๑. อุปาลีเถราปทาน (๔๑)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปญฺจโม อุปาลิวคฺโค ปฐมํ อุปาลิตฺเถราปทานํ (๔๑)
๔๓|๔๓.๑| ขีณาสวสหสฺเสหิ ปริวุโต โลกนายโก วิเวกมนุยุตฺโต โส คจฺฉเต ปฏิสลฺลิตุํ ฯ |๔๓.๒| อชิเนน นิวตฺโถหํ ติทณฺฑปริจารโณ ภิกฺขุสงฺฆปริพฺยุฬฺหํ อทฺทสํ โลกนายกํ ฯ |๔๓.๓| เอกํสํ อชินํ กตฺวา สีเส กตฺวาน อญฺชลึ สมฺพุทฺธํ อภิวาเทตฺวา สนฺถวึ โลกนายกํ ฯ |๔๓.๔| ยถาณฺฑชา จ สํเสทา โอปปาตี ชลมฺพุชา กากาทิปกฺขิโน สพฺเพ อนฺตลิกฺเข สทา จรา ฯ |๔๓.๕| เย เกจิ ปาณภูตตฺถิ สญฺญิโน วา อสญฺญิโน สพฺเพ เต ตว ญาณมฺหิ อนฺโต โหนฺติ สโมคธา ฯ |๔๓.๖| คนฺธา จ ปพฺพเตยฺยา เย หิมวนฺเต นคุตฺตเม สพฺเพ เต ตว สีลมฺหิ กลาโยปิ น ยุชฺชเร ฯ |๔๓.๗| โมหนฺธการปกฺขนฺโน อยํ โลโก สเทวโก ตว ญาณมฺหิ โชตนฺเต อนฺธการา วิธํสิตา ฯ |๔๓.๘| ยถา อตฺถงฺคเต สุริเย โหนฺติ สตฺตา ตโมคตา เอวํ พุทฺเธ อนุปฺปนฺเน โหติ โลโก ตโมคโต ฯ |๔๓.๙| ยโถทยนฺโต อาทิจฺโจ วิโนเทติ ตมํ สทา ตเถว ตฺวํ พุทฺธเสฏฺฐ วิทฺธํเสสิ ตมํ สทา ฯ |๔๓.๑๐| ปธานํ ปหิตตฺโตสิ พุทฺโธ โลเก สเทวเก ตว กมฺมาภิรทฺเธน โตเสสิ ชนตํ พหุํ ฯ |๔๓.๑๑| ตํ สุตฺวา อนุโมทิตฺวา ปทุมุตฺตโร มหามุนิ นเภ อพฺภุคฺคมิ ธีโร หํสราชาว อมฺพเร ฯ |๔๓.๑๒| อพฺภุคฺคนฺตฺวาน สมฺพุทฺโธ มเหสิ ปทุมุตฺตโร อนฺตลิกฺเข ฐิโต สตฺถา อิมา คาถา อภาสถ ฯ |๔๓.๑๓| เยนิทํ ถวิตํ ญาณํ อุปเมหิ สมายุตํ ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ |๔๓.๑๔| อฏฺฐารสญฺจ ขตฺตุํ โส เทวราชา ภวิสฺสติ ปฐพฺยา รชฺชํ ติสตํ วสุธํ อาวสิสฺสติ ฯ |๔๓.๑๕| ปญฺจวีสติกฺขตฺตุญฺจ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ |๔๓.๑๖| กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๔๓.๑๗| ตุสิตาหิ จวิตฺวาน สุกฺกมูเลน โจทิโต หีโนว ชาติยา สนฺโต อุปาลิ นาม เหสฺสติ ฯ |๔๓.๑๘| โส จ ปจฺฉา ปพฺพชิตฺวา วิราชิตฺวาน ปาปกํ สพฺพาสเว ปริญฺญาย นิพฺพายิสฺสตฺยนาสโว ฯ |๔๓.๑๙| ตุฏฺโฐ จ โคตโม พุทฺโธ สกฺยปุตฺโต มหายโส วินยาธิคตํ ตสฺส เอตทคฺเค ฐเปสฺสติ ฯ |๔๓.๒๐| สทฺธายหํ ปพฺพชิโต กตกิจฺโจ อนาสโว สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหรามิ อนาสโว ฯ |๔๓.๒๑| ภควา จานุกมฺปี มํ วินเยหํ วิสารโท สกกมฺมาภิรทฺโธ จ วิหรามิ อนาสโว ฯ |๔๓.๒๒| สํวุโต ปาฏิโมกฺขมฺหิ อินฺทฺริเยสุ จ ปญฺจสุ ธาเรมิ วินยํ สพฺพํ เกวลํ รตนากรํ ฯ |๔๓.๒๓| มมญฺจ คุณมญฺญาย สตฺถา โลเก อนุตฺตโร ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ ฯ |๔๓.๒๔| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อุปาลิ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ อุปาลิตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕. อุปาลิวรรค] ๑. อุปาลิเถราปทาน ๕. อุปาลิวรรค หมวดว่าด้วยพระอุบาลีเป็นต้น ๑. อุปาลิเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระอุบาลีเถระ (พระอุบาลีเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก มีพระขีณาสพ ๑,๐๐๐ องค์แวดล้อม พระองค์ผู้ขวนขวายวิเวก จึงเสด็จไปเพื่อหลีกเร้น
ข้าพเจ้านุ่งห่มหนังสัตว์ ถือไม้เท้า ๓ ง่ามเที่ยวไป ได้พบพระผู้มีพระภาค ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก มีหมู่ภิกษุห้อมล้อม
ข้าพเจ้าจึงทำหนังสัตว์เฉวียงบ่า ประคองอัญชลีไว้เหนือเศียรเกล้า ถวายอภิวาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วชมเชยพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกว่า
สัตว์ทั้งหลายที่เกิดในไข่ เกิดในเถ้าไคล เกิดผุดขึ้น เกิดในครรภ์ และนกมีกาเป็นต้นทั้งหมด ได้เที่ยวไปในอากาศทุกเมื่อ ฉันใด
สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีสัญญาก็ตาม ไม่มีสัญญาก็ตาม สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดก็ฉันนั้น ย่อมเข้าไปปรากฏภายในพระญาณของพระองค์
อนึ่ง กลิ่นหอมเหล่าใดมีอยู่ที่ภูเขา ณ ภูเขาหิมพานต์ซึ่งเป็นภูเขาสูงสุด กลิ่นหอมเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมไม่ควรแม้ส่วนเสี้ยวในศีลของพระองค์เลย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๖๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕. อุปาลิวรรค] ๑. อุปาลิเถราปทาน
โลกนี้พร้อมทั้งเทวโลกแล่นเข้าไปสู่ความมืดคือโมหะ เมื่อพระญาณของพระองค์ส่องแสงโชติช่วงอยู่ ความมืดก็ถูกกำจัดไป
เมื่อดวงอาทิตย์อัสดงคตแล้ว สัตว์ทั้งหลายก็ตกอยู่ในความมืด ฉันใด เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้น สัตว์โลกก็ตกอยู่ในความมืด ฉันนั้น
ดวงอาทิตย์เมื่ออุทัยขึ้น ย่อมขจัดความมืดได้ทุกเมื่อ ฉันใด ข้าแต่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด พระองค์ก็ทรงขจัดความมืดได้ทุกเมื่อ ฉันนั้น
พระองค์ทรงมีพระทัยเด็ดเดี่ยวเพื่อบำเพ็ญเพียร ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ทรงทำหมู่ชนจำนวนมากให้ยินดี ด้วยการปรารภการกระทำของพระองค์
พระผู้มีพระภาคผู้มหามุนีพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้เป็นนักปราชญ์ ทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงอนุโมทนาแล้ว เสด็จเหาะไปในท้องฟ้า เหมือนพญาหงส์โผบินไปในท้องฟ้า ฉะนั้น
พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่พระนามว่าปทุมุตตระ เสด็จเหาะขึ้นไปประทับอยู่ในอากาศได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
เราจักพยากรณ์ผู้ที่ชมเชยญาณ ซึ่งประกอบด้วยข้ออุปมาทั้งหลายนี้ ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด
เขาจักเป็นเทวราช ๑๘ ชาติ จักเป็นพระเจ้าแผ่นดินครองแผ่นดิน ๓๐๐ ชาติ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๖๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕. อุปาลิวรรค] ๑. อุปาลิเถราปทาน
เขาจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๕ ชาติ จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ นับชาติไม่ถ้วน
ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป) พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก
เขาถูกกุศลมูลตักเตือนแล้วจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตแล้ว จักเป็นคนต่ำต้อยโดยชาติกำเนิด ชื่อว่าอุบาลี
ภายหลัง เขาบวชแล้ว คลายบาปได้ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงเป็นผู้ไม่มีอาสวะแล้วนิพพาน
อนึ่ง พระโคดมพุทธเจ้าผู้ศากยบุตร มีพระยศยิ่งใหญ่ ทรงยินดีแล้ว จักตั้งเขาไว้ในเอตทัคคะว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญทางพระวินัย
ข้าพเจ้าบวชด้วยศรัทธา ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงอนุเคราะห์ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็เป็นผู้เชี่ยวชาญในทางพระวินัย และปรารภกรรมของตนอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ข้าพเจ้าสำรวมในพระปาติโมกข์และในอินทรีย์ ๕ ทรงพระวินัยทั้งหมด ซึ่งเป็นบ่อเกิดรัตนะทั้งมวลไว้
พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก ทรงทราบคุณสมบัติของข้าพเจ้า ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว ทรงแต่งตั้งข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๖๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕. อุปาลิวรรค] ๒. โสณโกฬิวิสเถราปทาน
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระอุบาลีเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้อุปาลิเถราปทานที่ ๑ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อุปาลิวรรคที่ ๕ ๔๑. อรรถกถาอุปาลิเถราปทาน
____________________________
ม. ภาคิเนยฺยอุปาลิเถราปทาน.
อปทานของท่านพระอุบาลีเถระมีคำเริ่มต้นว่า ขีณาสวสหสฺเสหิ ดังนี้.
ก็พระเถระนี้ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในตระกูลหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เห็นโทษในการอยู่ครองเรือน จึงละเรือนออกบวชเป็นฤาษี ได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ สำเร็จการอยู่ ณ หิมวันตประเทศ.
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงประสงค์วิเวก จึงเข้าไปสู่หิมวันตประเทศ. ดาบสเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รุ่งโรจน์เหมือนพระจันทร์เพ็ญแต่ไกลเทียว มีใจเลื่อมใส กระทำหนังเฉวียงบ่า ประคองอัญชลี ถวายบังคมแล้วยืนอยู่นั่นแล ด้วยสดุดีเป็นอเนก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงประทานพยากรณ์ว่า ในอนาคต ดาบสนี้จักบวชในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคตมะ จักได้เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้ปัญญาเฉียบแหลมในทางพระวินัย.
ท่านดำรงอยู่ตลอดอายุ มีฌานไม่เสื่อม บังเกิดในพรหมโลก. ท่านจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเสวยสมบัติ.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดเป็นหลานของพระอุบาลีเถระในกรุงกบิลพัสดุ์. ท่านถึงความเจริญวัยโดยลำดับ บวชในสำนักของพระอุบาลีเถระผู้เป็นลุง เรียนพระกรรมฐาน เจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. ท่านเป็นผู้มีญาณเฉียบแหลม เพราะเหตุที่ตนอยู่ในที่ใกล้อาจารย์.
ลำดับนั้น พระศาสดาจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งอันเลิศว่า ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุทั้งหลายผู้สาวกของเราผู้มีปัญญาเฉียบแหลมในปัญหาพระวินัยนี้ ภาคิเนยยอุบาลีเป็นเลิศ.
ท่านได้รับตำแหน่งเอตทัคคะอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ขีณาสวสหสฺเสหิ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น ชื่อว่าอาสวะ เพราะแล่นไปคือเป็นไปโดยรอบจดภวัคคพรหม. ชื่อว่า ขีณาสวา เพราะอาสวะ ๔ มีกามาสวะเป็นต้นสิ้นไป เหือดแห้งไป ผากไปแล้ว อันเธอกำจัดแล้ว.
ภิกษุผู้มีอาสวะสิ้นแล้วเหล่านั้นนั่นแลมีประมาณ ๑,๐๐๐ คือมีพระขีณาสพ ๑,๐๐๐ รูปเป็นประมาณ. ด้วยพระขีณาสพประมาณ ๑,๐๐๐ นั้น.
เชื่อมความว่า พระโลกนาถแวดล้อมไปด้วยภิกษุผู้ขีณาสพเหล่านั้น ผู้ยังโลกให้ถึงพระนิพพาน ประกอบเนืองๆ ซึ่งวิเวก ย่อมเสด็จไปเพื่อหลีกเร้นคือเพื่อความเป็นผู้โดดเดี่ยว.
บทว่า อชิเนน นิวตฺโถหํ ความว่า เราอันหนังมฤคปิดบังไว้. อธิบายว่า นุ่งหนังสัตว์.
บทว่า ติฑณฺฑปริธารโก ความว่า ถือเอาท่อนไม้ ๓ อันเพื่อวางคนโทน้ำทรงไว้.
เชื่อมความว่า เราได้เห็นพระองค์ผู้นำโลกผู้แวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์.
คำที่เหลือปรากฏชัดแล้วทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาอุปาลิเถราปทาน -----------------------------------------------------