๓. รัตติยปุปผิยเถราปทาน (๑๗๓)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ตติยํ รตฺติยปุปฺผิยตฺเถราปทานํ (๑๗๓)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ รัตติยปุปผิยเถราปทานที่ ๓ (๑๗๓) ว่าด้วยผลการถวายดอกอัญชัญ
|๑๗๕.๑๓| มิคลุทฺโท ปุเร อาสึ อรญฺเญ กานเน อหํ วิปสฺสึ อทฺทสํ พุทฺธํ เทวเทวํ นราสภํ ฯ |๑๗๕.๑๔| รตฺติกํ ปุปฺผิตํ ทิสฺวา กุฏชํ ธรณีรุหํ สมูลํ ปคฺคเหตฺวาน อุปเนสึ มเหสิโน ฯ |๑๗๕.๑๕| เอกนวุเต อิโต กปฺเป ยํ ปุปฺผมภิโรปยึ ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ปุปฺผทานสฺสิทํ ผลํ ฯ |๑๗๕.๑๖| อิโต จ อฏฺฐเม กปฺเป สุปฺปสนฺนสนามโก สตฺตรตนสมฺปนฺโน จกฺกวตฺติ มหพฺพโล ฯ |๑๗๕.๑๗| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา รตฺติยปุปฺผิโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ รตฺติยปุปฺผิยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
ในกาลก่อน เราเป็นนายพรานเนื้ออยู่ในป่าใหญ่ ได้เห็นพระพุทธเจ้า พระนามว่าวิปัสสี ผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ เราเห็นต้นอัญชัญ เขียวที่ขึ้นอยู่บนแผ่นดิน มีดอกบานอยู่กลางคืน จึงถอนขึ้นพร้อมทั้งราก น้อมเข้าไปถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณใหญ่ ในกัลปที่ ๙๑ แต่ กัลปนี้ เราได้ถวายดอกไม้ใด ด้วยการถวายดอกไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติ เลย นี้เป็นผลแห่งการถวายดอกไม้ และในกัลปที่ ๘ แต่กัลปนี้ ได้มี พระเจ้าจักรพรรดิทรงพระนามว่าสุปปสันนะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณสมบัติเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระรัตติยปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ รัตติยปุปผิยเถราปทาน.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑๘. กุมุทวรรค] ๓. รัตติปุปผิยเถราปทาน ๓. รัตติปุปผิยเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระรัตติปุปผิยเถระ (พระรัตติปุปผิยเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
เมื่อก่อน ข้าพเจ้าเป็นพรานเนื้ออยู่ในป่าดงทึบ ได้เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ ทรงองอาจกว่านรชน
ข้าพเจ้าเห็นต้นมวกเหล็กขึ้นบนแผ่นดิน มีดอกบานสะพรั่งอยู่กลางคืนจึงเก็บมาพร้อมทั้งขั้ว น้อมเข้าไปถวายแด่พระพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
ในกัปที่ ๙๑ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้ใช้ดอกไม้บูชาไว้ จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายดอกไม้
และในกัปที่ ๘ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีพระนามว่าสุปปสันนะ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีพลานุภาพมาก
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระรัตติปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้รัตติปุปผิยเถราปทานที่ ๓ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๓๔๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๗๓. อรรถกถารัตติยปุปผิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระรัตติยปุปผิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า มิคลุทฺโท ปุเร อาสึ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ทุกๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานเป็นประจำเสมอ.
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี ท่านได้เกิดในตระกูลของนายพราน เที่ยวฆ่าเนื้อในป่า ได้พบเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ซึ่งเสด็จเที่ยวไปในป่าเพราะความกรุณาแก่เขาแล้ว มีใจเลื่อมใส เก็บเอาดอกไม้ชื่อว่าราตรีซึ่งบานแล้วและดอกอัญชัญพร้อมทั้งขั้วมาบูชา ด้วยจิตอันประกอบไปด้วยโสมนัส.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำอนุโมทนาแล้ว ก็เสด็จหลีกไป.
ด้วยบุญอันนั้นนั่นแล เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ได้เสวยสมบัติในโลกทั้งสองนั้นแล้ว.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในเรือนอันมีตระกูล บรรลุนิติภาวะแล้วเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว มองเห็นโทษในกามทั้งหลายแล้วออกบวช ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต ระลึกถึงบุพกรรมของตนได้เกิดความโสมนัสใจว่า เราเป็นนายพราน ได้ทำกุศลกรรมไว้ดีหนอ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า มิคลุทฺโท ปุเร อาสึ ดังนี้.
พึงทราบวิเคราะห์ในคำนั้นว่า
ชื่อว่ามิคลุททะ เพราะเป็นคนโหดร้าย ป่าเถื่อน ฆ่าเนื้อทั้งหลาย.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ามิคลุททะ เพราะเป็นพรานมีความโลภในหมู่เนื้อ.
อธิบายว่า ในครั้งก่อน เราได้เป็นนายพราน.
บทว่า รตฺติกํ ปุปฺผิตํ ทิสฺวา ความว่า ดอกไม้หลายชนิดมีดอกปทุมเป็นต้น ย่อมบานในเวลากลางวันเพราะต้องแสงพระอาทิตย์ และหุบในเวลาราตรี.
อธิบายว่า ดอกไม้หลายชนิดมีดอกมะลุลีและดอกมะลิซ้อนเป็นต้นเป็นดอกไม้บานในเวลาราตรี ไม่บานในเวลากลางวัน, เพราะฉะนั้น เราจึงเก็บเอาดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมหลายชนิดอันมีชื่อว่าดอกราตรี เพราะบานในเวลากลางคืน และเก็บดอกอัญชัญมาบูชาแล้ว.
คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถารัตติยปุปผิยเถราปทาน -----------------------------------------------------