๑. อัตตทีปสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ขนฺธสํยุตฺตสฺส มูลปณฺณาสเก อตฺตทีปวคฺโค ปญฺจโม
๘๗สาวตฺถิยํ ฯ ตตฺร โข ฯ อตฺตทีปา ภิกฺขเว วิหรถ อตฺตสรณา อนญฺญสรณา ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา อนญฺญสรณา ฯ อตฺตทีปานํ ภิกฺขเว วิหรตํ อตฺตสรณานํ อนญฺญสรณานํ ธมฺมทีปานํ ธมฺมสรณานํ อนญฺญสรณานํ โยนิโสว อุปปริกฺขิตพฺโพ กึชาติกา โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา กึปโหติกาติ ฯ {๘๗.๑} กึชาติกา จ ภิกฺขเว โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา กึปโหติกา ฯ อิธ ภิกฺขเว อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา รูปํ รูปสฺมึ วา อตฺตานํ ตสฺส ตํ รูปํ วิปริณมติ อญฺญถา โหติ ตสฺส รูปวิปริณามญฺญถาภาวา อุปฺปชฺชนฺติ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา ฯ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ เวทนาวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา เวทนํ เวทนาย วา อตฺตานํ ตสฺส สา เวทนา วิปริณมติ อญฺญถา โหติ ตสฺส เวทนาวิปริณามญฺญถาภาวา อุปฺปชฺชนฺติ โสกปริเทวทุกฺข- โทมนสฺสุปายาสา ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯเปฯ วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ วิญฺญาณวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา วิญฺญาณํ วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ ตสฺส ตํ วิญฺญาณํ วิปริณมติ อญฺญถา โหติ ตสฺส วิญฺญาณวิปริณามญฺญถาภาวา อุปฺปชฺชนฺติ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา ฯ
๘๘รูปสฺส เตฺวว ภิกฺขเว อนิจฺจตํ วิทิตฺวา วิปริณามํ วิราคํ นิโรธํ ปุพฺเพ เจว รูปํ เอตรหิ จ สพฺพํ รูปํ อนิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมนฺติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต เย โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา เต ปหิยฺยนฺติ เตสํ ปหานา น ปริตสฺสติ อปริตสฺสํ สุขํ วิหรติ สุขวิหารี ภิกฺขุ ตทงฺคนิพฺพุโตติ วุจฺจติ ฯ เวทนาย เตฺวว ภิกฺขเว อนิจฺจตํ วิทิตฺวา วิปริณามํ วิราคํ นิโรธํ ปุพฺเพ เจว เวทนา เอตรหิ จ สพฺพา เวทนา อนิจฺจา ทุกฺขา วิปริณามธมฺมาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต เย โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา เต ปหิยฺยนฺติ เตสํ ปหานา น ปริตสฺสติ อปริตสฺสํ สุขํ วิหรติ สุขวิหารี ภิกฺขุ ตทงฺคนิพฺพุโตติ วุจฺจติ ฯ สญฺญาย ฯ สงฺขารานํ เตฺวว ภิกฺขเว อนิจฺจตํ วิทิตฺวา วิปริณามํ วิราคํ นิโรธํ ปุพฺเพ เจว สงฺขารา เอตรหิ จ สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา ทุกฺขา วิปริณามธมฺมาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต เย โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา เต ปหิยฺยนฺติ เตสํ ปหานา น ปริตสฺสติ อปริตสฺสํ สุขํ วิหรติ สุขวิหารี ภิกฺขุ ตทงฺคนิพฺพุโตติ วุจฺจติ ฯ วิญฺญาณสฺส เตฺวว ภิกฺขเว อนิจฺจตํ วิทิตฺวา วิปริณามํ วิราคํ นิโรธํ ปุพฺเพ เจว วิญฺญาณํ เอตรหิ จ สพฺพํ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมนฺติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต เย โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา เต ปหิยฺยนฺติ เตสํ ปหานา น ปริตสฺสติ อปริตสฺสํ สุขํ วิหรติ สุขวิหารี ภิกฺขุ ตทงฺคนิพฺพุโตติ วุจฺจตีติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มูลปัณณาสก์ ๕. อัตตทีปวรรค ๑. อัตตทีปสูตร ๕. อัตตทีปวรรค หมวดว่าด้วยการมีตนเป็นเกาะ ๑. อัตตทีปสูตร ว่าด้วยการมีตนเป็นเกาะ
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง จงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอทั้งหลายมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ เธอทั้งหลายผู้มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งควรพิจารณาถึงกำเนิดว่า ‘โสกะ (ความเศร้าโศก) ปริเทวะ (ความคร่ำครวญ) ทุกข์(ความทุกข์กาย) โทมนัส (ความทุกข์ใจ) และอุปายาส (ความคับแค้นใจ) เกิดขึ้นอย่างไร มีอะไรเป็นแดนเกิด’ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เกิดขึ้นอย่างไร มีอะไร เป็นแดนเกิด คือ ปุถุชนในโลกนี้ผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา พิจารณาเห็นอัตตาว่ามีรูป พิจารณาเห็นรูปในอัตตา หรือพิจารณาเห็นอัตตาในรูป รูปของเขาแปรผันเป็นอย่างอื่น เพราะรูปแปรผันและเป็นอย่างอื่น โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงเกิดขึ้นแก่เขา@เชิงอรรถ : @ มีตนเป็นเกาะ หมายถึงทำตนให้พ้นจากห้วงน้ำ คือ โอฆะ ๔ เหมือนกับเกาะกลางมหาสมุทรที่น้ำท่วม@ไม่ถึง ฉะนั้น (ที.ม.อ. ๑๖๕/๑๕๐, ที.ม.ฏีกา ๑๖๕/๑๘๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๕๙}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มูลปัณณาสก์ ๕. อัตตทีปวรรค ๑. อัตตทีปสูตร พิจารณาเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตา พิจารณาเห็นอัตตาว่ามีเวทนา พิจารณาเห็นเวทนาในอัตตา หรือพิจารณาเห็นอัตตาในเวทนา เวทนาของเขาแปรผันเป็นอย่างอื่น เพราะเวทนาแปรผันและเป็นอย่างอื่น โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส และอุปายาสจึงเกิดขึ้นแก่เขา พิจารณาเห็นสัญญาโดยความเป็นอัตตา ฯลฯ พิจารณาเห็นสังขารโดยความเป็นอัตตา ฯลฯ พิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา พิจารณาเห็นอัตตาว่ามีวิญญาณ พิจารณาเห็นวิญญาณในอัตตา หรือพิจารณาเห็นอัตตาในวิญญาณ วิญญาณของเขาแปรผันเป็นอย่างอื่น เพราะวิญญาณแปรผันและเป็นอย่างอื่น โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส และอุปายาสจึงเกิดขึ้นแก่เขา ภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อภิกษุรู้ว่ารูปไม่เที่ยง แปรผันไป คลายไป ดับไป เห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘รูปในกาลก่อนและรูปทั้งปวงในบัดนี้ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา’ ก็จะละโสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส และอุปายาสได้ เพราะละโสกะเป็นต้นเหล่านั้นได้จึงไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้งก็อยู่เป็นสุข ภิกษุผู้อยู่เป็นสุข เรากล่าวว่า ‘ผู้ดับกิเลสแล้วด้วยองค์ธรรมนั้น’ ก็เมื่อภิกษุรู้ว่าเวทนาไม่เที่ยง แปรผันไป คลายไป ดับไป เห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘เวทนาในกาลก่อนและเวทนาทั้งปวงในบัดนี้ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา’ ก็จะละโสกะ ปริเทวะทุกข์ โทมนัส และอุปายาสได้ เพราะละโสกะเป็นต้นเหล่านั้นได้จึงไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ก็อยู่เป็นสุข ภิกษุผู้อยู่เป็นสุข เรากล่าวว่า ‘ผู้ดับกิเลสแล้วด้วยองค์ธรรมนั้น’ ก็เมื่อภิกษุรู้ว่าสัญญาไม่เที่ยง ... ก็เมื่อภิกษุรู้ว่าสังขารไม่เที่ยง แปรผันไป คลายไป ดับไป เห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘สังขารในกาลก่อนและสังขารทั้งปวงในบัดนี้ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา’ ก็จะละโสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส และอุปายาสได้ เพราะละโสกะเป็นต้นเหล่านั้นได้จึงไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้งก็อยู่เป็นสุข ภิกษุผู้อยู่เป็นสุข เรากล่าวว่า ‘ผู้ดับกิเลสแล้วด้วยองค์ธรรมนั้น’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๖๐}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มูลปัณณาสก์ ๕. อัตตทีปวรรค ๒. ปฏิปทาสูตร ก็เมื่อภิกษุรู้ว่าวิญญาณไม่เที่ยง แปรผันไป คลายไป ดับไป เห็นด้วย ปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘วิญญาณในกาลก่อนและวิญญาณทั้งปวงในบัดนี้ ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา’ ก็จะละโสกะปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสได้ เพราะละโสกะเป็นต้นเหล่านั้นได้ จึงไม่สะดุ้งเมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมอยู่เป็นสุข ภิกษุผู้อยู่เป็นสุข เรากล่าวว่า ‘ผู้ดับกิเลสแล้วด้วยองค์ธรรมนั้น” อัตตทีปสูตรที่ ๑ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อัตตทีปวรรคที่ ๕ อรรถกถาอัตตทีปสูตรที่ ๑
อัตตทีปวรรค สูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อตฺตทีปา ความว่า ท่านทั้งหลายจงทำตนให้เป็นเกาะ เป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นคติ ที่ไปในเบื้องหน้า เป็นที่พึ่งอยู่เถิด.
บทว่า อตฺตสรณา นี้เป็นไวพจน์ของบทว่า อตฺตทีปา นั้นแล.
บทว่า อนญฺญสรณา นี้เป็นคำห้ามพึ่งผู้อื่น ด้วยว่าผู้อื่นเป็นที่พึ่งไม่ได้ เพราะคนหนึ่งจะพยายามทำอีกคนหนึ่งให้บริสุทธิ์หาได้ไม่
สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า
ตนนั่นแลเป็นที่พึ่งของตน
คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อนญฺญสรณา ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ.
ถามว่า ก็ในที่นี้ อะไรชื่อว่าตน?
แก้ว่า ธรรมที่เป็นโลกิยะและเป็นโลกุตตระ (ชื่อว่าตน).
ด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระองค์จึงตรัสว่า ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา อนญฺญสรณา มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะดังนี้.
บทว่า โยนิ ได้แก่ เหตุ ดุจในประโยคมีอาทิว่า โยนิ เหสา ภูมิชผลสฺส อธิคมาย นี้แลเป็นเหตุให้บรรลุผลอันเกิดแต่ภูมิ.
บทว่า กึปโหติกา ได้แก่ มีอะไรเป็นแดนเกิด. อธิบายว่า เกิดจากอะไร.
บทว่า รูปสฺส เตฺวา นี้ ท่านปรารภเพื่อแสดงการละความโศกเป็นต้น เหล่านั้นนั่นแล.
บทว่า น ปริตสฺสติ ได้แก่ ไม่ดิ้นรน คือไม่สะดุ้ง.
บทว่า ตทงฺคนิพฺพุโต ได้แก่ ดับสนิทด้วยองค์นั้นๆ เพราะดับกิเลสทั้งหลายด้วยองค์คือวิปัสสนานั้น.
ในพระสูตรนี้ท่านกล่าวเฉพาะวิปัสสนาเท่านั้น.
จบอรรถกถาอัตตทีปสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------