๓. ปายาสทายกเถราปทาน (๑๒๓)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ตติยํ ปายาสทายกตฺเถราปทานํ (๑๒๓)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ปายาสทายกเถราปทานที่ ๓ (๑๒๓) ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวปายาสใส่ถาดสำริด
|๑๒๕.๒๖| สุวณฺณวณฺณํ สมฺพุทฺธํ พตฺตึสวรลกฺขณํ ปวนา อภินิกฺขนฺตํ ภิกฺขุสงฺฆปุรกฺขตํ ฯ |๑๒๕.๒๗| สหตฺถา กํสปาฏิยา วฑฺเฒตฺวา ปายาสํ อหํ อาหุตึ ยิฏฺฐุกาโม โส อคมึ สมฺพลึ อหํ ฯ |๑๒๕.๒๘| ภควา ตมฺหิ สมเย โลกเชฏฺโฐ นราสโภ จงฺกมํ สุสมารุโฬฺห อมฺพเร อนิลายเน ฯ |๑๒๕.๒๙| ตญฺจ อจฺฉริยํ ทิสฺวา อพฺภูตํ โลมหํสนํ ฐปยิตฺวา กํสปาฏึ วิปสฺสี อภิวาทยึ ฯ |๑๒๕.๓๐| ตุวํ พุทฺโธสิ สพฺพญฺญู สเทวเก สมานุเส อนุกมฺปํ อุปาทาย ปฏิคฺคณฺห มหามุนิ ฯ |๑๒๕.๓๑| ปฏิคฺคณฺหาสิ ภควา สพฺพญฺญู โลกนายโก มม สงฺกปฺปมญฺญาย สตฺถา โลเก อนุตฺตโร ฯ |๑๒๕.๓๒| เอกนวุเต อิโต กปฺเป ยํ ทานมททึ ตทา ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ปายาสสฺส อิทํ ผลํ ฯ |๑๒๕.๓๓| เอกตาฬีสิโต กปฺเป พุทฺโธ นามาสิ ขตฺติโย สตฺตรตนสมฺปนฺโน จกฺกวตฺติ มหพฺพโล ฯ |๑๒๕.๓๔| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ปายาสทายโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ปายาสทายกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
เราต้องการจะบวงสรวงบูชายัญ จึงคดข้าวปายาสใส่ในถาดสำริดด้วยมือ ของตน แล้วไปสู่ป่างิ้ว ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้ามีพระฉวีวรรณดังทองคำ มีพระลักษณะประเสริฐ ๓๒ ประการ แวดล้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ เสด็จ ออกจากป่าใหญ่ สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเชษฐบุรุษของโลกประเสริฐกว่า นระ เสด็จขึ้นเดินจงกรมในอากาศอันเป็นทางลม เราเห็นความอัศจรรย์ อันไม่เคยเป็นขนลุกชูชันนั้นแล้ว วางถาดสำริดลงถวายบังคมพระผู้มี พระภาคพระนามว่าวิปัสสี ทูลว่า ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์เป็นพระ- สัพพัญญูพุทธเจ้าในโลก พร้อมทั้งเทวโลกและมนุษยโลก ขอจงทรง อนุเคราะห์รับข้าวปายาสของข้าพระองค์เถิด พระผู้มีพระภาคสัพพัญญูผู้นำ ของโลก เป็นศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก ทรงทราบความดำริของเราแล้ว ทรงรับ ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วย ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายข้าวปายาสในกัลปที่ ๔๑ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์ พระนามว่าพุทโธ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิ- สัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธ- ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระปายาสทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ ปายาสทายกเถราปทาน
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. ปายาสทายกเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระปายาสทายกเถระ (พระปายาสทายกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระฉวีวรรณดังทองคำ มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ กำลังเสด็จออกจากป่า มีหมู่ภิกษุห้อมล้อม
ข้าพเจ้าประสงค์จะบูชายัญ จึงคดข้าวปายาสใส่ถาดสำริด แล้วน้อมนำเครื่องพลีกรรมเข้าไปด้วยมือตนเอง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๗๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑๓. เสเรยยวรรค] ๓. ปายาสทายกเถราปทาน
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาค ผู้เจริญที่สุดในโลก ทรงองอาจกว่านรชน เสด็จขึ้นสู่ที่จงกรมในอากาศซึ่งเป็นทางลม
ข้าพเจ้าได้เห็นความอัศจรรย์ซึ่งไม่เคยมี น่าขนพองสยองเกล้านั้นแล้ว จึงวางถาดสำริดลง ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคพระนามว่าวิปัสสี
กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าในโลก พร้อมทั้งเทวโลกและมนุษยโลก ขอจงทรงอนุเคราะห์รับข้าวปายาสของข้าพระองค์เถิด
พระผู้มีพระภาคผู้สัพพัญญู ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก เป็นศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก ทรงทราบความดำริของข้าพเจ้าแล้ว จึงทรงรับไว้
ในกัปที่ ๙๑ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้ถวายทานไว้ในครั้งนั้น จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายข้าวปายาส
ในกัปที่ ๔๑ นับจากกัปนี้ไป ได้เป็นกษัตริย์ผู้จักรพรรดิพระนามว่าพุทธะ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีพลานุภาพมาก
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระปายาสทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ปายาสทายกเถราปทานที่ ๓ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๘๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๒๓. อรรถกถาปายาสทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระปายาสทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า สุวณฺณวณฺโณ สมฺพุทฺโธ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ทุกๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานเป็นประจำเสมอ.
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี ท่านได้เกิดในเรือนอันมีสกุลแห่งหนึ่ง ซึ่งสมบูรณ์ด้วยสมบัติ บรรลุนิติภาวะแล้วอยู่ครอบครองเรือน ก็สมบูรณ์ด้วยสมบัติ เช่น ช้าง ม้า เงิน ธัญญชาติและรัตนะ ๗ ประการเป็นต้น ถึงพร้อมด้วยศรัทธา เชื่อกรรมและผลแห่งกรรม สั่งให้คนใช้ทำถาดทองคำประมาณ ๑,๐๐๐ ถาดนั้น แล้วให้ถือถาดทั้งหมดนั้นไปยังป่าไม้งิ้ว.
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี ทรงเปล่งพระรัศมีมีพรรณ ๖ ประการ เนรมิตที่จงกรมในอากาศ เสด็จจงกรมอยู่.
ฝ่ายเศรษฐีนั้นได้มองเห็นความอัศจรรย์นั้นแล้วเลื่อมใสยิ่งนัก จึงวางถาดทั้งหมดลงถวายบังคมแล้ว กราบทูลเพื่อให้ทรงรับ.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยความอนุเคราะห์รับแล้ว ก็แลครั้นทรงรับแล้ว เพื่อจะให้เศรษฐีนั้นเกิดความโสมนัส พระองค์พร้อมกับภิกษุสงฆ์ประมาณ ๑,๐๐๐ รูป จึงได้เสวย ภิกษุหลายพันรูปฉันอาหารนั้นไม่เหลือเลย.
ด้วยบุญนั้น เศรษฐีนั้นจึงได้ท่องเที่ยวไปในสุคติภพทั้งหลาย.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้มีศรัทธาบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ในกาลต่อมา ท่านพิจารณาถึงกุศลกรรมของตน ระลึกถึงกุศลนั้นได้ เกิดความโสมนัส เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า สุวณฺณวณฺโณ สมฺพุทฺโธ ดังนี้.
ถ้อยคำนั้นทั้งหมด ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล.
บทว่า จงฺกมํ สุสมารุฬฺโห มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่าจังกมะ เพราะเปล่งรัศมีกระทำการย่างเท้า ก้าวไปคือเดินไป.
อธิบายว่า ประเทศแห่งแผ่นดินเป็นที่รองรับย่างเท้าก้าวไป ชื่อว่าการจงกรม.
เชื่อมความว่า การจงกรมนั้น เป็นศัพท์รู้ได้ง่าย.
บทว่า อมฺพเร อนิลายเน มีวิเคราะห์ว่า
ชื่อว่าวระ เพราะเป็นเครื่องป้องกันปกปิด.
ชื่อว่าอัมพระ เพราะไม่มีเครื่องป้องกันปกปิด.
อธิบายว่า อากาศคล้ายกับผ้าสีขาว.
ชื่อว่าอนิละ เพราะไม่มีที่แอบซ่อน ป้องกัน.
ชื่อว่าอายนะ เพราะมีฤทธิ์เป็นเครื่องไปได้รอบด้าน,
อนิละด้วย อายนะนั้นด้วย รวมเรียกว่า อนิลายนะ.
อธิบายว่า ทรงเนรมิตที่จงกรมในอากาศอันเป็นทางลมนั้น.
คำที่เหลือในที่ทุกแห่งมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น. จบอรรถกถาปายาสทายกเถราปทาน -----------------------------------------------------