๑๘. เนวโหตินนโหติตถาคตสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๑๘. เนวโหตินนโหติตถาคตสูตร ว่าด้วยความเห็นว่าสัตว์ตายแล้วเกิดก็หามิได้ไม่เกิดก็หามิได้
สาวตฺถี ฯ ตตฺร โข ฯ กิสฺมึ นุ โข ภิกฺขเว สติ กึ อุปาทาย กึ อภินิวิสฺส เอวํ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ ฯ ภควํมูลกา โน ภนฺเต ธมฺมา ฯเปฯ รูเป โข ภิกฺขเว สติ รูปํ อุปาทาย รูปํ อภินิวิสฺส เอวํ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ ฯ เวทนาย สติ ฯเปฯ สญฺญาย สติ ฯ สงฺขาเรสุ สติ ฯ วิญฺญาเณ สติ วิญฺญาณํ อุปาทาย วิญฺญาณํ อภินิวิสฺส เอวํ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ ฯ
พระนครสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่ออะไรมีอยู่เพราะถือมั่นอะไร เพราะยึดมั่นอะไร จึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลายมีพระผู้มีพระภาคเป็นรากฐาน ฯลฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูปมีอยู่ เพราะถือมั่นรูป เพราะยึดมั่นรูป จึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้. เมื่อเวทนามีอยู่ ... เมื่อสัญญามีอยู่ ... เมื่อสังขารมีอยู่ ... เมื่อวิญญาณมีอยู่ เพราะถือมั่นวิญญาณ เพราะยึดมั่นวิญญาณ จึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้?
ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว รูปํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯเปฯ วิปริณามธมฺมํ อปิ นุ ตํ อนุปาทาย เอวํ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺเชยฺย เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ อิติ โข ภิกฺขเว ทุกฺเข สติ ทุกฺขํ อุปาทาย ทุกฺขํ อภินิวิสฺส เอวํ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ ฯ เวทนา ฯเปฯ สญฺญา ฯ สงฺขารา ฯ วิญฺญาณํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯเปฯ วิปริณามธมฺมํ อปิ นุ ตํ อนุปาทาย เอวํ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺเชยฺย เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ อิติ โข ภิกฺขเว ทุกฺเข สติ ทุกฺขํ อุปาทาย ทุกฺขํ อภินิวิสฺส เอวํ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง? ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะไม่ถือมั่นสิ่งนั้นจะพึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ บ้างไหม? ภิ. ไม่พึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า. พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล เมื่อทุกข์มีอยู่ เพราะถือมั่นทุกข์ เพราะยึดมั่นทุกข์ จึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้. เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง? ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะไม่ถือมั่นสิ่งนั้นจะพึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ บ้างไหม? ภิ. ไม่พึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า. พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล เมื่อทุกข์มีอยู่ เพราะถือมั่นทุกข์ เพราะยึดมั่นทุกข์ จึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้. จบ สูตรที่ ๑๘.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๘. เนวโหตินนโหติสูตร ว่าด้วยทิฏฐิว่าหลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ ฯ
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อมีอะไร เพราะถือมั่นอะไรเพราะยึดมั่นอะไร ทิฏฐิอย่างนี้จึงเกิดขึ้นว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่” ภิกษุทั้งหลายทูลตอบว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเป็นหลัก ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๓๐๕}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๓. ทิฏฐิสังยุต] ๒. ทุติยคมนวรรค ๑๘. เนวโหตินนโหติสูตร “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อมีรูป เพราะถือมั่นรูป เพราะยึดมั่นรูป ทิฏฐิอย่างนี้จึงเกิดขึ้นว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ เมื่อมีเวทนา ฯลฯ เมื่อมีสัญญา ... เมื่อมีสังขาร ... เมื่อมีวิญญาณ เพราะถือมั่นวิญญาณ เพราะยึดมั่นวิญญาณ ทิฏฐิอย่างนี้จึง เกิดขึ้นว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” “ฯลฯ มีความแปรผันเป็นธรรมดา เพราะไม่ถือมั่นสิ่งนั้น ทิฏฐิอย่างนี้จะพึงเกิดขึ้นบ้างหรือว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่” “ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการอย่างนี้ เมื่อมีทุกข์ เพราะถือมั่นทุกข์ เพราะยึดมั่นทุกข์ ทิฏฐิอย่างนี้จึงเกิดขึ้นว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่” เวทนา ฯลฯ สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” “ฯลฯ มีความแปรผันเป็นธรรมดา เพราะไม่ถือมั่นสิ่งนั้น ทิฏฐิอย่างนี้จะพึงเกิดขึ้นบ้างหรือว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่” “ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๓๐๖}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๓. ทิฏฐิสังยุต] ๒. ทุติยคมนวรรค ๑๙. รูปีอัตตาสูตร “ภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการอย่างนี้ เมื่อมีทุกข์ เพราะถือมั่นทุกข์ เพราะยึดมั่นทุกข์ ทิฏฐิอย่างนี้จึงเกิดขึ้นว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่” เนวโหตินนโหติสูตรที่ ๑๘ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาทุติยคมนาทิวรรค
พระสูตรเป็นทุติยเปยยาล
การถึงครั้งที่ ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยอำนาจทุกข์ แม้ในข้อนั้น ไวยากรณะก็มี ๑๘ ต่อจากไวยากรณะ ๑๘ นั้นไปก็มีไวยากรณะ ๘ มีอาทิว่า อัตตามีรูป ดังนี้.
การถึงนั้นรวมกับไวยากรณะเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในไวยากรณะที่ ๒ ดังนี้แล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รูปี ได้แก่ อารมณ์นั่นเอง คือทิฏฐิที่ยึดถือ (อารมณ์) ว่า เป็นอัตตา. จบอรรถกถารูปีอัตตสูตร ๑๙ -----------------------------------------------------
อรรถกถาอรูปีอัตตสูตรที่ ๒๐
บทว่า อรูปี ได้แก่ ฌาน คือทิฏฐิที่ยึดถือฌานว่าเป็นอัตตา. จบอรรถกถาอรูปีอัตตสูตรที่ ๒๐ -----------------------------------------------------
อรรถกถารูปีจอรูปีจอัตตสูตรที่ ๒๑
บทว่า รูปีจอรูปีจ ได้แก่ อารมณ์และฌาน คือทิฏฐิที่ยึดถือ (อารมณ์และฌาน) ว่าเป็นอัตตา. จบอรรถกถารูปีจอรูปีจอัตตสูตรที่ ๒๑ -----------------------------------------------------
อรรถกถาเนวรูปีนารูปีอัตตสูตรที่ ๒๒
บทว่า เนวรูปีนารูปี ได้แก่ ทิฏฐิที่ยึดถือด้วยเหตุเพียงตักกะ (การตรึก). จบอรรถกถาเนวรูปีนารูปีอัตตสูตรที่ ๒๒ -----------------------------------------------------
อรรถกถาเอกันตสุขีสูตรที่ ๒๓
บทว่า เอกนฺตสุขี ได้แก่ ทิฏฐิที่เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ได้ฌาน ผู้ใช้ตักกะ (เป็นนักตักกวิทยา) และผู้ระลึกชาติได้.
อธิบายว่า ทิฏฐิอย่างนี้ (อัตตามีสุขโดยส่วนเดียว) ย่อมเกิดขึ้นแม้แก่บุคคลผู้ได้ฌาน ใส่ใจถึงอัตตภาพที่มีสุขส่วนเดียวในอดีต.
สำหรับบุคคลผู้ใช้ตักกะ ทิฏฐิย่อมเกิดขึ้น (อย่างนี้) ว่า ในปัจจุบัน เรามีสุขโดยส่วนเดียวฉันใด แม้ในอนาคต เราก็จักเป็นผู้มีสุขโดยส่วนเดียวฉันนั้น.
ทิฏฐิอย่างนี้ย่อมเกิดขึ้น แม้แก่บุคคลผู้ระลึกชาติได้ คือระลึกถึงภาวะที่เป็นสุขได้ถึง ๗-๘ ภพ จบอรรถกถาเอกันตสุขีสูตรที่ ๒๓ -----------------------------------------------------
อรรถกถาเอกันตทุกขีสูตรที่ ๒๔
แม้ในบทว่า เอกนฺตทุกฺขี เป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน จบอรรถกถาเอกันตทุกขีสูตรที่ ๒๔
จบทุติยเปยยาลที่ ๒ -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในเปยยาลนี้ คือ
๑. นวาตสูตร ฯลฯ
๑๘. เนวโหตินนโหติตถาคตสูตร
๑๙. รูปีอัตตาสูตร
๒๐. อรูปีอัตตาสูตร
๒๑. รูปีจอรูปีจอัตตาสูตร
๒๒. เนวรูปีนารูปีอัตตาสูตร
๒๓. เอกันตสุขีอัตตาสูตร
๒๔. เอกันตทุกขีอัตตาสูตร
๒๕. สุขทุกขีอัตตาสูตร
๒๖. อทุกขมสุขีอัตตาสูตร. -----------------------------------------------------
อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :- อรรถกถา สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต โสตาปัตติวรรคที่ ๑ อันตวาสูตรที่ ๑๑ ว่าด้วยความเห็นว่าโลกมีที่สุด