๒. เอกถัมภิกเถราปทาน (๑๒)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ทุติยํ เอกตฺถมฺภิกตฺเถราปทานํ (๑๒)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เอกถัมภิกเถราปทานที่ ๒ (๑๒) ว่าด้วยผลแห่งการถวายเสาต้นเดียว
|๑๔.๑๓| สิทฺธตฺถสฺส ภควโต มหาปุคคโณ อหุ สรณํ คตา จ เต พุทฺธํ สทฺทหนฺติ ตถาคตํ ฯ |๑๔.๑๔| สพฺเพ สงฺคมฺม มนฺเตตฺวา มาฬํ กุพฺพนฺติ สตฺถุโน เอกตฺถมฺภํ อลภนฺตา วิจินนฺติ พฺรหาวเน ฯ |๑๔.๑๕| เตหํ อรญฺเญ ทิสฺวาน อุปคมฺม คณํ ตทา อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวาน ปริปุจฺฉึ คณํ อหํ ฯ |๑๔.๑๖| เต เม ปุฏฺฐา วิยากํสุ สีลวนฺโต อุปาสกา มาฬํ มยํ กตฺตุกามา เอกตฺถมฺโภ น ลพฺภติ ฯ |๑๔.๑๗| เอกตฺถมฺภํ มมํ เทถ อหํ ทสฺสามิ สตฺถุโน อาหริสฺสามหํ ถมฺภํ อปฺโปสฺสุกฺกา ภวนฺตุ เต ฯ |๑๔.๑๘| เต เม ถมฺภํ ปเวจฺฉึสุ ปสนฺนา ตุฏฺฐมานสา ตโต ปฏินิวตฺติตฺวา อาคมํสุ สกํ ฆรํ ฯ |๑๔.๑๙| อจิรํ คเต ปุคคเณ ถมฺภํ อทาสหํ ตทา หฏฺโฐ หฏฺเฐน จิตฺเตน ปฐมํ อุสฺสเปสหํ ฯ |๑๔.๒๐| เตน จิตฺตปฺปสาเทน วิมานํ อุปปชฺชหํ อุพฺพิทฺธํ ภวนํ มยฺหํ สตฺตภูมํ สมุคฺคตํ ฯ |๑๔.๒๑| วชฺชมานาสุ เภรีสุ ปริจาเรมหํ สทา ปญฺจปญฺญาสกปฺปมฺหิ ราชา อาสึ ยโสธโร ฯ |๑๔.๒๒| ตตฺถาปิ ภวนํ มยฺหํ สตฺตภูมํ สมุคฺคตํ กูฏาคารวรูเปตํ เอกตฺถมฺภํ มโนรมํ ฯ |๑๔.๒๓| เอกวีสติกปฺปมฺหิ อุเทโน นาม ขตฺติโย ตตฺราปิ ภวนํ มยฺหํ สตฺตภูมํ สุลงฺกตํ ฯ |๑๔.๒๔| ยํ ยํ โยนูปปชฺชามิ เทวตฺตํ อถ มานุสํ อนุโภมิ สพฺพเมตํ เอกตฺถมฺภสฺสิทํ ผลํ ฯ |๑๔.๒๕| จตุนวุเต อิโต กปฺเป ยํ ถมฺภมททึ ตทา ทุคฺคตึ นาภิชานามิ เอกตฺถมฺภสฺสิทํ ผลํ ฯ |๑๔.๒๖| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา เอกตฺถมฺภิโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ เอกตฺถมฺภิกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
ได้มีการประชุมมหาอุบาสกของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าสิทธัตถะ และ อุบาสกเหล่านั้นถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะเชื่อพระตถาคต อุบาสกทั้งหมด มาประชุมปรึกษากันจะสร้างศาลาถวายแด่พระศาสดา ยังไม่ได้เสาอีกต้น หนึ่ง จึงพากันเที่ยวหาอยู่ในป่าใหญ่ เราพบอุบาสกเหล่านั้นในป่าแล้ว จึงเข้าไปหาคณะอุบาสกในเวลานั้น เราประนมอัญชลีสอบถามคณะอุบาสก อุบาสกผู้มีศีลเหล่านั้นอันเราถามแล้วตอบให้ทราบว่า เราต้องการจะสร้าง ศาลา ยังหาเสาไม่ได้อีกต้นหนึ่ง ขอท่านจงให้เสากะเราต้นหนึ่งเถิด ฉันจักถวายแด่พระศาสดา ฉันจักนำเสามาให้ท่านทั้งหลายไม่ต้องขวนขวาย หา อุบาสกเหล่านั้นเลื่อมใสมีใจยินดีให้เสาแก่เรา แล้วกลับจากป่านั้นมา สู่เรือนของตนๆ เมื่อคณะอุบาสกไปแล้วไม่นาน เราได้ถวายเสาในกาล นั้น เรายินดี มีจิตร่าเริง ยกเสาขึ้นก่อนเขา ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราได้เกิดในวิมาน ภพของเราตั้งอยู่โดดเดี่ยว ๗ ชั้น สูงตระหง่าน เมื่อ กลองดังกระหึ่มอยู่ เราบำเรออยู่ทุกเมื่อ ใน ๕๕ กัลป เราได้เป็นพระราชา พระนามว่ายโสธร แม้ในกาลนั้น ภพของเราก็สูงสุด ๗ ชั้น ประกอบ ด้วยเรือนยอดอันประเสริฐ มีเสาต้นหนึ่งเป็นที่รื่นรมย์แห่งใน ใน ๒๑ กัลป เราเป็นกษัตริย์พระนามว่าอุเทน แม้ในกาลนั้น ภพของเราก็มี ๗ ชั้น ประดับอย่างสวยงาม เราเข้าถึงกำเนิดใดๆ คือ ความเป็นเทวดา หรือความเป็นมนุษย์ เราย่อมเสวยผลนั้นๆ ทั้งหมด นี้เป็นผลแห่ง (การถวาย) เสาต้นเดียว ในกัลปที่ ๙๔ แก่กัลปนี้ ในกาลนั้นเราได้ให้เสา ใด ด้วยบุญกรรมนั้น เราไม่รู้สึกทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง (การถวาย) เสา ต้นเดียว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วฉะนี้แล. ทราบว่า ท่านพระเอกถัมภิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ เอกถัมภิกเถราปทาน. -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. สีหาสนิยวรรค] ๒. เอกถัมภิกเถราปทาน ๒. เอกถัมภิกเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระเอกถัมภิกเถระ (พระเอกถัมภิกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
พระผู้มีพระภาคพระนามว่าสิทธัตถะ มีคณะอุบาสกหมู่ใหญ่ และอุบาสกเหล่านั้น ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นที่พึ่ง เชื่อฟังพระตถาคต
อุบาสกทั้งหมดมาประชุมปรึกษาหารือกัน จะสร้างศาลาโรงฉันถวายพระศาสดา แต่ยังหาเสาอีกหนึ่งต้นไม่ได้ จึงเที่ยวแสวงหาในป่าใหญ่
ข้าพเจ้าได้พบอุบาสกเหล่านั้นในป่า จึงเข้าไปหาคณะอุบาสกแล้วยกมือไหว้ ได้สอบถามคณะอุบาสกในครั้งนั้น
หมู่อุบาสกผู้มีศีลที่ข้าพเจ้าถามได้ชี้แจงให้ข้าพเจ้าทราบว่า พวกเราต้องการจะสร้างศาลาโรงฉัน แต่ยังหาเสาอีกหนึ่งต้นไม่ได้
(ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า) ท่านทั้งหลาย จงให้เสาต้นหนึ่ง(เป็นภาระ)ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักถวายพระศาสดา ข้าพเจ้าจักนำเสามาให้ ท่านทั้งหลายไม่ต้องขวนขวายหรอก
อุบาสกเหล่านั้นเลื่อมใส พอใจ ให้เสาแก่ข้าพเจ้า แล้วกลับจากที่นั้นไปเรือนของตน
เมื่อคณะอุบาสกไปได้ไม่นาน ข้าพเจ้าจึงได้ถวายเสา มีจิตร่าเริง เบิกบาน ได้ยกเสานั้น เป็นต้นที่หนึ่ง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๐๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. สีหาสนิยวรรค] ๒. เอกถัมภิกเถราปทาน
ด้วยจิตที่เลื่อมใสนั้น ข้าพเจ้าได้เกิดยังวิมาน วิมานของข้าพเจ้าสูงตระหง่านถึง ๗ ชั้น
เมื่อกลองตีดังกระหึ่มอยู่ ข้าพเจ้าได้รับการบำเรออยู่ทุกเมื่อ ในกัปที่ ๕๕ ข้าพเจ้าได้เป็นพระราชามีนามว่ายโสธระ
แม้ในสถานที่นั้น วิมานของข้าพเจ้าก็สูงตระหง่านถึง ๗ ชั้น ประกอบด้วยเรือนยอดอย่างดี มีเสาต้นเดียวน่ารื่นรมย์ใจ
ในกัปที่ ๒๑ (นับจากกัปนี้ไป) ข้าพเจ้าได้เกิดเป็นกษัตริย์มีนามว่าอุเทน แม้ในสถานที่นั้น วิมานของข้าพเจ้าก็สูงตระหง่านถึง ๗ ชั้น
ข้าพเจ้าเกิดในกำเนิดใดๆ คือจะเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม ข้าพเจ้าก็ได้เสวยความสุขนั้นทั้งหมด นี้เป็นผลแห่งการถวายเสาต้นหนึ่ง
ในกัปที่ ๙๔ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้ถวายเสาไว้ ในครั้งนั้น จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายเสาต้นหนึ่ง
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระเอกถัมภิกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้เอกถัมภิกเถราปทานที่ ๒ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๐๕}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๒. อรรถกถาเอกถัมภิกเถราปทาน
อปทานแห่งท่านพระเอกถัมภิกทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺถสฺส ภควโต ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ทุกๆ พระองค์ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิทธัตถะ บังเกิดเป็นคนดูแลป่าไม้ ในตระกูลแห่งหนึ่งที่เพียบพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติ.
ในสมัยนั้น อุบาสกและอุบาสิกาล้วนมีศรัทธา มีความเลื่อมใส มีความพร้อมเพรียงกัน ตั้งใจว่า พวกเราจะสร้างศาลาสำหรับบำรุงพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงเข้าไปสู่ป่าเพื่อต้องการทัพพสัมภาระ ได้พบเห็นอุบาสกนั้นเข้าจึงอ้อนวอนว่า ท่านจงให้การงานสักอย่างหนึ่งแก่พวกเราเถิด.
อุบาสกคนนั้น พอทราบความเป็นไปนั้นแล้วจึงพูดว่า พวกท่านอย่าคิดไปเลยดังนี้ แล้วได้ส่งเขาเหล่านั้นไป ได้ให้พวกเขาเหล่านั้นหามเสาไม้แก่ต้นหนึ่งไปแสดงแด่พระศาสดา. ด้วยการให้เสาไม้แก่นนั้นนั่นแล เขาเกิดโสมนัสในใจ ทำบุญคือการให้ไม้แก่นนั้นเป็นครั้งแรกแล้ว ก็ทำบุญมีการให้ทานเป็นต้นอย่างอื่นอีกเป็นอันมาก จุติจากอัตภาพนั้น ไปบังเกิดบนเทวโลก ได้เสวยทิพยสมบัติในกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้นกลับไปกลับมา ได้เสวยจักรพรรดิสมบัติในมนุษยโลกอีกหลายครั้ง และได้เสวยสมบัติคือเป็นพระราชาปกครองประเทศนับไม่ถ้วน.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในตระกูลแห่งหนึ่งที่สมบูรณ์ด้วยศรัทธา พร้อมกับมารดาบิดาได้ฟังธรรมในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้มีศรัทธาบรรพชาอุปสมบท เล่าเรียนกัมมัฏฐานอย่างตั้งใจ มิช้ามินานก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ท่านพอได้บรรลุพระอรหัตแล้วอย่างนั้น จึงได้ระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศอ้างถึงความประพฤติที่มีมาในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺถสฺส ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิทธัตถะในคาถานั้น คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้สมบูรณ์ด้วยภคธรรม.
บทว่า มหาปูคคโณ ความว่า ได้มีหมู่แห่งอุบาสกเป็นจำนวนมาก.
บทว่า สรณํ คตา จ เต พุทฺธํ ความว่า อุบาสกเหล่านั้นเข้าถึง คบ หรือทราบว่า พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ดังนี้.
บทว่า ตถาคตํ สทฺธหํ ความว่า ตั้งพระพุทธคุณไว้ในจิตสันดานของตน.
บทว่า สพฺเพ สงฺคมฺม มนฺเตตฺวา ความว่า ทั้งหมดพบประชุมปรึกษากัน ให้สัญญากะกันและกัน มีฉันทะเป็นอันเดียวกัน สร้างโรงคือศาลาสำหรับบำรุง เพื่อประโยชน์แก่พระศาสดา.
เชื่อมความว่า เมื่อยังไม่ได้เสาสักต้นหนึ่ง ในบรรดาทัพพสัมภาระทั้งหลาย จึงพากันเที่ยวค้นหาในป่าใหญ่.
บทว่า เตหํ อรญฺเญ ทิสฺวาน เชื่อมความว่า เราได้เห็นพวกอุบาสกเหล่านั้นในป่า เข้าไปเป็นหมู่ ประคองอัญชลี กระทำอัญชลีประชุมนิ้วทั้ง ๑๐ ไว้เหนือเศียร ในกาลนั้นเราจึงถามหมู่อุบาสกว่า พวกท่านมายังป่านี้เพื่อต้องการอะไร.
เชื่อมความว่า อุบาสกเหล่านั้นเป็นผู้มีศีล ถูกเราถามแล้ว จึงบอกเป็นพิเศษว่า เราเป็นผู้มีความประสงค์จะสร้างโรงบำรุง แต่พวกเรายังไม่ได้เสาอีกต้นหนึ่ง.
เชื่อมความว่า พวกท่านจงให้เสาต้นหนึ่งแก่เราเถิด เราเองจักนำเสาต้นนั้นไปถวายยังสำนักพระศาสดา, ขอท่านผู้เจริญ อย่าได้พยายามในการนำเอาเสาไปเลย.
บทว่า ยํ ยํ โยนุปปชฺชามิ ความว่า เราจะเข้าถึงกำเนิดใดๆ คือจะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม.
อีกอย่างหนึ่ง คำนั้นเป็นทุติยาวิภัตติใช้ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ, อธิบายว่า ในโลกใด คือจะเป็นเทวโลก หรือมนุษยโลกก็ตาม.
คำที่เหลือง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาเอกถัมภิกเถราปทาน -----------------------------------------------------