๓. อุทานสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๓. อุทานสูตร ว่าด้วยการตัดสังโยชน์และความสิ้นอาสวะ
สาวตฺถี ฯ ตตฺร โข ฯ ภควา อุทานํ อุทาเนสิ โน จสฺสํ โน จ เม สิยา น ภวิสฺสติ น เม ภวิสฺสตีติ เอวํ วิมุจฺจมาโน ภิกฺขุ ฉินฺเทยฺย โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานีติ ฯ
พระนครสาวัตถี. ฯลฯ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาค ทรงเปล่งอุทานว่า ภิกษุน้อมใจไปอย่างนี้ว่า ถ้าว่าเราไม่พึงมี ขันธปัญจกของเราก็ไม่พึงมี กรรมสังขารจักไม่มี การปฏิสนธิก็จักไม่มีแก่เรา ดังนี้ พึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้.
เอวํ วุตฺเต อญฺญตโร ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ ยถากถํ ปน ภนฺเต โน จสฺสํ โน จ เม สิยา น ภวิสฺสติ น เม ภวิสฺสตีติ เอวํ วิมุจฺจมาโน ภิกฺขุ ฉินฺเทยฺย โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานีติ ฯ อิธ ภิกฺขุ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี ฯเปฯ สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา รูปํ รูปสฺมึ วา อตฺตานํ ฯ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ วิญฺญาณวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา วิญฺญาณํ วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ ฯ {๑๐๙.๑} โส อนิจฺจํ รูปํ อนิจฺจํ รูปนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อนิจฺจํ เวทนํ อนิจฺจา เวทนาติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อนิจฺจํ สญฺญํ อนิจฺจา สญฺญาติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อนิจฺเจ สงฺขาเร อนิจฺจา สงฺขาราติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อนิจฺจํ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ วิญฺญาณนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ฯ {๑๐๙.๒} ทุกฺขํ รูปํ ทุกฺขํ รูปนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ทุกฺขํ เวทนํ ฯ ทุกฺขํ สญฺญํ ฯ ทุกฺเข สงฺขาเร ฯ ทุกฺขํ วิญฺญาณํ ทุกฺขํ วิญฺญาณนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ฯ {๑๐๙.๓} อนตฺตํ รูปํ อนตฺตํ รูปนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อนตฺตํ เวทนํ ฯ อนตฺตํ สญฺญํ ฯ อนตฺเต สงฺขาเร ฯ อนตฺตํ วิญฺญาณํ อนตฺตํ วิญฺญาณนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ฯ {๑๐๙.๔} สงฺขตํ รูปํ สงฺขตํ รูปนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ สงฺขตํ เวทนํ ฯ สงฺขตํ สญฺญํ ฯ สงฺขเต สงฺขาเร ฯ สงฺขตํ วิญฺญาณํ สงฺขตํ วิญฺญาณนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ฯ รูปํปิ ภวิสฺสตีติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ เวทนาปิ ภวิสฺสติ ฯ สญฺญาปิ ภวิสฺสติ ฯ สงฺขาราปิ ภวิสฺสนฺติ ฯ วิญฺญาณมฺปิ ภวิสฺสตีติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ฯ
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอุทานอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่ง ได้ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ภิกษุน้อมใจไปอย่างนี้ว่า ถ้าว่าเราไม่พึงมี ขันธปัญจกของเราก็ไม่พึงมี กรรมสังขารจักไม่มี ปฏิสนธิก็จักไม่มีแก่เรา ดังนี้ พึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้อย่างไร พระเจ้าข้า? พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้วในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้าฯลฯ ไม่ได้รับการแนะนำในสัปปุริสธรรม ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตน ๑ ย่อมเห็นตนมีรูป ๑ย่อมเห็นรูปในตน ๑ ย่อมเห็นตนในรูป ๑ ตามเห็นเวทนาโดยความเป็นตน ฯลฯ ตามเห็นสัญญาโดยความเป็นตน ฯลฯ ตามเห็นสังขารโดยความเป็นตน ฯลฯ ตามเห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ๑ย่อมเห็นตนมีวิญญาณ ๑ ย่อมเห็นวิญญาณในตน ๑ ย่อมเห็นตนในวิญญาณ ๑. เขาย่อมไม่ทราบชัดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันไม่เที่ยง ตามความเป็นจริงว่า เป็นของไม่เที่ยง. ไม่ทราบชัดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นทุกข์ตามความเป็นจริงว่า เป็นทุกข์. ไม่ทราบชัดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นอนัตตา ตามความเป็นจริงว่า เป็นอนัตตา. ไม่ทราบชัดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันปัจจัยปรุงแต่ง ตามความเป็นจริงว่า อันปัจจัยปรุงแต่ง. ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า แม้รูป แม้เวทนา แม้สัญญา แม้สังขาร แม้วิญญาณ จักมี.
สุตวา จ โข ภิกฺขุ อริยสาวโก อริยานํ ทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส โกวิโท อริยธมฺเม สุวินีโต สปฺปุริสานํ ทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส โกวิโท สปฺปุริสธมฺเม สุวินีโต น รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯเปฯ น เวทนํ ฯ น สญฺญํ ฯ น สงฺขาเร ฯ น วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ โส อนิจฺจํ รูปํ อนิจฺจํ รูปนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อนิจฺจํ เวทนํ ฯ อนิจฺจํ สญฺญํ ฯ อนิจฺเจ สงฺขาเร ฯ อนิจฺจํ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ วิญฺญาณนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ ฯ ทุกฺขํ รูปํ ฯเปฯ ทุกฺขํ วิญฺญาณํ ฯ อนตฺตํ รูปํ ฯเปฯ อนตฺตํ วิญฺญาณํ ฯ สงฺขตํ รูปํ ฯเปฯ สงฺขตํ วิญฺญาณํ สงฺขตํ วิญฺญาณนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ ฯ รูปํปิ ภวิสฺสตีติ ยถาภูตํ ปชานาติ เวทนา ฯ สญฺญา ฯ สงฺขารา ฯ วิญฺญาณมฺปิ ภวิสฺสตีติ ยถาภูตํ ปชานาติ ฯ โส รูปสฺส วิภวา เวทนาย วิภวา สญฺญาย วิภวา สงฺขารานํ วิภวา วิญฺญาณสฺส วิภวา ฯ เอวํ โข ภิกฺขุ โน จสฺสํ โน จ เม สิยา น ภวิสฺสติ น เม ภวิสฺสตีติ เอวํ วิมุจฺจมาโน ภิกฺขุ ฉินฺเทยฺย โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับแล้วแล ผู้ใดเห็นพระอริยเจ้าฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ได้รับการแนะนำดีในอริยธรรม ได้เห็นสัตบุรุษ ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ได้รับการแนะนำดีในสัปปุริสธรรม ย่อมไม่พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นตน ฯลฯ ไม่พิจารณาเห็นเวทนาโดยความเป็นตน ฯลฯ ไม่พิจารณาเห็นสัญญาโดยความเป็นตน ฯลฯ ไม่พิจารณาเห็นสังขารโดยความเป็นตน ฯลฯ ไม่พิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ฯลฯ เธอย่อมทราบชัดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันไม่เที่ยง ตามความเป็นจริงว่า ไม่เที่ยง. ย่อมทราบชัดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นทุกข์ ตามความเป็นจริงว่า เป็นทุกข์. ย่อมทราบชัดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นอนัตตา ตามความเป็นจริงว่าเป็นอนัตตา. ย่อมทราบชัดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันปัจจัยปรุงแต่ง ตามความเป็นจริงว่า อันปัจจัยปรุงแต่ง. ย่อมทราบชัดตามความเป็นจริงว่า แม้รูป แม้เวทนา แม้สัญญาแม้สังขาร แม้วิญญาณ จักมี. ย่อมทราบชัดตามความเป็นจริงเช่นนั้น เพราะเห็นความเป็นต่างๆ แห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. ดูกรภิกษุ เมื่อภิกษุน้อมใจไปอย่างนี้แลว่า ถ้าว่าเราไม่พึงมี ขันธปัญจกของเราก็ไม่พึงมี กรรมสังขารจักไม่มี ปฏิสนธิก็จักไม่มีแก่เราดังนี้ พึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ ด้วยอาการอย่างนี้แล.
เอวํ วิมุจฺจมาโน ภนฺเต ภิกฺขุ ฉินฺเทยฺย โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ฯ กถํ ปน ภนฺเต ชานโต กถํ ปสฺสโต อนนฺตรา อาสวานํ ขโย โหตีติ ฯ อิธ ภิกฺขุ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ฯเปฯ อตสิตาเย ฐาเน ตาสํ อาปชฺชติ ฯ ตาโส เหโส ภิกฺขุ อสฺสุตวโต ปุถุชฺชนสฺส โน จสฺสํ โน จ เม สิยา น ภวิสฺสติ น เม ภวิสฺสตีติ ฯ สุตวา จ โข ภิกฺขุ อริยสาวโก ฯเปฯ อตสิตาเย ฐาเน น ตาสํ อาปชฺชติ ฯ น เหโส ภิกฺขุ ตาโส สุตวโต อริยสาวกสฺส โน จสฺสํ โน จ เม สิยา น ภวิสฺสติ น เม ภวิสฺสตีติ ฯ รูปูปายํ วา ภิกฺขุ วิญฺญาณํ ติฏฺฐมานํ ติฏฺเฐยฺย รูปารมฺมณํ รูปปฺปติฏฺฐํ นนฺทูปเสวนํ วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺเชยฺย ฯ เวทนูปายํ วา ภิกฺขุ ฯ สญฺญูปายํ วา ภิกฺขุ ฯ สงฺขารูปายํ วา ภิกฺขุ วิญฺญาณํ ติฏฺฐมานํ ติฏฺเฐยฺย สงฺขารารมฺมณํ สงฺขารปฺปติฏฺฐํ นนฺทูปเสวนํ วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺเชยฺย ฯ โส ภิกฺขุ เอวํ วเทยฺย อหมญฺญตฺร รูปา อญฺญตฺร เวทนาย อญฺญตฺร สญฺญาย อญฺญตฺร สงฺขาเรหิ วิญฺญาณสฺส อาคตึ วา คตึ วา จุตึ วา อุปปตฺตึ วา วุฑฺฒึ วา วิรูฬฺหึ วา เวปุลฺลํ วา ปญฺญเปสฺสามีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ {๑๑๑.๑} รูปธาตุยา เจ ภิกฺขุ ภิกฺขุโน ราโค ปหีโน โหติ ราคสฺส ปหานา โวจฺฉิชฺชตารมฺมณํ ปติฏฺฐา วิญฺญาณสฺส น โหติ ฯ เวทนาธาตุยา เจ ภิกฺขุ ภิกฺขุโน ฯ สญฺญาธาตุยา เจ ภิกฺขุ ภิกฺขุโน ฯ สงฺขารธาตุยา เจ ภิกฺขุ ภิกฺขุโน ฯ วิญฺญาณธาตุยา เจ ภิกฺขุ ภิกฺขุโน ราโค ปหีโน โหติ ราคสฺส ปหานา โวจฺฉิชฺชตารมฺมณํ ปติฏฺฐา วิญฺญาณสฺส น โหติ ฯ ตทปฺปติฏฺฐิตํ วิญฺญาณํ อวิรูฬฺหํ อนภิสงฺขจฺจ วิมุตฺตํ วิมุตฺตตฺตา ฐิตํ ฐิตตฺตา สนฺตุสิตํ สนฺตุสิตตฺตา น ปริตสฺสติ อปริตสฺสํ ปจฺจตฺตญฺเญว ปรินิพฺพายติ ฯ ขีณา ชาติ ฯเปฯ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ ฯ เอวํ โข ภิกฺขุ ชานโต เอวํ ปสฺสโต อนนฺตรา อาสวานํ ขโย โหตีติ ฯ
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุน้อมใจไปอยู่อย่างนี้ พึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์เสียได้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อภิกษุรู้เห็นอย่างไร อาสวะทั้งหลายจึงจะสิ้นไปในกาลเป็นลำดับ. พ. ดูกรภิกษุ ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วในโลกนี้ ฯลฯ ย่อมถึงความสะดุ้ง ในฐานะอันไม่ควรสะดุ้ง. ดูกรภิกษุ ก็ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ย่อมมีความสะดุ้ง ดังนี้ว่า ถ้าเราไม่พึงมี แม้ขันธ-*ปัญจกของเราก็ไม่พึงมี กรรมสังขารจักไม่มี ปฏิสนธิของเราก็จักไม่มี ดังนี้. ดูกรภิกษุ ส่วนอริย-*สาวกผู้ได้สดับแล้วแล ฯลฯ ย่อมไม่ถึงความสะดุ้งในฐานะอันไม่ควรสะดุ้ง. ดูกรภิกษุ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ไม่มีความสะดุ้งดังนี้ว่า ถ้าเราไม่พึงมี ขันธปัญจกของเราก็ไม่พึงมี กรรมสังขารจักไม่มีปฏิสนธิของเราก็จักไม่มี ดังนี้. ดูกรภิกษุ วิญญาณที่เข้าถึงรูปก็ดี เมื่อตั้งอยู่ พึงตั้งอยู่ วิญญาณที่มีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้ง มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่องเสพ พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์. วิญญาณที่เข้าถึงเวทนาก็ดี ฯลฯ วิญญาณที่เข้าถึงสัญญาก็ดี ฯลฯ วิญญาณที่เข้าถึงสังขารก็ดี เมื่อตั้งอยู่ พึงตั้งอยู่ วิญญาณที่มีสังขารเป็นอารมณ์ มีสังขารเป็นที่ตั้ง มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่องเสพ พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์. ภิกษุนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราจักบัญญัติการมา การไปจุติ อุปบัติ หรือความเจริญงอกงามไพบูลย์แห่งวิญญาณ เว้นจากรูป เวทนา สัญญา สังขารดังนี้ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าความกำหนัดในรูปธาตุ ในเวทนาธาตุในสัญญาธาตุ ในสังขารธาตุ ในวิญญาณธาตุ เป็นอันภิกษุละได้แล้วไซร้ เพราะละความกำหนัดเสียได้ อารมณ์ย่อมขาดสูญ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี วิญญาณอันไม่มีที่ตั้งนั้น ไม่งอกงามไม่แต่งปฏิสนธิ หลุดพ้นไป เพราะหลุดพ้นไป จึงดำรงอยู่ เพราะดำรงอยู่ จึงยินดีพร้อมเพราะยินดีพร้อม จึงไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมดับรอบเฉพาะตนเท่านั้น. เธอย่อมรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี. ดูกรภิกษุ เมื่อบุคคลรู้เห็นอย่างนี้แล อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไป ในกาลเป็นลำดับ. จบ สูตรที่ ๓.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. อุทานสูตร ว่าด้วยการเปล่งอุทาน
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งอุทานว่า “ภิกษุผู้น้อมใจไปอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเราไม่พึงมีแม้บริขารของเราก็ไม่พึงมี ถ้ากรรมสังขาร (การปรุงแต่งกรรม) จักไม่ได้มีแล้วปฏิสนธิของเราก็จักไม่มี’ พึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์(สังโยชน์เบื้องต่ำ)ได้” เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ภิกษุผู้น้อมใจไปอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเราไม่พึงมี แม้บริขารของเราก็ไม่พึงมี ถ้ากรรมสังขารจักไม่ได้มีแล้ว ปฏิสนธิของเราก็จักไม่มี’พึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้อย่างไร” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุ ปุถุชนในโลกนี้ผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะฯลฯ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตาพิจารณาเห็นอัตตาว่ามีรูป พิจารณาเห็นรูปในอัตตา หรือพิจารณาเห็นอัตตาในรูป... เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... พิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตาพิจารณาเห็นอัตตาว่ามีวิญญาณ พิจารณาเห็นวิญญาณในอัตตา หรือพิจารณาเห็นอัตตาในวิญญาณ เธอไม่รู้ชัดรูปที่ไม่เที่ยงตามความเป็นจริงว่า ‘รูปไม่เที่ยง’ ไม่รู้ชัดเวทนาที่ไม่เที่ยงตามความเป็นจริงว่า ‘เวทนาไม่เที่ยง’ ไม่รู้ชัดสัญญาที่ไม่เที่ยงตามความเป็นจริงว่า ‘สัญญาไม่เที่ยง’ ไม่รู้ชัดสังขารที่ไม่เที่ยงตามความเป็นจริงว่า ‘สังขารไม่เที่ยง’ไม่รู้ชัดวิญญาณที่ไม่เที่ยงตามความเป็นจริงว่า ‘วิญญาณไม่เที่ยง’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๗๘}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๑. อุปยวรรค ๓. อุทานสูตร เธอไม่รู้ชัดรูปที่เป็นทุกข์ตามความเป็นจริงว่า ‘รูปเป็นทุกข์’ ... เวทนาที่เป็นทุกข์ ... สัญญาที่เป็นทุกข์ ... สังขารที่เป็นทุกข์ ... ไม่รู้ชัดวิญญาณที่เป็นทุกข์ตามความเป็นจริงว่า ‘วิญญาณเป็นทุกข์’ เธอไม่รู้ชัดรูปที่เป็นอนัตตาตามความเป็นจริงว่า ‘รูปเป็นอนัตตา’ ... เวทนาที่เป็นอนัตตา ... สัญญาที่เป็นอนัตตา ... สังขารที่เป็นอนัตตา ... ไม่รู้ชัดวิญญาณที่เป็นอนัตตาตามความเป็นจริงว่า ‘วิญญาณเป็นอนัตตา’ เธอไม่รู้ชัดรูปที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งตามความเป็นจริงว่า ‘รูปถูกปัจจัยปรุงแต่ง’... เวทนาที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ... สัญญาที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ... สังขารที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ... ไม่รู้ชัดวิญญาณที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งตามความเป็นจริงว่า ‘วิญญาณถูกปัจจัยปรุงแต่ง’ เธอไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘รูปจักมี’ ... ‘เวทนาจักมี’ ... ‘สัญญาจักมี’... ‘สังขารจักมี’ ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘วิญญาณจักมี’ ภิกษุ ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับ ได้เห็นพระอริยะ ฉลาดในธรรมของพระอริยะได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยะ ได้เห็นสัตบุรุษ ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ไม่พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา ... ไม่พิจารณาเห็นเวทนา ... ไม่พิจารณาเห็นสัญญา ... ไม่พิจารณาเห็นสังขาร ... ไม่พิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา เธอรู้ชัดรูปที่ไม่เที่ยงตามความเป็นจริงว่า ‘รูปไม่เที่ยง’ ... ‘เวทนาไม่เที่ยง’ ... ‘สัญญาไม่เที่ยง’ ... ‘สังขารไม่เที่ยง’ รู้ชัดวิญญาณที่ไม่เที่ยงตามความเป็นจริงว่า‘วิญญาณไม่เที่ยง’ รู้ชัดรูปที่เป็นทุกข์ ... รู้ชัดวิญญาณที่เป็นทุกข์ ... รู้ชัดรูปที่เป็นอนัตตา ... รู้ชัดวิญญาณที่เป็นอนัตตา ... รู้ชัดรูปที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ... รู้ชัดวิญญาณที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งตามความเป็นจริงว่า ‘วิญญาณถูกปัจจัยปรุงแต่ง’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๗๙}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๑. อุปยวรรค ๓. อุทานสูตร รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘รูปจักมี’ ... ‘เวทนาจักมี’ ... ‘สัญญาจักมี’ ... ‘สังขารจักมี’ รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘วิญญาณจักมี’ เพราะความไม่มีรูป เพราะความไม่มีเวทนา เพราะความไม่มีสัญญา เพราะความไม่มีสังขาร เพราะความไม่มีวิญญาณ ภิกษุนั้นเมื่อน้อมใจไปอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเราไม่พึงมี แม้บริขารของเราก็ไม่พึงมี ถ้ากรรมสังขารจักไม่ได้มีแล้ว ปฏิสนธิของเราก็จักไม่มี’ พึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้อย่างนี้” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุผู้น้อมใจไปอย่างนี้ พึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ก็เมื่อภิกษุรู้ เห็นอย่างไร อาสวะทั้งหลายจึงจะสิ้นไปตามลำดับ” “ภิกษุ ปุถุชนในโลกนี้ผู้ไม่ได้สดับ ย่อมสะดุ้งในที่ไม่ควรสะดุ้ง ก็ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมสะดุ้งอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเราไม่พึงมี แม้บริขารของเราก็ไม่พึงมี ถ้ากรรม-สังขารจักไม่ได้มีแล้ว ปฏิสนธิของเราก็จักไม่มี’ ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับ ไม่สะดุ้งในที่ไม่ควรสะดุ้ง ก็อริยสาวกผู้ได้สดับ ไม่สะดุ้งอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเราไม่พึงมี แม้บริขารของเราก็ไม่พึงมี ถ้ากรรมสังขารจักไม่ได้มีแล้ว ปฏิสนธิของเราก็จักไม่มี’ วิญญาณที่เข้าถึงรูปก็ดี เมื่อตั้งอยู่ ก็พึงมีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้ง เข้าไปเสพเสวยความเพลิดเพลินตั้งอยู่ ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้ วิญญาณที่เข้าถึงเวทนาก็ดี ฯลฯ วิญญาณที่เข้าถึงสัญญาก็ดี ฯลฯ วิญญาณที่เข้าถึงสังขารก็ดี เมื่อตั้งอยู่ ก็พึงมีสังขารเป็นอารมณ์ มีสังขารเป็นที่ตั้ง เข้าไปเสพเสวยความเพลิดเพลินตั้งอยู่ ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้ ภิกษุ เป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เราจักบัญญัติการมา การไปการจุติ การอุบัติ หรือความเจริญงอกงามไพบูลย์แห่งวิญญาณ เว้นจากรูป เวทนาสัญญา สังขาร’ ภิกษุ ถ้าความกำหนัดในรูปธาตุ ภิกษุละได้แล้ว เพราะละความกำหนัดได้ อารมณ์จึงขาดสูญ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๘๐}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๑. อุปยวรรค ๔.อุปาทานปริปวัตตนสูตร ถ้าความกำหนัดในเวทนาธาตุ ... ถ้าความกำหนัดในสัญญาธาตุ ... ถ้าความกำหนัดในสังขารธาตุ ... ถ้าความกำหนัดในวิญญาณธาตุ ภิกษุละได้แล้ว เพราะละความกำหนัดได้ อารมณ์จึงขาดสูญ ที่ตั้งแห่งวิญญาณก็ไม่มี วิญญาณที่ไม่มีที่ตั้งนั้น ก็ไม่งอกงามไม่ปรุงแต่งปฏิสนธิ หลุดพ้นไป เพราะหลุดพ้นจึงตั้งมั่น เพราะตั้งมั่นจึงสันโดษเพราะสันโดษจึงไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้งย่อมดับไปเอง ภิกษุนั้นรู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้วฯลฯ ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป’ ภิกษุ เมื่อบุคคลรู้ เห็นอย่างนี้ อาสวะทั้งหลายจึงสิ้นไปตามลำดับ” อุทานสูตรที่ ๓ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอุทานสูตรที่ ๓
ในอุทานสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อุทานํ อุทาเนสิ ความว่า ทรงเปล่งอุทานซึ่งมีโสมนัสมีกำลังแรงเป็นสมุฏฐาน.
ถามว่า ก็โสมนัสนั้นเกิดแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอาศัยอะไร?
แก้ว่า เพราะอาศัยภาวะที่ศาสนาเป็นเหตุนำสัตว์ออกจากทุกข์.
อย่างไร?
ได้ยินว่า พระองค์ทรงดำริว่า อุปนิสสัยของเรามีอยู่ ๓ อย่าง คือทานูปนิสสัย สีลูปนิสสัย ภาวนูปนิสสัย. ในอุปนิสสัย ๓ อย่างนั้น ทานูปนิสสัยและสีลูปนิสสัยมีกำลังเพลา ภาวนูปนิสสัยมีกำลังกล้า.
จริงอยู่ ทานูปนิสสัยและสีลูปนิสสัยย่อมยังสัตว์ให้บรรลุมรรค ๓ และผล ๓. ภาวนูปนิสสัยให้บรรลุพระอรหัต. ภิกษุดำรงอยู่ในอุปนิสสัยที่มีกำลังเพลา เพียรพยายามตัดเครื่องผูก คือโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้แล้ว ย่อมทำมรรค ๓ และผล ๓ ให้เกิดด้วยประการฉะนี้.
เมื่อพระองค์ทรงรำพึงอยู่ว่า น่าอัศจรรย์จริง พระศาสนาเป็นนิยานิกะ นำสัตว์ออกจากทุกข์ โสมนัสนี้ย่อมเกิดขึ้น.
ใน ๒ อย่างนั้น ภิกษุตั้งอยู่ในอุปนิสสัยที่มีกำลังเพลา เพียรพยายาม ย่อมบรรลุมรรค ๓ ผล ๓ ดังนั้น เมื่อจะเผยเนื้อความนี้ พึงทราบเรื่องพระมิลกเถระ ดังต่อไปนี้.
เล่ากันมาว่า ในเวลาเป็นคฤหัสถ์ พระเถระนั้นเลี้ยงชีพด้วยการกระทำปาณาติบาต ประกอบบ่วงไว้ร้อยหนึ่ง ฟ้าทับเหวร้อยหนึ่งในป่า. ภายหลังวันหนึ่ง เธอเคี้ยวกินเนื้อที่ปิ้งไว้บนถ่านเพลิง แล้วเที่ยวไปในที่ใกล้บ่วง ถูกความกระหายครอบงำ จึงไปสู่วิหารของพระเถระผู้อยู่ป่ารูปหนึ่งเปิดหม้อน้ำดื่มที่ตั้งอยู่ในที่ไม่ไกลของพระเถระผู้กำลังจงกรมอยู่. ไม่ได้เห็นน้ำแม้เพียงมือเปียก. เธอโกรธกล่าวว่า ภิกษุ ภิกษุ พวกท่านฉันโภชนะที่คฤหบดีให้แล้วก็หลับไป ไม่จัดตั้งน้ำไว้แม้เพียงนิ้วมือหนึ่งในหม้อน้ำ นั่นเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง.
พระเถระกล่าวว่า ผมได้ตั้งหม้อน้ำดื่มไว้เต็มแล้ว นี่เหตุอะไรหนอ ดังนี้แล้วจึงไปตรวจดู เห็นหม้อน้ำยังเต็ม จึงบรรจุสังข์สำหรับใส่น้ำดื่มจนเต็มได้ให้แล้ว. เธอดื่มน้ำที่เต็มสังข์ที่สอง คิดว่า ขึ้นชื่อว่าหม้อเต็มน้ำอย่างนี้ อาศัยการกระทำของเรา เกิดเป็นราวกะว่ากระเบื้องร้อน ในอนาคต อัตภาพของเราจักเป็นอย่างไรหนอ มีจิตสลด ทิ้งธนูแล้วกล่าวว่า ขอท่านโปรดบวชให้กระผมเถิดขอรับ.
พระเถระบอกตจปัญจกกัมมัฏฐานแล้วให้เธอบรรพชา.
เมื่อเธอทำสมณธรรมอยู่ สถานที่ที่ฆ่าเนื้อและสุกรเป็นอันมากและสถานที่ดักบ่วงและฟ้าทับเหว ย่อมปรากฏ เมื่อเธอกำลังระลึกถึงสถานที่นั้นอยู่ เกิดความเร่าร้อนในร่างกาย เธอไม่ดำเนินไปตามแนวพระกัมมัฏฐาน เป็นเหมือนโคโกงฉะนั้น.
เธอคิดว่า โดยภาวะเป็นภิกษุ เราจะทำอย่างไร ถูกความไม่ยินดียิ่งบีบคั้น ไปหาพระเถระ ไหว้แล้วกล่าวว่า ท่านขอรับ ผมไม่อาจทำสมณธรรมได้.
ลำดับนั้น พระเถระกล่าวกะเธอว่า เธอจงทำการฝีมือ. เธอรับว่า ดีละ ขอรับ แล้วตัดไม้สดมีไม้มะเดื่อเป็นต้นทำเป็นกองใหญ่ แล้วถามว่า บัดนี้ผมจะทำอย่างไร. จงเผามัน. เธอก่อไฟในทิศทั้ง ๔ ก็ไม่อาจจะเผาได้ จึงกล่าวว่า ผมไม่อาจ ขอรับ.
พระเถระกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น จงหลีกไป แล้วขุดหลุมเอาไฟประมาณเท่าหิ่งห้อยจากเปลวไฟใส่เข้าในหลุมนั้น. เธอเผากองไม้ใหญ่เพียงนั้นให้ไหม้โดยฉับพลันเหมือนเผาใบไม้แห้ง.
ลำดับนั้น พระเถระแสดงเปลวไฟแก่เธอแล้วกล่าวว่า ถ้าเธอจักสึก เธอจักไหม้ในที่นี้ ดังนี้แล้วให้เธอเกิดความสังเวช. จำเดิมแต่เธอได้เห็นเปลวไฟ เธอตัวสั่นถามว่า ท่านขอรับ พระพุทธศาสนาเป็นเหตุนำออกจากทุกข์หรือ. อย่างนั้น อาวุโส. ท่านขอรับ เมื่อพระพุทธศาสนาเป็นเหตุนำออกจากทุกข์ มิลกภิกษุจักทำตนให้พ้นทุกข์ ท่านอย่าคิดไปเลย.
จำเดิมแต่นั้นมา เธอเพียรพยายามทำสมณธรรม บำเพ็ญวัตตปฏิบัติต่อท่าน เมื่อถูกความหลับบีบคั้น วางฟางที่ชุ่มน้ำไว้บนศีรษะ นั่งหย่อนเท้าทั้งสองลงในแอ่งน้ำ. วันหนึ่ง เธอกรองน้ำดื่ม วางหม้อน้ำไว้ที่ขา ได้ยืนคอยจนน้ำในหม้อหมด.
ครั้งนั้นแล พระเถระได้บอกอุทเทศแก่สามเณรดังนี้ว่า
อุฏฺฐานวโต สติมโต สุจิกมฺมสฺส นิสมฺมการิโน สญฺญตสฺส จ ธมฺมชีวิโน อปฺปมตฺตสฺส ยโสภิวฑฺฒติ ยศย่อมเจริญยิ่งแก่บุคคลผู้มีความหมั่น มีสติ
มีการงานสะอาด ใคร่ครวญก่อนจึงทำ ผู้สำรวม
ผู้เป็นอยู่โดยธรรม และเป็นผู้ไม่ประมาท.
เธอน้อมคาถาแม้ที่ประกอบด้วยบท ๔ เข้ามาในตนทีเดียว ขึ้นชื่อว่าผู้มีความหมั่น ต้องเป็นเช่นกับเรา แม้ผู้มีสติก็เป็นเช่นกับเรา เหมือน ฯลฯ ทั้งผู้ไม่ประมาทเล่าก็พึงเป็นเช่นกับเราเหมือนกัน.
รวมความว่า เธอน้อมคาถานั้นเข้าไปในตนเข้ามาในตนอย่างนั้นแล้ว ตั้งอยู่ในวาระย่างเท้านั้นนั่นเอง ตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ อย่างแล้วดำรงอยู่ในอนาคามิผล หรรษาร่าเริง กล่าวคาถานี้ว่า
เราเทินกลุ่มก้อนฟางสดจงกรม บรรลุผลที่ ๓ (อนาคามิผล)
ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ เป็นลาภของเราหนอ.
เธอตั้งอยู่ในอุปนิสสัยมีกำลังเพลา เพียรพยายามอยู่อย่างนี้ ตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ อย่าง และทำมรรค ๓ ผล ๓ ให้เกิดได้ ด้วยประการฉะนี้.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า โน จสฺส โน จ เม สิยา น ภวิสฺส น เม ภวิสฺสติ ดังนี้ เมื่อภิกษุหลุดพ้นอย่างนี้แล้ว ชื่อว่าพึงตัดสังโยชน์เบื้องต่ำเสียได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โน จสฺสํ โน จ เม สิยา ความว่า ก็เราไม่พึงเป็น แม้ปริขารของเราก็ไม่พึงมี ก็หรือว่าถ้าการปรุงแต่งกรรมในอดีตของเราจักไม่ได้มีแล้วไซร้ บัดนี้ ขันธ์ ๕ หมวดของเรานี้ไม่พึงมี.
บทว่า น ภวิสฺส น เม ภวิสฺสติ ความว่า ก็บัดนี้ เราจักพยายามโดยประการที่การปรุงแต่งกรรมอันให้ขันธ์บังเกิดแก่เราในอนาคต จักไม่มี เมื่อการปรุงแต่งกรรมไม่มี ชื่อว่าปฏิสนธิในอนาคตก็จักไม่มีแก่เรา.
บทว่า เอวํ วิมุจฺจมาโน ความว่า ภิกษุเมื่อน้อมใจไปอย่างนี้ ตั้งอยู่ในอุปนิสัยมีกำลังอ่อน พึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้.
บทว่า เอวํ วุตฺเต ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรำพึงถึงความที่พระศาสนาเป็นเหตุนำออกจากทุกข์ ตรัสอุทานนี้อย่างนี้.
บทว่า รูปํปิ ภวิสฺสติ ความว่า รูปจักมี.
บทว่า รูปสฺส วิภวา ได้แก่ เพราะเห็นไม่เป็นไปของรูป.
จริงอยู่ มรรค ๔ ที่สัมปยุตด้วยวิปัสสนา ชื่อว่าเห็นความเปลี่ยนแปลงแห่งรูปเป็นต้นซึ่งท่านหมายกล่าวไว้เช่นนั้น.
บทว่า เอวํ วิมุจฺจมาโน ภนฺเต ภิกฺขุ ฉินฺเทยฺย ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุเมื่อน้อมใจไปอย่างนี้พึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้ เหตุไรจักไม่ตัด.
บัดนี้ เมื่อจะทูลถามถึงมรรคผลสูงๆ ขึ้นไป ภิกษุนั้นจึงกราบทูลคำเป็นต้นว่า กถํ ปน ภนฺเต ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนนฺตรา ได้แก่ กาลอันเป็นลำดับ ซึ่งมีอยู่ ๒ อย่าง คือ กาลเป็นลำดับใกล้ ๑ กาลเป็นลำดับไกล ๑.
วิปัสสนาชื่อว่า กาลเป็นลำดับใกล้ต่อมรรค ไกลต่อผล ภิกษุหมายเอากาลเป็นลำดับนั้น จึงทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร อรหัตตผลที่นับว่าความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมมีในลำดับแห่งวิปัสสนา.
บทว่า อตสิตาเย ได้แก่ ในฐานะอันไม่ควรสะดุ้ง คือไม่ควรกลัว.
บทว่า ตาสํ อาปชฺชติ แปลว่า ย่อมถึงความกลัว.
บทว่า ตาโส เหโส ความว่า เพราะวิปัสสนาอย่างอ่อนที่เป็นไปอย่างนี้ว่า โน จสฺสํ โน จ เม สิยา นี้นั้นไม่สามารถจะยึดครองความรักในตนได้ ฉะนั้นปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ จึงชื่อว่ามีความสะดุ้ง เพราะเขาคิดว่า บัดนี้เราจักขาดสูญ เราจักไม่มีอะไรๆ จึงเห็นตนเสมือนตกไปในเหว เหมือนพราหมณ์คนหนึ่ง.
เล่ากันมาว่า พระจูฬนาคเถระผู้ทรงพระไตรปิฎก สวดพระธรรมเนื่องด้วยไตรลักษณ์อยู่ใต้โลหะปราสาท. ครั้งนั้น พราหมณ์คนหนึ่งกำลังยืนฟังธรรมอยู่ในที่แห่งหนึ่ง สังขารได้ปรากฏเป็นของว่างเปล่า. เขาเป็นเสมือนตกไปในเหว หนีออกจากที่นั้นทางประตูที่เปิดไว้ เข้าเรือนแล้วให้ลูกนอนบนอก กล่าวว่า พ่อ เมื่อเรานึกถึงลัทธิของตนเป็นอันฉิบหายแล้ว.
บทว่า น เหโส ภิกฺขุ ตาโส ความว่า วิปัสสนาที่มีกำลังนั้นคือที่เป็นไปอย่างนั้น ย่อมไม่ชื่อว่าเป็นความสะดุ้งสำหรับพระอริยสาวกผู้ได้สดับ. ความจริง เขามิได้คิดอย่างนี้ว่า เราจักขาดสูญ หรือจักพินาศ แต่เขามีความคิดอย่างนี้ว่า สังขารทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นและย่อมดับไป.
จบ อรรถกถาอุทานสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------