไปจากแล่ง เผากิเลสทั้งหลายได้แล้ว

ข้อ ๘๗

น่าปลื้มใจ กรรมข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้ว ในเนื้อนาบุญอย่างยอดเยี่ยม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๙๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน ซึ่งเป็นฐานะที่ข้าพเจ้าทำสักการะแล้ว ได้บรรลุบทที่ไม่หวั่นไหว

ข้อ ๘๘

ก็มาณพใดได้ให้ทานอย่างประเสริฐไม่บกพร่อง มาณพนั้นได้เป็นหัวหน้าคนแรก นี้เป็นผลแห่งทานนั้น (๑. อานิสงส์ของการถวายร่ม)

ข้อ ๘๙

ข้าพเจ้าได้ถวายร่มในพระสุคต และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๘ ประการ

ข้อ ๙๐

คือข้าพเจ้าไม่รู้สึกหนาว ๑ ไม่รู้สึกร้อน ๑ ละอองและธุลีไม่แปดเปื้อน ๑ เป็นผู้ไม่มีอันตราย ๑ ไม่มีเสนียดจัญไร ๑ ชนทั้งหลายยำเกรงทุกเมื่อ ๑

ข้อ ๙๑

เป็นผู้มีผิวพรรณละเอียด ๑ เป็นผู้มีใจใสสะอาด ๑ เมื่อข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพ ฉัตร ๑๐๐,๐๐๐ คัน

ข้อ ๙๒

ซึ่งประกอบด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง กั้นอยู่เหนือศีรษะของข้าพเจ้า ยกเว้นชาตินี้ เพราะอานุภาพแห่งกรรมนั้น

ข้อ ๙๓

เพราะฉะนั้น ในชาตินี้ การกั้นฉัตรจึงไม่มีแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากระทำกรรมทุกอย่าง ก็เพื่อบรรลุฉัตรคือวิมุตติ @เชิงอรรถ : @ บทที่ไม่หวั่นไหว ได้แก่พระนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๒๖๖/๒๗๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๙๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๒. อานิสงส์ของการถวายผ้า)

ข้อ ๙๔

ข้าพเจ้าได้ถวายผ้าในพระสุคต และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๘ ประการ

ข้อ ๙๕

คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีผิวพรรณดังทอง ๑ ปราศจากธุลี(ปราศจากไฝฝ้า) ๑ มีรัศมีผ่องใส ๑ มีตบะ ๑ มีร่างกายมีผิวเกลี้ยงเกลา ๑ เมื่อข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพ

ข้อ ๙๖

ก็มีผ้าสีขาว ๑๐๐,๐๐๐ ผืน ๑ มีผ้าสีเหลือง ๑๐๐,๐๐๐ ผืน ๑ มีผ้าสีแดง ๑๐๐,๐๐๐ ผืน ๑ กั้นอยู่เหนือศีรษะของข้าพเจ้า นี้เป็นผลแห่งการถวายผ้า

ข้อ ๙๗

ข้าพเจ้าได้ผ้าไหม ผ้ากัมพล ผ้าป่าน และผ้าฝ้ายในที่ทุกแห่ง เพราะผลกรรมเหล่านั้น(๓. อานิสงส์ของการถวายบาตร)

ข้อ ๙๘

ข้าพเจ้าได้ถวายบาตรในพระสุคต และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๑๐ ประการ

ข้อ ๙๙

คือข้าพเจ้าบริโภคโภชนาหารในภาชนะทองคำ ภาชนะแก้วมณี ภาชนะเงิน และภาชนะที่ทำด้วยทับทิม ทุกครั้ง ๑

ข้อ ๑๐๐

ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอันตราย ๑ ไม่มีเสนียดจัญไร ๑ ชนทั้งหลายยำเกรงทุกเมื่อ ๑ เป็นผู้ได้ข้าว น้ำ ผ้า และที่นอน เป็นปกติ ๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๙๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน

ข้อ ๑๐๑

โภคสมบัติของข้าพเจ้าไม่พินาศ ๑ ข้าพเจ้าเป็นผู้มีจิตมั่นคง ๑ เป็นผู้ใคร่ธรรมทุกเมื่อ ๑ เป็นผู้มีกิเลสน้อย ๑ ไม่มีอาสวะ ๑

ข้อ ๑๐๒

คุณเหล่านี้ ติดตามข้าพเจ้าไปทั้งในเทวโลกและมนุษยโลก ไม่ละข้าพเจ้าในที่ทุกแห่ง เปรียบเหมือนเงาต้นไม้ (๔. อานิสงส์ของการถวายมีด)

ข้อ ๑๐๓

ข้าพเจ้าได้ถวายมีดเล็กที่ทำอย่างสวยงาม เนื่องด้วยเครื่องผูกอย่างวิจิตรจำนวนมาก แก่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุดและแก่สงฆ์แล้ว

ข้อ ๑๐๔

ได้รับอานิสงส์ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๘ ประการ คือข้าพเจ้าเป็นผู้กล้า ๑ เป็นผู้ไม่มีความเดือดร้อน ๑ ถึงความสำเร็จในเวสารัชชธรรม ๑

ข้อ ๑๐๕

เป็นผู้มีปัญญาเครื่องทรงจำ ๑ มีความเพียร ๑ ประคองใจไว้ได้ทุกเมื่อ ๑ ได้ญาณอันสุขุมเป็นเครื่องตัดกิเลส ๑ ได้ความบริสุทธิ์ไม่มีอะไรเทียมเท่าในที่ทั้งปวง ๑ เพราะผลกรรมของข้าพเจ้านั้น (๕. อานิสงส์ของการถวายมีดเล็ก)

ข้อ ๑๐๖

ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใสได้ถวายมีดเล็กอันราบเรียบ ไม่หยาบ ขัดถูดีแล้ว จำนวนมากในพระพุทธเจ้าและในพระสงฆ์แล้ว

ข้อ ๑๐๗

ได้รับอานิสงส์ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ คือข้าพเจ้าย่อมได้กัลยาณมิตร ๑ ความเพียร ๑ ขันติ ๑ ศัสตราคือไมตรี ๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๙๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน

ข้อ ๑๐๘

เพราะตัดลูกศรคือตัณหา จึงได้ศัสตราคือปัญญาอันยอดเยี่ยม และญาณที่เสมอด้วยเพชร ๑ เพราะผลแห่งกรรมเหล่านั้น(๖. อานิสงส์ของการถวายเข็ม)

ข้อ ๑๐๙

ข้าพเจ้าได้ถวายเข็มในพระสุคต และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ

ข้อ ๑๑๐

คือเมื่อข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ เป็นผู้ที่มหาชนนอบน้อม ๑ ตัดความสงสัยได้ ๑ มีรูปร่างงดงาม ๑ มีโภคสมบัติ ๑ มีปัญญาฉลาดหลักแหลม ๑ ทุกเมื่อ

ข้อ ๑๑๑

ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นอรรถ ซึ่งเป็นฐานะละเอียดลึกซึ้งด้วยญาณ ญาณของข้าพเจ้าเสมอด้วยยอดเพชร เป็นเครื่องกำจัดความมืด (๗. อานิสงส์ของการถวายมีดตัดเล็บ)

ข้อ ๑๑๒

ข้าพเจ้าได้ถวายมีดตัดเล็บในพระสุคต และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ

ข้อ ๑๑๓

คือข้าพเจ้าย่อมได้ทาสชายหญิง ๑ โคและม้า ๑ ลูกจ้างที่เป็นนางฟ้อนรำ ๑ ช่างตัดผม ๑ พ่อครัวผู้ทำอาหารจำนวนมากในที่ทั้งปวง ๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๙๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๘. อานิสงส์ของการถวายพัดใบตาล)

ข้อ ๑๑๔

ข้าพเจ้าได้ถวายพัดใบตาลสวยงามในพระสุคตแล้ว ได้รับอานิสงส์ ๘ ประการ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า

ข้อ ๑๑๕

คือข้าพเจ้าไม่รู้สึกหนาวร้อน ๑ ไม่มีความเร่าร้อน ๑ ไม่รู้สึกกระวนกระวาย ที่ทำจิตของข้าพเจ้าให้เร่าร้อน ๑

ข้อ ๑๑๖

ไฟทั้งหมด คือ ไฟคือราคะ ๑ ไฟคือโทสะ ๑ ไฟคือโมหะ ๑ ไฟคือมานะ ๑ ไฟคือทิฏฐิ ๑ ข้าพเจ้าดับได้แล้ว เพราะผลกรรมของข้าพเจ้านั้น (๙. อานิสงส์ของการถวายพัดขนปีกนกยูงและแส้จามร)

ข้อ ๑๑๗

ข้าพเจ้าได้ถวายพัดขนปีกนกยูงและแส้จามรในหมู่สงฆ์ และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุด เป็นผู้มีกิเลสสงบระงับแล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน(๑๐. อานิสงส์ของการถวายผ้ากรองน้ำคือธมกรก)

ข้อ ๑๑๘

ข้าพเจ้าได้ถวายผ้ากรองน้ำคือธมกรกในพระสุคตแล้ว ได้รับอานิสงส์ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ

ข้อ ๑๑๙

คือข้าพเจ้าล่วงพ้นอันตรายทั้งปวงได้ ๑ ได้อายุทิพย์ ๑ โจรหรือข้าศึกข่มไม่ได้ทุกเมื่อ ๑

ข้อ ๑๒๐

ศัสตราหรือยาพิษไม่เบียดเบียนข้าพเจ้า ๑ ไม่มีความตายในระหว่าง(ไม่ตายก่อนอายุขัย) ๑ เพราะผลแห่งกรรมเหล่านั้นของข้าพเจ้า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๙๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๑๑. อานิสงส์ของการถวายภาชนะน้ำมัน)

ข้อ ๑๒๑

ข้าพเจ้าได้ถวายภาชนะน้ำมันในพระสุคต และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ

ข้อ ๑๒๒

คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีรูปร่างงดงาม ๑ มีความเจริญดี ๑ มีใจเบิกบานดี ๑ มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ๑ ได้รับการคุ้มครองโดยการอารักขาทั้งปวง ๑(๑๒. อานิสงส์ของการถวายกล่องเข็ม)

ข้อ ๑๒๓

ข้าพเจ้าได้ถวายกล่องเข็มในพระสุคต และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมข้าพเจ้า ๓ ประการ

ข้อ ๑๒๔

คือข้าพเจ้าย่อมได้คุณเหล่านี้ คือ ความสุขใจ ๑ ความสุขกาย ๑ ความสุขเกิดแต่อิริยาบถ ๑ เพราะผลแห่งกรรมนั้น (๑๓. อานิสงส์ของการถวายผ้าอังสะ)

ข้อ ๑๒๕

ข้าพเจ้าได้ถวายผ้าอังสะในพระชินเจ้า และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๓ ประการ

ข้อ ๑๒๖

คือข้าพเจ้าย่อมได้ความมั่นคงในพระสัทธรรม ๑ ระลึกชาติได้ ๑ เป็นผู้มีผิวพรรณงดงามในที่ทุกแห่ง ๑ เพราะผลแห่งกรรมนั้น (๑๔. อานิสงส์ของการถวายประคตเอว)

ข้อ ๑๒๗

ข้าพเจ้าได้ถวายประคตเอวในพระชินเจ้า และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๖ ประการ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๙๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน

ข้อ ๑๒๘

คือข้าพเจ้าย่อมไม่หวั่นในสมาธิ(มีสมาธิแน่วแน่) ๑ เป็นผู้ชำนาญในสมาธิ ๑ มีบริวารไม่แตกแยกกัน ๑ มีถ้อยคำที่เชื่อถือได้ทุกเมื่อ ๑

ข้อ ๑๒๙

มีสติตั้งมั่น ๑ ไม่มีความสะดุ้งกลัว ๑ คุณเหล่านี้ติดตามข้าพเจ้าไปทั้งในเทวโลกและมนุษยโลก(๑๕. อานิสงส์ของการถวายเชิงรองบาตร)

ข้อ ๑๓๐

ข้าพเจ้าได้ถวายเชิงรองบาตรในพระชินเจ้า และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุด เป็นผู้ไม่มีภัยในเพราะวรรณะ ๕ และไม่หวั่นไหวด้วยอะไรๆ

ข้อ ๑๓๑

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีสติ และญาณเป็นเครื่องตรัสรู้ ข้าพเจ้าฟังแล้ว ธรรมที่ข้าพเจ้าทรงจำไว้ย่อมไม่คลาดเคลื่อน เป็นอันวินิจฉัยดีแล้ว (๑๖. อานิสงส์ของการถวายภาชนะ)

ข้อ ๑๓๒

ข้าพเจ้าได้ถวายภาชนะสำหรับใส่ของบริโภคในพระพุทธเจ้า และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่สูงสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๓ ประการ

ข้อ ๑๓๓

คือข้าพเจ้าย่อมได้ภาชนะทองคำ ภาชนะแก้วมณี ภาชนะแก้วผลึก และภาชนะแก้วทับทิม ๑

ข้อ ๑๓๔

ได้ภริยา ได้ทาสชายหญิง พลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า และหญิงผู้เคารพนาย ๑ ได้เครื่องบริโภคทุกเวลา ๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๙๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน

ข้อ ๑๓๕

วิชาในบทมนตร์ในอาคมต่างๆ จำนวนมากและศิลปะทั้งปวง ข้าพเจ้าย่อมใคร่ครวญให้เป็นที่ใช้สอยได้ทุกเวลา(๑๗. อานิสงส์ของการถวายขัน)

ข้อ ๑๓๖

ข้าพเจ้าได้ถวายขันในพระสุคต และในหมู่สงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๓ ประการ

ข้อ ๑๓๗

คือข้าพเจ้าย่อมได้ขันทองคำ ขันแก้วมณี ขันแก้วผลึก และขันแก้วทับทิม ๑

ข้อ ๑๓๘

ข้าพเจ้าได้ขันรูปต้นโพธิ์ รูปผลไม้ รูปใบบัว และสังข์สำหรับดื่มน้ำผึ้ง ๑

ข้อ ๑๓๙

ข้าพเจ้าย่อมได้ข้อปฏิบัติในวัตรอันงาม ในอาจาระและกิริยา ๑ ข้าพเจ้าได้คุณเหล่านี้ เพราะผลแห่งกรรมนั้น (๑๘. อานิสงส์ของการถวายเภสัช)

ข้อ ๑๔๐

ข้าพเจ้าได้ถวายเภสัชในพระสุคต และในหมู่สงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๑๐ ประการ

ข้อ ๑๔๑

คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีอายุยืน ๑ มีกำลัง ๑ เป็นนักปราชญ์ ๑ มีวรรณะ ๑ มียศ ๑ มีสุข ๑ ไม่มีอันตราย ๑ ไม่มีเสนียดจัญไร ๑ ชนทั้งหลายยำเกรงทุกเมื่อ ๑ ไม่มีความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก ๑ เพราะผลแห่งกรรมของข้าพเจ้านั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๙๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๑๙. อานิสงส์ของการถวายรองเท้า)

ข้อ ๑๔๒

ข้าพเจ้าได้ถวายรองเท้าในพระชินเจ้า และในหมู่สงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๓ ประการ

ข้อ ๑๔๓

คือยานคือช้าง ยานคือม้า วอ และคานหาม ๑ รถ ๖๐,๐๐๐ คันแวดล้อมข้าพเจ้าทุกเมื่อ ๑

ข้อ ๑๔๔

เมื่อข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพ รองเท้าแก้วมณี รองเท้าทองแดง รองเท้าทองคำ รองเท้าเงิน ผุดขึ้นรองรับทุกย่างเท้า ๑

ข้อ ๑๔๕

บุญกรรมทั้งหลายย่อมช่วยชำระอาจารคุณให้สะอาดแน่นอน ข้าพเจ้าได้คุณเหล่านี้เพราะผลแห่งกรรมนั้น(๒๐. อานิสงส์ของการถวายเขียงเท้า)

ข้อ ๑๔๖

ข้าพเจ้าได้ถวายเขียงเท้าในพระสุคต และในหมู่สงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้สวมเขียงเท้า ซึ่งสำเร็จด้วยฤทธิ์แล้วอยู่ได้ตามปรารถนา (๒๑. อานิสงส์ของการถวายผ้าเช็ดน้ำ)

ข้อ ๑๔๗

ข้าพเจ้าได้ถวายผ้าเช็ดน้ำในพระสุคต และในหมู่สงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ

ข้อ ๑๔๘

คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีผิวพรรณดุจทองคำปราศจากธุลี ๑ มีรัศมีผ่องใส ๑ มีตบะ ๑ ร่างกายมีผิวเกลี้ยงเกลา ๑ ฝุ่นละอองไม่ติดร่างกายข้าพเจ้า ๑ ข้าพเจ้าได้คุณเหล่านี้เพราะผลแห่งกรรมนั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๙๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๒๒. อานิสงส์ของการถวายไม้เท้าคนแก่)

ข้อ ๑๔๙

ข้าพเจ้าได้ถวายไม้เท้าคนแก่ในพระสุคต และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ

ข้อ ๑๕๐

คือข้าพเจ้ามีบุตรมาก ๑ ไม่มีความสะดุ้งกลัว ๑ ได้รับการคุ้มครองโดยการอารักขาทั้งปวง ใครๆ ข่มไม่ได้ทุกเมื่อ ๑ ไม่รู้จักความพลั้งพลาด ๑ มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ๑(๒๓. อานิสงส์ของการถวายยารักษาไข้และยาหยอดตา)

ข้อ ๑๕๑

ข้าพเจ้าได้ถวายยารักษาไข้และยาหยอดตา(ในพระสุคต) และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๘ ประการ

ข้อ ๑๕๒

คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีนัยน์ตาโต ๑ มีนัยน์ตาสีขาว ๑ มีนัยน์ตาสีเหลือง ๑ มีนัยน์ตาสีแดง ๑ มีนัยน์ตาแจ่มใสไม่มัว ๑ ปราศจากโรคตาโดยประการทั้งปวง ๑

ข้อ ๑๕๓

มีตาทิพย์ ๑ มีดวงตาคือปัญญาอย่างสูงสุด ๑ ข้าพเจ้าได้คุณเหล่านี้เพราะผลแห่งกรรมนั้น(๒๔. อานิสงส์ของการถวายลูกกุญแจ)

ข้อ ๑๕๔

ข้าพเจ้าได้ถวายลูกกุญแจในพระสุคต และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้ว ได้ลูกกุญแจคือญาณสำหรับเปิดประตูแห่งธรรม(๒๕. อานิสงส์ของการถวายแม่กุญแจ)

ข้อ ๑๕๕

ข้าพเจ้าได้ถวายแม่กุญแจ(ในพระสุคต) และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๐๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๒ ประการ คือเมื่อข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพ เป็นคนมีความโกรธน้อย ๑ ไม่มีความคับแค้นใจ ๑ (๒๖. อานิสงส์ของการถวายสายโยก)

ข้อ ๑๕๖

ข้าพเจ้าได้ถวายสายโยกในพระสุคต และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ

ข้อ ๑๕๗

คือข้าพเจ้าย่อมไม่หวั่นไหวในสมาธิ ๑ เป็นผู้ชำนาญในสมาธิ ๑ มีบริวารไม่แตกแยกกัน ๑ มีถ้อยคำที่เชื่อถือได้ทุกเมื่อ ๑ โภคสมบัติย่อมเกิดเมื่อข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพ ๑(๒๗. อานิสงส์ของการถวายกระบอกเป่าควันไฟ)

ข้อ ๑๕๘

ข้าพเจ้าได้ถวายกระบอกเป่าควันไฟในพระชินเจ้า และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๓ ประการ

ข้อ ๑๕๙

คือข้าพเจ้ามีสติตั้งมั่น ๑ เส้นเอ็นต่อเนื่องกันดี ๑ ได้ที่นอนทิพย์ ๑ เพราะผลแห่งกรรมนั้น(๒๘. อานิสงส์ของการถวายตะเกียง)

ข้อ ๑๖๐

ข้าพเจ้าได้ถวายตะเกียงในพระชินเจ้า และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๓ ประการ

ข้อ ๑๖๑

คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีตระกูล ๑ มีอวัยวะสมบูรณ์ ๑ มีปัญญาที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญ ๑ ข้าพเจ้าได้คุณเหล่านี้เพราะผลแห่งกรรมของข้าพเจ้านั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๐๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๒๙. อานิสงส์ของการถวายคนโทน้ำและผอบ)

ข้อ ๑๖๒

ข้าพเจ้าได้ถวายคนโทน้ำและผอบในพระพุทธเจ้า และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๑๐ ประการ

ข้อ ๑๖๓

คือครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้รับการคุ้มครอง ๑ พรั่งพร้อมด้วยความสุข ๑ มียศยิ่งใหญ่ ๑ มีการดำเนินชีวิตที่ดี ๑ มีร่างกายที่ได้สัดส่วน ๑ เป็นสุขุมาลชาติ ๑ ปราศจากเสนียดจัญไรทั้งปวง ๑

ข้อ ๑๖๔

ได้คุณอันไพบูลย์ ๑ ได้รับการยกย่องนับถืออย่างมั่นคง ปราศจากความหวาดเสียว ๑

ข้อ ๑๖๕

ได้คนโทน้ำและผอบ ๔ สี และช้างแก้ว ม้าแก้ว ๑ คุณของข้าพเจ้าเหล่านั้นไม่พินาศ นี้เป็นผลในการถวายคนโทน้ำและผอบ(๓๐. อานิสงส์ของการถวายวัตถุขัดสนิม)

ข้อ ๑๖๖

ข้าพเจ้าได้ถวายแปรงมือในพระพุทธเจ้า และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ

ข้อ ๑๖๗

คือข้าพเจ้าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยลักษณะทั้งปวง ๑ มีอายุยืน ๑ มีปัญญา ๑ มีจิตตั้งมั่น ๑ มีร่างกายพ้นจากความยากลำบาก ทุกอย่างในกาลทุกเมื่อ ๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๐๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๓๑. อานิสงส์ของการถวายกรรไกร)

ข้อ ๑๖๘

ข้าพเจ้าได้ถวายกรรไกรที่มีคมบางซึ่งลับไว้ดีในพระสงฆ์ แล้วได้ญาณเป็นเครื่องตัดกิเลส ซึ่งบริสุทธิ์ไม่มีอะไรเปรียบปาน (๓๒. อานิสงส์ของการถวายแหนบ)

ข้อ ๑๖๙

ข้าพเจ้าได้ถวายแหนบในพระสุคต และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุด ย่อมได้ญาณเป็นเครื่องถอนกิเลส ซึ่งบริสุทธิ์ไม่มีอะไรเทียบเท่า (๓๓. อานิสงส์ของการถวายยานัตถุ์)

ข้อ ๑๗๐

ข้าพเจ้าได้ถวายยานัตถุ์ในพระสุคต และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๘ ประการ

ข้อ ๑๗๑

คือข้าพเจ้ามีศรัทธา ๑ มีศีล ๑ มีหิริ ๑ มีโอตตัปปะ ๑ มีสุตะ ๑ มีจาคะ ๑ มีขันติ ๑ มีปัญญา ๑(๓๔. อานิสงส์ของการถวายตั่ง)

ข้อ ๑๗๒

ข้าพเจ้าได้ถวายตั่งในพระสุคต และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ

ข้อ ๑๗๓

คือข้าพเจ้าย่อมเกิดในตระกูลสูง เป็นผู้มีโภคสมบัติมาก ๑ ชนทั้งปวงยำเกรงข้าพเจ้า ๑ ชื่อเสียงของข้าพเจ้าฟุ้งขจรไป ๑

ข้อ ๑๗๔

บัลลังก์สี่เหลี่ยมจัตุรัส ย่อมห้อมล้อมข้าพเจ้าเป็นนิตย์ ตลอด ๑๐๐,๐๐๐ กัป ๑ ยินดีในการจำแนกทาน ๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๐๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๓๕. อานิสงส์ของการถวายฟูก)

ข้อ ๑๗๕

ข้าพเจ้าได้ถวายฟูกในพระสุคต และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๖ ประการ

ข้อ ๑๗๖

คือข้าพเจ้ามีร่างกายสมส่วนที่บุญกรรมก่อให้ เป็นผู้อ่อนโยน มีรูปงาม น่าดู ๑ ข้าพเจ้าย่อมได้ญาณอันประเสริฐ ๑ นี้เป็นผลแห่งการถวายฟูก

ข้อ ๑๗๗

ข้าพเจ้าย่อมได้ฟูกที่ยัดด้วยนุ่น อันวิจิตรด้วยรูปสัตว์ต่างๆ มีรูปราชสีห์ และเสือโคร่งเป็นต้น ด้วยผ้าไหม แกมดิ้นที่ปักเพชรพลอย ๑ ผ้าป่านอย่างดี และผ้ากัมพลต่างๆ จำนวนมาก ๑

ข้อ ๑๗๘

ได้ผ้าปาวารที่มีขนอ่อนนุ่ม ผ้าทำด้วยขนสัตว์อ่อนนุ่มในที่ต่างๆ ๑ นี้เป็นผลแห่งการถวายฟูก

ข้อ ๑๗๙

เมื่อใดข้าพเจ้าระลึกถึงตน เมื่อใดข้าพเจ้าเป็นผู้รู้เดียงสา เมื่อนั้นข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่เปล่า มีฌานเป็นเตียงนอน ๑ นี้เป็นผลแห่งการถวายฟูก (๓๖. อานิสงส์ของการถวายหมอน)

ข้อ ๑๘๐

ข้าพเจ้าได้ถวายหมอนในพระชินเจ้า และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๖ ประการ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๐๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน

ข้อ ๑๘๑

คือข้าพเจ้าใช้หมอนที่ยัดด้วยขนสัตว์ หมอนที่ยัดด้วยเกสรบัวหลวง และหมอนที่ยัดด้วยจุรณจันทน์แดง หนุนศีรษะของข้าพเจ้าทุกเมื่อ ๑

ข้อ ๑๘๒

ข้าพเจ้าทำญาณให้เกิดในอัฏฐังคิกมรรคอย่างประเสริฐ และในสามัญผล ๔ เหล่านั้น อยู่ตลอดกาลเป็นนิตย์ ๑

ข้อ ๑๘๓

ข้าพเจ้าทำญาณให้เกิดในทาน ทมะ สัญญมะ อัปปมัญญา และรูปฌานเหล่านั้น อยู่ตลอดกาลทั้งปวง ๑

ข้อ ๑๘๔

ข้าพเจ้าทำญาณให้เกิดในวัตร คุณ การปฏิบัติ อาจาระและกิริยา อยู่ตลอดกาลทั้งปวง ๑

ข้อ ๑๘๕

ข้าพเจ้าทำญาณให้เกิดในการจงกรม ในความเพียรที่เป็นประธาน และในโพธิปักขิยธรรมเหล่านั้น อยู่ตามปรารถนา ๑

ข้อ ๑๘๖

ข้าพเจ้าทำญาณให้เกิดในศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และในวิมุตติญาณทัสสนะเหล่านั้นแล้ว อยู่เป็นสุข ๑(๓๗. อานิสงส์ของการถวายตั่งแผ่นกระดาน)

ข้อ ๑๘๗

ข้าพเจ้าได้ถวายตั่งแผ่นกระดานในพระชินเจ้า และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๒ ประการ

ข้อ ๑๘๘

คือข้าพเจ้าได้บัลลังก์อย่างประเสริฐ ทำด้วยทอง ทำด้วยแก้วมณี ๑ และทำด้วยงาช้างจำนวนมาก ๑ นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแผ่นกระดาน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๐๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๓๘. อานิสงส์ของการถวายตั่งวางเท้า)

ข้อ ๑๘๙

ข้าพเจ้าได้ถวายตั่งวางเท้าในพระชินเจ้า และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๒ ประการ คือข้าพเจ้าย่อมได้ยานพาหนะจำนวนมาก ๑ นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งวางเท้า

ข้อ ๑๙๐

ทาสหญิงชาย ภรรยา และคนผู้อาศัยเหล่าอื่น บำรุงบำเรอข้าพเจ้าโดยชอบ ๑ นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งวางเท้า(๓๙. อานิสงส์ของการถวายน้ำมันทาเท้า)

ข้อ ๑๙๑

ข้าพเจ้าได้ถวายน้ำมันทาเท้า(ในพระชินเจ้า) และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ

ข้อ ๑๙๒

คือข้าพเจ้าไม่มีความเจ็บไข้ ๑ มีรูปงาม ๑ มีเส้นประสาทรับรสได้เร็ว ๑ ได้ข้าวและน้ำ ๑ มีอายุยืนเป็นคำรบ ๕ (๔๐. อานิสงส์ของการถวายเนยใสและน้ำมัน)

ข้อ ๑๙๓

ข้าพเจ้าได้ถวายเนยใสและน้ำมัน(ในพระชินเจ้า) และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ

ข้อ ๑๙๔

คือข้าพเจ้าเป็นคนมีกำลังแข็งแรง ๑ มีร่างกายสมบูรณ์ ๑ เป็นคนร่าเริงทุกเมื่อ ๑ มีบุตรได้ทุกเมื่อ ๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๐๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน และเป็นคนไม่เจ็บไข้ทุกเมื่อ ๑ นี้เป็นผลแห่งการถวายเนยใสและน้ำมัน (๔๑. อานิสงส์ของการถวายน้ำบ้วนปาก)

ข้อ ๑๙๕

ข้าพเจ้าได้ถวายน้ำบ้วนปาก(ในพระชินเจ้า) และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ

ข้อ ๑๙๖

คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีลำคอบริสุทธิ์ ๑ มีเสียงไพเราะ ๑ ปราศจากโรคไอ ๑ ปราศจากโรคหืด ๑ กลิ่นดอกอุบลฟุ้งออกจากปากของข้าพเจ้าทุกเมื่อ ๑(๔๒. อานิสงส์ของการถวายนมส้ม)

ข้อ ๑๙๗

ข้าพเจ้าได้ถวายนมส้มอย่างดีในพระพุทธเจ้า และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุด ได้บริโภคอมตภัตคือกายคตาสติอันประเสริฐ(๔๓. อานิสงส์ของการถวายน้ำผึ้ง)

ข้อ ๑๙๘

ข้าพเจ้าได้ถวายน้ำผึ้งที่มีสีกลิ่นและรสในพระชินเจ้า และในหมู่สงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ได้วิมุตติรสที่ไม่มีรสอื่นเปรียบปานได้ ไม่เป็นอย่างอื่น(๔๔. อานิสงส์ของการถวายรส)

ข้อ ๑๙๙

ข้าพเจ้าได้ถวายรสตามเป็นจริงในพระพุทธเจ้า และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับผล ๔ ประการ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า (๔๕. อานิสงส์ของการถวายข้าวและน้ำ)

ข้อ ๒๐๐

ข้าพเจ้าได้ถวายข้าวและน้ำในพระพุทธเจ้า และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๑๐ ประการ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๐๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน

ข้อ ๒๐๑

คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีอายุยืน ๑ มีกำลัง ๑ เป็นนักปราชญ์ ๑ มีวรรณะสวยงาม ๑ มียศ ๑ มีสุข ๑ เป็นผู้ได้ข้าว ๑ เป็นผู้ได้น้ำ ๑ เป็นคนกล้า ๑ เป็นผู้มีปัญญา ๑ ข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพ ได้คุณเหล่านี้(๔๖. อานิสงส์ของการถวายธูป)

ข้อ ๒๐๒

ข้าพเจ้าได้ถวายธูปในพระสุคต และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๑๐ ประการ

ข้อ ๒๐๓

คือเป็นผู้มีกลิ่นตัวหอมฟุ้ง ๑ มียศ ๑ มีปัญญาไว ๑ มีชื่อเสียง ๑ มีปัญญาเฉียบแหลม ๑ มีปัญญากว้างขวาง ๑ มีปัญญาร่าเริง ๑ มีปัญญาลึกซึ้ง ๑

ข้อ ๒๐๔

มีปัญญาไพบูลย์ ๑ มีปัญญาแล่นไปเร็ว ๑ เพราะผลแห่งการถวายธูปนั้น ข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ได้บรรลุนิพพานซึ่งเป็นสันติสุข ในกาลบัดนี้(อานิสงส์ทั่วๆ ไป)

ข้อ ๒๐๕

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

ข้อ ๒๐๖

การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๐๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน

ข้อ ๒๐๗

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระปิลินทวัจฉเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ปิลินทวัจฉเถราปทานที่ ๑ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ปิลินทวัจฉวรรคที่ ๔๐ ๓๙๑. อรรถกถาปิลินทวัจฉเถราปทาน

พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑ วรรคที่ ๔๐ ดังต่อไปนี้ :-

อปทานของท่านพระปิลินทวัจฉเถระมีคำเริ่มต้นว่า นคเร หํสวติยา ดังนี้.

แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้น.

ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิดในตระกูลนายประตู ในหังสวดีนคร ได้มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมาก เขาแลดูกองทรัพย์สมบัติที่สั่งสมไว้เป็นจำนวนโกฏิแล้ว จึงไปนั่งในที่ลับๆ คิดว่า เราควรจะถือเอาทรัพย์ทั้งหมดนี้ไว้ในทางที่ถูกแล้วจึงไปดังนี้แล้ว จึงตกลงใจว่า ควรที่เราจะถวายบริขารทั้งหมดแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข จึงให้ช่างกระทำเริ่มต้นแต่ฉัตรแสนคัน จนถึงเครื่องบริโภคและบริขารทั้งหมดอย่างละแสนชิ้นแล้ว นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ได้ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข.

ครั้นถวายทานได้ ๗ วันอย่างนี้แล้ว ในวันสุดท้ายนั้น เขาได้ปรารถนาที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานเสร็จแล้ว ก็ทำแต่บุญเป็นอันมากจนตลอดชีวิต สิ้นชีวิตแล้วได้ไปบังเกิดในเทวโลก ได้เสวยทิพยสมบัติมากมายในกามาวจรทั้ง ๖ ชั้น และได้เสวยสมบัติมีจักรพรรดิสมบัติเป็นต้นในมนุษยโลก.

ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ เรียนจบศิลปศาสตร์ทุกสาขาแล้ว ได้ปรากฏชื่อว่าปิลินทวัจฉะ ด้วยอำนาจแห่งโคตร.

วันหนึ่ง ปิลินทวัจฉะนั้นได้ฟังพระธรรมเทศนาในสำนักของพระศาสดาแล้ว ได้มีศรัทธาบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์ (ท่าน) ระลึกถึงบุรพกรรมของตนได้เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศเรื่องราวอันนั้นด้วยอำนาจอุทาน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า นคเร หํสวติยา ดังนี้.

เนื้อความแห่งอุทานนั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล้ว.

บทว่า อาสึ โทวาริโก อหํ ความว่า เราได้เป็นนายประตู รักษาประตูพระราชวังของพระราชาในหังสวดีนครแล้ว.

บทว่า อกฺโขภํ อมิตํ โภคํ ความว่า เพราะค่าที่ตนเป็นราชวัลลภ คนอื่นจึงไม่สามารถจะทำทรัพย์ให้หวั่นไหว ให้เคลื่อจากที่ได้ ทรัพย์ที่หาประมาณมิได้ จึงได้มีอยู่ในเรือนของเราเป็นกอง.

บทว่า พหู เมธิคตา โภคา ความว่า โภคะเป็นจำนวนมากมาย ได้ถึง ได้มีแก่เราแล้ว.

ชื่อของบริขารทั้งหลายมีมีดน้อยเป็นต้นก็พอจะรู้ได้โดยง่ายด้วยการประกอบไปตามลำดับเนื้อความ และอานิสงส์แห่งการถวายเครื่องบริขารก็พอจะรู้ได้ง่ายเหมือนกันแล. จบอรรถกถาปิลินทวัจฉเถราปทาน -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา