๙. ปัจจุปัฏฐานสัญญกเถราปทาน (๑๑๙)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
นวมํ ปจฺจุปฏฺฐานสญฺญกตฺเถราปทานํ (๑๑๙)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ปัจจุปัฏฐานสัญญกเถราปทานที่ ๙ (๑๑๙) ว่าด้วยผลแห่งการทำกรรมที่ได้โดยยาก
|๑๒๑.๗๒| อตฺถทสฺสิมฺหิ สุคเต นิพฺพุเต สมนนฺตรา ยกฺขโยนึ อุปปชฺชึ ยสํ ปตฺโต จหํ ตทา ฯ |๑๒๑.๗๓| ทุลฺลทฺธํ วต เม อาสิ ทุปฺปภาตํ ทุรุฏฺฐิตํ ยํ เม โภเค วิชฺชมาเน ปรินิพฺพายิ จกฺขุมา ฯ |๑๒๑.๗๔| มม สงฺกปฺปมญฺญาย สาคโร นาม สาวโก มมุทฺธริตุกาโม โส อาคญฺฉิ มม สนฺติเก ฯ |๑๒๑.๗๕| กึ นุ โสจสิ มา ภายิ จร ธมฺมํ สุเมธส อนุปฺปทินฺนา พุทฺเธน สพฺเพสํ วิชฺชสมฺปทา ฯ |๑๒๑.๗๖| โย จ ปูเชยฺย สมฺพุทฺธํ ติฏฺฐนฺตํ โลกนายกํ ธาตุํ สาสปมตฺตมฺปิ นิพฺพุตสฺสาปิ ปูชเย ฯ |๑๒๑.๗๗| สเม จิตฺตปฺปสาทมฺหิ สมํ ปุญฺญํ มหคฺคตํ ตสฺมา ถูปํ กริตฺวาน ปูเชหิ ชินธาตุโย ฯ |๑๒๑.๗๘| สาครสฺส วโจ สุตฺวา พุทฺธถูปํ อกาสหํ ปญฺจ วสฺเส ปริจรึ มุนิโน ถูปมุตฺตมํ ฯ |๑๒๑.๗๙| เตน กมฺเมน ทิปทินฺท โลกเชฏฺฐ นราสภ สมฺปตฺตึ อนุโภตฺวาน อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ |๑๒๑.๘๐| ภูริปญฺญาว จตฺตาโร สตฺตกปฺปสเต อิโต สตฺตรตนสมฺปนฺนา จกฺกวตฺตี มหพฺพลา ฯ |๑๒๑.๘๑| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ปจฺจุปฏฺฐานสญฺญโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ปจฺจุปฏฺฐานสญฺญกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
ในลำดับกาล เมื่อพระสุคตเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสีเสด็จนิพพาน ใน กาลนั้น ข้าพระองค์เข้าถึงกำเนิดยักษ์และบรรลุถึงยศ ข้าพระองค์คิด ว่า ความได้ด้วยยาก แสงสว่างด้วยยาก การตั้งขึ้นยาก ได้มีแก่เรา แล้วหนอ เมื่อโภคสมบัติของเรามีอยู่ พระสุคตเจ้าผู้มีพระจักษุปรินิพพาน เสียแล้ว ดังนี้ พระสาวกนามว่าสาคระ รู้ความดำริของข้าพระองค์ ท่านต้องการจะถอนข้าพระองค์ขึ้น จึงมาในสำนักของข้าพระองค์ กล่าวว่า จะโศกเศร้าทำไมหนอ อย่ากลัวเลย จงประพฤติธรรมเถิด ท่านผู้มีเมธาดี พระพุทธเจ้าทรงส่งเสริมวิทยาสมบัติของชนทั้งปวงว่า ผู้ใดพึงบูชาพระ- สัมพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ยังดำรงพระชนม์อยู่ก็ดี พึงบูชาพระธาตุ แม้ประมาณเท่าเมล็ดผักกาดของพระพุทธเจ้า แม้นิพพานแล้วก็ดี เมื่อ จิตอันเลื่อมใสของผู้นั้นเสมอกัน บุญก็มีผลมากเสมอกัน เพราะฉะนั้น ท่านจงทำสถูปบูชาพระธาตุของพระชินเจ้าเถิด ข้าพระองค์ได้ฟังวาจาของ ท่านสาคระแล้ว ได้ทำพุทธสถูป ข้าพระองค์บำรุงพระสถูปอันอุดมของ พระมุนีอยู่ ๕ ปี ข้าแต่พระองค์ผู้จอมสัตว์ เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐ กว่านระ ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์เสวยสมบัติแล้ว ได้บรรลุอรหัต ในกัลปที่ ๗๐๐ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ พระองค์ มีพระ- นามว่าภูริปัญญา ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ทำ ให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนา ข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระปัจจุปัฏฐานสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ ปัจจุปัฏฐานสัญญกเถราปทาน.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. ปัจจุปัฏฐานสัญญกเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระปัจจุปัฏฐานสัญญกเถระ (พระปัจจุปัฏฐานสัญญกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
เมื่อพระสุคตพระนามว่าอัตถทัสสี เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้เกิดยังกำเนิดยักษ์และได้รับยศตามลำดับ
(ข้าพเจ้าคิดว่า)ยศที่เราได้แล้ว เป็นของได้ยากหนอ เป็นของที่รุ่งเรืองยาก เกิดขึ้นได้ยาก เมื่อโภคะของเรามีอยู่ พระสุคต ผู้มีพระจักษุก็เสด็จดับขันธปรินิพพานเสียแล้ว
สาวกนามว่าสาคร รู้ความดำริของข้าพเจ้าแล้ว ท่านประสงค์จะช่วยเหลือข้าพเจ้า จึงมายังสำนักของข้าพเจ้า
ท่านกล่าวว่า ท่านจะเศร้าโศกไปทำไมหนอ อย่ากลัวเลย ท่านจงประพฤติธรรมเถิด ท่านผู้มีปัญญาดี พระพุทธเจ้าทรงประทานวิชชาสมบัติแก่ชนทั้งปวงเนืองๆ ว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๗๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑๒. มหาปริวารวรรค] ๙. ปัจจุปัฏฐานสัญญกเถราปทาน
หากผู้ใด พึงบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ยังดำรงพระชนม์อยู่ก็ดี พึงบูชาพระธาตุแม้ประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดของพระพุทธเจ้า แม้เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วก็ดี
เมื่อจิตที่เลื่อมใสของผู้นั้นเสมอกัน บุญก็มีผลมากเสมอกัน เพราะฉะนั้น ท่านจงสร้างสถูป บูชาพระธาตุของพระชินเจ้าเถิด
ข้าพเจ้าได้ฟังคำพูดของท่านสาครแล้ว ได้สร้างพุทธสถูป บำรุงพระสถูปชั้นเลิศของพระมุนีอยู่ ๕ ปี
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งเทวดาและมนุษย์ ผู้เจริญที่สุดในโลก ทรงองอาจกว่านรชน ด้วยผลกรรมนั้น ข้าพระองค์จึงเสวยสมบัติ ได้บรรลุอรหัตตผลแล้ว
ในกัปที่ ๑๐๗ นับจากกัปนี้ไป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ชาติ พระนามว่าภูริปัญญา สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีพลานุภาพมาก
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระปัจจุปัฏฐานสัญญกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ ปัจจุปัฏฐานสัญญกเถราปทานที่ ๙ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๗๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๑๙. อรรถกถาปัจจุปัฏฐานสัญญกเถราปทาน
อปทานของท่านพระปัจจุปัฏฐานสัญญกเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า อตฺถทสฺสิมฺหิ สุคเต ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ทุกๆ ภพนั้นจะสร้างสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานเป็นประจำเสมอ.
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าอัตถทัสสี ท่านได้บังเกิดในกำเนิดยักษ์ เพราะความที่ไม่ได้เข้าเฝ้าในขณะพระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ภายหลังเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว เขาจึงได้รับความเศร้าโศกเป็นอย่างมาก.
จริงอยู่ ในครั้งนั้น อัครสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นมีนามว่าสาวก เมื่อจะพร่ำสอนเขาจึงกล่าวว่า การบูชาพระสารีริกธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมมีผลมาก คล้ายกับทำการบูชาในขณะพระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ อำนาจแห่งจิตที่เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมมีผลมากมาย จึงชักชวนเขาให้สร้างสถูปด้วยคำว่า ท่านจงสร้างสถูปเถิด.
ครั้นเขาได้บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแล้ว จุติจากกำเนิดยักษ์นั้นแล้ว ได้เสวยสวรรค์สมบัติในเทวโลก และจักรพรรดิสมบัติในมนุษยโลกแล้ว.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้เกิดในเรือนอันมีตระกูลแห่งหนึ่งในพระนครสาวัตถี บรรลุนิติภาวะแล้วเลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ในกาลต่อมา ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนเองได้ เกิดความโสมนัส เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่เคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อตฺถทสฺสิมฺหิ สุคเต ดังนี้.
ถ้อยคำนั้นทั้งหมด ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล.
ส่วนในบทว่า ยกฺขโยนึ อุปปชฺชึ นี้ มีวิเคราะห์ว่า
ชื่อว่ายักษ์ เพราะเมื่อจะเคี้ยวกินเพื่อนบ้านของตน หรือสัตว์ทั้งหลายที่มาถึงเข้า ย่อมวิ่งไล่ขับจับ, กำเนิดคือชาติของพวกยักษ์ ชื่อว่ากำเนิดยักษ์. อธิบายว่า เกิดในกำเนิดยักษ์.
บทว่า ทุลฺลทฺธํ วต เม อาสิ ความว่า ยศที่เราได้รับแล้ว นับว่าเป็นยศที่ได้มาโดยยาก, เราได้รับความล้มเหลว เพราะไม่ได้ทำสักการะแด่พระศาสดาผู้เป็นพระพุทธเจ้า.
บทว่า ทุปฺปภาตํ ความว่า ราตรีนั้นรุ่งสว่างได้โดยยาก คือกระทำราตรีให้สว่างได้ยาก. อธิบายว่า เราทำปัญญาให้สว่างได้ยาก.
บทว่า ทุรุฏฺฐิตํ แปลว่า ขึ้นได้ยาก.
อธิบายว่า การขึ้นไปแห่งพระอาทิตย์ยาก หรือการลุกขึ้นทำความเพียรของเราก็ยาก.
คำที่เหลือในที่ทุกแห่งมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น. จบอรรถกถาปัจจุปัฏฐานสัญญกเถราปทาน -----------------------------------------------------