๕. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๑๕)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปญฺจมํ ปิลินฺทวจฺฉตฺเถราปทานํ (๑๕)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ปิลินทวัจฉเถราปทานที่ ๕ (๑๕) ว่าด้วยผลแห่งการไล้ทาของหอม
|๑๗.๕๕| นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ สุเมเธ อคฺคปุคฺคเล ปสนฺนจิตฺโต สุมโน ถูปปูชํ อกาสหํ ฯ |๑๗.๕๖| เย จ ขีณาสวา ตตฺถ ฉฬภิญฺญา มหิทฺธิกา เตหํ ตตฺถ สมาเนตฺวา สงฺฆภตฺตมกาสหํ ฯ |๑๗.๕๗| สุเมธสฺส ภควโต อุปฏฺฐาโก ตทา อหุ สุเมโธ นาม นาเมน อนุโมทิตฺถ โส ตทา ฯ |๑๗.๕๘| เตน จิตฺตปฺปสาเทน วิมานํ อุปปชฺชหํ ฉฬาสีติสหสฺสานิ อจฺฉราโย อเหสุ เม ฯ |๑๗.๕๙| มเมว อนุวตฺตนฺติ สพฺพกาเมหิ ตา สทา อญฺเญ เทเว อภิโภมิ ปุญฺญกมฺมสฺสิทํ ผลํ ฯ |๑๗.๖๐| ปญฺจวีสติกปฺปมฺหิ วรุโณ นาม ขตฺติโย วิสุทฺธโภชโน อาสึ จกฺกวตฺติ อหํ ตทา ฯ |๑๗.๖๑| น เต พีชํ ปวปฺปนฺติ นปิ นียนฺติ นงฺคลา อกฏฺฐปากิมํ สาลึ ปริภุญฺชนฺติ มานุสา ฯ |๑๗.๖๒| ตตฺถ รชฺชํ กริตฺวาน เทวตฺตํ ปุน คญฺฉหํ ตทาปิ เอทิสา มยฺหํ นิพฺพตฺตา โภคสมฺปทา ฯ |๑๗.๖๓| น มํ มิตฺตา อมิตฺตา วา หึสนฺติ สพฺพปาณิโน สพฺเพสํ จ ปิโย โหมิ ปุญฺญกมฺมสฺสิทํ ผลํ ฯ |๑๗.๖๔| ตึสกปฺปสหสฺสมฺหิ ยํ ทานมททึ ตทา ทุคฺคตึ นาภิชานามิ คนฺธเลปสฺสิทํ ผลํ ฯ |๑๗.๖๕| อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป เอโก อาสึ ชนาธิโป มหานุภาโว ราชิสิ จกฺกวตฺติ มหพฺพโล ฯ |๑๗.๖๖| โสหํ ปญฺจสุ สีเลสุ ฐเปตฺวา ชนตํ พหุํ ปาเปตฺวา สุคตึเยว เทวตานํ ปิโย อหํ ฯ |๑๗.๖๗| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ปิลินฺทวจฺโฉ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ปิลินฺทวจฺฉตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
เมื่อพระโลกนาถพระนามว่าสุเมธ เป็นบุคคลผู้เลิศ นิพพานแล้ว เรามี จิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ทำการบูชาพระสถูปในสมาคมนั้น มีพระ ขีณาสพผู้ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มากเท่าใด เรานิมนต์พระขีณาสพเหล่านั้น มาประชุมกันในสมาคมนั้นแล้ว ได้ทำสังฆภัตถวาย เวลานั้น มีภิกษุ อุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าสุเมธ ท่านมีนามชื่อว่าสุเมธ ได้ อนุโมทนาในเวลานั้น ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราได้เข้าถึงวิมาน นาง อัปสรแปดหมื่นหกพันได้มีแก่เรา นางอัปสรเหล่านั้น ย่อมอนุวัตตาม ความประสงค์ทุกอย่างของเราเสมอ เราย่อมครอบงำเทวดาเหล่าอื่น นี้ เป็นผลแห่งบุญกรรมในกัลปที่ ๒๕ เราเป็นกษัตริย์ พระนามว่าวรุณ ใน กาลนั้นเราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเสวยโภชนะอันขาวผ่อง ชนเหล่านั้น ไม่ต้องหว่านพืช และไม่ต้องนำไถไปไถ มนุษย์ทั้งหลายย่อมบริโภคข้าว สาลีอันเกิดเองสุกเองในที่ไม่ได้ไถ เราเสวยราชสมบัติในภพนั้นแล้ว ได้ ถึงความเป็นเทวดาอีก ถึงเวลานั้น โภคสมบัติเช่นนี้ก็บังเกิดแก่เรา สัตว์ทั้งปวงซึ่งเป็นมิตร หรือมิใช่มิตร ย่อมไม่เบียดเบียนเรา เราเป็น ที่รักของสัตว์ทุกจำพวก นี้เป็นผลแห่งกรรม ในกัลปที่ ๓ หมื่น เราได้ให้ ทานใดในกาลนั้น ด้วยการให้ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล แห่งการไล้ทาด้วยของหอม ในภัทกัปนี้ เราผู้เดียวได้เป็นอธิบดีของคน ได้เป็นราชฤาษีผู้มีอานุภาพมาก ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีพลมาก เรา นั้นตั้งอยู่ในศีล ๕ ได้ยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ถึงสุคติ ได้เป็นที่รักของ เทวดาทั้งหลาย คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๕ วิโมกข์ ๘ และ อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล. ทราบว่า ท่านพระปิลินทวัจฉเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ ปิลินทวัจฉเถราปทาน. -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. ปิลินทวัจฉเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระปิลินทวัจฉเถระ (พระปิลินทวัจฉเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
เมื่อพระผู้มีพระภาคพระนามว่าสุเมธะ ผู้ทรงเป็นที่พึ่งของสัตว์โลก ทรงเป็นบุคคลผู้เลิศ เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส มีใจยินดีได้ทำการบูชาพระสถูป
ในสมาคมนั้น พระขีณาสพเหล่าใดผู้ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก ข้าพเจ้าได้นิมนต์พระขีณาสพเหล่านั้นมา แล้วทำสังฆภัตถวาย ณ สมาคมนั้น
ครั้งนั้น มีภิกษุอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาค พระนามว่าสุเมธะ ภิกษุนั้นก็มีนามว่าสุเมธะ ได้อนุโมทนา ในครั้งนั้น
ด้วยจิตที่เลื่อมใสนั้น ข้าพเจ้าได้เกิดในวิมาน นางอัปสร ๘๖,๐๐๐ นาง รื่นรมย์กับข้าพเจ้า
นางอัปสรเหล่านั้น ประพฤติตามความต้องการ ของข้าพเจ้าทุกอย่าง ในทุกสมัย ข้าพเจ้าก็ได้ปกครองเทวดาเหล่าอื่น นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๑๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. สีหาสนิยวรรค] ๕. ปิลินทวัจฉเถราปทาน
ในกัปที่ ๒๕ (นับจากกัปนี้ไป) ข้าพเจ้าได้เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่าวรุณะ มีโภชนาหารสะอาดในครั้งนั้น
มนุษย์เหล่านั้นไม่ต้องหว่านพืช ไม่ต้องนำไถไปนา บริโภคข้าวสาลีที่ไม่ต้องหุงด้วยฟืน
ข้าพเจ้าครั้นครองราชสมบัติในอัตภาพนั้น ได้ไปเกิดเป็นเทวดาอีก แม้ในครั้งนั้น โภคสมบัติเช่นนี้ก็ได้บังเกิดแก่ข้าพเจ้า
สัตว์ทั้งปวงทั้งที่เป็นมิตรหรือมิใช่มิตร ย่อมไม่เบียดเบียนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นที่รักของสัตว์ทั้งปวง นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม
ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป) ข้าพเจ้าได้ถวายทานไว้ในครั้งนั้น จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการไล้ทาของหอม
ในภัทรกัปนี้ ข้าพเจ้าได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑ ชาติ เป็นใหญ่กว่าชน เป็นผู้มีพลานุภาพมาก
ข้าพเจ้านั้น ตั้งมั่นในศีล ๕ ได้พาหมู่ชนจำนวนมากให้ถึงสุคติ ได้เป็นที่รักของเทวดาทั้งหลาย
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระปิลินทวัจฉเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ปิลินทวัจฉเถราปทานที่ ๕ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๑๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๕. อรรถกถาปิลินทวัจฉเถราปทาน
อปทานของท่านพระปิลินทวัจฉเถระมีคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในตระกูลมีโภคะมาก ในหังสวดีนคร ฟังธรรมในสำนักพระศาสดา โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งอันเลิศโดยภาวะเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของเทวดาทั้งหลาย ปรารถนาตำแหน่งนั้น บำเพ็ญบุญตลอดชีวิต จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า บังเกิดในเรือนมีตระกูล.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธะปรินิพพานแล้ว ท่านบูชาและพระสถูปของพระผู้พระภาคเจ้านั้น บำเพ็ญทานให้เป็นไปแด่พระสงฆ์ เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว เสวยสมบัติทั้งสองในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. เมื่อพระพุทธเจ้าไม่เสด็จอุบัติขึ้น เป็นพระเจ้าจักรพรรดิให้มหาชนพากันตั้งอยู่ในศีล ๕ ได้กระทำให้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายยังไม่เสด็จอุบัติขึ้นนั่นแล ท่านบังเกิดในตระกูลพราหมณ์ในกรุงสาวัตถี. ญาติทั้งหลายขนานนามท่านว่า ปิลินทะ.
บทว่า วจฺโฉ ได้แก่ โคตร.
ครั้นต่อมาท่านได้ปรากฏนามว่าปิลินทวัจฉะ ก็เพราะท่านเป็นผู้มากไปด้วยการสังเวช ท่านจึงบวชเป็นปริพาชก ยังวิชชา ๓ ชื่อว่าจูฬคันธาระให้สำเร็จ เป็นผู้เที่ยวไปทางอากาศ และรู้จิตของผู้อื่นด้วยวิชชานั้น ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภและยศ อาศัยอยู่ในกรุงราชคฤห์.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งแล้ว เสด็จเข้าไปกรุงราชคฤห์โดยลำดับ. จำเดิมแต่นั้นมา ด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้า วิชชานั้นไม่ได้สำเร็จแก่ท่าน. ท่านไม่ยังกิจของตนให้สำเร็จ. ท่านดำริว่า ข้อที่ท่านได้สดับมาในสำนักอาจารย์และปาจารย์ คือมหาคันธารวิชชา ซึ่งเป็นที่ๆ ท่านทรงจำไว้ได้ แต่จูฬคันธารวิชชาย่อมไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้น ตั้งแต่พระสมณโคดมเสด็จมา วิชชาของเรานี้ย่อมไม่สำเร็จ พระสมณโคดมย่อมทรงทราบมหาคันธารวิชชาอย่างไม่ต้องสงสัย กระไรหนอ เราจะเข้าไปหาท่าน พึงเรียนวิชชานั้นในสำนักของพระสมณโคดม. เพราะเหตุนั้นแล พระองค์จึงตรัสว่า ท่านจงบวชในสำนักของเรา.
ท่านสำคัญว่า การบริกรรมวิชชาเป็นการบรรพชา จึงได้บรรพชาแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ท่าน ได้ทรงประทานกัมมัฏฐานอันสมควรแก่จริยา. เพราะท่านสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย ไม่นานนัก ท่านเริ่มตั้งวิปัสสนาบรรลุพระอรหัตแล้ว.
ก็เทวดาเหล่านี้ได้ผู้ตั้งอยู่ในโอวาทของท่านในชาติก่อน เกิดในสวรรค์. เทวดาเหล่านั้นอาศัยความเป็นผู้กตัญญู เกิดความนับถือในท่านมาก เข้าไปนั่งใกล้พระเถระทั้งเย็นและเช้า.
เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในความเป็นผู้เลิศโดยความเป็นที่รักเป็นที่พอใจของเทวดาทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้สาวกของเราผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดาทั้งหลาย ปิลินทวัจฉะเป็นเลิศ.
ท่านถึงตำแหน่งอันเลิศอย่างนี้แล้ว หวนระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศปุพพจริยาปทาน ด้วยสามารถปีติและโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้นดังต่อไปนี้
ชื่อว่า โลกนาโถ เพราะเป็นที่พึ่งคือเป็นประธานของกามโลก รูปโลกและอรูปโลก.
ชื่อว่า อคฺคปุคฺคโล เพราะเป็นผู้มีเมธาดี คือประเสริฐล้ำเลิศ.
เชื่อมความว่า เมื่อพระโลกนาถผู้มีเมธาดี คือบุคคลผู้ล้ำเลิศนั้นปรินิพพาน ด้วยขันธปรินิพพาน.
บทว่า ปสนฺนจิตฺโต สุมโน ความว่า เราเป็นผู้มีจิตเลื่อมใสด้วยศรัทธา มีใจดีด้วยโสมนัส ให้กระทำการบูชาพระสถูป คือพระเจดีย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสุเมธะนั้น.
บทว่า เย จ ขีณาสวา ตตฺถ ความว่า ก็พระขีณาสพคือผู้ละกิเลสได้แล้ว ผู้ชื่อว่า ฉฬภิญญา คือผู้ประกอบด้วยอภิญญา ๖. ชื่อว่า มหิทฺธิกา คือ ผู้ประกอบด้วยฤทธิ์มาก.
อธิบายว่า เรานิมนต์พระขีณาสพทั้งหมดนั้น ให้มาประชุมกันในที่นั้น นำมาด้วยความเอื้อเฟื้อ ได้กระทำสังฆภัตที่จะพึงถวายแก่สงฆ์ทั้งสิ้น.
อธิบายว่า ให้พระขีณาสพนั้นฉัน.
บทว่า อุปฏฺญาโก ตทา อหุ ความว่า ในกาลเป็นที่ให้สังฆภัตแก่เราในครั้งนั้น ท่านได้เป็นอุปัฏฐากสาวกชื่อว่าสุเมธะ ตามพระนามของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสุเมธะ.
อธิบายว่า สาวกนั้นได้อนุโมทนาชื่นชมยินดีบูชาสักการะแก่เราแล้วได้แสดงอานิสงส์.
บทว่า เตน จิตฺตปฺปสาเทน เราได้เข้าถึงวิมานในเทวโลก ด้วยความเลื่อมใสแห่งจิตอันเกิดขึ้นด้วยอำนาจการกระทำการบูชาพระสถูปนั้น. อธิบายว่า เราบังเกิดในทิพยวิมานนั้น.
บทว่า ฉฬาสีติสหสฺสานิ ความว่า นางเทพอัปสรหมื่นหกพันนาง ได้ชื่นชมยินดี ยังจิตของเราให้ยินดีในวิมานนั้น.
บทว่า มเมว อนุวตฺตนฺติ ความว่า เทพอัปสรเหล่านั้นอุปัฏฐากด้วยกามทั้งปวงคือด้วยวัตถุกามมีรูปเป็นต้นอันเป็นทิพย์ อนุวัตรตามเราเท่านั้น คือกระทำตามคำของเรา ในกาลนั้น ตลอดกาลเป็นนิตย์.
คำที่เหลือรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาปิลินทวัจฉเถราปทาน -----------------------------------------------------