อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๑

๑๑. ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน (๙)

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 16 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

เอกาทสมํ ขทิรวนิยเรวตตฺเถราปทานํ (๙)

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ขทิรวนิยเรวตเถราปทานที่ ๑๑ (๙) ว่าด้วยผลแห่งการจัดเรือนำข้ามฟาก

ข้อ ๑๑

|๑๑.๖๒๕| คงฺคา ภาคีรสี นาม หิมวนฺตา ปภาวิตา กุติตฺเถ นาวิโก อาสึ โอริมํ จ ตเร อหํ ฯ |๑๑.๖๒๖| ปทุมุตฺตรนายโก สมฺพุทฺโธ ทิปทุตฺตโม วีสสตสหสฺเสหิ คงฺคาโสตํ ตริสฺสติ ฯ |๑๑.๖๒๗| พหู นาวา สมาเนตฺวา วฑฺฒกีหิ สุสงฺขตํ นาวาย ฉทนํ กตฺวา ปฏิมานึ นราสภํ ฯ |๑๑.๖๒๘| อาคนฺตฺวาน จ สมฺพุทฺโธ อารุยฺหิ นาวลญฺชกํ วาริมชฺเฌ ฐิโต สตฺถา อิมา คาถา อภาสถ ฯ |๑๑.๖๒๙| โย โส ตาเรสิ สมฺพุทฺธํ สงฺฆํ จาปิ อนาสวํ เตน จิตฺตปฺปสาเทน เทวโลเก รมิสฺสติ ฯ |๑๑.๖๓๐| นิพฺพตฺติสฺสติ เต พฺยมฺหํ สุกตํ นาวสณฺฐิตํ อากาเส ปุปฺผฉทนํ ธารยิสฺสติ สพฺพทา ฯ |๑๑.๖๓๑| อฏฺฐปญฺญาสกปฺปมฺหิ ตารโณ นาม ขตฺติโย จาตุรนฺโต วิชิตาวี จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ฯ |๑๑.๖๓๒| สตฺตปญฺญาสกปฺปมฺหิ จมฺพโก นาม ขตฺติโย อุคฺคจฺฉนฺโตว สุริโย โชติสฺสติ มหาพโล ฯ |๑๑.๖๓๓| กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว โคตโม นาม โคตฺเตน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๑๑.๖๓๔| ติทสาว จวิตฺวาน มนุสฺสตฺตํ คมิสฺสติ เรวโต นาม นาเมน พฺรหฺมพนฺธุ ภวิสฺสติ ฯ |๑๑.๖๓๕| อคารา นิกฺขมิตฺวาน สุกฺกมูเลน โจทิโต โคตมสฺส ภควโต สาสเน ปพฺพชิสฺสติ ฯ |๑๑.๖๓๖| โส ปจฺฉา ปพฺพชิตฺวาน ยุตฺตโยโค วิปสฺสโก สพฺพาสเว ปริญฺญาย นิพฺพายิสฺสตฺยนาสโว ฯ |๑๑.๖๓๗| วิริยํ เม ธุรโธรยฺหํ โยคกฺเขมาธิวาหนํ ธาเรมิ อนฺติมํ เทหํ สมฺมาสมฺพุทฺธสาสเน ฯ |๑๑.๖๓๘| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ขทิรวนิโย เรวตตฺเถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ขทิรวนิยเรวตตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

แม่น้ำคงคาชื่อภาคีรสี เกิดแต่ประเทศหิมวันต์ เราเป็นนายเรืออยู่ที่ท่าอัน ขรุขระ ข้ามส่งคนจากฝั่งนี้ไปฝั่งโน้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ผู้นายกของโลก สูงสุดกว่าสรรพสัตว์ กับพระขีณาสพหนึ่งแสน จัก ข้ามกระแสแม่น้ำคงคา เรานำเรือมารวมไว้เป็นอันมากแล้วนำประทุนเรือ ที่นายช่างตกแต่งเป็นอันดีไว้ต้อนรับพระนราสภ ก็สัมพุทธเจ้าเสด็จมา แล้วเสด็จขึ้นเรือ พระศาสดาประทับยืน ณ ท่ามกลางน้ำ (เมื่อเรือถึง กลางน้ำพระศาสดาประทับยืน) ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดข้ามส่ง พระสัมพุทธเจ้าและพระสงฆ์ผู้ไม่มีอาสวะ ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น วิมานอันบุญกรรมทำไว้อย่างสวยงามมีสัณฐานดัง เรือ จักเกิดแก่ท่าน หลังคาดอกไม้จักกั้นอยู่บนอากาศทุกเมื่อ ในกัลปที่ ๕๔ ผู้นี้จักได้เป็นกษัตริย์พระนามว่าตารณะ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงครอบครองแผ่นดิน มีสมุทรสาครเป็นที่ลุด ในกัลปที่ ๕๗ จักได้เป็น กษัตริย์พระนามว่าจัมพกะ ทรงพระกำลังมาก จักรุ่งเรือง ดังพระอาทิตย์ อุทัย ฉะนั้น ในแสนกัลป พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่ง สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้เคลื่อนจาก ไตรทศแล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์ จักเป็นบุตรแห่งพราหมณ์ มีนาม ชื่อว่าเรวตะ อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักออกจากเรือนบวชในศาสนา ของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม ภายหลังเขาบวชแล้ว จักประกอบ ความเพียร เจริญวิปัสสนากำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะ นิพพาน เรามีความเพียรอันนำไปซึ่งธุระ อันนำมาซึ่งธรรมเป็นแดนเกษม จากโยคะ เราทรงกายอันมีในที่สุด ในศาสนาแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เรา ทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล. ทราบว่า ท่านพระขทิรวนิยเรวตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน. -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๙. ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน ๙. ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระขทิรวนิยเรวตเถระ (พระขทิรวนิยเรวตเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

ข้อ ๖๒๘

แม่น้ำภาคีรถี ไหลมาจากภูเขาหิมพานต์ ข้าพเจ้าเกิดเป็นนายเรือ อยู่ที่ท่าน้ำไม่ราบเรียบ พาคนส่งข้ามฟากจากฝั่งโน้นมาฝั่งนี้

ข้อ ๖๒๙

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงเป็นผู้นำ ผู้สูงสุดแห่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พร้อมกับพระขีณาสพ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ผู้ได้วสี จักข้ามกระแสแม่น้ำคงคา

ข้อ ๖๓๐

ข้าพเจ้าได้นำเรือมาจอดรวมกันไว้จำนวนมาก แล้วจัดประทุนที่นายช่างประกอบอย่างดีไว้บนเรือ ต้อนรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้องอาจกว่านรชน

ข้อ ๖๓๑

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ศาสดาได้เสด็จมาขึ้นเรือนั้นแล้ว ประทับอยู่ท่ามกลางน้ำ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

ข้อ ๖๓๒

นายเรือที่ได้พาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระสงฆ์ผู้ไม่มีอาสวะส่งข้ามฟาก จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกด้วยจิตที่เลื่อมใสนั้น

ข้อ ๖๓๓

วิมานที่บุญกรรมตกแต่งไว้อย่างดี มีสัณฐานดุจเรือ จักเกิดขึ้นแก่ท่าน จักมีหลังคาดอกไม้กั้นอยู่ในอากาศทุกเมื่อ

ข้อ ๖๓๔

ในกัปที่ ๕๘ นายเรือผู้นี้ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่าตารณะ เป็นใหญ่ มีชัยชนะในทวีปทั้ง ๔

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๙๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๙. ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน

ข้อ ๖๓๕

ในกัปที่ ๕๗ (นับจากกัปนี้ไป) จักเกิดเป็นกษัตริย์พระนามว่าจัมพกะ มีพลานุภาพมาก จักรุ่งเรืองดังดวงอาทิตย์อุทัย

ข้อ ๖๓๖

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป) พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

ข้อ ๖๓๗

นายเรือผู้นี้จุติจากสวรรค์ชั้นไตรทิพย์แล้วจักไปเกิดเป็นมนุษย์ เป็นบุตรของพราหมณ์มีนามว่าเรวตะ ตามโคตร

ข้อ ๖๓๘

เขาถูกกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักออกจากเรือนไปบวชในศาสนา ของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม

ข้อ ๖๓๙

หลังจากบวชแล้ว เขาจักประกอบความเพียร เจริญวิปัสสนา กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงเป็นผู้ไม่มีอาสวะแล้วนิพพาน

ข้อ ๖๔๐

ข้าพเจ้ามีความเพียรสำหรับนำพาธุระ เป็นความเพียรที่นำมาซึ่งธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะ ข้าพเจ้าทรงร่างกายซึ่งมีในภพสุดท้าย อยู่ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ข้อ ๖๔๑

กรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ใน ๑๐๐,๐๐๐ กัป แสดงผลแก่ข้าพเจ้าแล้วในอัตภาพสุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าหลุดพ้นดีแล้วดุจความเร็วแห่งลูกศรพ้นไปจากแล่ง เผากิเลสทั้งหลายได้แล้ว

ข้อ ๖๔๒

แต่นั้น พระมุนีผู้มีพระปัญญามาก ทรงถึงที่สุดแห่งโลก(คือถึงความสิ้นทุกข์) ได้ทอดพระเนตรเห็นข้าพเจ้าผู้ยินดีในป่า จึงทรงตั้งข้าพเจ้าว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๙๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑๐. อานันทเถราปทาน

ข้อ ๖๔๓

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระขทิรวนิยเรวตเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ขทิรวนิยเรวตเถราปทานที่ ๙ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๙. พรรณนาขทิรวนิยเรวตเถราปทาน

คำมีอาทิว่า คงฺคา ภาคีรถี นาม ดังนี้ เป็นอปทานของท่านพระขทิรวนิยเถระ.

แม้พระเถระนี้ ก็ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ก่อสร้างบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่วิวัฏฏะไว้ในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ได้บังเกิดในตระกูลของนายท่าเรือในนครหังสวดี กระทำการงานอยู่ที่ท่าเรือชื่อว่าปยาคติตถะ ใกล้แม่น้ำใหญ่.

วันหนึ่ง ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยหมู่สาวก เสด็จเข้าไปยังฝั่งแม่น้ำ มีใจเลื่อมใส จึงประกอบเรือขนาน ส่งให้ถึงฝั่งอื่นด้วยบูชาสักการะอันยิ่งใหญ่ ได้เห็นภิกษุรูปหนึ่งที่พระศาสดาทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ป่า จึงปรารถนาฐานันดรนั้น ได้ยังมหาทานให้เป็นไปแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ แล้วกระทำความปรารถนาไว้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า ความปรารถนาของเขาไม่เป็นหมัน.

จำเดิมแต่นั้น เขาสั่งสมบุญทั้งหลาย ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติทั้งสองอยู่ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในครรภ์ของพราหมณีชื่อว่ารูปสารี ในบ้านนาลกะแคว้นมคธ.

เขาเจริญวัยแล้ว มารดาบิดาประสงค์จะตกแต่งให้มีเหย้าเรือน จึงบอกเขา. เขาได้ฟังว่าพระสารีบุตรเถระบวชแล้ว จึงคิดว่า อุปติสสะผู้เป็นพี่ชายใหญ่ของเรา ละทิ้งทรัพย์สมบัตินี้บวชแล้ว เราจักเสวยก้อนเขฬะที่พี่ชายใหญ่นั้นบ้วนแล้วได้อย่างไร เกิดความสลดใจ ลวงญาติทั้งหลายประดุจเนื้อไม่เข้าไปสู่บ่วง ผู้อันเหตุสมบัติตักเตือนอยู่ จึงไปยังสำนักของภิกษุทั้งหลาย แล้วแจ้งให้ทราบว่าตนเป็นน้องชายของพระธรรมเสนาบดี แล้วบอกถึงความพอใจในการบรรพชาของตน.

ภิกษุทั้งหลายจึงให้เขาบรรพชาพอมีอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ก็ให้อุปสมบท แล้วชักชวนให้ขวนขวายในกรรมฐาน. ท่านเรียนกรรมฐานแล้ว เข้าไปยังป่าไม้ตะเคียนพักผ่อนอยู่ เพียรพยายามอยู่ เพราะเป็นผู้ถึงความแก่กล้าแห่งญาณ ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์มีอภิญญา ๖.

ครั้นท่านได้เป็นพระอรหันต์แล้ว เพื่อจะถวายบังคมพระศาสดาและไหว้พระธรรมเสนาบดี จึงเก็บงำเสนาสนะแล้วถือบาตรจีวรออกไป ถึงเมืองสาวัตถีโดยลำดับ จึงเข้าไปยังพระเชตวัน ถวายบังคมพระศาสดาและไหว้พระธรรมเสนาบดีแล้ว อยู่ในพระเชตวัน ๒-๓ วัน.

ลำดับนั้น พระศาสดาประทับนั่งในท่ามกลางหมู่พระอริยเจ้า ทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรวตะนี้เป็นเลิศแห่งภิกษุสาวกทั้งหลายของเราผู้อยู่ป่าเป็นวัตร.

พระเถระครั้นได้ตำแหน่งเอตทัคคะอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศอปทานแห่งความประพฤติในกาลก่อนของตนด้วยอำนาจความปีติโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า คงฺคา ภาคีรถี ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คงฺคา ความว่า ที่ชื่อว่าคงคา เพราะขับกล่อมคือกระทำเสียงกึกก้องไหลไป.

อีกอย่างหนึ่ง ความว่า ปฐพีเขาเรียกกันว่าโค, ที่ชื่อว่าคงคา เพราะวนรอบไหลไปในปฐพีนั้น. แม่น้ำคงคา ณ ที่ที่กระทำการวนรอบสระอโนดาต ๓ รอบแล้วไหลไป ชื่อว่าอาวัฏฏคงคา. ณ ที่ที่ไหลไปทางยอดเขา ชื่อว่าพหลคงคา, ณ ที่ที่เซาะเขาขวางทะลุไหลไป ชื่อว่าอุมังคคงคา, ณ ที่ที่กระทบเขาหนาจากเขาขวางนั้น แล้วไหลพลุ่งขึ้นไปทางอากาศห้าโยชน์ ชื่อว่าอากาสคงคา, และชื่อว่าภาคีรถี เพราะทำลายที่ที่น้ำตกลง แล้วทำลายฝั่งสระโบกขรณีที่เกิดเองห้าโยชน์ ณ ที่นั้นแหละ เป็นแม่น้ำ ๕ สาย เหมือนนิ้วมือ ๕ นิ้ว มีชื่อ ๕ ชื่อคือ คงคา ยมุนา สรภู มหีและอจิรวดี แล้วกระทำชมพูทวีปทั้งสิ้นให้เป็น ๕ ภาค ๕ ส่วนแล้วไป คือไหลไปยัง ๕ ภาค ๕ ส่วน. แม่น้ำนั้นด้วยมีทางไหลไป ๕ ส่วนด้วย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าแม่น้ำคงคาภาคีรถี.

พึงเห็นว่า เมื่อควรจะกล่าวว่า ภาคีรถี คงคา เพื่อสะดวกในการประพันธ์คาถา จึงกล่าวดังเคยประพฤติมา.

บทว่า หิมวนฺตา ปภาวิตา ความว่า ที่ชื่อว่าหิมะ เพราะเบียดเบียนเหล่าสัตว์ คือเบียดเบียนรบกวน ทำให้วุ่นวายด้วยความหนาว. ชื่อว่า หิมวา เพราะเขานั้นมีหิมะ. ชื่อว่า หิมวนฺตปภาวิตา เพราะเกิด คือเป็นไป ได้แก่ไหลไปจำเดิมแต่ภูเขาหิมวันต์นั้น.

บทว่า กุติตฺเถ นาวิโก อาสึ ความว่า เราเกิดในตระกูลชาวประมง ได้เป็นนายเรืออยู่ที่ท่าไม่เรียบ ประกอบด้วยกระแสอันเชี่ยวของแม่น้ำคงคานั้น.

บทว่า โอริเม จ ตรึ อหํ ความว่า เราให้พวกคนผู้มาถึงแล้วๆ ข้ามจากฝั่งนอกไปยังฝั่งใน.

บทว่า ปทุมุตฺตโร นายโก ความว่า พระปทุมุตตรพุทธเจ้าผู้สูงสุดแห่งเหล่าสัตว์ ๒ เท้า ทรงนำ คือทรงยังเหล่าสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน ทรงทำบุญสมบัติของเราให้สำเร็จ. เชื่อมความว่า พระองค์มีพระผู้ชำนะตนหนึ่งแสน คือมีพระขีณาสพหนึ่งแสน ถึงท่าน้ำ เพื่อจะข้ามกระแสน้ำคงคา.

บทว่า พหู นาวา สมาเนตฺวา ความว่า เราเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นผู้เสด็จถึงแล้ว จึงนำเรือหลายๆ ลำมาเทียบกัน คือกระทำเรือ ๒ ลำให้ติดกัน แล้วทำหลังคาด้วยปะรำที่พวกช่างปรุง คือทำเสร็จอย่างดีไว้เบื้องบนเรือนั้น แล้วนับถือ บูชาพระนราสภ คือพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ.

บทว่า อาคนฺตฺวาน จ สมฺพุทฺโธ เชื่อมความว่า เมื่อเอาเรือขนานกันอย่างนั้นแล้ว พระสัมพุทธเจ้าเสด็จมา ณ ที่นั้น แล้วเสด็จขึ้นยังเรือคือนาวาอันเลิศลำนั้น.

บทว่า วาริมชฺเฌ ฐิโต สตฺถา เชื่อมความว่า พระศาสดาเสด็จขึ้นเรือแล้วกำลังประทับอยู่ท่ามกลางน้ำในแม่น้ำคงคา ได้ภาษิตคือตรัสพระคาถาอันประกอบด้วยความโสมนัสเหล่านี้.

บทว่า โย โส ตาเรสิ สมฺพุทฺธํ ความว่า นายเรือนั้นใดนิมนต์พระสัมพุทธเจ้า ให้ข้ามกระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคา.

บทว่า สงฺฆญฺจาปิ อนาสวํ ความว่า นายเรือนั้นมิใช่นิมนต์พระสัมพุทธเจ้าให้ข้ามน้ำอย่างเดียวเท่านั้น แม้พระสงฆ์ผู้ไม่มีอาสวะหมดกิเลส ก็นิมนต์ให้ข้ามไปด้วย.

บทว่า เตน จิตฺตปสาเทน ความว่า มีจิตเลื่อมใสอันประกอบด้วยความโสมนัส ซึ่งเกิดขึ้นในกาลขับเรือนั้น จักยินดีคือจักเสวยทิพยสมบัติในเทวโลก คือในกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น.

บทว่า นิพฺพตฺติสฺสติ เต พฺยมฺหํ ความว่า พยัมหะคือวิมานที่ทำไว้เรียบร้อย คือบังเกิดเสร็จแล้ว ตั้งอยู่เหมือนเรือคือมีสัณฐานเหมือนเรือ จักบังเกิดคือจักปรากฏแก่ท่านผู้เกิดขึ้นในเทวโลก.

บทว่า อากาเส ปุปฺผฉทนํ เชื่อมความว่า เพราะวิบากของกรรมที่ได้ทำปะรำไว้ ปะรำเรือหลังคาดอกไม้ จักกางกั้นในอากาศในกาลทุกเมื่อ คือในที่ที่ไปแล้วๆ.

บทว่า อฏฺฐปญฺญาสกปฺปมฺหิ เชื่อมความว่า ล่วงไป ๕๘ กัปตั้งแต่กาลที่ทำบุญนี้ จักเป็นกษัตริย์จักรพรรดิมีนามชื่อว่าตารกะ จักเป็นใหญ่คือเป็นผู้มีชัยชนะในทวีปทั้ง ๔.

คาถาที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

บทว่า เรวโต นาม นาเมน ความว่า จักเป็นเผ่าพันธุ์พรหม ได้แก่เป็นบุตรพราหมณ์ คือจักเกิดในตระกูลพราหมณ์ มีนามว่าเรวตะ. เพราะเกิดในเรวดีฤกษ์.

บทว่า นิพฺพายิสฺสตินาสโว ความว่า เป็นผู้หมดกิเลสจักนิพพานด้วยขันธปรินิพพาน.

บทว่า วิริยํ เม ธุรโธรุยฺหํ ความว่า เราอันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระทรงพยากรณ์อย่างนี้แล้ว ความเพียรของเราถึงที่สุดแห่งบารมีโดยลำดับ เป็นความเพียรไม่ย่อหย่อน เป็นความเพียรนำธุระไปคือเป็นที่รองรับธุระ เป็นเครื่องนำมาซึ่งพระนิพพานอันเป็นแดนเกษมจากโยคะทั้งหลาย.

บทว่า ธาเรมิ อนฺติมํ เทหํ เชื่อมความว่า บัดนี้ เราทรงสรีระสุดท้ายไว้ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

ในกาลต่อมา พระเถระนั้นไปยังบ้านเกิดของตน นำหลาน ๓ คนคือนายจาลา นายอุปจาลาและนายสีสูปจาลา ซึ่งเป็นบุตรของน้องสาว ๓ นาง คือนางจาลา นางอุปจาลา และนางสีสูปจาลา มาให้บวชแล้วแนะนำกรรมฐานให้. หลานๆ เหล่านั้นขวนขวายประกอบตามพระกรรมฐานอยู่.

ก็สมัยนั้น อาพาธบางอย่างเกิดขึ้นแก่พระเถระ. พระสารีบุตรเถระได้ฟังดังนั้นจึงเข้าไปหาด้วยหวังใจว่า จักทำการถามถึงความป่วยไข้และถามถึงการบรรลุมรรคผลของพระเรวตะ. พระเรวตะเถระเห็นพระธรรมเสนาบดีเดินมาแต่ไกล เมื่อจะโอวาทโดยการทำสติให้เกิดขึ้นแก่สามเณรเหล่านั้น จึงได้กล่าวคาถาว่า จาเล ดังนี้.

คำว่า จาเล อุปจาเล สีสูปจาเล ในคาถานั้น เป็นคำร้องเรียกสามเณรเหล่านั้น.

ก็เด็กทั้ง ๓ คนซึ่งได้ชื่อเป็นเพศหญิงว่า จาลา อุปจาลาและสีสูปจาลา แม้จะบวชแล้ว เขาก็ยังเรียกชื่ออยู่อย่างนั้น. บางอาจารย์กล่าวว่า เด็กเหล่านั้นชื่อว่า จาลี อุปจาลี สีสูปจาลี ดังนี้ก็มี.

พระเรวตเถระเมื่อจะแสดงประโยชน์ที่กระทำการเรียกมาด้วยคำมีอาทิว่า จาเล ดังนี้. จึงกล่าวว่า เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีสติอยู่เถิด ดังนี้ แล้วกล่าวเหตุในการเรียกมานั้นว่า พระเถระผู้เป็นลุงของพวกท่านประหนึ่งนักแม่นธนู เดินมาแล้ว ดังนี้.

บทว่า ปติสฺสตา แปลว่า เป็นผู้มีสติ.

ศัพท์ว่า โข ใช้ในอวธารณะห้ามความหมายอย่างอื่น.

บทว่า อาคโต แปลว่า มาแล้ว.

บทว่า โว แปลว่า ของพวกท่าน.

บทว่า วาลํ วิย เวธิ แปลว่า เหมือนนักแม่นธนู.

ก็ในคำนี้มีความย่อดังต่อไปนี้.

พระเถระผู้เป็นลุงของพวกท่านมีสภาพเหมือนนักแม่นธนู คือคล้ายกับพระศาสดา เพราะมีปัญญากล้า มีปัญญาไวและมีปัญญาชำแรกกิเลส มาแล้ว, เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเข้าไปตั้งสมณสัญญา คือจงเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะอยู่เถิด คือจงเป็นผู้ไม่ประมาทในธรรมเครื่องอยู่ตามที่ได้บรรลุแล้วเถิด.

สามเณรเหล่านั้นได้ฟังดังนั้น จึงกระทำวัตรมีการต้อนรับเป็นต้นแก่พระธรรมเสนาบดี แล้วนั่งเข้าสมาธิอยู่ในที่ไม่ไกลเกินไป ในเวลาที่พระเถระผู้เป็นลุงทั้งสองปฏิสันถารกัน. พระธรรมเสนาบดีกระทำปฏิสันถารกับพระเรวตเถระแล้ว ลุกจากอาสนะเข้าไปหาสามเณรเหล่านั้น เมื่อพระเถระเข้าไปหา สามเณรเหล่านั้นได้ลุกขึ้นไหว้แล้วยืนอยู่ เพราะได้ทำกำหนดเวลาไว้อย่างนั้น.

พระเถระถามว่า พวกเธออยู่ด้วยธรรมเครื่องอยู่อย่างไหน?

เมื่อสามเณรเหล่านั้นบอกให้ทราบแล้ว จึงแนะนำแม้เด็กทั้งหลายอย่างนั้น พลางสรรเสริญพระเถระว่า น้องชายของเรามีปกติ กล่าวคำสัจจริง ถึงผู้มีปกติประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ดังนี้แล้วหลีกไป.

คำที่เหลือในคาถานี้มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. จบพรรณนาขทิรวนิยเรวตเถราปทาน -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา