๗. ปัญจทีปกเถราปทาน (๕๗)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สตฺตมํ ปญฺจทีปกตฺเถราปทานํ (๕๗)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ปัญจทีปกเถราปทานที่ ๗ (๕๗) ว่าด้วยผลแห่งการถวายประทีป
|๕๙.๕๐| ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส สพฺพภูตานุกมฺปิโน สุสทฺทหิตฺวา สทฺธมฺเม อุชุทิฏฺฐิ อโหสหํ ฯ |๕๙.๕๑| ปทีปทานปาทาสึ ปริวาริตฺวาน โพธิยํ สทฺทหนฺโต ปทีปานิ อกรึ ตาวเทวหํ ฯ |๕๙.๕๒| ยํ ยํ โยนูปปชฺชามิ เทวตฺตํ อถ มานุสํ อากาเส อุกฺกํ ธาเรนฺติ ทีปทานสฺสิทํ ผลํ ฯ |๕๙.๕๓| ติโรกุฏํ ติโรเสลํ สมติคฺคยฺห ปพฺพตํ สมนฺตา โยชนสตํ ทสฺสนํ อนุโภมหํ ฯ |๕๙.๕๔| เตน กมฺมาวเสเสน ปตฺโตมฺหิ อาสวกฺขยํ ธาเรมิ อนฺติมํ เทหํ ทิปทินฺทสฺส สาสเน ฯ |๕๙.๕๕| จตุตฺตึเส กปฺปสเต สตจกฺขุสนามกา ราชาเหสุํ มหาเตชา จกฺกวตฺตี มหพฺพลา ฯ |๕๙.๕๖| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ปญฺจทีปโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ปญฺจทีปกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
เราเชื่อสนิทในพระสัทธรรม ของพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตระ ผู้ทรงอนุเคราะห์สัตว์ทั้งปวง เป็นผู้มีความเห็นตรง เราได้ถวายประทีป (ทำการบูชาด้วยประทีป) แวดล้อมไว้ที่ไม้โพธิ์ ในครั้งนั้นเราเชื่อ จึงได้ ทำการบูชาด้วยประทีปที่ไม้โพธิ์ เราเข้าถึงกำเนิดใดๆ คือ ความเป็น เทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้นๆ เทวดาทั้งหลายย่อมทรงดวงไฟไว้ ในอากาศ นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วยประทีป เราย่อมมองเห็นได้ภายใน หม้อ ภายในหินล้วน ตลอดล่วงภูเขาในที่ร้อยโยชน์โดยรอบ ด้วยกรรม ที่เหลืออยู่นั้น เราเป็นผู้บรรลุความสิ้นอาสวะ เราทรงกายอันเป็นที่สุดนี้ อยู่ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคผู้จอมสัตว์ในกัลปที่ ๓๔๐๐ ได้มีพระเจ้า จักรพรรดิพระนามว่าสตจักขุ มีพระเดชานุภาพมาก มีพลมาก คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้ง ชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระปัญจทีปกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ ปัญจทีปกเถราปทาน.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. ปัญจทีปกเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระปัญจทีปกเถระ (พระปัญจทีปกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
ข้าพเจ้าเชื่อสนิทในพระสัทธรรมของพระพุทธเจ้า พระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงอนุเคราะห์สัตว์ทั้งปวง จึงได้เป็นผู้มีความเห็นตรง
ข้าพเจ้าได้ถวายประทีป แวดล้อมไว้ที่ต้นโพธิ์ ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเชื่ออยู่ จึงทำการบูชาด้วยประทีปไว้
ข้าพเจ้าเกิดในกำเนิดใดๆ คือจะเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม ในกำเนิดนั้นๆ เทวดาย่อมถือดวงไฟไว้ในอากาศ นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วยประทีป
ข้าพเจ้าสามารถมองเห็นได้ทะลุฝา ทะลุกำแพงศิลา ทะลุภูเขาได้ร้อยโยชน์โดยรอบ
ด้วยผลกรรมที่เหลืออยู่นั้น ข้าพเจ้าเป็นผู้บรรลุความสิ้นอาสวะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๙๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๖. วีชนีวรรค] ๘. ธชทายกเถราปทาน ข้าพเจ้าทรงร่างกายอันมีในภพสุดท้าย อยู่ในศาสนาของพระผู้มีพระภาค ผู้เป็นจอมแห่งเทวดาและมนุษย์
ในกัปที่ ๓,๔๐๐ (นับจากกัปนี้ไป) ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีพระนามว่าสตจักษุ มีเดชมาก มีพลานุภาพมาก
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระปัญจทีปกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ปัญจทีปกเถราปทานที่ ๗ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕๗. อรรถกถาปัญจทีปกเถราปทาน
อปทานของท่านพระปัญจทีปกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูล อยู่ครองเรือน ฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิ มีศรัทธา เลื่อมใส เห็นมหาชนทำการบูชาอยู่ แม้ตนเองก็แวดล้อมต้นโพธิ์ ตามประทีปบูชา.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติมีจักรพรรดิสมบัติเป็นต้น รุ่งเรืองในภพที่ตนเกิดในที่ทุกสถานนั้นแล อยู่ในวิมานที่เพียบพร้อมด้วยความรุ่งเรืองเป็นต้น.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลอันสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เกิดศรัทธาบรรพชาไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์ ด้วยวิบากเป็นเครื่องไหลออกแห่งการบูชาด้วยประทีป ท่านจึงปรากฏนามว่า ทีปกเถระ ดังนี้.
วันหนึ่ง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้.
คำนั้นมีอรรถดังกล่าวแล้วนั่นแล.
บทว่า อุชุทิฏฺฐิ อโหสหํ ความว่า เราได้ละทิ้งความคดโกงคือมิจฉาทิฏฐิ ได้เป็นผู้สัมมาทิฏฐิอันตรง ไม่คดโกงคือได้บรรลุถึงความเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิแล้ว.
ในบทว่า ปทีปทานํ ปาทาสึ มีวินิจฉัยว่า ชื่อว่าปทีป เพราะรุ่งโรจน์โชติช่วงโดยประการ. การให้ประทีปนั้น ชื่อว่าปทีปทาน.
ความว่า เราได้ให้ประทีปนั้น คือได้กระทำการบูชาด้วยประทีป.
คำที่เหลือมีอรรถตื้นในที่ทั้งปวงทีเดียวแล. จบอรรถกถาปัญจทีปกเถราปทาน -----------------------------------------------------