๓. ติสรณคมนิยเถราปทาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. ติสรณคมนิยเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระติสรณคมนิยเถระ (พระติสรณคมนิยเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
ข้าพเจ้าเป็นคนเลี้ยงดูมารดาและบิดาอยู่ในกรุงจันทวดี มารดาและบิดาของข้าพเจ้าเป็นคนตาบอด ข้าพเจ้าเลี้ยงดูท่านทั้ง ๒ อยู่ในครั้งนั้น
ครั้งนั้น ข้าพเจ้านั่งอยู่ในที่สงัดจึงคิดอย่างนี้ว่า เราเลี้ยงดูมารดาและบิดาอยู่ จึงไม่ได้บวช
มวลมนุษย์ถูกความมืดมนอนธการปิดบังไว้แล้ว ถูกไฟ ๓ กองแผดเผาอยู่ เมื่อเกิดความเป็นเช่นนี้ขึ้นแล้ว ไม่มีใครจะเป็นผู้แนะนำ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๓๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. สุภูติวรรค] ๓. ติสรณคมนิยเถราปทาน
บัดนี้ พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ประกาศคำสั่งสอนให้รุ่งเรือง สัตว์ผู้ใคร่บุญอาจเพื่อจะถอนตนขึ้นได้
ข้าพเจ้ารับสรณะ ๓ แล้ว รักษาให้บริบูรณ์ ด้วยกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ข้าพเจ้าจึงพ้นทุคติได้
ข้าพเจ้าได้เข้าไปหาสมณะนามว่านิสภะ ผู้เป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้าแล้วรับสรณคมน์
ครั้งนั้น เหล่าสัตว์มีอายุประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ปี ข้าพเจ้าได้รักษาสรณคมน์ให้บริบูรณ์ตลอดระยะเวลาเท่านั้น
เมื่อจิตดวงสุดท้ายกำลังเป็นไปอยู่ ข้าพเจ้าระลึกถึงสรณคมน์นั้นได้แล้ว ด้วยกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ข้าพเจ้าจึงได้ไปเกิดยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เมื่อข้าพเจ้าอยู่ในเทวโลกได้ประกอบแต่บุญกรรม ไปถึงภูมิประเทศใดๆ ย่อมได้เหตุ ๘ ประการ ในภูมิประเทศนั้นๆ
คือ (๑) ข้าพเจ้าได้รับการบูชาทุกทิศ (๒) เป็นผู้มีปัญญาหลักแหลม (๓) เทวดาทั้งปวงย่อมประพฤติตาม (๔) ได้โภคสมบัตินับไม่ถ้วน
(๕) เป็นผู้มีผิวพรรณดังทองคำ (๖) เป็นผู้มีไหวพริบในทุกเรื่อง (๗) เป็นผู้ไม่หวั่นไหวต่อมิตร (๘) มียศฟุ้งขจรไป
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๓๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. สุภูติวรรค] ๓. ติสรณคมนิยเถราปทาน
ข้าพเจ้าเป็นจอมเทพครองเทวสมบัติ ๘๐ ชาติ มีเหล่านางเทพอัปสรห้อมล้อม ได้เสวยทิพยสุข
ข้าพเจ้าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ชาติ ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน
เมื่อถึงภพสุดท้าย ข้าพเจ้าประกอบแต่บุญกรรม ได้เกิดในตระกูลพราหมณมหาศาลมั่งคั่งที่สุดในกรุงสาวัตถี
เวลาเย็น (วันหนึ่ง) ข้าพเจ้าต้องการจะเล่น จึงออกจากนคร มีพวกเด็กๆ ห้อมล้อม เข้าไปยังสังฆาราม
ณ ที่นั้น ข้าพเจ้าได้พบสมณะรูปหนึ่งผู้หลุดพ้น ไม่มีอุปธิ ท่านแสดงธรรมแก่ข้าพเจ้า และได้ให้สรณะแก่ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้านั้นฟังสรณะแล้ว ระลึกถึงสรณะของข้าพเจ้าได้ นั่งอยู่บนอาสนะเดียวได้บรรลุอรหัตตผลแล้ว
ข้าพเจ้าเกิดได้ ๗ ขวบ ก็ได้บรรลุอรหัตตผล พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ ทรงรู้คุณสมบัติของข้าพเจ้าแล้ว จึงประทานอุปสมบทให้
ในกัปที่นับมิได้ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้ถึงสรณะทั้งหลาย กรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้วเพียงนั้น แสดงผลแก่ข้าพเจ้าในอัตภาพสุดท้ายนี้
สรณะข้าพเจ้า ก็รักษาไว้ดีแล้ว ใจข้าพเจ้า ก็ได้ตั้งไว้มั่นแล้ว ข้าพเจ้าจึงเสวยยศทุกอย่างแล้ว ได้บรรลุบทที่ไม่หวั่นไหว(คือนิพพาน)
บรรดาท่านที่ต้องการจะฟังจงฟังข้าพเจ้ากล่าว ข้าพเจ้าจักบอกบทอันเป็นประโยชน์ที่ข้าพเจ้าเห็นเองแก่ท่านทั้งหลาย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๓๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. สุภูติวรรค] ๓. ติสรณคมนิยเถราปทาน
พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ศาสนาของพระชินเจ้าแผ่ไปอยู่ พระองค์ทรงลั่นอมตเภรีบรรเทาลูกศรคือความเศร้าโศกได้
ท่านทั้งหลายควรทำอธิการ ในนาบุญที่ยอดเยี่ยมตามกำลังของตน ท่านทั้งหลายจักพบพระนิพพาน
ท่านทั้งหลายจงรับสรณะ ๓ จงรักษาศีล ๕ ทำจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าแล้วจักทำที่สุดทุกข์ได้
พวกท่านทุกคนจงถือข้าพเจ้าเป็นตัวอย่าง รักษาศีลแล้วก็จักบรรลุอรหัตตผลได้โดยไม่นานเลย
(พระติสรณคมนิยเถระกราบทูลว่า) ข้าพระองค์เป็นผู้ได้วิชชา ๓ มีฤทธิ์ ฉลาดในเจโตปริยญาณ ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ข้าพระองค์เป็นสาวกของพระองค์ ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระศาสดา
ในกัปที่นับมิได้ นับจากกัปนี้ไป ข้าพระองค์ได้ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถึงสรณะ
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระติสรณคมนิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ติสรณคมนิยเถราปทานที่ ๓ จบ @เชิงอรรถ : @ อธิการ หมายถึงการสะสมบุญอันเป็นการทำที่ยิ่ง (ขุ.อป.อ. ๒/๕/๒๓๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๓๘}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ตติยํ ตีณิสรณาคมนิยตฺเถราปทานํ (๒๓)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ตีณิสรณาคมนียเถราปทานที่ ๓ (๒๓) ว่าด้วยผลแห่งการรับสรณะ ๓
|๒๕.๑๐๘| นคเร จนฺทวติยา มาตุปฏฺฐานโก อหํ อนฺธา มาตาปิตา มยฺหํ เต โปเสมิ อหํ ตทา ฯ |๒๕.๑๐๙| รโหคโต นิสีทิตฺวา เอวํ จินฺเตสหํ ตทา โปเสนฺโต มาตาปิตโร ปพฺพชฺชํ น ลภามหํ ฯ |๒๕.๑๑๐| ตมนฺธการปิหิตา ติวิธคฺคีหิ ทยฺหเร เอตาทิเส ภเว ชาเต นตฺถิ โกจิ วินายโก ฯ |๒๕.๑๑๑| พุทฺโธ โลเก สมุปฺปนฺโน ทิปฺเปติ ทานิ สาสนํ สกฺกา อุทฺธริตุํ อตฺตา ปุญฺญกาเมน ชนฺตุนา ฯ |๒๕.๑๑๒| อุคฺคยฺห ตีณิ สรเณ ปริปุณฺณานิ โคปยึ เตน กมฺเมน สุกเตน ปฏิมุกฺขามิ ทุคฺคตึ ฯ |๒๕.๑๑๓| นิสโภ นาม สมโณ พุทฺธสฺส อคฺคสาวโก ตํ อหํ อุปคนฺตฺวาน สรณาคมนํ คหึ ฯ |๒๕.๑๑๔| วสฺสสตสหสฺสานิ อายุํ วิชฺชติ ตาวเท ตาวตา สรณาคมนํ ปริปุณฺณํ อโคปยึ ฯ |๒๕.๑๑๕| จริเม วตฺตมานมฺหิ สรณนฺตมนุสฺสรึ เตน กมฺเมน สุกเตน ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ |๒๕.๑๑๖| เทวโลกคโต สนฺโต ปุญฺญกมฺมสมาหิโต ยํ ยํ เทสํ อุปปชฺชาม อฏฺฐเหตู ลภามหํ ฯ |๒๕.๑๑๗| ทิสาสุ ปูชิโต โหมิ ติกฺขปญฺโญ ภวามหํ สพฺเพ เทวานุวตฺตนฺติ อมิตโภคํ ลภามหํ ฯ |๒๕.๑๑๘| สุวณฺณวณฺโณ สพฺพตฺถ ปฏิภาโณ ภวามหํ มิตฺตานํ อจโล โหมิ ยโส อจฺจุคฺคโต มม ฯ |๒๕.๑๑๙| อสีติกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชมการยึ ทิพฺพสุขํ อนุภวึ อจฺฉราหิ ปุรกฺขโต ฯ |๒๕.๑๒๐| ปญฺจสตฺตติกฺขตฺตุญฺจ จกฺกวตฺติ อโหสหํ ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ |๒๕.๑๒๑| ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต ปุญฺญกมฺมสมาหิโต ปุเร สาวตฺถิยํ ชาโต มหาสาเล สุอทฺธเก ฯ |๒๕.๑๒๒| นครา นิกฺขมิตฺวาน ทารเกหิ ปุรกฺขโต สายํ ขิฑฺฑาสมงฺคีหํ สงฺฆารามํ อุปาคมึ ฯ |๒๕.๑๒๓| ตตฺถทฺทสาสึ สมณํ วิปฺปมุตฺตํ นิรูปธึ โส เม ธมฺมมเทเสสิ สรณญฺจ อทาสิ เม ฯ |๒๕.๑๒๔| โสหํ สุตฺวาน สรณํ สรณํ เม อนุสฺสรึ เอกาสเน นิสีทิตฺวา อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ |๒๕.๑๒๕| ชาติยา สตฺตวสฺเสน อรหตฺตํ อปาปุณึ อุปสมฺปาทยิ พุทฺโธ คุณมญฺญาย จกฺขุมา |๒๕.๑๒๖| อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป สรณานิ อคญฺฉหํ ตาว เม สุกตํ กมฺมํ ผลํ ทสฺเสสิ เม อิธ ฯ |๒๕.๑๒๗| สุโคปิตํ เม สรณํ มานสํ สุปฺปณิหิตํ อนุโภตฺวา ยสํ สพฺพํ ปตฺโตมฺหิ อจลํ ปทํ ฯ |๒๕.๑๒๘| เยสํ โสตาวธานตฺถิ สุณาถ มม ภาสโต อตฺถํ โว กถยิสฺสามิ สามํ ทิฏฺฐํ ปทํ มม ฯ |๒๕.๑๒๙| พุทฺโธ โลเก สมุปฺปนฺโน วตฺตเต ชินสาสนํ อมตา วาทิตา เภริ โสกสลฺลวิโนทนา ฯ |๒๕.๑๓๐| ยถาสเกน ถาเมน ปุญฺญกฺเขตฺเต อนุตฺตเร อธิการํ กเรยฺยาถ ปสฺสยิสฺสถ นิพฺพุตึ ฯ |๒๕.๑๓๑| ปคฺคยฺห ตีณิ สรเณ ปญฺจสีลานิ โคปิย พุทฺเธ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสถ ฯ |๒๕.๑๓๒| มโมปมํ กริตฺวาน สิลานิ ปริโคปิย อจิรํ อรหตฺตํ โว สพฺเพปิ ปาปุณิสฺสถ ฯ |๒๕.๑๓๓| เตวิชฺโช อิทฺธิปตฺโตมฺห เจโตปริยโกวิโท สาวโก เต มหาวีร จรเณ วนฺทามิ สตฺถุโน ฯ |๒๕.๑๓๔| อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป สรณํ พุทฺธมคญฺฉหํ ทุคฺคตึ นาภิชานามิ สรณาคมเน ผลํ ฯ |๒๕.๑๓๕| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ตีณิสรณาคมนิโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ตีณิสรณาคมนิยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
เราเป็นคนบำรุงมารดาบิดา อยู่ในนครจันทวดีเวลานั้น เราเลี้ยงดูมารดา บิดาของเราผู้ตาบอด เรานั่งอยู่ในที่ลับ คิดอย่างนี้ในเวลานั้นว่า เรา เลี้ยงดูมารดาบิดาอยู่ จึงไม่ได้บวช โลกทั้งหลายอันความมืดมนอนธการ ปิดแล้ว ย่อมถูกไฟ ๓ กองเผา เมื่อเราเกิดแล้วในภพเช่นนี้ ไม่มีใครจะ เป็นผู้แนะนำ พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้วในโลก บัดนี้ พระพุทธศาสนา กำลังรุ่งเรือง สัตว์ผู้ใคร่บุญอาจรื้อถอนตนขึ้นได้ เราจะรับสรณะ ๓ แล้ว จะรักษาให้บริบูรณ์ ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำแล้วนั้น เราจะพ้นทุคติได้ เราได้เข้าไปหาท่านพระสมณะชื่อนิสภะ อัครสาวกของพระพุทธเจ้าแล้ว รับสรณคมน์ ในครั้งนั้นเรามีอายุได้แสนปี ได้รักษาสรณคมน์ให้บริบูรณ์ ตลอดเวลาเท่านั้น เมื่อกาลที่สุดล่วงไป เราได้ระลึกถึงสรณคมน์ ด้วย กุศลกรรมที่ได้ทำแล้วนั้น เราได้ไปสู่ภพดาวดึงส์ เมื่อเรายังอยู่ในเทวโลก ประกอบแต่บุญกรรม เราอุบัติ ณ ประเทศใดๆ เราย่อมได้เหตุ ๘ ประการ คือ ในประเทศนั้นๆ เราเป็นผู้อันเขาบูชาทุกทิศ ๑ เป็นผู้มี ปัญญาคมกล้า ๑ เทวดาทั้งปวงย่อมประพฤติตามเรา ๑ เราย่อมได้โภค- สมบัติไม่ขาดสาย ๑ เป็นผู้มีผิวพรรณดังทอง ๑ เป็นผู้มีปฏิภาณในที่ ทั้งปวง ๑ เป็นผู้ไม่หวั่นไหวต่อมิตร ๑ ยศของเราสูงสุด ๑ เราได้เป็น จอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๘๐ ครั้ง อันนางอัปสรแวดล้อมเสวยสุข อันเป็นทิพย์ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้า ประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ เมื่อถึงภพที่สุด เราประกอบ ด้วยบุญกรรม เกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาลมั่งคั่งที่สุดในนครสาวัตถี เวลาเย็น (วันหนึ่ง) เราต้องการจะเล่น แวดล้อมด้วยพวกเด็ก ออก จากนครแล้ว เข้าไปสู่สังฆาราม ณ ที่นั้น เราได้เห็นพระสมณะผู้พ้นวิเศษ แล้ว ไม่มีอุปธิ ท่านแสดงธรรมแก่เรา และได้ให้สรณะแก่เรา เรา นั้นฟังสรณะแล้ว ระลึกถึงสรณะของเราได้ นั่งอยู่บนอาสนะอันหนึ่ง ได้บรรลุอรหัต เราได้บรรลุอรหัตนับแต่เกิดได้เจ็ดปี พระพุทธเจ้ามีพระ- จักษุ ทรงรู้คุณของเราแล้ว ทรงประทานอุปสมบทในกัลปอันประมาณ มิได้แต่กัลปนี้ เราได้ถึงสรณะ กรรมที่เราทำดีแล้วเพียงนั้น ได้ให้ผลแก่ เรา ณ ที่นี้ สรณะเรารักษาดีแล้ว ความปรารถนาแห่งใจเรานั้นตั้งไว้ดี แล้ว เราได้เสวยยศทุกอย่างแล้ว ได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว ท่านเหล่า ใดมีความต้องการฟัง ท่านเหล่านั้นจงฟังเรากล่าว เราจักบอกความแห่ง บทที่เราเห็นเองแก่ท่านทั้งหลาย พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้ว ในโลก ศาสนาของพระชินเจ้าเป็นไปอยู่ พระองค์ทรงตีกลองอมฤต อันเป็น เครื่องบรรเทาลูกศร คือความโศกได้ ท่านทั้งหลายพึงทำสักการะอันยิ่งใน บุญเขตอันยอดเยี่ยม ตามกำลังของตน ท่านทั้งหลายจักพบนิพพาน ท่านทั้งหลายจงรับไตรสรณคมน์ จงรักษาศีล ๕ ยังจิตให้เลื่อมใสใน พระพุทธเจ้าแล้ว จักทำที่สุดทุกข์ได้ ท่านทั้งหลายจงยกเราเป็นตัวอย่าง รักษาศีลแล้ว แม้ทุกท่านก็จัก ได้บรรลุอรหัตโดยไม่นานเลยเราเป็นผู้ มีวิชชา ๓ บรรลุอิทธิวิธี ฉลาดในเจโตปริยญาณ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์เป็นสาวกของพระองค์ ขอถวายบังคม จรณะของพระศาสดา ในกัลปอันประมาณมิได้แต่กัลปนี้ เราได้นับถือพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ เรา ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลในการถึงสรณคมน์ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระ- พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล. ทราบว่า ท่านพระตีสรณาคมนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ ตีณิสรณาคมนิยเถราปทาน. -----------------------------------------------------