๓. ตีณิสรณาคมนียเถราปทาน (๒๓)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ตติยํ ตีณิสรณาคมนิยตฺเถราปทานํ (๒๓)
๒๕|๒๕.๑๐๘| นคเร จนฺทวติยา มาตุปฏฺฐานโก อหํ อนฺธา มาตาปิตา มยฺหํ เต โปเสมิ อหํ ตทา ฯ |๒๕.๑๐๙| รโหคโต นิสีทิตฺวา เอวํ จินฺเตสหํ ตทา โปเสนฺโต มาตาปิตโร ปพฺพชฺชํ น ลภามหํ ฯ |๒๕.๑๑๐| ตมนฺธการปิหิตา ติวิธคฺคีหิ ทยฺหเร เอตาทิเส ภเว ชาเต นตฺถิ โกจิ วินายโก ฯ |๒๕.๑๑๑| พุทฺโธ โลเก สมุปฺปนฺโน ทิปฺเปติ ทานิ สาสนํ สกฺกา อุทฺธริตุํ อตฺตา ปุญฺญกาเมน ชนฺตุนา ฯ |๒๕.๑๑๒| อุคฺคยฺห ตีณิ สรเณ ปริปุณฺณานิ โคปยึ เตน กมฺเมน สุกเตน ปฏิมุกฺขามิ ทุคฺคตึ ฯ |๒๕.๑๑๓| นิสโภ นาม สมโณ พุทฺธสฺส อคฺคสาวโก ตํ อหํ อุปคนฺตฺวาน สรณาคมนํ คหึ ฯ |๒๕.๑๑๔| วสฺสสตสหสฺสานิ อายุํ วิชฺชติ ตาวเท ตาวตา สรณาคมนํ ปริปุณฺณํ อโคปยึ ฯ |๒๕.๑๑๕| จริเม วตฺตมานมฺหิ สรณนฺตมนุสฺสรึ เตน กมฺเมน สุกเตน ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ |๒๕.๑๑๖| เทวโลกคโต สนฺโต ปุญฺญกมฺมสมาหิโต ยํ ยํ เทสํ อุปปชฺชาม อฏฺฐเหตู ลภามหํ ฯ |๒๕.๑๑๗| ทิสาสุ ปูชิโต โหมิ ติกฺขปญฺโญ ภวามหํ สพฺเพ เทวานุวตฺตนฺติ อมิตโภคํ ลภามหํ ฯ |๒๕.๑๑๘| สุวณฺณวณฺโณ สพฺพตฺถ ปฏิภาโณ ภวามหํ มิตฺตานํ อจโล โหมิ ยโส อจฺจุคฺคโต มม ฯ |๒๕.๑๑๙| อสีติกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชมการยึ ทิพฺพสุขํ อนุภวึ อจฺฉราหิ ปุรกฺขโต ฯ |๒๕.๑๒๐| ปญฺจสตฺตติกฺขตฺตุญฺจ จกฺกวตฺติ อโหสหํ ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ |๒๕.๑๒๑| ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต ปุญฺญกมฺมสมาหิโต ปุเร สาวตฺถิยํ ชาโต มหาสาเล สุอทฺธเก ฯ |๒๕.๑๒๒| นครา นิกฺขมิตฺวาน ทารเกหิ ปุรกฺขโต สายํ ขิฑฺฑาสมงฺคีหํ สงฺฆารามํ อุปาคมึ ฯ |๒๕.๑๒๓| ตตฺถทฺทสาสึ สมณํ วิปฺปมุตฺตํ นิรูปธึ โส เม ธมฺมมเทเสสิ สรณญฺจ อทาสิ เม ฯ |๒๕.๑๒๔| โสหํ สุตฺวาน สรณํ สรณํ เม อนุสฺสรึ เอกาสเน นิสีทิตฺวา อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ |๒๕.๑๒๕| ชาติยา สตฺตวสฺเสน อรหตฺตํ อปาปุณึ อุปสมฺปาทยิ พุทฺโธ คุณมญฺญาย จกฺขุมา |๒๕.๑๒๖| อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป สรณานิ อคญฺฉหํ ตาว เม สุกตํ กมฺมํ ผลํ ทสฺเสสิ เม อิธ ฯ |๒๕.๑๒๗| สุโคปิตํ เม สรณํ มานสํ สุปฺปณิหิตํ อนุโภตฺวา ยสํ สพฺพํ ปตฺโตมฺหิ อจลํ ปทํ ฯ |๒๕.๑๒๘| เยสํ โสตาวธานตฺถิ สุณาถ มม ภาสโต อตฺถํ โว กถยิสฺสามิ สามํ ทิฏฺฐํ ปทํ มม ฯ |๒๕.๑๒๙| พุทฺโธ โลเก สมุปฺปนฺโน วตฺตเต ชินสาสนํ อมตา วาทิตา เภริ โสกสลฺลวิโนทนา ฯ |๒๕.๑๓๐| ยถาสเกน ถาเมน ปุญฺญกฺเขตฺเต อนุตฺตเร อธิการํ กเรยฺยาถ ปสฺสยิสฺสถ นิพฺพุตึ ฯ |๒๕.๑๓๑| ปคฺคยฺห ตีณิ สรเณ ปญฺจสีลานิ โคปิย พุทฺเธ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสถ ฯ |๒๕.๑๓๒| มโมปมํ กริตฺวาน สิลานิ ปริโคปิย อจิรํ อรหตฺตํ โว สพฺเพปิ ปาปุณิสฺสถ ฯ |๒๕.๑๓๓| เตวิชฺโช อิทฺธิปตฺโตมฺห เจโตปริยโกวิโท สาวโก เต มหาวีร จรเณ วนฺทามิ สตฺถุโน ฯ |๒๕.๑๓๔| อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป สรณํ พุทฺธมคญฺฉหํ ทุคฺคตึ นาภิชานามิ สรณาคมเน ผลํ ฯ |๒๕.๑๓๕| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ตีณิสรณาคมนิโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ตีณิสรณาคมนิยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. ติสรณคมนิยเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระติสรณคมนิยเถระ (พระติสรณคมนิยเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
ข้าพเจ้าเป็นคนเลี้ยงดูมารดาและบิดาอยู่ในกรุงจันทวดี มารดาและบิดาของข้าพเจ้าเป็นคนตาบอด ข้าพเจ้าเลี้ยงดูท่านทั้ง ๒ อยู่ในครั้งนั้น
ครั้งนั้น ข้าพเจ้านั่งอยู่ในที่สงัดจึงคิดอย่างนี้ว่า เราเลี้ยงดูมารดาและบิดาอยู่ จึงไม่ได้บวช
มวลมนุษย์ถูกความมืดมนอนธการปิดบังไว้แล้ว ถูกไฟ ๓ กองแผดเผาอยู่ เมื่อเกิดความเป็นเช่นนี้ขึ้นแล้ว ไม่มีใครจะเป็นผู้แนะนำ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๓๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. สุภูติวรรค] ๓. ติสรณคมนิยเถราปทาน
บัดนี้ พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ประกาศคำสั่งสอนให้รุ่งเรือง สัตว์ผู้ใคร่บุญอาจเพื่อจะถอนตนขึ้นได้
ข้าพเจ้ารับสรณะ ๓ แล้ว รักษาให้บริบูรณ์ ด้วยกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ข้าพเจ้าจึงพ้นทุคติได้
ข้าพเจ้าได้เข้าไปหาสมณะนามว่านิสภะ ผู้เป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้าแล้วรับสรณคมน์
ครั้งนั้น เหล่าสัตว์มีอายุประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ปี ข้าพเจ้าได้รักษาสรณคมน์ให้บริบูรณ์ตลอดระยะเวลาเท่านั้น
เมื่อจิตดวงสุดท้ายกำลังเป็นไปอยู่ ข้าพเจ้าระลึกถึงสรณคมน์นั้นได้แล้ว ด้วยกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ข้าพเจ้าจึงได้ไปเกิดยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เมื่อข้าพเจ้าอยู่ในเทวโลกได้ประกอบแต่บุญกรรม ไปถึงภูมิประเทศใดๆ ย่อมได้เหตุ ๘ ประการ ในภูมิประเทศนั้นๆ
คือ (๑) ข้าพเจ้าได้รับการบูชาทุกทิศ (๒) เป็นผู้มีปัญญาหลักแหลม (๓) เทวดาทั้งปวงย่อมประพฤติตาม (๔) ได้โภคสมบัตินับไม่ถ้วน
(๕) เป็นผู้มีผิวพรรณดังทองคำ (๖) เป็นผู้มีไหวพริบในทุกเรื่อง (๗) เป็นผู้ไม่หวั่นไหวต่อมิตร (๘) มียศฟุ้งขจรไป
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๓๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. สุภูติวรรค] ๓. ติสรณคมนิยเถราปทาน
ข้าพเจ้าเป็นจอมเทพครองเทวสมบัติ ๘๐ ชาติ มีเหล่านางเทพอัปสรห้อมล้อม ได้เสวยทิพยสุข
ข้าพเจ้าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ชาติ ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน
เมื่อถึงภพสุดท้าย ข้าพเจ้าประกอบแต่บุญกรรม ได้เกิดในตระกูลพราหมณมหาศาลมั่งคั่งที่สุดในกรุงสาวัตถี
เวลาเย็น (วันหนึ่ง) ข้าพเจ้าต้องการจะเล่น จึงออกจากนคร มีพวกเด็กๆ ห้อมล้อม เข้าไปยังสังฆาราม
ณ ที่นั้น ข้าพเจ้าได้พบสมณะรูปหนึ่งผู้หลุดพ้น ไม่มีอุปธิ ท่านแสดงธรรมแก่ข้าพเจ้า และได้ให้สรณะแก่ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้านั้นฟังสรณะแล้ว ระลึกถึงสรณะของข้าพเจ้าได้ นั่งอยู่บนอาสนะเดียวได้บรรลุอรหัตตผลแล้ว
ข้าพเจ้าเกิดได้ ๗ ขวบ ก็ได้บรรลุอรหัตตผล พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ ทรงรู้คุณสมบัติของข้าพเจ้าแล้ว จึงประทานอุปสมบทให้
ในกัปที่นับมิได้ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้ถึงสรณะทั้งหลาย กรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้วเพียงนั้น แสดงผลแก่ข้าพเจ้าในอัตภาพสุดท้ายนี้
สรณะข้าพเจ้า ก็รักษาไว้ดีแล้ว ใจข้าพเจ้า ก็ได้ตั้งไว้มั่นแล้ว ข้าพเจ้าจึงเสวยยศทุกอย่างแล้ว ได้บรรลุบทที่ไม่หวั่นไหว(คือนิพพาน)
บรรดาท่านที่ต้องการจะฟังจงฟังข้าพเจ้ากล่าว ข้าพเจ้าจักบอกบทอันเป็นประโยชน์ที่ข้าพเจ้าเห็นเองแก่ท่านทั้งหลาย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๓๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. สุภูติวรรค] ๓. ติสรณคมนิยเถราปทาน
พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ศาสนาของพระชินเจ้าแผ่ไปอยู่ พระองค์ทรงลั่นอมตเภรีบรรเทาลูกศรคือความเศร้าโศกได้
ท่านทั้งหลายควรทำอธิการ ในนาบุญที่ยอดเยี่ยมตามกำลังของตน ท่านทั้งหลายจักพบพระนิพพาน
ท่านทั้งหลายจงรับสรณะ ๓ จงรักษาศีล ๕ ทำจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าแล้วจักทำที่สุดทุกข์ได้
พวกท่านทุกคนจงถือข้าพเจ้าเป็นตัวอย่าง รักษาศีลแล้วก็จักบรรลุอรหัตตผลได้โดยไม่นานเลย
(พระติสรณคมนิยเถระกราบทูลว่า) ข้าพระองค์เป็นผู้ได้วิชชา ๓ มีฤทธิ์ ฉลาดในเจโตปริยญาณ ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ข้าพระองค์เป็นสาวกของพระองค์ ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระศาสดา
ในกัปที่นับมิได้ นับจากกัปนี้ไป ข้าพระองค์ได้ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถึงสรณะ
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระติสรณคมนิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ติสรณคมนิยเถราปทานที่ ๓ จบ @เชิงอรรถ : @ อธิการ หมายถึงการสะสมบุญอันเป็นการทำที่ยิ่ง (ขุ.อป.อ. ๒/๕/๒๓๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๓๘}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒๓. อรรถกถาตีณิสรณคมนิยเถราปทาน
____________________________
บาลีเป็น ตีณิสรณาคมนิยเถราปทาน.
อปทานของท่านพระตีณิสรณคมนิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า นคเร พนฺธุมติยา ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูล ในพันธุมดีนคร ได้อุปัฏฐากมารดาและบิดาผู้บอด.
วันหนึ่ง ท่านคิดว่า เราเมื่ออุปัฏฐากมารดาบิดาก็จะไม่ได้บวช ถ้ากระไร เราจักยึดเอาสรณะ ๓ จักพ้นจากทุคติได้ด้วยประการนี้ ดังนี้แล้ว จึงเข้าไปหาพระอัครสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ชื่อว่านิสภะ แล้วถือเอาสรณะ ๓.
ท่านรักษาสรณะ ๓ นั้นตลอดแสนปี ด้วยกรรมนั้นเองจึงบังเกิดในภพชั้นดาวดึงส์ เบื้องหน้าแต่นั้นได้ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติทั้งสอง.
ในพุทธุปบาทกาลนี้บังเกิดในสกุลมหาศาลในกรุงสาวัตถี รู้เดียงสาแล้ว อายุ ๗ ขวบเท่านั้นแวดล้อมไปด้วยเด็กทั้งหลาย ได้ไปยังสังฆารามแห่งหนึ่ง. ในที่นั้น พระเถระผู้ขีณาสพรูปหนึ่งแสดงธรรมแก่ท่านแล้วได้ให้สรณะทั้งหลาย.
ท่านถือเอาสรณะเหล่านั้น ระลึกถึงสรณะที่ตนเคยรักษามา เจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัตแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เธอผู้บรรลุพระอรหัตแล้วอุปสมบท.
ท่านบรรลุพระอรหัตได้อุปสมบทแล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทานด้วยอำนาจโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า นคเร พนฺธุมติยา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาตุอุปฏฺฐาโก อหุํ เชื่อมความว่า เราอุปัฏฐากเลี้ยงดูมารดาบิดาอยู่ในพันธุมดีนคร.
บทว่า ตมนฺธการปิหิตา ความว่า ผู้อันความมืดคือโมหะที่ปิดบังไว้.
บทว่า ติวิธคฺคีหิ ฑยฺหเร เชื่อมความว่า สัตว์ทั้งปวงถูกไฟ ๓ กองคือ ไฟคือราคะ ๑ ไฟคือโทสะ ๑ ไฟคือโมหะ ๑ เผาผลาญแล้ว.
บทว่า อฏฺฐ เหตู ลภามหํ ความว่า เราได้เหตุ ๘ ประการ คือเหตุอันเป็นปัจจัยแห่งความสุข.
คำที่เหลือรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาตีณิสรณคมนิยเถราปทาน -----------------------------------------------------