๕. ปทุมกูฏาคาริกเถราปทาน (๓๙๕)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปญฺจมํ ปทุมกูฏาคาริกตฺเถราปทานํ (๓๙๕)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ปทุมกูฏาคาริกเถราปทานที่ ๕ (๓๙๕) ว่าด้วยผลแห่งการทำพุทธบูชา
|๓๙๗.๓๕๗| ปิยทสฺสี นาม ภควา สยมฺภู โลกนายโก วิเวกกาโม สมฺพุทฺโธ สมาธิกุสโล มุนิ ฯ |๓๙๗.๓๕๘| วนสณฺฑํ สโมคฺคยฺห ปิยทสฺสี มหามุนิ ปํสุกูลํ ปตฺถริตฺวา นิสีทิ ปุริสุตฺตโม ฯ |๓๙๗.๓๕๙| มิคลุทฺโธ ปุเร อาสึ อิริเน กานเน อหํ ปสทํ มิคเมสนฺโต อาหิณฺฑามิ อหํ ตทา ฯ |๓๙๗.๓๖๐| ตตฺถทฺทสาสึ สมฺพุทฺธํ โอฆติณฺณํ อนาสวํ ปุปฺผิตํ สาลราชํว สตรํสีว อุคฺคตํ ฯ |๓๙๗.๓๖๑| ทิสฺวานาหํ เทวเทวํ ปิยทสฺสึ มหายสํ ชาตสฺสรํ สโมคฺคยฺห ปทุมํ อาหรึ ตทา ฯ |๓๙๗.๓๖๒| อาหริตฺวาน ปทุมํ สตปตฺตํ มโนรมํ กูฏาคารํ กริตฺวาน ฉาทยึ ปทุเมนหํ ฯ |๓๙๗.๓๖๓| อนุกมฺปโก การุณิโก ปิยทสฺสี มหามุนิ สตฺต รตฺตินฺทิเว พุทฺโธ กูฏาคาเร วสี ชิโน ฯ |๓๙๗.๓๖๔| ปุราณํ ฉฑฺฑยิตฺวาน นเวน ฉาทยึ อหํ อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวาน อฏฺฐาสึ ตาวเท อหํ ฯ |๓๙๗.๓๖๕| วุฏฺฐหิตฺวา สมาธิมฺหา ปิยทสฺสี มหามุนิ ทิสา อนุวิโลเกนฺโต นิสีทิ โลกนายโก ฯ |๓๙๗.๓๖๖| ตทา สุทสฺสโน นาม อุปฏฺฐาโก มหิทฺธิโก จิตฺตมญฺญาย พุทฺธสฺส ปิยทสฺสิสฺส สตฺถุโน ฯ |๓๙๗.๓๖๗| อสีติยา สหสฺเสหิ ภิกฺขูหิ ปริวาริโต วนนฺเต สุขมาสีนํ อุเปสิ โลกนายกํ ฯ |๓๙๗.๓๖๘| ยาวตา วนสณฺฑมฺหิ อธิวตฺถา จ เทวตา พุทฺธสฺส จิตฺตมญฺญาย สพฺเพ สนฺนิปตุํ ตทา ฯ |๓๙๗.๓๖๙| สมาคเตสุ ยกฺเขสุ กุมฺภณฺเฑ สหรกฺขเส ภิกฺขุสงฺเฆ จ สมฺปตฺเต คาถา สพฺยาหรี ชิโน ฯ |๓๙๗.๓๗๐| โย มํ สตฺตาหํ ปูเชสิ อาวาสญฺจ อกาสิ เม ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ |๓๙๗.๓๗๑| สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ คมฺภีรํ สุปฺปกาสิตํ ญาเณน กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ |๓๙๗.๓๗๒| จตุทฺทสานิ กปฺปานิ เทวรชฺชํ กริสฺสติ กูฏาคารํ พฺรหนฺตสฺส ปทุมปุปฺเผหิ ฉาทิตํ ฯ |๓๙๗.๓๗๓| อากาเส ธารยิสฺสนฺติ ปุพฺพกมฺมสฺสิทํ ผลํ จตุทฺทเส กปฺปสเต โวกิณฺณํ สํสริสฺสติ ฯ |๓๙๗.๓๗๔| ตตฺถ ปุปฺผมยํ พฺยมฺหํ อากาเส ธารยิสฺสติ ยถา ปทุมปตฺตมฺหิ โตยํ น อุปลิมฺปติ ฯ |๓๙๗.๓๗๕| ตเถวิมสฺส ญาณมฺหิ กิเลสา โนปลิมฺปเร มนสา วินิวฏฺเฏตฺวา ปญฺจนีวรเณ อยํ ฯ |๓๙๗.๓๗๖| จิตฺตํ ชเนตฺวา นิกฺขมฺเม อคารา ปพฺพชิสฺสติ ตโต ปุปฺผมยํ พฺยมฺหํ ธาเรนฺตํ นิกฺขมิสฺสติ ฯ |๓๙๗.๓๗๗| รุกฺขมูเล วสนฺตสฺส นิปกสฺส สตีมโต ตตฺถ ปุปฺผมยํ พฺยมฺหํ มตฺถเก ธารยิสฺสติ ฯ |๓๙๗.๓๗๘| จีวรํ ปิณฺฑปาตญฺจ ปจฺจยํ สยนาสนํ ททิตฺวา ภิกฺขุสงฺฆสฺส นิพฺพายิสฺสตินาสโว ฯ |๓๙๗.๓๗๙| กูฏาคาเรน จริเต ปพฺพชฺชํ อภินิกฺขมิ รุกฺขมูเล วสนฺตํปิ กูฏาคารํ ธรียติ ฯ |๓๙๗.๓๘๐| จีวเร ปิณฺฑปาเต จ เจตนา เม น วิชฺชติ ปุญฺญกมฺเมน สํยุตฺโต ลภามิ ปรินิฏฺฐิตํ ฯ |๓๙๗.๓๘๑| คณนาโต อสงฺเชยฺยา กปฺปโกฏี พหู มม ริตฺตกา เต อติกฺกนฺตา สุมุตฺตา โลกนายกา ฯ |๓๙๗.๓๘๒| อฏฺฐารเส กปฺปสเต ปิยทสฺสี วินายโก ตมหํ ปยิรุปาสิตฺวา อิมํ โยนึ อุปาคโต ฯ |๓๙๗.๓๘๓| ตมทฺทสามิ สมฺพุทฺธํ อโนมํ นาม จกฺขุมํ ตมหํ อุปคนฺตฺวาน ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ |๓๙๗.๓๘๔| ทุกฺขสฺสนฺตํ กโร พุทฺโธ สทฺธมฺเม เทสยี ชิโน ตสฺส ธมฺมํ สุณิตฺวาน ปตฺโตมฺหิ อจลํ ปทํ ฯ |๓๙๗.๓๘๕| โตสยิตฺวาน สมฺพุทฺธํ โคตมํ สกฺยปุงฺควํ สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหรามิ อนาสโว ฯ |๓๙๗.๓๘๖| อฏฺฐารเส กปฺปสเต ยํ พุทฺธมภิปูชยึ ทุคฺคตึ นาภิชานามิ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ |๓๙๗.๓๘๗| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา สพฺพาสวา ปริกฺขีณา นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ฯ |๓๙๗.๓๘๘| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๓๙๗.๓๘๙| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ปทุมกูฏาคาริโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ปทุมกูฏาคาริกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปิยทัสสี ผู้สยัมภู เป็นนายกของโลก ตรัสรู้แล้ว เอง ทรงใคร่ในวิเวก ฉลาดในสมาธิ เป็นมุนี พระมหามุนีพระนามว่า ปิยทัสสี ผู้อุดมบุรุษ เสด็จไปสู่ไพรสณฑ์ ทรงลาดผ้าบังสุกุลแล้วประทับนั่ง อยู่ ในกาลก่อน เราเป็นพรานเนื้ออยู่ในป่าใหญ่ในกาลนั้น เราเที่ยวแสวง หาเนื้อฟานอยู่ในป่านั้น เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะแล้ว ไม่มี อาสวะ เปรียบเหมือนพระยารังมีดอกบาน เหมือนพระอาทิตย์อุทัย ครั้น เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสีผู้มียศมากแล้ว เราจึงลงไปสู่สระบัว นำเอาดอกปทุมมาในขณะนั้น ครั้นนำเอาดอกปทุมอันเป็นที่รื่นรมย์ใจมา แล้ว จึงสร้างเรือนมียอด (ปราสาท) แล้วมุงบังด้วยดอกปทุม พระพุทธ ชินเจ้าพระนามว่าปิยทัสสีเป็นมหามุนี ผู้ทรงอนุเคราะห์ประกอบด้วยพระ กรุณา ประทับอยู่ในกูฏาคาร ๗ คืน ๗ วัน เราเอาดอกปทุมที่เก่าๆ ทิ้งเสีย แล้ว มุงบังด้วยดอกปทุมใหม่ ขณะนั้นเราได้ยืนประนมกรอัญชลีอยู่ พระมหามุนีพระนามว่าปิยทัสสี รู้เป็นนายกของโลก เสด็จออกจากสมาธิ แล้วประทับนั่งเหลียวแลดูทิศอยู่ ในกาลนั้น พระเถระผู้อุปัฏฐากนามว่า สุทัสสนะ มีฤทธิ์มาก รู้พระดำริของพระพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสีผู้ ศาสดา อันภิกษุ ๘ หมื่นแวดล้อมแล้ว เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายก ของโลก ซึ่งประทับนั่งทรงพระสำราญอยู่ที่ชายป่า และในกาลนั้น เทวดา ผู้สิงสถิตอยู่ในไพรสณฑ์ประมาณเท่าใด เทวดาเหล่านั้นทราบพระพุทธดำริ แล้ว พากันมาประชุมทั้งหมด เมื่อพวกยักษ์ กุมภัณฑ์ พร้อมทั้งผีเสื้อน้ำ มาพร้อมกัน และเมื่อภิกษุสงฆ์มาถึงพร้อมแล้ว พระชินเจ้าได้ตรัสพระคาถา ว่า ผู้ใดบูชาเราตลอด ๗ วัน และได้สร้างอาวาสถวายเรา เราจักพยากรณ์ ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว เราจักพยากรณ์สิ่งที่เห็นได้ยากนัก ละเอียดนัก ลึกซึ้ง ปรากฏดีด้วยญาณ ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้น จักได้เสวยราชสมบัติในเทวโลกตลอด ๑๔ กัลป เทวดาทั้งหลายจักทรง กูฏาคาร อันประเสริฐที่มุงบังด้วยดอกปทุมไว้แก่ผู้นั้นในอากาศ นี้เป็นผล แห่งบุรพกรรม เขาจักท่องเที่ยวสับสนอยู่ตลอด ๑๔๐๐ กัลป ใน ๑๔๐๐ กัลปนั้น วิมานดอกไม้จักทรงอยู่ในอากาศ น้ำย่อมไม่ติดในใบบัว ฉันใด กิเลสก็ไม่ติดอยู่ในญาณของผู้นั้น ฉันนั้น ผู้นี้หมุนกลับนิวรณ์ ๕ ออกไป ด้วยใจ ยังจิตให้เกิดในเนกขัมมะแล้ว จักออกบวช ในกาลนั้น วิมาน ดอกไม้อันทรงอยู่ก็จักออกไปด้วย เมื่อผู้นั้นผู้มีปัญญา มีสติ อยู่ที่โคนไม้ ที่โคนไม้นั้น วิมานดอกไม้จักทรงอยู่เหนือศีรษะผู้นั้น จักถวายจีวร บิณฑบาตคิลานปัจจัย ที่นอนและที่นั่งแก่ภิกษุสงฆ์แล้ว จักไม่มีอาสวะ นิพพาน เมื่อผู้นั้นเที่ยวไปพร้อมด้วยกูฏาคารออกบวชแล้ว กูฏาคารย่อม ทรงผู้นั้นแม้อยู่ที่โคนไม้ เจตนาในจีวรและบิณฑบาตย่อมไม่มีแก่เรา เรา ประกอบด้วยบุญกรรม จึงได้จีวรและบิณฑบาตที่สำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้า ผู้เป็นนายกของโลกล่วงเราไปเปล่าๆ พ้นไปแล้วด้วยดีตลอดโกฏิกัลป เป็นอันมากโดยจะนับจะประมาณมิได้ ในกัลปที่ ๑๘๐๐ แต่กัลปนี้ เราจึงได้ เฝ้าพระพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี ผู้แนะนำให้วิเศษ แล้วจึงเข้าถึง กำเนิดนี้ เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าอโนมะ ผู้มีจักษุ ได้เข้า เฝ้าพระองค์แล้ว บวชเป็นบรรพชิต พระพุทธชินเจ้าผู้ทรงทำที่สุดทุกข์ได้ ทรงแสดงพระสัทธรรม เราได้ฟังธรรมของพระองค์แล้ว ได้บรรลุบทอัน ไม่หวั่นไหว เรายังพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมศากยบุตรให้ทรงโปรด กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัลปที่ ๑๘๐๐ แต่ กัลปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว อาสวะทั้งปวงของเราสิ้นรอบแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มี การที่เราได้มาใน สำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้ว โดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำสำเร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้ชัดแจ้งแล้ว พระ พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระปทุมกูฏาคาริกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ ปทุมกูฏาคาริกเถราปทาน.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. ปทุมกูฏาคาริกเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระปทุมกูฏาคาริกเถระ (พระปทุมกูฏาคาริกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปิยทัสสี ผู้เป็นพระสยัมภู ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ตรัสรู้แล้วด้วยพระองค์เอง ทรงประสงค์วิเวก ฉลาดในสมาธิ เป็นมุนี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๓๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๕. ปทุมกูฏาคาริกเถราปทาน
พระมหามุนีพระนามว่าปิยทัสสี ผู้เป็นบุรุษผู้สูงสุด เสด็จเข้าไปยังไพรสณฑ์ ทรงลาดผ้าบังสุกุลแล้วประทับนั่งอยู่
เมื่อก่อน ข้าพเจ้าเป็นพรานเนื้ออยู่ในป่าดงทึบ เที่ยวแสวงหาเนื้อฟานอยู่ในครั้งนั้น
ณ ที่นั้น ข้าพเจ้าได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ข้ามโอฆกิเลสได้แล้ว ไม่มีอาสวะเด่นอยู่ดุจต้นพญาไม้สาละมีดอกบานสะพรั่ง และดุจดวงอาทิตย์อุทัย
ครั้นเห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ มีพระยศยิ่งใหญ่แล้ว จึงลงไปยังชาติสระ นำดอกปทุมมาในขณะนั้น
ครั้นนำดอกปทุมร้อยกลีบซึ่งเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจมาแล้ว จึงสร้างเรือนยอด(ปราสาท)แล้วมุงด้วยดอกปทุม
พระพุทธชินเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี ผู้มหามุนี ผู้ทรงอนุเคราะห์ ประกอบด้วยพระกรุณา ประทับอยู่ในเรือนยอดตลอด ๗ วัน ๗ คืน
ข้าพเจ้านำดอกปทุมที่เก่าๆ ทิ้งแล้ว มุงด้วยดอกปทุมใหม่ ได้ยืนประคองอัญชลี ในขณะนั้น
พระมหามุนีพระนามว่าปิยทัสสี ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก เสด็จออกจากสมาธิแล้วประทับนั่งเหลียวดูทิศอยู่
ครั้งนั้น พระเถระผู้อุปัฏฐากนามว่าสุทัสสนะ มีฤทธิ์มาก รู้พระดำริของพระพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี ผู้ศาสดา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๓๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๕. ปทุมกูฏาคาริกเถราปทาน
มีภิกษุ ๘๐,๐๐๐ รูปแวดล้อมแล้ว เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ซึ่งประทับนั่งเป็นสุขอยู่ที่ชายป่า
และครั้งนั้น เทวดาที่สิงสถิตอยู่ในไพรสณฑ์ ทราบพระพุทธดำริแล้ว พากันมาประชุมทั้งหมด
เมื่อพวกยักษ์ กุมภัณฑ์ พร้อมทั้งผีเสื้อน้ำมาพร้อมกัน และเมื่อภิกษุสงฆ์มาถึงพร้อมแล้ว พระชินเจ้าได้ตรัสพระคาถาว่า
เราจักพยากรณ์ผู้ที่บูชาเราตลอด ๗ วัน และได้สร้างอาวาสถวายเรา ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด
เราจักพยากรณ์สิ่งที่เห็นได้ยากนัก ละเอียดนัก ลึกซึ้งให้ปรากฏชัดด้วยญาณ ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด
ผู้นั้นจักได้ครองเทวสมบัติตลอด ๑๔ กัป เรือนยอดของผู้นั้นใหญ่ มุงด้วยดอกปทุม
เทวดาทั้งหลายทรงไว้ในอากาศ นี้เป็นผลแห่งบุพกรรม เขาจักเวียนว่ายตายเกิดสับสนใน ๑๑๔ กัป
ในกัปที่ ๑๑๔ นั้น วิมานดอกไม้จักทรงอยู่ในอากาศ น้ำไม่ติดอยู่บนใบบัวฉันใด
กิเลสทั้งหลายก็ไม่ติดอยู่ในญาณของผู้นี้ฉันนั้น ผู้นี้จักปลดเปลื้องนิวรณ์ ๕ ออกจากใจได้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๓๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๕. ปทุมกูฏาคาริกเถราปทาน
ให้ความคิดเกิดในเนกขัมมะแล้ว จักออกจากเรือนบวช ในครั้งนั้น วิมานดอกไม้ที่ยังทรงอยู่ก็จักออกไปด้วย
เมื่อผู้นั้นมีปัญญารักษาตน มีสติ อยู่ที่โคนต้นไม้ วิมานดอกไม้จักทรงอยู่เหนือศีรษะของผู้นั้นที่โคนต้นไม้นั้น
ผู้นั้นถวายจีวร บิณฑบาต คิลานปัจจัย ที่นอนและที่นั่งแก่ภิกษุสงฆ์แล้ว จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะแล้วนิพพาน
เมื่อเรือนยอดลอยไป ข้าพเจ้าออกบวชแล้ว กรรมทรงเรือนยอดไว้เฉพาะข้าพเจ้าแม้อยู่ที่โคนต้นไม้
ข้าพเจ้าไม่มีความตั้งใจ(แสวงหา)จีวรและบิณฑบาต ข้าพเจ้าประกอบด้วยบุญกรรม จึงได้จีวรและบิณฑบาตที่สำเร็จแล้ว
พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ผ่านพ้นข้าพเจ้าไปเปล่าๆ ตั้งหลายพระองค์ ตลอดโกฏิกัปจำนวนมาก โดยนับประมาณมิได้
ในกัปที่ ๑๑๘ (นับจากกัปนี้ไป) ข้าพเจ้าได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี ผู้ทรงเป็นผู้นำโดยวิเศษ จึงมาเกิดยังกำเนิดนี้
ข้าพเจ้าได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น พระนามว่าอโนมะ ผู้มีพระจักษุ ครั้นเข้าเฝ้าพระองค์แล้ว ก็ได้บวชเป็นบรรพชิต
พระพุทธชินเจ้าผู้ทรงทำที่สุดทุกข์ได้ ทรงแสดงพระสัทธรรม ข้าพเจ้าได้ฟังธรรมของพระองค์แล้ว ได้บรรลุบทที่ไม่หวั่นไหว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๓๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๕. ปทุมกูฏาคาริกเถราปทาน
ข้าพเจ้าให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมศากยะ ผู้ประเสริฐทรงพอพระทัย กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จึงอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ในกัปที่ ๑๑๘ (นับจากกัปนี้ไป) ข้าพเจ้าได้บูชาพระพุทธเจ้าไว้ จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า
กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว อาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก
การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระปทุมกูฏาคาริกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ปทุมกูฏาคาริกเถราปทานที่ ๕ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๓๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อปทานที่ ๒, ๓, ๔, ๕ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. -----------------------------------------------------
อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :- อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๔๐. ปิลินทวรรค ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๓๙๑)