๑๐. ปิณโฑภารทวาชเถราปทาน (๘)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ทสมํ ปิณฺโฑลภารทฺวาชตฺเถราปทานํ (๘)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ปิณโฑภารทวาชเถราปทานที่ ๑๐ (๘) ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกปทุม
|๑๐.๖๑๐| ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สยมฺภู อคฺคปุคฺคโล ปุรโต หิมวนฺตสฺส จิตฺตกูเฏ วสี ตทา ฯ |๑๐.๖๑๑| อภีตรูโป ตตฺถาสึ มิคราชา จตุกฺกโม ยสฺส สทฺทํ สุณิตฺวาน วิกฺขมฺภนฺติ พหู ชนา ฯ |๑๐.๖๑๒| สุผุลฺลํ ปทุมํ คยฺห อุปคญฺฉึ นราสภํ วุฏฺฐิตสฺส สมาธิมฺหา พุทฺธสฺส อภิโรปยึ ฯ |๑๐.๖๑๓| จาตุทฺทิสํ นมสฺสิตฺวา พุทฺธเสฏฺฐํ นรุตฺตมํ สกํ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา สีหนาทํ นทึ ตทา ฯ |๑๐.๖๑๔| ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห สกาสเน นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ ฯ |๑๐.๖๑๕| พุทฺธสฺส คิรมญฺญาย สพฺเพ เทวา สมาคตา อาคโต วทตํ เสฏฺโฐ ธมฺมํ โสสฺสาม ตํ มยํ ฯ |๑๐.๖๑๖| เตสํ หาสปเรตานํ ปุรโต โลกนายโก มม สทฺทํ ปกิตฺเตสิ ทีฆทสฺสี มหามุนิ ฯ |๑๐.๖๑๗| เยนิทํ ปทุมํ ทินฺนํ สีหนาโท จ นาทิโต ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ |๑๐.๖๑๘| อิโต อฏฺฐมเก กปฺเป จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ สตฺตรตนสมฺปนฺโน จตุทีปมฺหิ อิสฺสโร ฯ |๑๐.๖๑๙| การยิสฺสติ อิสฺสรํ มหิยา จตุสฏฺฐิยา ปทุโม นาม นาเมน จกฺกวตฺติ มหาพโล ฯ |๑๐.๖๒๐| กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว โคตโม นาม โคตฺเตน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๑๐.๖๒๑| ปกาสิเต ปาวจเน พฺรหฺมพนฺธุ ภวิสฺสติ พฺรหฺมญฺญา อภินิกฺขมฺม ปพฺพชิสฺสติ ตาวเท ฯ |๑๐.๖๒๒| ปธานํ ปหิตตฺโต โส อุปสนฺโต นิรูปธิ สพฺพาสเว ปริญฺญาย นิพฺพายิสฺสตินาสโว ฯ |๑๐.๖๒๓| วิชฺชเน ปนฺตเสยฺยมฺหิ วาฬมิคสมากุเล สพฺพาสเว ปริญฺญาย นิพฺพายิสฺสตินาสโว ฯ |๑๐.๖๒๔| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ปิณฺโฑลภารทฺวาโช เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ปิณฺโฑลภารทฺวาชตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
พระสยัมภูชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ เป็นบุคคลผู้เลิศประทับอยู่บนยอด ภูเขาจิตกูฏข้างหน้าภูเขาหิมวันต์ เราเป็นพระยาเนื้อผู้ไม่มีความกลัว สามารถจะไปได้ในทิศทั้ง ๔ อยู่ ณ ที่นั้น สัตว์เป็นอันมากได้ฟังเสียง ของเราแล้วย่อมครั้นคร้าม เราคาบดอกปทุมที่บาน เข้าไปหาพระนราสภ ได้บูชาพระพุทธเจ้าซึ่งเสด็จออกจากสมาธิ เวลานั้น เรานมัสการพระพุทธ- เจ้าผู้ประเสริฐสูงสุดกว่านระในสี่ทิศ ยังจิตของตนให้เลื่อมใสแล้ว ได้บันลือสีหนาท พระปทุมุตรพุทธเจ้าผู้ทรงรู้แจ้งโลก ทรงรับเครื่องบูชา ของเรา แล้วประทับนั่งบนอาสนะของพระองค์ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ ทวยเทพทั้งปวงได้ทราบพระดำรัสของพระพุทธเจ้าแล้ว มาประชุมกันกล่าว กันว่า พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐจักเสด็จมาแล้ว เราทั้งหลายจักฟังธรรมนั้น พระมหามุนีทรงเห็นกาลยาวผู้เป็นนายกของโลก ทรงประกาศเสียงของเรา ข้างหน้าของทวยเทพและมนุษย์ผู้ประกอบด้วยความร่าเริงเหล่านั้นว่า ผู้ใด ได้ถวายปทุมนี้ และได้บันลือสีหนาท เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลาย จงฟังเรากล่าว ในกัลปที่ ๘ แต่ภัทรกัลปนี้ ผู้นั้นจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ จักเสวยความ เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ๖๔ ชาติ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรงกำลัง มี พระนามชื่อว่าปทุม ในแสนกัลป พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดย พระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก เมื่อพระศาสดาพระองค์นั้นทรงประกาศพระศาสนาแล้ว พระยาสีหะนี้จัก เป็นบุตรของพราหมณ์ จักออกจากสกุลพราหมณ์แล้วบวชในพระศาสนา ของพระศาสดาพระองค์นั้น เขามีตนส่งไปแล้วเพื่อความเพียร สงบระงับ ไม่มีอุปธิ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน ณ เสนา- สนะอันสงัด ปราศจากชนเกลื่อนกล่นด้วยเนื้อร้าย คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว พระ- พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล. ทราบว่า ท่านพระปิณโฑภารทวาชเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ ปิณโฑภารทวาชเถราปทาน -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘. ปิณโฑลภารทวาชเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระปิณโฑลภารทวาชเถระ (พระปิณโฑลภารทวาชเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
ครั้งนั้น พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้เป็นพระสยัมภู ทรงเป็นบุคคลผู้เลิศ ประทับอยู่บนภูเขาจิตรกูฏ เบื้องหน้าภูเขาหิมพานต์ @เชิงอรรถ : @ สิ่งทั้งปวง หมายถึงอดีต อนาคต และปัจจุบัน อีกอย่างหนึ่ง หมายถึงเญยยธรรม คือสังขาร วิการ@ลักษณะ นิพพาน และบัญญัติ (ขุ.อป.อ. ๑/๖๑๐/๓๖๑) @ อมตเภรี หมายถึงกลองคืออมตมหานิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๖๑๐/๓๖๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๙๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๘. ปิณโฑลภารทวาชเถราปทาน
ข้าพเจ้าได้เกิดเป็นพญาเนื้อ ไม่มีความกลัวเกรง สามารถวิ่งไปได้ทั้ง ๔ ทิศ อยู่ ณ ที่นั้น ซึ่งสัตว์จำนวนมากได้ฟังเสียงแล้วย่อมครั่นคร้าม
ข้าพเจ้าได้คาบดอกปทุมที่บานดีแล้ว เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้องอาจกว่านรชน ได้บูชาพระพุทธเจ้าผู้เสด็จออกจากสมาธิ
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้นมัสการพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐที่สุด ผู้สูงสุดแห่งนรชน ในทิศทั้ง ๔ ทำจิตของตนให้เลื่อมใส ได้บันลือสีหนาท
พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งบนอาสนะของพระองค์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
เทวดาทั้งปวง พอทราบพระดำรัสของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็มาประชุมกันด้วยคิดว่า พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่าเจ้าลัทธิทั้งหลายเสด็จมาแล้ว พวกเราจักฟังธรรมของพระองค์
พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระมหามุนี ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ทรงเห็นกาลไกล ทรงประกาศเสียงของข้าพเจ้าข้างหน้าของเทวดา และมนุษย์เหล่านั้นผู้มีความร่าเริงว่า
เราจักพยากรณ์ผู้ที่ได้ถวายดอกปทุมนี้และได้บันลือสีหนาท ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด
ในกัปที่ ๘ นับจากกัปนี้ไป ผู้นั้นจักเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๙๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๘. ปิณโฑลภารทวาชเถราปทาน
จักครองความเป็นใหญ่ในแผ่นดินถึง ๖๔ ชาติ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่าปทุม ตามโคตร มีพลานุภาพมาก
ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป) พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก
เมื่อพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดมพระองค์นั้น ทรงประกาศธรรมวินัย ผู้นี้จักเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ ออกจากตระกูลพราหมณ์แล้วบวชในขณะนั้น
เขามีจิตเด็ดเดี่ยวเพื่อบำเพ็ญเพียร เป็นผู้สงบระงับ ไม่มีอุปธิ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงเป็นผู้ไม่มีอาสวะแล้วนิพพาน
ณ เสนาสนะที่สงัด เว้นจากผู้คน พลุกพล่านด้วยเนื้อร้าย เขากำหนดรู้อาสวะทั้งปวงเป็นผู้ไม่มีอาสวะแล้วนิพพาน
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระปิณโฑลภารทวาชเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วประการฉะนี้ปิณโฑลภารทวาชเถราปทานที่ ๘ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๙๕}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘. พรรณนาปิณโฑลภารทวาชเถราปทาน
คำว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้เป็นต้น เป็นอปทานของท่านพระปิณโฑลภารทวาชเถระ.
แม้พระเถระนี้ก็ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ก่อสร้างบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่วิวัฏฏะไว้ในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในกำเนิดราชสีห์อยู่ในถ้ำที่เชิงภูเขา. เพื่อจะทรงกระทำความอนุเคราะห์แก่ราชสีห์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเสด็จเข้าไปยังถ้ำเป็นที่อยู่ของราชสีห์นั้น ในเวลาที่ออกไปหาเหยื่อ ทรงนั่งเข้านิโรธสมาบัติอยู่.
ราชสีห์จับเหยื่อแล้วกลับมายืนอยู่ที่ประตูถ้ำ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทั้งร่าเริงและยินดี จึงบูชาด้วยดอกไม้ที่เกิดในน้ำและบนบก ทำจิตให้เลื่อมใส. เพื่อต้องการจะอารักขาพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงบันลือสีหนาท ๓ เวลา เพื่อให้เนื้อร้ายอื่นๆ หนีไป ได้ยืนอยู่ด้วยสติอันไปแล้วในพระพุทธเจ้า. บูชาอยู่ตลอด ๗ วัน เหมือนในวันแรก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า เมื่อล่วง ๗ วันแล้วควรออกจากนิโรธสมาบัติ ส่วนแห่งบุญมีประมาณเท่านี้จักเป็นอุปนิสัยแก่ราชสีห์นี้ ดังนี้ เมื่อราชสีห์นั้นเห็นอยู่นั่นแหละ จึงเหาะขึ้นไปสู่อากาศ เสด็จไปยังพระวิหารทีเดียว.
ราชสีห์ไม่อาจอดกลั้นความทุกข์ เพราะพลัดพรากจากพระพุทธเจ้า จึงกระทำกาละแล้วบังเกิดในตระกูลมีโภคะมากในนครหังสวดี พอเจริญวัยแล้ว ได้ไปยังพระวิหารกับชาวเมือง ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้วเลื่อมใส ยังมหาทานให้เป็นไปแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานตลอด ๗ วัน ทำบุญทั้งหลายจนชั่วชีวิต ท่องเที่ยวไปๆ มาๆ อยู่ในเทวดาและและมนุษย์.
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย จึงบังเกิดเป็นบุตรของปุโรหิตแห่งพระเจ้าอุเทน.
เขาได้มีชื่อว่าภารทวาชะ. ภารทวาชะนั้นเจริญวัยแล้ว เรียนจบไตรเพทสอนมนต์แก่มาณพ ๕๐๐ คน เพราะความที่ตนเป็นผู้มีความประพฤติไม่เหมาะสม โดยความเป็นผู้กินจุ ถูกพวกมาณพเหล่านั้นละทิ้ง จึงไปยังนครราชคฤห์ ได้เห็นลาภสักการะของพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ จึงบวชในพระศาสนา เป็นผู้ไม่รู้ประมาณในการบริโภคอยู่.
พระศาสดาทรงให้ตั้งอยู่ในความเป็นผู้รู้จักประมาณด้วยอุบาย ท่านจึงเริ่มตั้งวิปัสสนา ไม่นานนัก ก็ได้อภิญญา ๖.
ก็ครั้นเป็นผู้ได้อภิญญา ๖ แล้ว จึงบันลือสีหนาทว่า ผู้ใดมีความสงสัยในมรรคและผล ผู้นั้นจงถามเราดังนี้ ทั้งต่อพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าและในหมู่ภิกษุ ด้วยคิดว่า สิ่งใดที่สาวกทั้งหลายพึงบรรลุ สิ่งนั้นเราบรรลุแล้ว. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในเอตทัคคะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปิณโฑลภารทวาชะนี้เป็นเลิศแห่งภิกษุสาวกทั้งหลายของเราผู้บันลือสีหนาท.
พระเถระนั้นครั้นได้ตำแหน่งเอตทัคคะอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุญสมภารที่ได้กระทำไว้ในชาติก่อน เมื่อจะทำให้แจ้งซึ่งอปทานแห่งบุญกรรมของตนด้วยความโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตโร ดังนี้.
เนื้อความแห่งคำนั้นได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล.
บทว่า ปุรโต หิมวนฺตสฺส ความว่า ในส่วนแห่งทิศตะวันออกของภูเขาหิมาลัย.
บทว่า จิตฺตกูเฏ วสี ตทา เชื่อมความว่า ในกาลใด เราเป็นราชสีห์คือเป็นพญาเนื้อ อยู่ ณ ที่ใกล้ภูเขาหิมวันต์ ในกาลนั้น พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตตระประทับอยู่ที่เขาชื่อว่าจิตตกูฏ คือที่ยอดเขาชื่อว่าจิตตบรรพต เพราะเป็นภูเขาที่งดงามหลากสีด้วยโอสถ และรัตนะทั้งหลายมิใช่น้อย.
บทว่า อภีตรูโป ตตฺถาสึ ความว่า เราได้เป็นพญาเนื้อผู้ไม่กลัวเป็นสภาวะ คือเป็นผู้ไม่มีความกลัวเป็นสภาวะอยู่ในที่นั้น.
บทว่า จตุกฺกโม ได้แก่ เป็นผู้ก้าวไป คือสามารถจะไปได้ทั้ง ๔ ทิศ.
บทว่า ยสฺส สทฺทํ สุณิตฺวาน ความว่า ชนมากคือสัตว์เป็นอันมากได้ฟังสีหนาทของพญาเนื้อใด ย่อมข่ม คือย่อมขัดขวางโดยพิเศษ ได้แก่ย่อมกลัว.
บทว่า สุผุลฺลํ ปทุมํ คยฺห ความว่า มีความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้คาบดอกปทุมที่บานดีแล้ว ได้เข้าไปหาคือได้เข้าไปใกล้พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนราสภคือผู้องอาจ สูงสุด คือประเสริฐสุดแห่งนระทั้งหลาย.
บทว่า วุฏฺฐิตสฺส สมาธิมฺหิ ความว่า เราปลูก คือบูชาดอกไม้นั้นแด่พระพุทธเจ้าผู้ออกจากนิโรธสมาบัติ.
บทว่า จตุทฺทิสํ นมสฺสิตฺวา ความว่า เรานมัสการทั้ง ๔ ทิศแล้วทำจิตของตนให้เลื่อมใส คือให้ตั้งอยู่ด้วยความเอื้อเฟื้อ ได้บันลือสีหนาท คือการบันลืออย่างไม่เกรงกลัว ได้แก่ทำสีหนาทให้กึกก้องแล้ว.
ลำดับนั้น เมื่อจะประกาศการพยากรณ์ที่พระพุทธเจ้าประทานแล้ว จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตโร ดังนี้.
คำนั้นมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
บทว่า วทตํ เสฏฺโฐ เชื่อมความว่า พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐคือสูงสุดแห่งพวกอัญญเดียรถีย์ผู้กล่าวว่า เราทั้งหลายเป็นพระพุทธเจ้าๆ ดังนี้ เสด็จมาแล้ว. อธิบายว่า เราทั้งหลายจักฟังธรรมนั้นของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เสด็จมาแล้วนั้น.
บทว่า เตสํ หาสปเรตานํ ความว่า ของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นผู้ห้อมล้อม คือครอบงำ ได้แก่ผู้ประกอบความร่าเริง คือด้วยความโสมนัส.
บทว่า โลกนายโก ความว่า พระมหามุนีคือพระมุนีผู้ยิ่งใหญ่ในระหว่างมุนีทั้งหลาย ผู้ทรงเห็นกาลไกลคือผู้ทรงเห็นอนาคตกาล ผู้เป็นนายกของโลกคือผู้ทรงยังชาวโลกให้ถึงสวรรค์และนิพพาน ทรงแสดงคือทรงประกาศ ได้แก่ตรัสถึงเสียงของเรา คือเสียงบันลืออย่างราชสีห์ของเรา.
คาถาที่เหลือเข้าใจได้ง่ายทั้งนั้น.
คาถาต่อไปมีความว่า ราชสีห์จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่าปทุม โดยพระนาม จักครองความเป็นใหญ่ คืออิสรภาพ ได้แก่ราชสมบัติ ๖๔ ชาติ.
บทว่า กปฺปสตสหสฺสมฺหิ นี้ เป็นสัตตมีวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติ. อธิบายว่า ในที่สุดแสนกัป.
บทว่า ปกาสิเต ปาวจเน ความว่า ในพระไตรปิฎกที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดมนั้นทรงประกาศแล้ว คือทรงแสดงแล้ว.
บทว่า พฺรหฺมพนฺธุ ภวิสฺสติ ความว่า ในกาลนั้น คือในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดม ราชสีห์ผู้เป็นพญาเนื้อนี้จักบังเกิดในตระกูลพราหมณ์.
บทว่า พฺรหฺมญฺญา อภินิกฺขมฺม เชื่อมความว่า จักออกจากตระกูลพราหมณ์บวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น.
บทว่า ปธานปหิตตฺโต ได้แก่ มีจิตส่งไปเพื่อกระทำความเพียร ชื่อว่าผู้ไม่มีอุปธิ เพราะไม่มีกิเลสทั้งหลายกล่าวคืออุปธิ ชื่อว่าผู้สงบระงับ เพราะไม่มีความกระวนกระวายเพราะกิเลส กำหนดรู้คือละอาสวะทั้งปวง ได้แก่อาสวะทั้งสิ้น เป็นผู้ไม่มีอาสวะคือไม่มีกิเลส จักนิพพาน. อธิบายว่า จักเป็นผู้นิพพานด้วยขันธปรินิพพาน.
บทว่า วิชเน ปนฺตเสยฺยมฺหิ ความว่า ในเสนาสนะป่าไกล เว้นจากความแออัดด้วยหมู่ชน.
บทว่า วาฬมิคสมากุเล ความว่า อากูล คือเกลื่อนกล่นด้วยการเกี่ยวข้องกับเนื้อร้ายมีกาฬราชสีห์เป็นต้น.
คำที่เหลือมีเนื้อความดังกล่าวแล้วฉะนี้แล. จบพรรณนาปิณโฑลภารทวาชเถราปทาน -----------------------------------------------------