๙. วฏังสกิยเถราปทาน (๑๔๙)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
นวมํ วฏํสกิยตฺเถราปทานํ (๑๔๙)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ วฏังสกิยเถราปทานที่ ๙ (๑๔๙) ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยพวงมาลัย
|๑๕๑.๔๓| สุเมโธ นาม นาเมน สยมฺภู อปราชิโต วิเวกมนุพฺรูหนฺโต อชฺโฌคาหิ มหาวนํ ฯ |๑๕๑.๔๔| สลฬํ ปุปฺผิตํ ทิสฺวา คนฺถิตฺวาน วฏํสกํ พุทฺธสฺส อภิโรเปสึ สมฺมุขา โลกนายกํ ฯ |๑๕๑.๔๕| ตึสกปฺปสหสฺสมฺหิ ยํ ปุปฺผมภิโรปยึ ทุคฺคตึ นาภิชานามิ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ |๑๕๑.๔๖| อูนวีเส กปฺปสเต โสฬสาสึสุ นิมฺมิตา สตฺตรตนสมฺปนฺนา จกฺกวตฺตี มหพฺพลา ฯ |๑๕๑.๔๗| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา วฏํสกิโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ วฏํสกิยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
พระสยัมภูผู้ไม่พ่ายแพ้ มีพระนามชื่อว่าสุเมธ เมื่อทรงพอกพูนวิเวก จึง เสด็จเข้าป่าใหญ่ เราเห็นดอกไม้ช้างน้าวกำลังบาน จึงเอามาร้อยเป็นพวง มาลัย บูชาแด่พระพุทธเจ้า ผู้เป็นนายกของโลกเฉพาะพระพักตร์ ใน กัลปที่ ๓ หมื่น แต่กัลปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วย การบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัลปที่ ๑๙๐๐ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ พระองค์ ทรงพระนามว่านิมมิตะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิ- สัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธ- ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระวฏังสกิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ วฏังสกิยเถราปทาน.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑๕. ฉัตตวรรค] ๙. วฏังสกิยเถราปทาน ๙. วฏังสกิยเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระวฏังสกิยเถระ (พระวฏังสกิยเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระสยัมภู ผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้ พระนามว่าสุเมธะ เมื่อจะทรงพอกพูนวิเวก จึงเสด็จเข้าป่าใหญ่
ข้าพเจ้าเห็นดอกช้างน้าวบานสะพรั่ง จึงนำมาร้อยเป็นพวงมาลัย บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก เฉพาะพระพักตร์ของพุทธเจ้า
ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป) ข้าพเจ้าได้ใช้ดอกไม้บูชาไว้ จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า
ในกัปที่ ๑๑๙ (นับจากกัปนี้ไป) ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ ชาติ พระนามว่านิมมิตะ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีพลานุภาพมาก
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระวฏังสกิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้วฏังสกิยเถราปทานที่ ๙ จบ @เชิงอรรถ : @ วิเวก หมายถึงกายวิเวกและจิตตวิเวก (ขุ.อป.อ. ๒/๔๓/๑๙๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๓๑๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๔๙. อรรถกถาวฏังสกิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระวฏังสกิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า สุเมโธ นาม นาเมน ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระมุนินทพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ทุกๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานเป็นประจำเสมอ.
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสุเมธะ ท่านได้เกิดในเรือนอันมีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว ดำรงชีวิตอยู่ในเพศฆราวาส แต่เพราะมองเห็นโทษในเพศฆราวาสนั้นจึงละเรือนออกบวชเป็นฤาษี อยู่ในป่ามหาวัน.
ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสุเมธะ ได้เสด็จมาถึงป่านั้น เพื่อประสงค์ความสงัด.
ครั้งนั้น ดาบสนั้นได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว มีใจเลื่อมใส เก็บเอาดอกช้างน้าวซึ่งกำลังแย้มบานมาร้อยเป็นพวงมาลัย วางบูชาที่บาทมูลของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำการอนุโมทนาแล้วเพื่อให้เขามีจิตเลื่อมใส. ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ได้เสวยสมบัติในโลกทั้งสองแล้ว.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในตระกูลที่สมบูรณ์ด้วยสมบัติ เจริญวัยแล้วมีศรัทธาเลื่อมใสจึงได้บวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ในกาลต่อมา ท่านได้ระลึกถึงบุพกรรมของตนได้เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า สุเมโธ นาม นาเมน ดังนี้.
บทว่า วิเวกมนุพฺรูหนฺโต ความว่า ทรงละความระคนด้วยหมู่ชน เมื่อจะเพิ่มพูนเจริญความสงัดจากหมู่ชน และความสงัดจิต จึงได้เสด็จเข้าไปยังป่าใหญ่แล.
คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาวฏังสกิยเถราปทาน -----------------------------------------------------