๑๐. สัญญาสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๒๖๓สาวตฺถี ฯ อนิจฺจสญฺญา ภิกฺขเว ภาวิตา พหุลีกตา สพฺพํ กามราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ รูปราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ ภวราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ อวิชฺชํ ปริยาทิยติ สพฺพํ อสฺมิมานํ สมูหนติ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว สรทสมเย กสฺสโก มหานงฺคเลน กสฺสนฺโต สพฺพานิ มูลสนฺตานกานิ สมฺปทาเลนฺโต กสฺสติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา สพฺพํ กามราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ รูปราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ ภวราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ อวิชฺชํ ปริยาทิยติ สพฺพํ อสฺมิมานํ สมูหนติ ฯ
๒๖๔เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปพฺพชลายโก ปพฺพชํ ลายิตฺวา อคฺเค คเหตฺวา โอธุนาติ นิธุนาติ นิปฺโผเฏติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา ฯเปฯ
๒๖๕เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว อมฺพปิณฺฑิยา วณฺฑจฺฉินฺนาย ยานิ ตตฺร อมฺพานิ วณฺฑปฺปฏิพทฺธานิ สพฺพานิ ตานิ ตนฺวยานิ ภวนฺติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ฯเปฯ
๒๖๖เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว กูฏาคารสฺส ยา กาจิ โคปานสิโย สพฺพา ตา กูฏงฺคมา กูฏนินฺนา กูฏสโมสรณา กูฏํ ตาสํ อคฺคมกฺขายติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา ฯเปฯ
๒๖๗เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว เย เกจิ มูลคนฺธา กาฬานุสารี เตสํ อคฺคมกฺขายติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา ฯเปฯ
๒๖๘เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว เย เกจิ สารคนฺธา โลหิตจนฺทนํ เตสํ อคฺคมกฺขายติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา ฯเปฯ
๒๖๙เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว เย เกจิ ปุปฺผคนฺธา วสฺสิกํ เตสํ อคฺคมกฺขายติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา ฯเปฯ
๒๗๐เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว เย เกจิ กุฏฺฐราชาโน สพฺเพ เต รญฺโญ จกฺกวตฺติสฺส อนุยนฺตา ภวนฺติ ราชา เตสํ จกฺกวตฺติ อคฺคมกฺขายติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา ฯเปฯ
๒๗๑เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ยา กาจิ ตารกรูปานํ ปภา สพฺพา ตา จนฺทิมปฺปภาย กลํ นาคฺฆนฺติ โสฬสึ จนฺทปฺปภา ตาสํ อคฺคมกฺขายติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา ฯเปฯ
๒๗๒เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว สรทสมเย วิสุทฺเธ วิคตพลาหเก เทเว อาทิจฺโจ นภํ อพฺภุสฺสกฺกมาโน สพฺพํ อากาสคตํ ตมคตํ อภิวิหจฺจ ภาสเต จ ตปเต จ วิโรจเต จ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา สพฺพํ กามราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ รูปราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ ภวราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ อวิชฺชํ ปริยาทิยติ สพฺพํ อสฺมิมานํ สมูหนติ ฯ
๒๗๓กถํ ภาวิตา จ ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา กถํ พหุลีกตา สพฺพํ กามราคํ ปริยาทิยติ ฯเปฯ สพฺพํ อสฺมิมานํ สมูหนติ ฯ อิติ รูปํ อิติ รูปสฺส สมุทโย อิติ รูปสฺส อตฺถงฺคโม อิติ เวทนา ฯ อิติ สญฺญา ฯ อิติ สงฺขารา ฯ อิติ วิญฺญาณํ อิติ วิญฺญาณสฺส สมุทโย อิติ วิญฺญาณสฺส อตฺถงฺคโมติ ฯ เอวํ ภาวิตา โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา เอวํ พหุลีกตา สพฺพํ กามราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ รูปราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ ภวราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ อวิชฺชํ ปริยาทิยติ สพฺพํ อสฺมิมานํ สมูหนตีติ ฯ ปุปฺผวคฺโค ปญฺจโม ฯ ตสฺสุทฺทานํ ฯ นที ปุปฺผญฺจ เผณญฺจ โคมยญฺจ นขสิขํ สามุทฺทกํ เทฺว จ คทฺทูลา นาวสญฺญาย เต ทสาติ ฯ มชฺฌิมปณฺณาสโก สมตฺโต ฯ ตสฺส มชฺฌิมปณฺณาสกสฺส วคฺคุทฺทานํ อุปาโย อรหนฺโต จ ขชฺชนิเถรสวฺหยํ ปุปฺผวคฺเคน ปณฺณาส ทุติโย เตน ปวุจฺจติ ฯ --------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. อนิจจสัญญาสูตร ว่าด้วยอนิจจสัญญา
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย อนิจจสัญญา (ความหมายรู้ว่า ไม่เที่ยง) ที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมครอบงำกามราคะ (ความติดใจในกามคุณ) รูปราคะ (ความติดใจในรูปธรรม) ภวราคะ (ความติดใจในภพ) และอวิชชา(ความไม่รู้จริง) ทั้งปวงได้ ถอนอัสมิมานะ (ความถือตัวว่าเป็นเรา) ทั้งปวงได้ ในสารทฤดู ชาวนาเมื่อไถนาด้วยไถคันใหญ่ ย่อมไถทำลายราก (หญ้า) ที่เกี่ยวเนื่องทุกชนิด แม้ฉันใด อนิจจสัญญาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมครอบงำกามราคะ รูปราคะ ภวราคะ และอวิชชาทั้งปวงได้ถอนอัสมิมานะทั้งปวงได้ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.ม. (แปล) ๑๙/๑๕๘/๘๖
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๙๕}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๕. ปุปผวรรค ๑๐. อนิจจสัญญาสูตร คนเกี่ยวหญ้ามุงกระต่าย เกี่ยวเสร็จแล้ว จับปลาย เขย่า ฟาด สลัดออกแม้ฉันใด อนิจจสัญญาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ ถอนอัสมิมานะทั้งปวงได้ เมื่อพวงมะม่วงขาดจากขั้ว บรรดามะม่วงเหล่านั้น มะม่วงที่ยังติดอยู่ที่ขั้วทั้งหมดก็หลุดไปตามพวงมะม่วงนั้น แม้ฉันใด อนิจจสัญญาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ ถอนอัสมิมานะทั้งปวงได้ กลอนของเรือนยอดทั้งหมดทอดไปถึงยอด รวมลงที่ยอด ยอดเรือนชาวโลกกล่าวว่าเลิศกว่ากลอนเหล่านั้น แม้ฉันใด อนิจจสัญญาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้วก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ ถอนอัสมิมานะทั้งปวงได้ กลิ่นหอมที่เกิดจากรากชนิดใดชนิดหนึ่ง กฤษณาชาวโลกกล่าวว่าเลิศกว่ากลิ่นหอมที่เกิดจากรากเหล่านั้น แม้ฉันใด อนิจจสัญญาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ ถอนอัสมิมานะทั้งปวงได้ กลิ่นหอมที่เกิดจากแก่นชนิดใดชนิดหนึ่ง จันทน์แดงชาวโลกกล่าวว่าเลิศกว่ากลิ่นหอมที่เกิดจากแก่นเหล่านั้น แม้ฉันใด อนิจจสัญญาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ ถอนอัสมิมานะทั้งปวงได้ กลิ่นหอมที่เกิดจากดอกชนิดใดชนิดหนึ่ง ดอกมะลิชาวโลกกล่าวว่าเลิศกว่ากลิ่นหอมที่เกิดจากดอกเหล่านั้น แม้ฉันใด อนิจจสัญญาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ ถอนอัสมิมานะทั้งปวงได้ พระราชาผู้มีอำนาจน้อยทั้งปวง ย่อมคล้อยตามพระเจ้าจักรพรรดิ พระเจ้าจักรพรรดิชาวโลกกล่าวว่าเลิศกว่าพระราชาผู้มีอำนาจน้อยเหล่านั้น แม้ฉันใดอนิจจสัญญาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ ถอนอัสมิ-มานะทั้งปวงได้ แสงสว่างของดวงดาวทั้งหมด ไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งแสงสว่างของดวงจันทร์แสงสว่างของดวงจันทร์ชาวโลกกล่าวว่าเลิศกว่าแสงสว่างของดวงดาวเหล่านั้นแม้ฉันใด อนิจจสัญญาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ ถอนอัสมิมานะทั้งปวงได้ ในสารทฤดู เมื่อฝนขาดหาย ปราศจากเมฆ ดวงอาทิตย์อุทัยขึ้นสู่ท้องฟ้ากำจัดความมืดที่มีอยู่ในอากาศทั้งหมด ย่อมส่องแสง แผดแสง และแจ่มกระจ่าง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๙๖}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๕. ปุปผวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค แม้ฉันใด อนิจจสัญญาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อม ครอบงำกามราคะ รูปราคะ ภวราคะ และอวิชชาทั้งปวงได้ ถอนอัสมิมานะทั้งปวงได้ อนิจจสัญญาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงครอบงำกามราคะ ทั้งปวงได้ ฯลฯ ถอนอัสมิมานะทั้งปวงได้ คือ อนิจจสัญญาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ว่า ‘รูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ เวทนาเป็นดังนี้ ... สัญญาเป็นดังนี้... สังขารเป็นดังนี้ ... วิญญาณเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ภิกษุทั้งหลาย อนิจจสัญญาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ย่อม ครอบงำกามราคะ รูปราคะ ภวราคะ และอวิชชาทั้งปวงได้ ถอนอัสมิมานะทั้งปวงได้”อนิจจสัญญาสูตรที่ ๑๐ จบ ปุปผวรรคที่ ๕ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. นทีสูตร ๒. ปุปผสูตร ๓. เผณปิณฑูปมสูตร ๔. โคมยปิณฑสูตร ๕. นขสิขาสูตร ๖. สุทธิกสูตร ๗. คัททูลพัทธสูตร ๘. ทุติยคัททูลพัทธสูตร ๙. วาสิชฏสูตร ๑๐. อนิจจสัญญาสูตร มัชฌิมปัณณาสก์ จบบริบูรณ์ รวมวรรคที่มีในมัชฌิมปัณณาสก์นี้ คือ ๑. อุปยวรรค ๒. อรหันตวรรค ๓. ขัชชนียวรรค ๔. เถรวรรค ๕. ปุปผวรรค รวม ๕ วรรค เรียกว่า ทุติยปัณณาสก์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๙๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสัญญาสูตรที่ ๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในสัญญาสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อนิจฺจสญฺญา ได้แก่ สัญญาที่เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ภาวนาอยู่ว่า ไม่เที่ยง ไม่เที่ยง.
บทว่า ปริยาทิยติ ได้แก่ จักทำให้ (กามราคะ) ทั้งหมดสิ้นไป.
บทว่า สพฺพํ อสฺมิมานํ ได้แก่ อัสมิมานะทั้ง ๙ อย่าง.
บทว่า มูลสนฺตานกานิ ได้แก่ รากไม้ที่แตกยื่นออกไป.
ก็ในที่นี้มีอุปมาเปรียบเทียบดังต่อไปนี้ :-
อนิจจสัญญา เปรียบเหมือนไถใหญ่.
กิเลสทั้งหลาย เปรียบเหมือนรากไม้ที่แตกออกไปทั้งเล็กทั้งใหญ่
พระโยคีผู้เจริญอนิจจสัญญาทำลายกิเลสได้ด้วยญาณอันเกิดจากอนิจจสัญญา เปรียบเหมือนชาวนาไถนาทำลายรากไม้เหล่านั้นได้ด้วยไถ.
บทว่า โอธุนาติ แปลว่า ดาย (กำจัดข้างล่าง).
บทว่า นิธุนาติ แปลว่า ฟาด.
บทว่า นิปฺโผเฏติ แปลว่า สลัดทิ้ง.
แม้ในที่นี้ พึงอุปมาเปรียบเทียบด้วยอรรถนี้ว่า อาลัยคือกิเลสเปรียบเหมือนหญ้าปล้อง ญาณอันเกิดจากอนิจจสัญญาเปรียบเหมือนการสลัดทิ้ง.
บทว่า วณฺฑจฺฉินฺนาย ความว่า (พวงมะม่วง) ขั้วขาดเพราะลูกธนูอันคม.
บทว่า ตนฺวยานิ ภวนฺติ ความว่า (มะม่วงลูกอื่นๆ) ย่อมตกตามพวงมะม่วงพวงนั้น. เมื่อมะม่วงพวงนั้นตก มะม่วง (ลูกอื่น) ก็พลอยตกลงพื้นดินด้วย.
แม้ในที่นี้ มีอุปมาเปรียบเทียบดังนี้ว่า :-
กิเลสทั้งหลาย เปรียบเหมือนพวงมะม่วง
อนิจจสัญญา เปรียบเหมือนลูกธนูอันคม
เมื่ออวิชชาที่เป็นรากเหง้าของกิเลสทั้งหลายถูกตัดขาดไปด้วยญาณอันเกิดจากอนิจจสัญญากิเลสทั้งหมดก็พลอยถูกถอน (ถูกตัด) ไปด้วย เปรียบเหมือนเมื่อพวงมะม่วงถูกตัดไปด้วยคมธนู มะม่วงทั้งหมด (ในก้านเดียวกัน) ก็พลอยหล่นลงพื้นไปด้วย.
บทว่า กูฏงฺคมา แปลว่า (กลอนทั้งหลาย) ไปถึงยอดเรือน.
บทว่า กูฏนินฺนา แปลว่า ชอนเข้าไปในยอดเรือน โดยสอดเข้าไปสู่ยอดเรือน.
บทว่า กูฏสโมสรณา แปลว่า รวมลงอยู่ที่ยอดเรือน.
ในที่นี้มีอุปมาเปรียบเทียบดังนี้ว่า :-
อนิจจสัญญา เปรียบเหมือนยอดเรือน.
กุศลธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๔ เปรียบเหมือนกลอนเรือน.
อนิจจสัญญาเป็นยอดของกุศลธรรมทั้งหลาย เปรียบเหมือนยอดแห่งกลอนทั้งหมด เป็นยอดของกูฏาคาร.
ถามว่า ก็อนิจจสัญญาเป็นยอดของกุศลธรรมที่เป็นโลกิยะ (เท่านั้น) มิใช่หรือ? (แล้ว) กลับมาเป็นยอดของโลกุตตรธรรมได้อย่างไร?
ตอบว่า อนิจจสัญญาพึงทราบว่าเป็นยอด (ของโลกุตตรธรรมทั้งหลาย) เพราะอรรถว่าเป็นเหตุให้ได้โลกุตตรธรรมแม้เหล่านั้น.
พึงทราบข้ออุปมาเปรียบเทียบในอุปมาทั้งหมดโดยอุบายนี้ก็ในที่นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงกิจของอนิจจสัญญาด้วยอุปมา ๓ ข้อแรกตรัสพลังของอนิจจสัญญาด้วยอุปมา ๓ ข้อหลังแล.
จบอรรถกถาสัญญาสูตรที่ ๑๐ จบอรรถกถาปุปผวรรคที่ ๕ -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. นทีสูตร
๒. ปุปผสูตร
๓. เผณปิณฑสูตร
๔. โคมยสูตร
๕. นขสิขสูตร
๖. สามุททกสูตร
๗. คัททูลสูตรที่ ๑
๘. คัททูลสูตรที่ ๒
๙. นาวาสูตร
๑๐. สัญญาสูตร. จบมัชฌิมปัณณาสก์ -----------------------------------------------------
รวมวรรคที่มีในมูลปัณณาสก์นี้ คือ
๑. อุปายวรรค
๒. อรหันตวรรค
๓. ขัชชนิยวรรค
๔. เถรวรรค
๕. ปุปผวรรค
รวม ๕ วรรค ทุติยปัณณาสก์ก็เรียกในขันธสังยุตนั้น. -----------------------------------------------------