๑. ติสสเมตเตยยเถราปทาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๑. ติสสเมตเตยยเถราปทาน ๔๑. เมตเตยยวรรค หมวดว่าด้วยพระเมตเตยยะเป็นต้น ๑. ติสสเมตเตยยเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระติสสเมตเตยยเถระ (พระติสสเมตเตยยเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
(ข้าพเจ้าเป็น)ดาบสชื่อโสภิตะ บริโภคแต่ผลไม้ที่หล่นเอง อาศัยยอดเงื้อมอยู่ในระหว่างภูเขา
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าแสวงหาประโยชน์อย่างสูงสุด เพื่อเกิดในพรหมโลก จึงนำฟืนสำหรับก่อไฟมาสุมไฟให้ลุกโพลง
พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา พระองค์ประสงค์จะช่วยเหลือข้าพเจ้า จึงเสด็จมาในสำนักของข้าพเจ้า
ตรัสถามว่า ทำอะไรอยู่หรือ ท่านผู้มีบุญมาก ขอท่านจงให้ฟืนสำหรับก่อไฟแก่เราบ้าง เราจะบำเรอไฟ เพราะการบำเรอไฟนั้น ความบริสุทธิ์จักมีแก่เรา
ข้าพเจ้าทูลว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นมนุษย์ ท่านเป็นผู้เจริญดี ท่านเข้าใจเทวดาดี เชิญท่านบำเรอไฟ เชิญท่านนำฟืนสำหรับก่อไฟไปเถิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๕๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๑. ติสสเมตเตยยเถราปทาน
ลำดับนั้น พระชินเจ้าทรงถือฟืนจากที่นั้นไปก่อไฟ แต่ไม่ทำฟืนให้ไหม้ในกองไฟนั้น เพราะพระองค์ผู้แสวงหาคุณ อันยิ่งใหญ่ทรงทำปาฏิหาริย์
พระชินเจ้าตรัสว่า ไฟของท่านไม่ลุกโพลง เครื่องบูชาของท่านไม่มีการบำเรอ ไฟของท่านไร้ประโยชน์ เชิญท่านบำเรอไฟของเราบ้างซิ
ข้าพเจ้าทูลถามว่า ข้าแต่ท่านผู้มีความเพียรมาก ไฟของท่านเป็นเช่นไร ขอจงบอกไฟของท่าน เมื่อบอกแก่ข้าพเจ้าแล้ว เราทั้ง ๒ จะบูชา(ร่วมกัน)
พระชินเจ้าตรัสว่า การบูชาของเรามีไว้ (เพื่อประโยชน์) ๓ ประการนี้ คือเพื่อดับธรรมที่เป็นเหตุ ๑ เพื่อเผากิเลส ๑ เพื่อละความริษยาและความตระหนี่ ๑
ข้าพเจ้าทูลถามว่า ข้าแต่ท่านผู้มีความเพียรมาก ผู้นิรทุกข์ พระองค์เป็นคนเช่นไร มีตระกูลอย่างไร ข้าพเจ้าชอบใจอาจาระและข้อปฏิบัติของพระองค์นัก
พระชินเจ้าตรัสตอบว่า เราเกิดในตระกูลกษัตริย์ ถึงความสำเร็จแห่งอภิญญา สิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๕๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๑. ติสสเมตเตยยเถราปทาน
ข้าพเจ้าทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ส่องแสงสว่าง ทรงบรรเทาความมืด ถ้าพระองค์เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ข้าพระองค์จักขอนอบน้อมพระองค์ พระองค์เป็นผู้ทำที่สุดทุกข์
ข้าพเจ้าจึงปูหนังสัตว์ถวายให้เป็นที่ประทับนั่ง พระสัพพัญญูประทับนั่งบนหนังสัตว์นั้น ข้าพเจ้าอุปัฏฐากพระองค์
พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนหนังสัตว์ที่ข้าพเจ้าปูถวายนั้น ข้าพเจ้านิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วได้ไปยังภูเขา
เก็บผลมะพลับใส่หาบจนเต็ม นำผลมาคลุกเคล้าด้วยน้ำผึ้งแล้ว ได้ถวายแด่พระพุทธเจ้า
เมื่อข้าพเจ้ามองดูอยู่ พระชินเจ้าทรงเสวยในขณะนั้น ข้าพเจ้ามองดูพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ทำจิตให้เลื่อมใสในพระองค์
พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งอยู่ในอาศรมของข้าพเจ้า ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
เราจักพยากรณ์ผู้ที่เลื่อมใสได้ถวายผลไม้ ให้เราฉันจนอิ่มหนำ ด้วยมือของตน ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด
ผู้นั้นจักครองเทวสมบัติ ๒๕ ชาติ และจักเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๕๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๑. ติสสเมตเตยยเถราปทาน
ข้าว น้ำ ผ้า และที่นอน ซึ่งสมควรแก่ค่ามาก ดังจะรู้ความดำริของเขา ผู้ประกอบด้วยบุญกรรม
ปัจจัยทั้งหลาย ประกอบด้วยบุญกรรมจักบังเกิดขึ้นทันที ผู้นี้จักบันเทิง และไม่มีโรคตลอดเวลา
เขาเกิดในกำเนิดใด คือจะเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม ในกำเนิดนั้น เขาจักได้เป็นมนุษย์ มีสุขในที่ทุกแห่ง
เขาเป็นผู้คงแก่เรียน ทรงมนตร์ จบไตรเพท เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วจักเป็นพระอรหันต์
ตั้งแต่ข้าพเจ้าจำความได้ รู้เดียงสา ความพร่องในโภคสมบัติไม่มีแก่ข้าพเจ้าเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
ข้าพเจ้าบรรลุถึงธรรมอย่างประเสริฐแล้ว ถอนราคะและโทสะขึ้นได้แล้ว สิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก
กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๕๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๒. ปุณณกเถราปทาน
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระติสสเมตเตยยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ติสสเมตเตยยเถราปทานที่ ๑ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
เอกจตฺตาฬีสโม เมตฺเตยฺยวคฺโค ปฐมํ ติสฺสเมตฺเตยฺยตฺเถราปทานํ (๔๐๑)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เมตเตยยวรรคที่ ๔๑ ติสสเมตเตยยเถราปทานที่ ๑ (๔๐๑) ว่าด้วยผลแห่งการถวายประทีปและผลมะพลับ
|๔๐๓.๑| ปพฺภารกูฏํ นิสฺสาย โสภิโต นาม ตาปโส ปวตฺตผลํ ภุญฺชิตฺวา วสติ ปพฺพตนฺตเร ฯ |๔๐๓.๒| อคฺคิทารุํ อาหริตฺวา อุชฺชเลสึ อหํ ตทา อุตฺตมตฺถํ คเวสนฺโต พฺรหฺมโลกูปปตฺติยา ฯ |๔๐๓.๓| ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห มมุทฺธริตุกาโม โส อาคญฺฉิ มม สนฺติเก ฯ |๔๐๓.๔| กึ กโรสิ มหาปุญฺญ เทหิ เม อคฺคิทารุกํ อหํ อคฺคึ ปริจเร ตโต เม สุทฺธิ โหหิติ ฯ |๔๐๓.๕| สุภทฺทโก ตฺวํ มนุช เทวเต ตฺวํ ปชานสิ ตุวํ อคฺคึ ปริจร หนฺท เต อคฺคิทารุกํ ฯ |๔๐๓.๖| ตโต กฏฺฐํ คเหตฺวาน อคฺคึ อุชฺชาลยี ชิโน น ตตฺถ กฏฺฐํ ปชฺฌายิ ปาฏิเหรํ มเหสิโน ฯ |๔๐๓.๗| น เต อคฺคิ ปชฺชลติ อาหุติ เต น วิชฺชติ นิรตฺถกํ จ ตํ ตุยฺหํ อคฺคึ ปริจรสฺสุ เม ฯ |๔๐๓.๘| กีทิโส เต มหาวีร อคฺคิ ตว ปวุจฺจติ มยฺหํปิ กถยสฺเสตํ อุโภ ปริจรามเส ฯ |๔๐๓.๙| เหตุธมฺมนิโรธาย กิเลสฌาปนาย จ อิสฺสามจฺฉริยํ หิตฺวา ตโย เอเต มมาหุตี ฯ |๔๐๓.๑๐| กีทิโส ตฺวํ มหาวีร กถํโคตฺโตสิ มาริส อาจารปฏิปตฺติ เต พาฬฺหํ โข มม รุจฺจติ ฯ |๔๐๓.๑๑| ขตฺติยมฺหิ กุเล ชาโต อภิญฺญาปารมึ คโต สพฺพาสวปริกฺขีโณ นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ |๔๐๓.๑๒| ยทิ พุทฺโธสิ สพฺพญฺญู ปภงฺกร ตโมนุท นมสฺสิสฺสามิ ตํ เทว ทุกฺขสฺสนฺตํ กโร ตุวํ ฯ |๔๐๓.๑๓| ปตฺถริตฺวา ชินจมฺมํ นิสีทนมทาสหํ นิสีท ตตฺถ สพฺพญฺญู อุปฏฺฐิสฺสามหํ ตุวํ ฯ |๔๐๓.๑๔| นิสีทิ ภควา ตตฺถ อชินมฺหิ สุวิตฺถเต นิมนฺตยิตฺวา สมฺพุทฺธํ ปพฺพตํ อคมาสหํ ฯ |๔๐๓.๑๕| ขาริภารญฺจ ปูเรตฺวา ตินฺทุกผลมาหรึ มธุนา โยชยิตฺวาน ผลํ พุทฺธสฺสทาสหํ ฯ |๔๐๓.๑๖| มม นิชฺฌายมานสฺส ปริภุญฺชิ ตทา ชิโน ตตฺถ จิตฺตํ ปสาเทสิ เปกฺขนฺโต โลกนายกํ ฯ |๔๐๓.๑๗| ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห มมสฺสเม นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ ฯ |๔๐๓.๑๘| โย เม ผเลน ตปฺเปสิ ปสนฺโน เสหิ ปาณิภิ ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ |๔๐๓.๑๙| ปญฺจวีสติกฺขตฺตุํ โส เทวรชฺชํ กริสฺสติ สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ฯ |๔๐๓.๒๐| ตสฺส สงฺกปฺปมญฺญาย ปุพฺพกมฺมสมงฺคิโน อนฺนปานญฺจ วตฺถญฺจ สยนญฺจ มหารหํ ฯ |๔๐๓.๒๑| ปุญฺญกมฺเมน สํยุตฺตา นิพฺพตฺติสฺสนฺติ ตาวเท สทา สมฺมุทิโต จายํ ภวิสฺสติ อนามโย ฯ |๔๐๓.๒๒| อุปปชฺชติ ยํ โยนึ เทวตฺตํ อถ มานุสํ สพฺพตฺถ สุขิโต หุตฺวา มนุสฺสตฺตํ ภวิสฺสติ ฯ |๔๐๓.๒๓| อชฺฌายโก มนฺตธโร ติณฺณํ เวทาน ปารคู สมฺพุทฺธํ อุปคนฺตฺวาน อรหา โส ภวิสฺสติ ฯ |๔๐๓.๒๔| ยโต สรามิ อตฺตานํ ยโต ปตฺโตสฺมิ วิญฺญุตํ โภเค เม อูนตา นตฺถิ ผลทานสฺสิทํ ผลํ ฯ |๔๐๓.๒๕| วรธมฺมมนุปฺปตฺโต ราคโทเส สมูหนึ สพฺพาสวปริกฺขีโณ นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ |๔๐๓.๒๖| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๔๐๓.๒๗| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๔๐๓.๒๘| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ติสฺสเมตฺเตยฺโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ติสฺสเมตฺเตยฺยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
ดาบสชื่อโสภิตะ บริโภคแต่ผลไม้ที่หล่นเอง อาศัยยอดเงื้อมอยู่ในระหว่าง แห่งภูเขา ในกาลนั้น เราแสวงหาประโยชน์อันสูงสุด เพื่อเข้าถึง พรหมโลก จึงนำเอาฟืนสำหรับติดไฟมาสุมไฟให้ลุกโพลง พระพุทธเจ้า พระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา พระองค์ ประสงค์จะช่วยเหลือเรา จึงเสด็จมาในสำนักเราตรัสถามว่า ทำอะไรหรือท่านผู้มีบุญหนัก ขอจงให้ฟืนสำหรับติดไฟแก่เรา เราจะ บำเรอไฟ เพราะการบำเรอไฟนั้น ความบริสุทธิ์จักมีแก่เรา? เราทูลว่า ดูกรท่านผู้เป็นมนุษย์ ท่านเป็นผู้เจริญดี ท่านเข้าใจเทวดาดี เชิญท่าน บำเรอไฟ เชิญท่านเอาฟืนสำหรับติดไฟไป. ลำดับนั้น พระชินเจ้าทรงถือเอาฟืนจะติดไฟให้ลุกโพลง ไฟไม่ติดฟืน ในกองฟืนนั้น เพราะพระมเหสี ทรงทำปาฏิหาริย์. ตรัสว่า ไฟของท่านไม่ลุกโพลง เครื่องบูชาของท่านไม่มี การบำเรอไฟของท่าน ไร้ประโยชน์ เชิญท่านบำเรอไฟของเราบ้างซิ. เราทูลถามว่า ดูกรท่านผู้มีความเพียรใหญ่ ไฟของท่านเป็นเช่นไร ขอจงบอกไฟของ ท่าน เมื่อบอกแก่เราแล้ว เราทั้งสองจะบำเรอ? ตรัสว่า การบูชาของเรามี ๓ ประการนี้ คือ เพื่อดับธรรมอันเป็นเหตุ ๑ เพื่อเผา กิเลส ๑ เพื่อ (เพราะ) ละความริษยา และตระหนี่ ๑. เราทูลถามว่า ดูกรท่านมหาวีระผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นเช่นไร มีโคตรอย่างไร อาจาระและ ข้อปฏิบัติของ ท่านเราชอบใจนัก. ตรัสตอบว่า เราเกิดในสกุลกษัตริย์ ถึงที่สุดแห่งอภิญญา มีอาสวะทั้งปวงสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ของเราไม่มี. ข้าแต่พระองค์ผู้ส่องแสงสว่าง ทรงบรรเทาความมืด ถ้าพระองค์เป็น พระสัพพัญญูพุทธเจ้า ข้าพระองค์จักขอนมัสการพระองค์ พระองค์ผู้ทำ ที่สุดทุกข์. เราได้เอาหนังสัตว์ลาดถวาย เป็นที่ประทับนั่ง พระสัพพัญญูประทับนั่ง บนหนังสัตว์นั้น เราอุปัฏฐากพระองค์ พระผู้มีพระภาค ประทับนั่งบน หนังสัตว์ที่เราลาดถวายนั้น เรานิมนต์พระสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ไปสู่ภูเขา เก็บผลมะพลับใส่หาบจนเต็ม นำมาคลุกเคล้าด้วยน้ำผึ้งแล้ว ได้ถวายแด่ พระพุทธเจ้า เมื่อเรามองดูอยู่ พระชินเจ้าทรงเสวยในขณะนั้น เรามอง ดูพระองค์ผู้นำของโลก ยังจิตให้เลื่อมใสในพระองค์ พระพุทธเจ้าพระ- นามว่าปทุมุตระ ทรงรู้แจ้งโลก สมควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งอยู่ใน อาศรมของเรา ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดมีความเลื่อมใส ได้อังคาส เราให้อิ่มหนำด้วยผลมะพลับด้วยมือของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่าน ทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักได้เสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๒๕ ครั้ง และจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๐๐๐ ครั้ง ข้าว น้ำ ผ้า และที่ นอน อันสมควรแก่ค่ามากประกอบด้วยบุญกรรม (ดังจะ) รู้ความดำริ ของผู้นั้นผู้พร้อมเพรียงด้วยบุญกรรม จักบังเกิดขึ้นในทันที ผู้นี้จักเป็นผู้ บันเทิงพร้อมและเป็นผู้มีความสบายทุกเมื่อ ผู้นี้เข้าถึงกำเนิดใด คือ ความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้น จักเป็นผู้มีสุขทุกแห่ง จักได้ เป็นมนุษย์ ผู้นั้นเป็นผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท ได้เข้าเฝ้า พระสัมพุทธเจ้าแล้ว จักเป็นพระอรหันต์ เราระลึกถึงตนได้ในกาลใด ถึงความเป็นผู้รู้แจ้ง ในกาลใด ในกาลนั้น ความพร่องในโภคสมบัติ ไม่มีแก่เราเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เราบรรลุถึงธรรมอันประเสริฐ แล้ว ถอนราคะและโทสะขึ้นได้แล้ว เป็นผู้มีอาสวะทั้งปวงสิ้นรอบแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มี เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูก ดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เรา ได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้ง ชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระติสสเมตเตยยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ ติสสเมตเตยยเถราปทาน.