๘. อุตติยเถราปทาน (๒๘)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อฏฺฐมํ อุตฺติยตฺเถราปทานํ (๒๘)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ อุตติยเถราปทานที่ ๘ (๒๘) ว่าด้วยผลแห่งการส่งข้ามฟาก
|๓๐.๑๗๑| จนฺทภาคานทีตีเร สุํสุมาโร อหํ ตทา สโภชนปสุตาหํ นทีติตฺถํ อคญฺฉหํ ฯ |๓๐.๑๗๒| สิทฺธตฺโถ ตมฺหิ สมเย สยมฺภู อคฺคปุคฺคโล นทึ ตริตุกาโม โส นทีติตฺถํ อุปาคมิ ฯ |๓๐.๑๗๓| โอปาคเต จ สมฺพุทฺเธ อหํปิ ตตฺถุปาคมึ อุปคนฺตฺวาน สมฺพุทฺธํ อิมํ วาจํ อุทีรยึ ฯ |๓๐.๑๗๔| อภิรุยฺห มหาวีร ตาริสฺสามิ อหํ ตุวํ เปตฺติกํ วิสยํ มยฺหํ อนุกมฺป มหามุนิ ฯ |๓๐.๑๗๕| มม อุคฺคชฺชนํ สุตฺวา อภิรูหิ มหามุนิ หฏฺโฐ หฏฺเฐน จิตฺเตน ตาเรสึ โลกนายกํ ฯ |๓๐.๑๗๖| นทิยา ปาริเม ตีเร สิทฺธตฺโถ โลกนายโก อสฺสาเสสิ มมํ ตตฺถ อมตํ ปาปุณิสฺสสิ ฯ |๓๐.๑๗๗| ตมฺหา กายา จวิตฺวาน เทวโลกํ อคญฺฉหํ ทิพฺพํ สุขํ อนุภวึ อจฺฉราหิ ปุรกฺขโต ฯ |๓๐.๑๗๘| สตฺตกฺขตฺตุญฺจ เทวินฺโท เทวรชฺชํ อกาสหํ ตีณิขตฺตุํ จกฺกวตฺติ มหิยา อิสฺสโร อหํ ฯ |๓๐.๑๗๙| วิเวกมนุยุตฺโตหํ นิปโก จ สุสํวุโต ธาเรมิ อนฺติมํ เทหํ สมฺมา สมฺพุทฺธสาสเน ฯ |๓๐.๑๘๐| จตุนวุเต อิโต กปฺเป ตาเรสึ ยํ นราสภํ ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ตรณาย อิทํ ผลํ ฯ |๓๐.๑๘๑| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อุตฺติโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ อุตฺติยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
เวลานั้น เราเป็นจระเข้อยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา เราขวนขวายหาเหยื่อของ ตน ได้ไปยังท่าน้ำ สมัยนั้น พระสยัมภูผู้อัครบุคคลพระนามว่าสิทธัตถะ พระองค์ประสงค์จะเสด็จข้ามแม่น้ำ จึงเสด็จเข้ามาสู่ท่าน้ำ ก็เมื่อ พระสัมพุทธเจ้าเสด็จมาถึง แม้เราก็มาถึงที่ท่าน้ำนั้น เราได้เข้าไปใกล้ พระสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า เชิญเสด็จขึ้น (หลังข้าพระองค์) เถิดพระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์จักข้ามส่งพระองค์ ขอพระองค์ทรงอนุ- เคราะห์วิสัยของบิดาข้าพระองค์เถิด พระมหามุนี พระมหามุนีทรงสดับ คำทูลเชิญของเราแล้วเสด็จขึ้น (หลัง) เราร่าเริง มีจิตยินดี ได้ข้าม ส่งพระผู้มีพระภาค ผู้นายกของโลก ที่ฝั่งแม่น้ำโน้น พระผู้มีพระภาค สิทธัตถะนายกของโลก ทรงยังเราให้พอใจ ณ ที่นั้นว่า ท่านจักได้บรรลุ อมตธรรม เราเคลื่อนจากกายนั้นแล้ว ได้ไปสู่เทวโลก แวดล้อมด้วย นางอัปสร เสวยสุขอันเป็นทิพย์อยู่ เราได้เป็นจอมเทวดา เสวยเทวรัช สมบัติอยู่ ๗ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ๓ ครั้ง เราขวนขวายในวิเวก มีปัญญาและสำรวมแล้วด้วยดี ทรงกายอันเป็น ที่สุดอยู่ในศาสนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในกัลปที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เรา ได้ข้ามส่งพระนราสภ ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง การข้ามส่งพระนราสภ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จ แล้ว ฉะนี้แล. ทราบว่า ท่านพระอุตติยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ อุตติยเถราปทาน. -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘. อุตติยเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระอุตติยเถระ (พระอุตติยเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเกิดเป็นจระเข้อาศัยอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ข้าพเจ้าขวนขวายหาเหยื่อของตนจึงได้ไปยังท่าน้ำ
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระสยัมภู ผู้ทรงเป็นบุคคลผู้เลิศ พระนามว่าสิทธัตถะ พระองค์ประสงค์จะเสด็จข้ามแม่น้ำ จึงเสด็จเข้ามายังท่าน้ำ
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาถึงแล้ว แม้ข้าพเจ้าก็เข้าไปถึงที่ท่าน้ำนั้น ข้าพเจ้าเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วกราบทูลคำนี้ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ขอเชิญพระองค์เสด็จขึ้น(หลังข้าพระองค์)เถิด ข้าพระองค์จักพาพระองค์ข้าม นั้นเป็นวิสัยของบิดาและปู่ของข้าพระองค์ ข้าแต่พระมหามุนี ขอพระองค์ทรงอนุเคราะห์ด้วยเถิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๔๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. สุภูติวรรค] ๘. อุตติยเถราปทาน
พระผู้มีพระภาคผู้มหามุนี ทรงสดับคำทูลเชิญของข้าพเจ้าแล้วเสด็จขึ้น(หลัง) ข้าพเจ้ามีจิตร่าเริงเบิกบาน จึงพาพระผู้มีพระภาคผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกข้ามไป
ที่ฝั่งแม่น้ำฝั่งโน้น พระผู้มีพระภาค พระนามว่าสิทธัตถะ ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ทรงทำให้ข้าพเจ้าพอใจ ณ ที่นั้นว่า ท่านจักได้บรรลุอมตธรรม
ข้าพเจ้าจุติจากกายนั้นแล้วได้ไปเกิดยังเทวโลก มีเหล่านางเทพอัปสรห้อมล้อม ได้เสวยทิพยสุข
ข้าพเจ้าได้เป็นจอมเทพ ได้ครองเทวสมบัติ ๗ ชาติ และได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ๓ ชาติ
ข้าพเจ้าประกอบวิเวกอยู่เนืองๆ มีปัญญารักษาตนและสำรวมดีแล้ว ทรงร่างกายซึ่งมีในภพสุดท้ายอยู่ในศาสนา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในกัปที่ ๙๔ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้พาพระผู้มีพระภาคผู้องอาจกว่านรชนข้ามแล้ว จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการพาพระผู้มีพระภาคข้าม
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระอุตติยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้อุตติยเถราปทานที่ ๘ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๔๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒๘. อรรถกถาอุตติยเถราปทาน
อปทานของท่านพระอุตติยเถระมีคำเริ่มต้นว่า จนฺทภาคานทีตีเร ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ บังเกิดเป็นจระเข้ในแม่น้ำชื่อว่าจันทภาคา เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้ามาใกล้ฝั่งแม่น้ำ มีจิตเลื่อมใส ประสงค์จะนำไปสู่ฝั่ง จึงนอนที่ใกล้ฝั่งนั่นเอง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าวางพระบาททั้งสองไว้บนหลัง เพื่ออนุเคราะห์แก่จระเข้นั้น. เธอยินดี มีใจฟูขึ้น เกิดความอุตสาหะมากด้วยกำลังแห่งปีติ จึงว่ายตัดกระแสน้ำ รีบนำพระผู้มีพระภาคเจ้าไปสู่ฝั่งโน้นโดยเร็ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความเลื่อมใสแห่งจิตของเธอ จึงทรงพยากรณ์ว่า จระเข้นี้จุติจากอัตภาพนี้แล้วจักบังเกิดในเทวโลก จำเดิมแต่นั้น เธอก็ท่องเที่ยวไปในสุคตินั่นเอง ในกัปที่ ๘๔ แต่ภัทรกัปนี้จักบรรลุอมตนิพพาน ดังนี้แล้วก็เสด็จหลีกไป.
เธอท่องเที่ยวไปในสุคตินั้นแหละเหมือนอย่างนั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์คนหนึ่งในกรุงสาวัตถี. พวกพราหมณ์ได้ตั้งชื่อเธอว่าอุตติยะ.
เธอเจริญวัยแล้วคิดว่าเราจักแสวงหาอมตธรรม จึงบวชเป็นปริพาชก วันหนึ่ง เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงเข้าไปเฝ้าถวายบังคมแล้วฟังธรรม เป็นผู้ได้ศรัทธา บวชในพระศาสนา เพราะความที่ตนไม่ชำระศีลและทิฏฐิให้หมดจด จึงไม่อาจให้คุณวิเศษบังเกิดได้ เห็นภิกษุรูปอื่นยังคุณวิเศษให้เกิดขึ้น พยากรณ์พระอรหัตผล จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดาทูลขอโอวาทโดยสังเขป.
ฝ่ายพระศาสดาได้ประทานโอวาทแก่เธอโดยสังเขปนั่นแล โดยนัยมีอาทิว่า เพราะเหตุนั้นนั่นแล อุตติยะ เธอจงชำระเบื้องต้นนั่นแลให้หมดจด. เธอตั้งอยู่ในโอวาทเริ่มวิปัสสนาแล้ว.
เมื่อเธอเริ่มวิปัสสนาอาพาธเกิดขึ้นแล้ว. เมื่ออาพาธเกิดขึ้น เธอเกิดความสังเวช ทราบถึงเรื่องการปรารภความเพียร จึงเจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัตแล้ว.
ท่านบรรลุพระอรหัตผล ตามสมควรแก่กุศลสมภารที่ได้บำเพ็ญมาด้วยประการฉะนี้แล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตนแล้วเกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า จนฺทภาคานทีตีเร ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จนฺทภาคานทีตีเร ความว่า ชื่อว่าจันทภาคานที เพราะเปล่งแสงสว่างประกอบด้วยสิริอันกลมกลืนกับแสงสว่างแห่งดวงจันทร์ กระทำเสียงไหลไปตามพื้นทรายขาวสะอาด และเพราะสมบูรณ์ด้วยรัศมี และด้วยน้ำใสและมีรสอร่อย.
เชื่อมความว่า เราได้เป็นจระเข้ อาศัยอยู่ที่ฝั่งแห่งแม่น้ำจันทภาคานั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุํสุมาโร ความว่า ชื่อว่าสุงสุมาระ เพราะกระทำการฆ่าฝูงปลาเล็กๆ ให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย. ความว่า ปลาร้ายคือจระเข้.
บทว่า สโภชนปสุโตหํ ความว่า เราขวนขวายคือพยายามในโภชนะของตนคือในที่หาอาหารของตน.
บทว่า นทีติตฺถํ อคจฺฉหํ ความว่า ในกาลเสด็จมาของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราได้ไปถึงท่าแม่น้ำ.
บทว่า สิทฺธตฺโถ ตมฺหิ สมเย ความว่า ในกาลที่เราไปสู่ท่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะเป็นบุคคลเลิศ ประเสริฐสุดในหมู่สัตว์ทั้งปวง แม้พระสยัมภูคือผู้เป็นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอุบัติแล้ว ปรารถนาจะข้ามฝั่ง คือเข้าถึงฝั่งแม่น้ำ.
บทว่า เปตฺติกํ วิสยํ มยฺหํ ความว่า การที่เรานำพระองค์ให้ข้ามจากแม่น้ำใหญ่อันบิดาและปู่เป็นต้นนำสืบกันมานั้น เป็นการข้ามไปแห่งมหานุภาพ อันเราให้สำเร็จเสร็จเรียบร้อยแล้ว.
บทว่า มม อุคฺคชฺชนํ สุตฺวา เชื่อมความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มหามุนีทรงสดับคำเชื้อเชิญของเราเสด็จขึ้นแล้ว.
คำที่เหลือง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาอุตติยเถราปทาน -----------------------------------------------------