๓. หลิททิกานิสูตร ที่ ๑
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๓. หลิททิกานิสูตรที่ ๑ ว่าด้วยลักษณะมุนี
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ อายสฺมา มหากจฺจาโน อวนฺตีสุ วิหรติ กุรรฆเร ปปาเต ปพฺพเต ฯ อถ โข หลิทฺทิกานิ คหปติ เยนายสฺมา มหากจฺจาโน เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ มหากจฺจานํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข หลิทฺทิกานิ คหปติ อายสฺมนฺตํ มหากจฺจานํ เอตทโวจ วุตฺตมิทํ ภนฺเต ภควา อฏฺฐกวคฺคิเย มาคณฺฑิยปญฺเห โอกํ ปหาย อนิเกตสารี คาเม อกุพฺพํ มุนิ สนฺถวานิ กาเมหิ ริตฺโต อปุรกฺขราโน กถํ น วิคฺคยฺห ชเนน กยิราติ ฯ อิมสฺส นุ โข ภนฺเต ภควา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส กถํ วิตฺถาเรน อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพติ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:- สมัยหนึ่ง ท่านพระมหากัจจานะอยู่ ณ ภูเขาชันข้างหนึ่ง ใกล้กุรรฆรนครแคว้นอวันตีรัฐครั้งนั้นแล คฤหบดีชื่อว่าหลิททิกานิ เข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะถึงที่อยู่ อภิวาทแล้ว นั่งอยู่ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวกะท่านมหากัจจานะว่า ข้าแต่ท่านพระผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคตรัสพระภาษิตนี้ในมาคัณฑิยปัญหา อันมีในอัฏฐกวรรคว่า มุนีละที่อยู่แล้ว ไม่มีที่พักเที่ยวไป ไม่ทำความสนิทสนมในบ้าน เป็นผู้ว่างจากกามทั้งหลาย ไม่มุ่งถึงกาลข้างหน้า ไม่ทำถ้อยคำ แก่งแย่งกับชนอื่น ดังนี้. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เนื้อความแห่งพระพุทธวจนะที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อนี้ จะพึงเห็นได้โดยพิสดารอย่างไร?
รูปธาตุ โข คหปติ วิญฺญาณสฺส โอโก รูปธาตุราควินิพนฺธญฺจ ปน วิญฺญาณํ โอกสารีติ วุจฺจติ ฯ เวทนาธาตุ โข คหปติ วิญฺญาณสฺส โอโก เวทนาธาตุราควินิพนฺธญฺจ ปน วิญฺญาณํ โอกสารีติ วุจฺจติ ฯ สญฺญาธาตุ โข คหปติ วิญฺญาณสฺส โอโก สญฺญาธาตุราควินิพนฺธญฺจ ปน วิญฺญาณํ โอกสารีติ วุจฺจติ ฯ สงฺขารธาตุ โข คหปติ วิญฺญาณสฺส โอโก สงฺขารธาตุราควินิพนฺธญฺจ ปน วิญฺญาณํ โอกสารีติ วุจฺจติ ฯ เอวํ โข คหปติ โอกสารี โหติ ฯ
พระมหากัจจานะได้กล่าวว่า ดูกรคฤหบดี รูปธาตุเป็นที่อยู่อาศัยของวิญญาณก็แหละมุนีใด มีวิญญาณพัวพันด้วยราคะในรูปธาตุ มุนีนั้น ท่านกล่าวว่า มีที่อยู่อาศัยเที่ยวไปดูกรคฤหบดี เวทนา ... สัญญา ... สังขารธาตุเป็นที่อยู่อาศัยของวิญญาณ ก็แหละมุนีใด มีวิญญาณพัวพันด้วยราคะในสังขารธาตุ มุนีนั้น ท่านกล่าวว่า มีที่อยู่อาศัยเที่ยวไป. ดูกรคฤหบดี มุนีชื่อว่าเป็นผู้มีที่อยู่อาศัยเที่ยวไป ด้วยประการฉะนี้แล.
กถญฺจ คหปติ อโนกสารี โหติ ฯ รูปธาตุยา โข คหปติ โย ฉนฺโท โย ราโค ยา นนฺทิ ยา ตณฺหา เย อุปายุปาทานา เจตโส อธิฏฺฐานาภินิเวสานุสยา เต ตถาคตสฺส ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺกตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา ตถาคโต อโนกสารีติ วุจฺจติ ฯ เวทนาธาตุยา โข คหปติ ฯ สญฺญาธาตุยา โข คหปติ ฯ สงฺขารธาตุยา โข คหปติ ฯ วิญฺญาณธาตุยา โข คหปติ โย ฉนฺโท โย ราโค ยา นนฺทิ ยา ตณฺหา เย อุปายุปาทานา เจตโส อธิฏฺฐานาภินิเวสานุสยา เต ตถาคตสฺส ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺกตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา ตถาคโต อโนกสารีติ วุจฺจติ ฯ เอวํ โข คหปติ อโนกสารี โหติ ฯ
ดูกรคฤหบดี ก็มุนีเป็นผู้ไม่มีที่อยู่อาศัยเที่ยวไปอย่างไร? ดูกรคฤหบดี ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก ความเข้าถึง ความยึดมั่น อันเป็นที่ตั้งที่อยู่อาศัยแห่งจิตเหล่าใด ในรูปธาตุ ความพอใจเป็นต้นเหล่านั้น อันพระตถาคตทรงละเสียแล้ว ทรงตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน ทรงกระทำให้ไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น พระตถาคต บัณฑิตจึงกล่าวว่า เป็นผู้ไม่มีที่อยู่อาศัยเที่ยวไป. ดูกรคฤหบดี ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากความเข้าถึง ความยึดมั่น อันเป็นที่ตั้งที่อยู่อาศัยแห่งจิตเหล่าใดในเวทนาธาตุ ... ในสัญญาธาตุ ... ในสังขารธาตุ ... ในวิญญาณธาตุ ความพอใจเป็นต้นเหล่านั้น อันพระตถาคต ทรงละเสียแล้วทรงตัดรากขาดแล้ว ทรงทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน ทรงกระทำให้ไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น พระตถาคต บัณฑิตจึงกล่าวว่า เป็นผู้ไม่มีที่อยู่อาศัยเที่ยวไป. ดูกรคฤหบดี มุนีชื่อว่าเป็นผู้ที่ไม่มีที่อยู่อาศัยเที่ยวไปอย่างนี้แล.
กถญฺจ คหปติ นิเกตสารี โหติ ฯ รูปนิมิตฺตนิเกต- วิสารวินิพนฺธา โข คหปติ นิเกตสารีติ วุจฺจติ ฯ สทฺทนิมิตฺต ฯเปฯ คนฺธนิมิตฺต ... รสนิมิตฺต ... โผฏฺฐพฺพนิมิตฺต ... ธมฺมนิมิตฺตนิเกตวิสารวินิพนฺธา โข คหปติ นิเกตสารีติ วุจฺจติ ฯ เอวํ โข คหปติ นิเกตสารี โหติ ฯ
ดูกรคฤหบดี ก็มุนีเป็นผู้มีที่พักเที่ยวไปอย่างไร? ดูกรคฤหบดี มุนีท่านกล่าวว่าเป็นผู้มีที่พักเที่ยวไป เพราะซ่านไปและพัวพันในรูป อันเป็นนิมิตและเป็นที่พัก. ดูกรคฤหบดีมุนีท่านกล่าวว่าเป็นผู้มีที่พักเที่ยวไป เพราะซ่านไปและพัวพันในเสียง ... ในกลิ่น ... ในรส ... ในโผฏฐัพพะ ... ในธรรมารมณ์อันเป็นนิมิตและเป็นที่พัก. ดูกรคฤหบดี มุนีเป็นผู้มีที่พักเที่ยวไปอย่างนี้แล.
กถญฺจ คหปติ อนิเกตสารี โหติ ฯ รูปนิมิตฺตนิเกต- วิสารวินิพนฺธา โข คหปติ ตถาคตสฺส ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺกตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา ตถาคโต อนิเกตสารีติ วุจฺจติ ฯ สทฺทนิมิตฺต ฯเปฯ คนฺธนิมิตฺต ... รสนิมิตฺต ... โผฏฺฐพฺพนิมิตฺต ... ธมฺมนิมิตฺตนิเกตวิสารวินิพนฺธา โข คหปติ ตถาคตสฺส ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺกตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา ตถาคโต อนิเกตสารีติ วุจฺจติ ฯ เอวํ โข คหปติ อนิเกตสารี โหติ ฯ
ดูกรคฤหบดี ก็มุนีเป็นผู้ไม่มีที่พักเที่ยวไปอย่างไร? ดูกรคฤหบดี กิเลสเป็น เหตุซ่านไปและพัวพันในรูปอันเป็นนิมิตและที่พัก อันพระตถาคต ทรงละเสียแล้ว ทรงตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน ทรงกระทำให้ไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น พระตถาคต บัณฑิตจึงกล่าวว่าเป็นผู้ไม่มีที่พักเที่ยวไป. ดูกรคฤหบดี กิเลสเป็นเหตุซ่านไปและพัวพันในเสียง ... ในกลิ่น ... ในรส ... ในโผฏฐัพพะ ... ในธรรมารมณ์อันเป็นนิมิตและเป็นที่พักอันพระตถาคต ทรงละเสียแล้ว ทรงตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน ทรงกระทำให้ไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น พระตถาคต บัณฑิตจึงกล่าวว่า เป็นผู้ไม่มีที่พักเที่ยวไป. ดูกรคฤหบดี มุนีชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีที่พักเที่ยวไปอย่างนี้แล.
กถญฺจ คหปติ คาเม สนฺถวชาโต โหติ ฯ อิธ คหปติ เอกจฺโจ คิหีหิ สํสฏฺโฐ วิหรติ สหนนฺที สหโสกี สุขิเตสุ สุขิโต ทุกฺขิเตสุ ทุกฺขิโต อุปฺปนฺเนสุ กิจฺจกรณีเยสุ อตฺตนา เตสุ โยคํ อาปชฺชติ ฯ เอวํ โข คหปติ คาเม สนฺถวชาโต โหติ ฯ
ดูกรคฤหบดี ก็มุนีเป็นผู้สนิทสนมในบ้านอย่างไร? ดูกรคฤหบดีมุนีบางคนในโลกนี้ เป็นผู้คลุกคลีกับพวกคฤหัสถ์อยู่ คือเป็นผู้พลอยชื่นชมกับเขา พลอยโศกกับเขา เมื่อพวกคฤหัสถ์มีสุขก็สุขด้วย มีทุกข์ ก็ทุกข์ด้วย เมื่อพวกคฤหัสถ์มีกรณียกิจที่ควรทำเกิดขึ้นก็ขวนขวายในกรณียกิจเหล่านั้นด้วยตนเอง. ดูกรคฤหบดี มุนีเป็นผู้สนิทสนมในบ้าน อย่างนี้แล.
กถญฺจ คหปติ คาเม น สนฺถวชาโต โหติ ฯ อิธ คหปติ ภิกฺขุ คิหีหิ อสํสฏฺโฐ วิหรติ น สหนนฺที น สหโสกี น สุขิเตสุ สุขิโต น ทุกฺขิเตสุ ทุกฺขิโต อุปฺปนฺเนสุ กิจฺจกรณีเยสุ น อตฺตนา เตสุ โยคํ อาปชฺชติ ฯ เอวํ โข คหปติ คาเม น สนฺถวชาโต โหติ ฯ
ดูกรคฤหบดี ก็มุนีไม่เป็นผู้สนิทสนมในบ้านอย่างไร? ดูกรคฤหบดี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่เป็นผู้คลุกคลีกับพวกคฤหัสถ์ คือ ไม่พลอยชื่นชมกับเขา ไม่พลอยโศกกับเขาเมื่อพวกคฤหัสถ์มีสุข ก็ไม่สุขด้วย มีทุกข์ ก็ไม่ทุกข์ด้วย เมื่อคฤหัสถ์มีกรณียกิจที่ควรทำเกิดขึ้นก็ไม่ขวนขวายในกรณียกิจเหล่านั้นด้วยตนเอง. ดูกรคฤหบดีมุนีไม่เป็นผู้สนิทสนมในบ้าน อย่างนี้แล.
กถญฺจ คหปติ กาเมหิ น ริตฺโต โหติ ฯ อิธ คหปติ เอกจฺโจ กาเมสุ อวีตราโค โหติ อวีตฉนฺโท อวีตเปโม อวีตปิปาโส อวีตปริฬาโห อวีตตณฺโห ฯ เอวํ โข คหปติ กาเมหิ น ริตฺโต โหติ ฯ
ดูกรคฤหบดี ก็มุนีเป็นผู้ไม่ว่างจากกามทั้งหลายอย่างไร? ดูกรคฤหบดี มุนีบางคนในโลกนี้ ยังเป็นผู้ไม่ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรัก ความกระหาย ความกระวนกระวาย ความทะยานอยากในกามทั้งหลาย. ดูกรคฤหบดี มุนีเป็นผู้ไม่ว่างจากกามทั้งหลาย อย่างนี้แล.
กถญฺจ คหปติ กาเมหิ ริตฺโต โหติ ฯ อิธ คหปติ เอกจฺโจ กาเมสุ วีตราโค โหติ วีตฉนฺโท วีตเปโม วีตปิปาโส วีตปริฬาโห วีตตณฺโห ฯ เอวํ โข คหปติ กาเมหิ ริตฺโต โหติ ฯ
ดูกรคฤหบดี ก็มุนีเป็นผู้ว่างจากกามทั้งหลายอย่างไร? ดูกรคฤหบดี ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรัก ความกระหาย ความกระวนกระวาย ความทะยานอยากในกามทั้งหลาย. ดูกรคฤหบดี มุนีเป็นผู้ว่างจากกามทั้งหลายอย่างนี้แล.
กถญฺจ คหปติ ปุรกฺขราโน โหติ ฯ อิธ คหปติ เอกจฺจสฺส เอวํ โหติ เอวํรูโป สิยํ อนาคตมทฺธานํ เอวํเวทโน สิยํ อนาคตมทฺธานํ เอวํสญฺโญ สิยํ อนาคตมทฺธานํ เอวํสงฺขาโร สิยํ อนาคตมทฺธานํ เอวํวิญฺญาโณ สิยํ อนาคตมทฺธานนฺติ ฯ เอวํ โข คหปติ ปุรกฺขราโน โหติ ฯ
ดูกรคฤหบดี ก็มุนีเป็นผู้มุ่งถึงกาลข้างหน้าอย่างไร? ดูกรคฤหบดี มุนีบางคนในโลกนี้ มีความปรารถนาอย่างนี้ว่า ในกาลข้างหน้า ขอเราพึงเป็นผู้มีรูปอย่างนี้ มีเวทนาอย่างนี้ มีสัญญาอย่างนี้ มีสังขารอย่างนี้ มีวิญญาณอย่างนี้. ดูกรคฤหบดี มุนีเป็นผู้มุ่งถึงกาลข้างหน้า อย่างนี้แล.
กถญฺจ คหปติ อปุรกฺขราโน โหติ ฯ อิธ คหปติ เอกจฺจสฺส น เอวํ โหติ เอวํรูโป สิยํ อนาคตมทฺธานํ เอวํเวทโน สิยํ อนาคตมทฺธานํ เอวํสญฺโญ สิยํ อนาคตมทฺธานํ เอวํสงฺขาโร สิยํ อนาคตมทฺธานํ เอวํวิญฺญาโณ สิยํ อนาคตมทฺธานนฺติ ฯ เอวํ โข คหปติ อปุรกฺขราโน โหติ ฯ
ดูกรคฤหบดี ก็มุนีเป็นผู้ไม่มุ่งถึงกาลข้างหน้าอย่างไร? ดูกรคฤหบดี ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่มีความปรารถนาอย่างนี้ว่า ในกาลข้างหน้า ขอเราพึงเป็นผู้มีรูปอย่างนี้ มีเวทนาอย่างนี้ มีสัญญาอย่างนี้ มีสังขารอย่างนี้ มีวิญญาณอย่างนี้. ดูกรคฤหบดี มุนีเป็นผู้ไม่มุ่งถึงกาลข้างหน้า อย่างนี้แล.
กถญฺจ คหปติ กถํ วิคฺคยฺห ชเนน กตฺตา โหติ ฯ อิธ คหปติ เอกจฺโจ เอวรูปึ กถํ กตฺตา โหติ น ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานาสิ อหํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานามิ กึ ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานิสฺสสิ มิจฺฉาปฏิปนฺโน ตฺวมสิ อหมสฺมิ สมฺมาปฏิปนฺโน ปุเร วจนียํ ปจฺฉา อวจ ปจฺฉา วจนียํ ปุเร อวจ สหิตมฺเม อสหิตนฺเต อธิจิณฺณนฺเต วิปราวตฺตํ อาโรปิโต เต วาโท จร วาทปฺปโมกฺขาย นิคฺคหิโตสิ นิพฺเพเธหิ วา สเจ ปโหสีติ ฯ เอวํ โข คหปติ กถํ วิคฺคยฺห ชเนน กตฺตา โหติ ฯ
ดูกรคฤหบดี ก็มุนีเป็นผู้ทำถ้อยคำแก่งแย่งกับชนอื่นอย่างไร? ดูกรคฤหบดี มุนีบางคนในโลกนี้ ย่อมเป็นผู้ทำถ้อยคำเห็นปานนี้ว่า ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ เรารู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ ไฉนท่านจักรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ได้ ท่านเป็นผู้ปฏิบัติผิด เราเป็นผู้ปฏิบัติชอบ คำที่ควรกล่าวก่อน ท่านกล่าวทีหลัง คำที่ควรกล่าวทีหลัง ท่านกล่าวก่อน คำของเรามีประโยชน์ คำของท่านไม่มีประโยชน์ ข้อที่ท่านเคยประพฤติมาผิดเสียแล้ว เรายกวาทะแก่ท่านแล้ว ท่านจงประพฤติเพื่อปลดเปลื้องวาทะเสีย ท่านเป็นผู้อันเราข่มได้แล้ว หรือจงปลดเปลื้องเสียเองถ้าท่านสามารถ. ดูกรคฤหบดี มุนีเป็นผู้ทำถ้อยคำแก่งแย่งกับชนอื่น อย่างนี้แล.
กถญฺจ คหปติ กถํ น วิคฺคยฺห ชเนน กตฺตา โหติ ฯ อิธ คหปติ ภิกฺขุ น เอวรูปึ กถํ กตฺตา โหติ น ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานาสิ อหํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานามิ กึ ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานิสฺสสิ มิจฺฉาปฏิปนฺโน ตฺวมสิ อหมสฺมิ สมฺมาปฏิปนฺโน ปุเร วจนียํ ปจฺฉา อวจ ปจฺฉา วจนียํ ปุเร อวจ สหิตมฺเม อสหิตนฺเต อธิจิณฺณนฺเต วิปราวตฺตํ อาโรปิโต เต วาโท จร วาทปฺปโมกฺขาย นิคฺคหิโตสิ นิพฺเพเธหิ วา สเจ ปโหสีติ ฯ เอวํ โข คหปติ กถํ น วิคฺคยฺห ชเนน กตฺตา โหติ ฯ
ดูกรคฤหบดี ก็มุนีไม่เป็นผู้ทำคำแก่งแย่งกับชนอื่นอย่างไร? ดูกรคฤหบดีภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้ไม่ทำถ้อยคำเห็นปานนี้ว่า ท่านย่อมไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้เรารู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ ไฉนท่านจักรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ได้ ท่านเป็นผู้ปฏิบัติผิด เราเป็นผู้ปฏิบัติชอบ คำที่ควรกล่าวก่อน ท่านกล่าวทีหลัง คำที่ควรกล่าวทีหลัง ท่านกล่าวก่อน คำของเรามีประโยชน์ คำของท่านไม่มีประโยชน์ ข้อที่ท่านเคยปฏิบัติมาผิดเสียแล้ว เรายกวาทะแก่ท่านแล้วท่านจงประพฤติเพื่อปลดเปลื้องวาทะเสีย ท่านเป็นผู้อันเราข่มได้แล้ว หรือจงปลดเปลื้องเสียเองถ้าท่านสามารถ. ดูกรคฤหบดี มุนีไม่เป็นผู้ทำถ้อยคำแก่งแย่งกับชนอื่น อย่างนี้แล.
อิติ โข คหปติ ยนฺตํ วุตฺตํ ภควตา อฏฺฐกวคฺคิเย มาคณฺฑิยปญฺเห โอกํ ปหาย อนิเกตสารี คาเม อกุพฺพํ มุนิ สนฺถวานิ กาเมหิ ริตฺโต อปุรกฺขราโน กถํ น วิคฺคยฺห ชเนน กยิราติ ฯ อิมสฺส โข คหปติ ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพติ ฯ
ดูกรคฤหบดี พระพุทธวจนะ ที่พระผู้มีพระภาค ตรัสแล้วในมาคัณฑิยปัญหาอันมีในอัฏฐกวรรคว่า มุนีละที่อยู่แล้ว ไม่มีที่พักเที่ยวไป ไม่ทำความสนิทสนมใน บ้าน เป็นผู้ว่างจากกามทั้งหลาย ไม่มุ่งถึงกาลข้างหน้า ไม่ทำ ถ้อยคำแก่งแย่งกับชนอื่น ดังนี้. ดูกรคฤหบดี เนื้อความแห่งพระพุทธพจน์ ที่พระผู้มีพระภาคตรัส โดยย่อนี้แล พึงเห็นโดยพิสดารอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้. จบ สูตรที่ ๓
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. หลิททิกานิสูตร ว่าด้วยหลิททิกานิคหบดี
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง ท่านพระมหากัจจานะอยู่ ณ ภูเขาที่มีหน้าผาสูงชัน เขตเมืองกุรรฆระแคว้นอวันตี ครั้งนั้น คหบดีชื่อหลิททิกานิเข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะถึงที่อยู่ อภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้ถามท่านพระมหากัจจานะดังนี้ว่า “ท่านผู้เจริญพระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้ในมาคัณฑิยปัญหาอันมาในอัฏฐกวรรคว่า ‘บุคคลละที่อยู่ แล้ว ไม่เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย มุนีไม่ทำความเยื่อใยในบ้าน ว่างจากกามทั้งหลาย ไม่มุ่งหวังอัตภาพต่อไป ไม่พึงกล่าวถ้อยคำขัดแย้งกัน’ ข้าแต่ท่านมหากัจจานะผู้เจริญ เนื้อความแห่งพระภาษิตที่พระผู้มีพระภาค ตรัสไว้โดยย่อนี้ พึงทราบโดยพิสดารอย่างไร” @เชิงอรรถ : @ เดือดร้อน ในที่นี้หมายถึงมีอุปสรรค มีอันตราย(อุปัททวะ) (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๗๕/๑๕๓)@ เร่าร้อน ในที่นี้หมายถึงเร่าร้อนทางกายและใจ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๗๕/๑๕๓)@ ที่อยู่ หมายถึงขันธ์ ๕ (คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) (สํ.ข.อ. ๒/๓/๒๘๕-๒๘๖)@ ที่อาศัย หมายถึงอารมณ์ ๖ (คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์) (สํ.ข.อ. ๒/๓/๒๘๕-๒๘๖)@ ขุ.สุ. ๒๕/๘๕๑/๕๐๐ และดูเทียบ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๗๙/๒๓๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มูลปัณณาสก์ ๑. นกุลปิตุวรรค ๓. หลิททิกานิสูตร ท่านพระมหากัจจานะตอบว่า “คหบดี รูปธาตุเป็นที่อาศัยแห่งวิญญาณ วิญญาณที่ผูกพันกับราคะในรูปธาตุ ตรัสเรียกว่า ‘ผู้เที่ยวซ่านไปหาที่อยู่’ เวทนาธาตุเป็นที่อาศัยแห่งวิญญาณ วิญญาณที่ผูกพันกับราคะในเวทนาธาตุ ตรัสเรียกว่า ‘ผู้เที่ยวซ่านไปหาที่อยู่’ สัญญาธาตุเป็นที่อาศัยแห่งวิญญาณ วิญญาณที่ผูกพันกับราคะในสัญญาธาตุ ตรัสเรียกว่า ‘ผู้เที่ยวซ่านไปหาที่อยู่’ สังขารธาตุเป็นที่อาศัยแห่งวิญญาณ วิญญาณที่ผูกพันกับราคะในสังขารธาตุ ตรัสเรียกว่า ‘ผู้เที่ยวซ่านไปหาที่อยู่’ คหบดี บุคคลผู้เที่ยวซ่านไปหาที่อยู่ เป็นอย่างนี้แล บุคคลผู้ไม่เที่ยวซ่านไปหาที่อยู่ เป็นอย่างไร คือ ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก อุบายและความยึดมั่นอันเป็นเหตุที่ใจเข้าไปตั้งมั่นถือมั่นและนอนเนื่องในรูปธาตุพระตถาคตทรงละได้เด็ดขาด ตัดรากถอนโคน เหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ฉะนั้น บัณฑิตจึงเรียกพระ ตถาคตว่า ‘ผู้ไม่ทรงเที่ยวซ่านไปหาที่อยู่’ ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก อุบาย และความยึดมั่นอันเป็นเหตุที่ใจเข้าไปตั้งมั่นถือมั่นและนอนเนื่องในเวทนาธาตุ ฯลฯ ในสัญญาธาตุ ฯลฯ ในสังขารธาตุ ฯลฯ ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก อุบาย และความยึดมั่นอันเป็นเหตุที่ใจเข้าไปตั้งมั่นถือมั่นและนอนเนื่องในวิญญาณธาตุ พระตถาคตทรงละได้เด็ดขาด ตัดรากถอนโคน เหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ฉะนั้น บัณฑิตจึงเรียกพระ ตถาคตว่า ‘ผู้ไม่ทรงเที่ยวซ่านไปหาที่อยู่’ คหบดี บุคคลผู้ไม่เที่ยวซ่านไปหาที่อยู่ เป็นอย่างนี้แล บุคคลผู้เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย เป็นอย่างไร คือ ความเที่ยวซ่านไปหาและความผูกพันกับที่อาศัย คือรูปนิมิต ตรัสเรียกว่า ‘ผู้เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๒}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มูลปัณณาสก์ ๑. นกุลปิตุวรรค ๓. หลิททิกานิสูตร ความเที่ยวซ่านไปหาและความผูกพันกับที่อาศัย คือสัททนิมิต ฯลฯ คันธนิมิต ... รสนิมิต ... โผฏฐัพพนิมิต ... ธัมมนิมิต ตรัสเรียกว่า ‘ผู้เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย’ คหบดี บุคคลผู้เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย เป็นอย่างนี้แล บุคคลผู้ไม่เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย เป็นอย่างไร คือ ความซ่านไปหาและความผูกพันกับที่อาศัย คือรูปนิมิต พระตถาคต ทรงละได้เด็ดขาด ตัดรากถอนโคน เหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ฉะนั้น บัณฑิตจึงเรียกพระตถาคตว่า‘ผู้ไม่ทรงเที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย’ ความซ่านไปหาและความผูกพันกับที่อาศัย คือสัททนิมิต ... คันธนิมิต ... รสนิมิต ... โผฏฐัพพนิมิต ... ธัมมนิมิต พระตถาคตละได้เด็ดขาด ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ฉะนั้น บัณฑิตจึงเรียกพระตถาคตว่า ‘ผู้ไม่ทรงเที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย’ คหบดี บุคคลผู้ไม่เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย เป็นอย่างนี้แล บุคคลผู้เกิดความเยื่อใยในบ้าน เป็นอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ เกี่ยวข้องอยู่กับคฤหัสถ์ เพลิดเพลิน ร่วมกัน เศร้าโศกร่วมกัน เมื่อพวกเขาสุข ก็สุขด้วย เมื่อพวกเขาทุกข์ ก็ทุกข์ด้วยเมื่อพวกเขามีกิจที่ควรทำเกิดขึ้น ก็ลงมือช่วยเหลือด้วยตนเอง คหบดี บุคคลผู้เกิดความเยื่อใยในบ้าน เป็นอย่างนี้แล บุคคลผู้ไม่เกิดความเยื่อใยในบ้าน เป็นอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ ไม่เกี่ยวข้องอยู่กับคฤหัสถ์ ไม่ เพลิดเพลินร่วมกัน ไม่เศร้าโศกร่วมกัน เมื่อพวกเขาสุข ก็มิได้สุขด้วย เมื่อพวกเขาทุกข์ ก็มิได้ทุกข์ด้วย เมื่อพวกเขามีกิจที่ควรทำเกิดขึ้น ก็ไม่ลงมือช่วยเหลือ ด้วยตนเอง คหบดี บุคคลผู้ไม่เกิดความเยื่อใยในบ้าน เป็นอย่างนี้แล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๓}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มูลปัณณาสก์ ๑. นกุลปิตุวรรค ๓. หลิททิกานิสูตร บุคคลผู้ไม่ว่างจากกามทั้งหลาย เป็นอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ ไม่ปราศจากความกำหนัด ไม่ปราศจาก ความพอใจ ไม่ปราศจากความรัก ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจากความเร่าร้อน ไม่ปราศจากความทะยานอยากในกามทั้งหลาย คหบดี บุคคลผู้ไม่ว่างจากกามทั้งหลาย เป็นอย่างนี้แล บุคคลผู้ว่างจากกามทั้งหลาย เป็นอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ ปราศจากความกำหนัด ปราศจาก ความพอใจ ปราศจากความรัก ปราศจากความกระหาย ปราศจากความเร่าร้อนปราศจากความทะยานอยากในกามทั้งหลาย คหบดี บุคคลผู้ว่างจากกามทั้งหลาย เป็นอย่างนี้แล บุคคลผู้มุ่งหวังอัตภาพต่อไป เป็นอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ มีความมุ่งหวังอย่างนี้ว่า ‘ในอนาคตกาล เราพึงมีรูปอย่างนี้ ... ในอนาคตกาล เราพึงมีเวทนาอย่างนี้ ... ในอนาคตกาลเราพึงมีสัญญาอย่างนี้ ... ในอนาคตกาล เราพึงมีสังขารอย่างนี้ ... ในอนาคตกาลเราพึงมีวิญญาณอย่างนี้’ คหบดี บุคคลผู้มุ่งหวังอัตภาพต่อไป เป็นอย่างนี้แล บุคคลผู้ไม่มุ่งหวังอัตภาพต่อไป เป็นอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ ไม่มีความมุ่งหวังอย่างนี้ว่า ‘ในอนาคตกาลเราพึงมีรูปอย่างนี้ ... ในอนาคตกาล เราพึงมีเวทนาอย่างนี้ ... ในอนาคตกาลเราพึงมีสัญญาอย่างนี้ ... ในอนาคตกาล เราพึงมีสังขารอย่างนี้ ... ในอนาคตกาลเราพึงมีวิญญาณอย่างนี้’ คหบดี บุคคลผู้ไม่มุ่งหวังอัตภาพต่อไป เป็นอย่างนี้แล บุคคลผู้กล่าวถ้อยคำขัดแย้งกัน เป็นอย่างไร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๔}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มูลปัณณาสก์ ๑. นกุลปิตุวรรค ๓. หลิททิกานิสูตร คือ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้กล่าวถ้อยคำเห็นปานนี้ว่า ‘ท่าน ไม่รู้พระธรรมวินัยนี้ เรารู้พระธรรมวินัยนี้ ท่านรู้พระธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิด เราปฏิบัติถูก คำที่ควรกล่าวก่อน ท่านก็กล่าวทีหลัง คำที่ควรกล่าว ทีหลัง ท่านก็กล่าวก่อน คำของเรามีประโยชน์ คำของท่านไม่มีประโยชน์ ข้อที่ ท่านเคยปฏิบัติมาผิดเสียแล้ว เรากล่าวหาท่าน ท่านจงแก้ข้อกล่าวหาเสีย เราข่มท่านได้แล้ว หรือหากท่านสามารถก็จงแก้ไขเถิด’ คหบดี บุคคลผู้กล่าวถ้อยคำขัดแย้งกัน เป็นอย่างนี้แล บุคคลผู้ไม่กล่าวถ้อยคำขัดแย้ง เป็นอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่กล่าวถ้อยคำเห็นปานนี้ว่า ‘ท่านไม่รู้พระธรรมวินัยนี้ เรารู้พระธรรมวินัยนี้ ท่านรู้พระธรรมวินัยนี้ได้อย่างไรท่านปฏิบัติผิด เราปฏิบัติถูก คำที่ควรกล่าวก่อน ท่านก็กล่าวทีหลัง คำที่ควร กล่าวทีหลัง ท่านก็กล่าวก่อน คำของเรามีประโยชน์ คำของท่านไม่มีประโยชน์ ข้อที่ท่านเคยปฏิบัติมาผิดเสียแล้ว เรากล่าวหาท่าน ท่านจงแก้ข้อกล่าวหาเสีย เราข่มท่านได้แล้ว หรือหากท่านสามารถก็จงแก้ไขเถิด’ คหบดี บุคคลผู้ไม่กล่าวถ้อยคำขัดแย้งกัน เป็นอย่างนี้แล คหบดี พระภาษิตที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในมาคัณฑิยปัญหา อันมาใน อัฏฐกวรรคว่า ‘บุคคลละที่อยู่แล้ว ไม่เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย มุนีไม่ทำความเยื่อใยในบ้าน ว่างจากกามทั้งหลาย ไม่มุ่งหวังอัตภาพต่อไป ไม่พึงกล่าวถ้อยคำขัดแย้งกัน’ คหบดี เนื้อความแห่งพระภาษิตที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยย่อ พึงทราบ โดยพิสดารอย่างนี้แล” หลิททิกานิสูตรที่ ๓ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๕}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาหลิททิกาสูตรที่ ๓
ในหลิททิกานิสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อวนฺตีสุ ได้แก่ ในแคว้นอวันตี กล่าวคือ อวันตีทักขิณาปถ.
บทว่า กุรรฆเร ได้แก่ ในนครมีชื่ออย่างนั้น.
บทว่า ปปาเต ได้แก่ ในเหวข้างหนึ่ง ได้ยินว่า ภูเขาลูกนั้นมีข้างแถบหนึ่งเป็นเสมือนขาดตกไป. บาลีว่า ปวตฺเต ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า เป็นสถานที่ประกาศลัทธิของพวกเดียรถีย์ต่างๆ. ดังนั้นพระเถระจึงอาศัยนครนั้นในรัฐนั้นแล้ว อยู่บนภูเขานั้น.
บทว่า หลิทฺทิกานิ ได้แก่ คฤหบดีนั้นผู้มีชื่ออย่างนั้น.
บทว่า อฏฺฐกวคฺคิเย มาคณฺฑิยปญฺเห ได้แก่ ในปัญหาที่มีชื่อว่า มาคัณฑิยปัญหาในวรรคที่ ๘.
ด้วยบทว่า รูปธาตุ ท่านประสงค์เอารูปขันธ์.
บทว่า รูปธาตุราควินิพนฺธํ ความว่า อันความกำหนัดในรูปธาตุรึงรัดแล้ว.
บทว่า วิญฺญาณํ ได้แก่ กรรมวิญญาณ.
บทว่า โอกสารี ได้แก่ ผู้อาศัยเรือนอยู่ประจำ คือผู้อาศัยอาลัยอยู่ประจำ.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร ในที่นี้ ท่านจึงไม่กล่าวว่า วิญฺญาณธาตุ โข คหปติ.
แก้ว่า เพื่อกำจัดความงมงาย.
จริงอยู่ ว่าโดยอรรถ ปัจจัย ท่านเรียกว่า โอกะ กรรมวิญญาณที่เกิดก่อนย่อมเป็นปัจจัยทั้งแก่กรรมวิญญาณ ทั้งแก่วิบากวิญญาณที่เกิดภายหลัง ส่วนวิบากวิญญาณย่อมเป็นปัจจัยทั้งแก่วิบากวิญญาณ ทั้งแก่กรรมวิญญาณ ฉะนั้น เพื่อจะกำจัดความงมงายที่จะพึงมีว่า อะไรหนอแลชื่อว่าวิญญาณ ในที่นี้ จึงไม่ทรงกำหนดเอาข้อนั้นทำเทศนาโดยไม่ปนเปกัน.
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อว่าโดยอำนาจอารมณ์ เพื่อจะแสดงวิญญาณฐิติที่ปัจจัยปรุงแต่ง ๔ อย่างที่ตรัสไว้นั้น จึงไม่จัดวิญญาณเข้าในที่นี้.
อุบายในคำว่า อุปายุปาทานา มี ๒ อย่าง คือ ตัณหาอุบาย ๑ ทิฏฐิอุบาย ๑ และอุปาทาน ในคำว่า อุปายุปาทานา มี ๔ อย่างมีกามุปาทานเป็นต้น.
บทว่า เจตโส อธิฏฺฐานาภินิเวสานุสยา ได้แก่ เป็นที่ตั้งอาศัย เป็นที่ยึดมั่น และเป็นที่นอนเนื่องแห่งอกุศลจิต.
บทว่า ตถาคตสฺส ได้แก่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
จริงอยู่ ตัณหาและอุปาทานเหล่านั้น พระขีณาสพทุกจำพวกละได้แล้ว. แต่เมื่อว่าโดยส่วนสูง ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความที่พระศาสดาเป็นพระขีณาสพ ปรากฏชัดแล้วในโลก.
ถามว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงจัดวิญญาณไว้ในที่นี้ว่า วิญฺญาณธาตุยา ดังนี้.
แก้ว่า เพื่อแสดงการละกิเลส. ด้วยว่า กิเลสที่ท่านละในขันธ์ ๔ เท่านั้น ยังไม่เป็นอันละได้ ต้องละได้ในขันธ์ทั้ง ๕ จึงเป็นอันละได้ ฉะนั้น ท่านจึงจัดไว้ เพื่อแสดงการละกิเลส.
บทว่า เอวํ โข คหปติ อโนกสารี โหติ ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีที่อยู่อาศัยประจำอย่างนี้ คือด้วยกรรมวิญญาณที่ไม่อาศัยที่อยู่.
บทว่า รูปนิมิตฺตนิเกตวิสารวินิพนฺธา ความว่า รูปนั่นแหละชื่อว่านิมิต เพราะอรรถว่าเป็นปัจจัยของกิเลสทั้งหลาย ชื่อว่านิเกต เพราะอรรถว่าเป็นที่อยู่อาศัยกล่าวคือเป็นอารมณ์ ดังนั้นจึงชื่อว่ามีรูปเป็นนิมิตและเป็นที่อยู่อาศัย. ความซ่านไปและความพัวพัน ชื่อว่าวิสารวินิพันธะ. ด้วยสองบทว่า วิสาระและวินิพันธะ ท่านกล่าวถึงความที่กิเลสแผ่ไปและความที่กิเลสพัวพัน.
บทว่า รูปนิมิตฺตนิเกตวิสารวินิพนฺธา แปลว่า เพราะซ่านไปและพัวพันในรูปอันเป็นนิมิตและเป็นที่พัก ฉะนั้นจึงมีอธิบายว่า ด้วยความซ่านไปแห่งกิเลส และด้วยความพัวพันแห่งกิเลสที่เกิดขึ้นในรูปที่เป็นนิมิตและเป็นที่อยู่อาศัย.
บทว่า นิเกตสารีติ วุจฺจติ ความว่า สถานที่เป็นที่อยู่อาศัย ท่านเรียกว่าสารี โดยกระทำให้เป็นอารมณ์.
บทว่า ปหีนา ความว่า พระตถาคตทรงละความซ่านไปและความพัวพันแห่งกิเลสในรูปที่เป็นนิมิตและเป็นที่อยู่อาศัย.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร ในที่นี้ เบญจขันธ์ ท่านจึงเรียกว่าโอกะ อารมณ์ ๖ ท่านจึงเรียกว่านิเกตะ
แก้ว่า เพราะฉันทราคะมีกำลังแรงและมีกำลังอ่อน.
จริงอยู่ แม้เมื่อฉันทราคะมีกำลังเสมอกัน อารมณ์เหล่านั้นก็มีความแตกต่างกัน ด้วยอรรถว่าเป็นที่อยู่อาศัย คือเรือนเป็นที่อยู่อาศัยประจำนั่นแล ท่านเรียกว่าโอกะ. สวนเป็นต้นเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ที่นัดหมายกันทำงานว่า วันนี้พวกเราจักทำในที่โน้น ชื่อว่านิเกตะ ในสองอย่างนั้น ในขันธ์ที่เป็นไปภายใน เหมือนฉันทราคะในเรือนที่เต็มด้วยบุตรภรรยาทรัพย์และธัญญาหาร ย่อมมีกำลังแรง. ในอารมณ์ภายนอก ๖ เหมือนฉันทราคะในที่สวนเป็นต้น มีกำลังอ่อนกว่านั้น ฉะนั้น พึงทราบว่า ตรัสเทศนาอย่างนี้เพราะฉันทราคะมีกำลังแรงและมีกำลังอ่อน.
บทว่า สุขิเตสุ สุขิโต ความว่า เมื่อพวกอุปัฏฐากได้รับความสุข โดยได้ทรัพย์ธัญญาหารเป็นต้น ก็มีความสุขด้วยความสุขอาศัยเรือนว่า บัดนี้เราจักได้โภชนะที่น่าพอใจ เป็นเหมือนเสวยสมบัติที่พวกอุปัฏฐากเหล่านั้นได้รับ เที่ยวไป.
บทว่า ทุกฺขิเตสุ ทุกฺขิโต ความว่า เมื่อพวกอุปัฏฐากเหล่านั้นเกิดความทุกข์ด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ตนเองมีความทุกข์สองเท่า.
บทว่า กิจฺจกรณีเยสุ ได้แก่ ในเรื่องที่ควรทำ คือกิจ.
บทว่า โยคํ อาปชฺชติ ความว่า ช่วยขวนขวาย คือทำกิจเหล่านั้นด้วยตนเอง.
บทว่า กาเมสุ ได้แก่ ในวัตถุกามทั้งหลาย.
บทว่า เอวํ โข คหปติ กาเมหิ น ริตฺโต โหติ ความว่า เป็นผู้ไม่ว่างจากกิเลสกามทั้งหลาย คือเป็นผู้ไม่เปล่า เพราะยังมีกามภายใน อย่างนี้. ฝ่ายตรงข้าม พึงทราบว่าว่าง คือเปล่า เพราะไม่มีกามเหล่านั้น.
บทว่า ปุรกฺขราโน ได้แก่ มุ่งเพ่งแต่โทษ.
ในบทว่า เอวํรูโป สิยํ เป็นต้น ได้แก่ ปรารถนาว่า เราพึงเป็นผู้มีรูปอย่างนี้ในบรรดารูปที่สูงและต่ำ ดำและขาวเป็นต้น ปรารถนาว่า ในเวทนามีสุขเวทนาเป็นต้น เราพึงเป็นผู้ชื่อว่ามีเวทนาอย่างนั้น ในสัญญามีสัญญาที่กำหนดด้วยนีลกสิณเป็นต้น เราพึงเป็นผู้ชื่อว่ามีสัญญาอย่างนั้น ในสังขารมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น เราพึงเป็นผู้ชื่อว่ามีสังขารอย่างนั้น ในวิญญาณมีจักขุวิญญาณเป็นต้น เราพึงเป็นผู้ชื่อว่ามีวิญญาณอย่างนั้น.
บทว่า อปุรกฺขราโน ได้แก่ไม่มุ่งแต่โทษ.
บทว่า สหิตมฺเม อสหิตนฺเต ได้แก่ คำของท่านไม่มีประโยชน์ ไม่สละสลวย คำของเรามีประโยชน์ สละสลวย หวาน.
บทว่า อธิจิณฺณนฺเต วิปราวตฺตํ ได้แก่ คำพูดของท่านที่สะสมคล่องแคล่วดีมานานทั้งหมดนั้นพอมาถึงวาทะของเราก็เปลี่ยนแปรกลับกันโดยทันที.
บทว่า อาโรปิโต เต วาโท ได้แก่ โทษของท่านเรายกขึ้นแล้ว.
บทว่า จร วาทปฺปโมกฺขาย ความว่า ท่านจงท่องเที่ยวไปเข้าหาอาจารย์นั้นๆ เสาะหาให้ดียิ่งขึ้นไปเพื่อจะปลดเปลื้องวาทะนี้.
บทว่า นิพฺเพเธหิ วา สเจ ปโหสิ ได้แก่ ถ้าตนเองสามารถ ท่านก็จงกล่าวแก้เสียในที่นี้เลยทีเดียว.
จบอรรถกถาหลิททิกานิสูตรที่ ๓ --------------------------------------