๓. โสอัตตาสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๔๒๑สาวตฺถี ฯ กิสฺมึ นุ โข ภิกฺขเว สติ กึ อุปาทาย กึ อภินิวิสฺส เอวํ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ โส อตฺตา โส โลโก โส เปจฺจ ภวิสฺสามิ นิจฺโจ ธุโว สสฺสโต อวิปริณามธมฺโมติ ฯ ภควํมูลกา โน ภนฺเต ธมฺมา ฯเปฯ รูเป โข ภิกฺขเว สติ รูปํ อุปาทาย รูปํ อภินิวิสฺส เอวํ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ โส อตฺตา ฯเปฯ อวิปริณามธมฺโม เวทนาย สติ ฯเปฯ สญฺญาย สติ ฯ สงฺขาเรสุ สติ ฯ วิญฺญาเณ สติ วิญฺญาณํ อุปาทาย วิญฺญาณํ อภินิวิสฺส เอวํ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ โส อตฺตา โส โลโก โส เปจฺจ ภวิสฺสามิ นิจฺโจ ธุโว สสฺสโต อวิปริณามธมฺโม ฯ
๔๒๒ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว รูปํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯเปฯ วิปริณามธมฺมํ อปิ นุ ตํ อนุปาทาย เอวํ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺเชยฺย โส อตฺตา ฯเปฯ อวิปริณามธมฺโมติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ เวทนา ฯ สญฺญา ฯ สงฺขารา ฯ วิญฺญาณํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯ อปิ นุ ตํ อนุปาทาย เอวํ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺเชยฺย โส อตฺตา ฯเปฯ อวิปริณามธมฺโมติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ยมฺปิทํ ทิฏฺฐํ สุตํ มุตํ วิญฺญาตํ ปตฺตํ ปริเยสิตํ อนุวิจริตํ มนสา ตํปิ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯ ยํ ปนานิจฺจํ ฯเปฯ อปิ นุ ตํ อนุปาทาย เอวํ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺเชยฺย โส อตฺตา โส โลโก โส เปจฺจ ภวิสฺสามิ นิจฺโจ ธุโว สสฺสโต อวิปริณามธมฺโมติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ยโต โข ภิกฺขเว อริยสาวกสฺส อิเมสุ ฉสุ ฐาเนสุ กงฺขา ปหีนา โหติ ทุกฺเขปิสฺส กงฺขา ปหีนา โหติ ฯเปฯ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทายปิสฺส กงฺขา ปหีนา โหติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อริยสาวโก โสตาปนฺโน อวินิปาตธมฺโม นิยโต สมฺโพธิปรายโนติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. โสอัตตาสูตร ว่าด้วยทิฏฐิว่าอัตตากับโลกเป็นอย่างเดียวกัน
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อมีอะไร เพราะถือมั่นอะไรเพราะยึดมั่นอะไร ทิฏฐิอย่างนี้จึงเกิดขึ้นว่า ‘อัตตากับโลกเป็นอย่างเดียวกัน เรานั้นละโลกนี้ไปแล้วจักเป็นผู้เที่ยงแท้ ยั่งยืน คงทน มีความไม่แปรผันเป็นธรรมดา” ภิกษุเหล่านั้นทูลตอบว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเป็นหลัก ฯลฯ “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อมีรูป เพราะถือมั่นรูป เพราะยึดมั่นรูป ทิฏฐิอย่างนี้จึงเกิดขึ้นว่า ‘อัตตา ฯลฯ มีความไม่แปรผันเป็นธรรมดา’ เมื่อมีเวทนา ฯลฯ เมื่อมีสัญญา ... เมื่อมีสังขาร ... เมื่อมีวิญญาณ เพราะถือมั่นวิญญาณ เพราะยึดมั่นวิญญาณ ทิฏฐิอย่างนี้จึง เกิดขึ้นว่า ‘อัตตากับโลกเป็นอย่างเดียวกัน เรานั้นละโลกนี้ไปแล้วจักเป็นผู้เที่ยงแท้ยั่งยืน คงทน มีความไม่แปรผันเป็นธรรมดา’ ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” “ฯลฯ มีความแปรผันเป็นธรรมดา เพราะไม่ถือมั่นสิ่งนั้น ทิฏฐิอย่างนี้จะพึงเกิดขึ้นหรือว่า ‘อัตตา ฯลฯ มีความไม่แปรผันเป็นธรรมดา”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๒๘๒}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๓. ทิฏฐิสังยุต] ๑. โสตาปัตติวรรค ๔. โนจเมสิยาสูตร “ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” “ฯลฯ มีความแปรผันเป็นธรรมดา เพราะไม่ถือมั่นสิ่งนั้น ทิฏฐิอย่างนี้จะพึงเกิดขึ้นบ้างหรือว่า ‘อัตตา ฯลฯ มีความไม่แปรผันเป็นธรรมดา” “ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “แม้สิ่งที่บุคคลได้เห็น ฟัง ทราบ รู้ ถึง แสวงหา ใคร่ครวญด้วยใจ เที่ยงหรือไม่เที่ยง’' “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” “ฯลฯ เพราะไม่ถือมั่นสิ่งนั้น ทิฏฐิอย่างนี้จะพึงเกิดขึ้นบ้างว่า ‘อัตตากับโลกเป็นอย่างเดียวกัน เรานั้นละโลกนี้ไปแล้วจักเป็นผู้เที่ยงแท้ ยั่งยืน คงทน มีความไม่แปรผันเป็นธรรมดา’ “ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุที่อริยสาวกละความสงสัยในฐานะ ๖ ประการนี้ได้ฉะนั้น จึงละความสงสัยแม้ในทุกข์ ฯลฯ ละความสงสัยแม้ในปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งทุกข์ได้ ภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า อริยสาวกผู้เป็นโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า” โสอัตตาสูตรที่ ๓ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาเอตังมมสูตรที่ ๒ ถึงโนจเมสิยาสูตรที่ ๔
ในบทว่า ทิฏฺฐํ เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
อารมณ์ที่เห็นได้ (ทิฏฺฐํ) ได้แก่ รูปายตนะ,
อารมณ์ที่ได้ยินได้ (สุตํ) ได้แก่ สัททายตนะ,
อารมณ์ที่ทราบได้ (มุตํ) ได้แก่ คันธายตนะ รสายตนะ (และ) โผฏฐัพพายตนะ.
ก็คันธายตนะ รสายตนะ (และ) โผฏฐัพพายตนะ นั้นเรียกว่าอารมณ์ที่ทราบได้ (มุตํ) เพราะต้อง (ให้) มาถึง (ปสาทรูป) ก่อนจึงจะรับได้.
อายตนะ ๗ ที่เหลือชื่อว่า วิญญาณ
บทว่า ปตฺตํ ได้แก่ อารมณ์ที่แสวงหาหรือไม่แสวงหาก็ตาม (แต่) ประจวบเข้า.
บทว่า ปริเยสิตํ ได้แก่ อารมณ์ที่แสวงหาแล้วที่มาประจวบเข้าหรือไม่ประจวบเข้าก็ตาม.
บทว่า อนุวิจริตํ มนสา ได้แก่ อารมณ์ที่จิตตามเคล้าแล้ว.
จริงอยู่ อารมณ์ในโลกแสวงหาแล้ว จึงประจวบเข้าก็มีแสวงหาแล้ว แต่ไม่ประจวบเข้าก็มี ไม่ได้แสวงหา แต่ประจวบเข้าก็มีไม่ได้แสวงหา แล้วไม่ได้ประจวบเข้าก็มี.
____________________________
ปาฐะว่า โลกสฺมึ หิ ปริเยสิตฺวา ปตฺตํปิ ฯลฯ มนสานุจริตํ นาม
ฉบับพม่าเป็น โลกสฺมึ หิ ปริเยสิตฺวา ปตฺตมฺปิ อตฺถิ. ปริเยสิตฺวา โนปตฺตมฺปิ. อปริเยสิตฺวา ปตฺตมฺปิ, อปริเยสิตฺวา โนปตฺตมฺปิ. ตตฺถ ปริเยสิตฺวา ปตฺตํ ปตฺตํ นาม. ปริเยสิตฺวา โนปตฺตํ ปริเยสิตํ นาม. อปริเยสิตฺวา ปตฺตญฺจ อปริเยสิตฺวา โนปตฺตญฺจ มนสานุวิจริตํ นาม. อถวา ปริเยสิตฺวา ปตฺตมฺปิ อปริเยสิตฺวา ปตฺตมฺปิ ปตฺตฏฺเฐน ปตฺตํ นาม. ปริเยสิตฺวา โนปตฺตเมว ปริเยสิตํ นาม,อปริเยสิตฺวา โน ปตฺตํ มนสานุวิจริตํ นาม สพฺพํ วา เอตํ มนสา อนุวิจริตเมว. แปลตามฉบับพม่า.
บรรดาอารมณ์เหล่านั้น อารมณ์ที่แสวงหาจึงพบชื่อว่า ปตฺต (อารมณ์ที่ประจวบเข้า) แสวงหา แต่ไม่พบ ชื่อว่า ปริเยสิต (อารมณ์ที่แสวงหา) ไม่ได้แสวงหาแต่พบก็ดี ไม่ได้แสวงหาแล้วไม่พบก็ดี ชื่อว่า มนสานุจริตํ (ตามใคร่ครวญด้วยใจ)
อีกอย่างหนึ่ง อารมณ์ที่แสวงหาแล้ว พบบ้าง ที่ไม่ได้แสวงหา แต่พบบ้าง ชื่อว่า ปตฺต เพราะหมายความว่าประจวบเข้าแล้ว อารมณ์ที่แสวงหาแล้ว แต่ไม่พบเลย ชื่อว่า ปริเยสิต (อารมณ์ที่แสวงหาแล้ว)อารมณ์ที่ไม่ได้แสวงหา ไม่ได้พบ ชื่อว่า มนสานุจริตํ (ตามใคร่ครวญด้วยใจ) หรือว่าอารมณ์ทั้งหมดนี้ ชื่อว่าตามใคร่ครวญด้วยใจทั้งนั้น.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๒ ถึงสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------
อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :- อรรถกถา สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต โสตาปัตติวรรคที่ ๑ นวาตสูตรที่ ๑ ว่าด้วยเหตุเกิดมิจฉาทิฏฐิ