อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี (อักษรไทย) · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๙๘

๓. ยมกสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๙๘–๒๐๗พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 10 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 10 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 1 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


เอกํ สมยํ อายสฺมา สารีปุตฺโต สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺสาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน ยมกสฺส นาม ภิกฺขุโน เอวรูปํ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ โหติ ตถาหํ ภควตา ธมฺมํ เทสิตํ อาชานามิ ยถา ขีณาสโว ภิกฺขุ กายสฺส เภทา อุจฺฉิชฺชติ วินสฺสติ น โหติ ปรมฺมรณาติ ฯ {๑๙๘.๑} อสฺโสสุํ โข สมฺพหุลา ภิกฺขู ยมกสฺส กิร นาม ภิกฺขุโน เอวรูปํ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ โหติ ตถาหํ ภควตา ธมฺมํ เทสิตํ อาชานามิ ยถา ขีณาสโว ภิกฺขุ กายสฺส เภทา อุจฺฉิชฺชติ วินสฺสติ น โหติ ปรมฺมรณาติ ฯ อถ โข เต ภิกฺขู เยนายสฺมา ยมโก เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมตา ยมเกน สทฺธึ สมฺโมทึสุ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต ภิกฺขู อายสฺมนฺตํ ยมกํ เอตทโวจุํ สจฺจํ กิร เต อาวุโส ยมก เอวรูปํ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ ตถาหํ ภควตา ธมฺมํ เทสิตํ อาชานามิ ยถา ขีณาสโว ภิกฺขุ กายสฺส เภทา อุจฺฉิชฺชติ วินสฺสติ น โหติ ปรมฺมรณาติ ฯ เอวํ ขฺวาหํ อาวุโส ภควตา ธมฺมํ เทสิตํ อาชานามิ ยถา ขีณาสโว ภิกฺขุ กายสฺส เภทา อุจฺฉิชฺชติ วินสฺสติ น โหติ ปรมฺมรณาติ ฯ {๑๙๘.๒} มา อาวุโส ยมก เอวํ อวจ มา ภควนฺตํ อพฺภาจิกฺขิ น หิ สาธุ ภควโต อพฺภกฺขานํ น หิ ภควา เอวํ วเทยฺย ขีณาสโว ภิกฺขุ กายสฺส เภทา อุจฺฉิชฺชติ วินสฺสติ น โหติ ปรมฺมรณาติ ฯ เอวํปิ โข อายสฺมา ยมโก เตหิ ภิกฺขูหิ วุจฺจมาโน ตเถว ตํ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ ถามสา ปรามาสา อภินิวิสฺสํ โวหรติ ตถาหํ ภควตา ธมฺมํ เทสิตํ อาชานามิ ยถา ขีณาสโว ภิกฺขุ กายสฺส เภทา อุจฺฉิชฺชติ วินสฺสติ น โหติ ปรมฺมรณาติ ฯ {๑๙๘.๓} ยโต โข เต ภิกฺขู นาสกฺขึสุ อายสฺมนฺตํ ยมกํ เอตสฺมา ปาปกา ทิฏฺฐิคตา วิเวเจตุํ ฯ อถ โข เต ภิกฺขู อุฏฺฐายาสนา เยนายสฺมา สารีปุตฺโต เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ เอตทโวจุํ ยมกสฺส นาม อาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุโน เอวรูปํ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ ตถาหํ ภควตา ธมฺมํ เทสิตํ อาชานามิ ยถา ขีณาสโว ภิกฺขุ กายสฺส เภทา อุจฺฉิชฺชติ วินสฺสติ น โหติ ปรมฺมรณาติ สาธายสฺมา สารีปุตฺโต เยน ยมโก ภิกฺขุ เตนุปสงฺกมตุ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ฯ อธิวาเสสิ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ตุณฺหีภาเวน ฯ

อถ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยนายสฺมา ยมโก เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมตา ยมเกน สทฺธึ สมฺโมทิ ฯเปฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา สารีปุตฺโต อายสฺมนฺตํ ยมกํ เอตทโวจ สจฺจํ กิร เต อาวุโส ยมก เอวรูปํ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ ตถาหํ ภควตา ธมฺมํ เทสิตํ อาชานามิ ยถา ขีณาสโว ภิกฺขุ กายสฺส เภทา อุจฺฉิชฺชติ วินสฺสติ น โหติ ปรมฺมรณาติ ฯ เอวํ ขฺวาหํ อาวุโส ภควตา ธมฺมํ เทสิตํ อาชานามิ ยถา ขีณาสโว ภิกฺขุ กายสฺส เภทา อุจฺฉิชฺชติ วินสฺสติ น โหติ ปรมฺมรณาติ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ อาวุโส ยมก รูปํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ อาวุโส ฯเปฯ เวทนา ฯ สญฺญา ฯ สงฺขารา ฯ วิญฺญาณํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ อาวุโส ฯ ตสฺมา ติห ฯเปฯ เอวํ ปสฺสํ ฯเปฯ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ ฯ

ตํ กึ มญฺญสิ อาวุโส ยมก รูปํ ตถาคโตติ สมนุปสฺสสีติ ฯ โน เหตํ อาวุโส ฯ เวทนํ ตถาคโตติ สมนุปสฺสสีติ ฯ โน เหตํ อาวุโส ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ ตถาคโตติ สมนุปสฺสสีติ ฯ โน เหตํ อาวุโส ฯ

ตํ กึ มญฺญสิ อาวุโส ยมก รูปสฺมึ ตถาคโตติ สมนุปสฺสสีติ ฯ โน เหตํ อาวุโส ฯ อญฺญตฺร รูปา ตถาคโตติ สมนุปสฺสสีติ ฯ โน เหตํ อาวุโส ฯ เวทนาย ฯเปฯ อญฺญตฺร เวทนาย ฯเปฯ สญฺญาย ฯ อญฺญตฺร สญฺญาย ฯ สงฺขาเรสุ ฯ อญฺญตฺร สงฺขาเรหิ ฯ วิญฺญาณสฺมึ ตถาคโตติ สมนุปสฺสสีติ ฯ โน เหตํ อาวุโส ฯ อญฺญตฺร วิญฺญาณา ตถาคโตติ สมนุปสฺสสีติ ฯ โน เหตํ อาวุโส ฯ

ตํ กึ มญฺญสิ อาวุโส ยมก รูปํ ฯ เวทนา ฯ สญฺญา ฯ สงฺขารา ฯ วิญฺญาณํ ตถาคโตติ สมนุปสฺสสีติ ฯ โน เหตํ อาวุโส ฯ

ตํ กึ มญฺญสิ อาวุโส ยมก อยํ โส อรูปี อเวทโน อสญฺญี อสงฺขาโร อวิญฺญาโณ ตถาคโตติ สมนุปสฺสสีติ ฯ โน เหตํ อาวุโส ฯ เอตฺถ จ เต อาวุโส ยมก ทิฏฺเฐว ธมฺเม สจฺจโต ตถโต ตถาคโต อนุปลพฺภิยมาโน กลฺลํ นุ เต ตํ เวยฺยากรณํ ตถาหํ ภควตา ธมฺมํ เทสิตํ อาชานามิ ยถา ขีณาสโว ภิกฺขุ กายสฺส เภทา อุจฺฉิชฺชติ วินสฺสติ น โหติ ปรมฺมรณาติ ฯ อหุ โข เม ตํ อาวุโส สารีปุตฺต ปุพฺเพ อวิทฺทสุโน ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ อิทญฺจ ปน เม อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ธมฺมเทสนํ สุตฺวา ตญฺเจว ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ ปหีนํ ธมฺโม จ เม อภิสมิโตติ ฯ

สเจ ตํ อาวุโส ยมก เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ โย โส อาวุโส ยมก ภิกฺขุ อรหํ ขีณาสโว โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา กึ โหตีติ เอวํ ปุฏฺโฐ ตฺวํ อาวุโส ยมก กินฺติ พฺยากเรยฺยาสีติ ฯ สเจ มํ อาวุโส เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ โย โส อาวุโส ยมก ภิกฺขุ อรหํ ขีณาสโว โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา กึ โหตีติ เอวํ ปุฏฺโฐ อหมาวุโส เอวํ พฺยากเรยฺยํ รูปํ โข อาวุโส อนิจฺจํ ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ ยํ ทุกฺขํ ตํ นิรุทฺธํ ตทตฺถํ คตํ ฯ เวทนา ฯ สญฺญา ฯ สงฺขารา ฯ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ ยํ ทุกฺขํ ตํ นิรุทฺธํ ตทตฺถํ คตนฺติ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ อาวุโส เอวํ พฺยากเรยฺยนฺติ ฯ

สาธุ สาธุ อาวุโส ยมก เตนหาวุโส ยมก อุปมนฺเต กริสฺสามิ เอตสฺเสว อตฺถสฺส ภิยฺโยโส มตฺตาย ญาณาย ฯ เสยฺยถาปิ อาวุโส ยมก คหปติ วา คหปติปุตฺโต วา อฑฺโฒ มหทฺธโน มหาโภโค โส จ อารกฺขสมฺปนฺโน ตสฺส โกจิ เทว ปุริโส อุปฺปชฺเชยฺย อนตฺถกาโม อหิตกาโม อโยคกฺเขมกาโม ชีวิตา โวโรเปตุกาโม ตสฺส เอวมสฺส อยํ โข คหปติ วา คหปติปุตฺโต วา อฑฺโฒ มหทฺธโน มหาโภโค โส จ อารกฺขสมฺปนฺโน น หายํ สุกโร ปสยฺห ชีวิตา โวโรเปตุํ ยนฺนูนาหํ อนุปขชฺช ชีวิตา โวโรเปยฺยนฺติ ฯ โส ตํ คหปตึ วา คหปติปุตฺตํ วา อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วเทยฺย อุปฏฺฐเหยฺยนฺตํ ภนฺเตติ ฯ ตเมนํ โส คหปติ วา คหปติปุตฺโต วา อุปฏฺฐาเปยฺย โส อุปฏฺฐเหยฺย ปุพฺพุฏฺฐายี ปจฺฉานิปาตี กึการปฏิสาวี มนาปจารี ปิยวาที ตสฺส โส คหปติ วา คหปติปุตฺโต วา มิตฺตโตปิ นํ ทเหยฺย สุหชฺชโตปิ นํ ทเหยฺย ตสฺมิญฺจ วิสฺสาสํ อาปชฺเชยฺย ฯ ยทา โข อาวุโส ตสฺส ปุริสสฺส เอวมสฺส สํวิสฺสฏฺโฐ โข มฺยายํ คหปติ วา คหปติปุตฺโต วาติ อถ นํ รโหคตํ วิทิตฺวา ติเณฺหน สตฺเถน ชีวิตา โวโรเปยฺย ฯ {๒๐๕.๑} ตํ กึ มญฺญสิ อาวุโส ยมก ยทาปิ โส ปุริโส อมุํ คหปตึ วา คหปติปุตฺตํ วา อุปสงฺกมิตฺวา เอวมาห อุปฏฺฐเหยฺยํ ตํ ภนฺเตติ ตทาปิ โส วธโกว วธกญฺจ ปน สนฺตํ น อญฺญาสิ วธโก เมติ ฯ ยทาปิ โส อุปฏฺฐาติ ปุพฺพุฏฺฐายี ปจฺฉานิปาตี กึการปฏิสาวี มนาปจารี ปิยวาที ตทาปิ โส วธโกว วธกญฺจ ปน สนฺตํ น อญฺญาสิ วธโก เมติ ฯ ยทาปิ นํ รโหคตํ วิทิตฺวา ติณฺเหน สตฺเถน ชีวิตา โวโรเปติ ตทาปิ โส วธโกว วธกญฺจ ปน สนฺตํ น อญฺญาสิ วธโก เมติ ฯ เอวมาวุโสติ ฯ

เอวเมว โข อาวุโส อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา รูปํ รูปสฺมึ วา อตฺตานํ ฯ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯเปฯ วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ ฯ {๒๐๖.๑} โส อนิจฺจํ รูปํ อนิจฺจํ รูปนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อนิจฺจํ เวทนํ อนิจฺจา เวทนาติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อนิจฺจํ สญฺญํ อนิจฺจา สญฺญาติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อนิจฺเจ สงฺขาเร อนิจฺจา สงฺขาราติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อนิจฺจํ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ วิญฺญาณนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ฯ {๒๐๖.๒} ทุกฺขํ รูปํ ทุกฺขํ รูปนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ทุกฺขํ เวทนํ ฯ ทุกฺขํ สญฺญํ ฯ ทุกฺเข สงฺขาเร ฯ ทุกฺขํ วิญฺญาณํ ทุกฺขํ วิญฺญาณนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ฯ {๒๐๖.๓} อนตฺตํ รูปํ อนตฺตํ รูปนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อนตฺตํ เวทนํ ฯ อนตฺตํ สญฺญํ ฯ อนตฺเต สงฺขาเร ฯ อนตฺตํ วิญฺญาณํ อนตฺตํ วิญฺญาณนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ฯ {๒๐๖.๔} สงฺขตํ รูปํ สงฺขตํ รูปนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ สงฺขตํ เวทนํ ฯ สงฺขตํ สญฺญํ ฯ สงฺขเต สงฺขาเร ฯ สงฺขตํ วิญฺญาณํ สงฺขตํ วิญฺญาณนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ฯ วธกํ รูปํ วธกํ รูปนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ วธกํ เวทนํ ฯ วธกํ สญฺญํ ฯ วธเก สงฺขาเร ฯ วธกํ วิญฺญาณํ วธกํ วิญฺญาณนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ฯ โส รูปํ อุเปติ อุปาทิยติ อธิฏฺฐาติ อตฺตา เมติ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ อุเปติ อุปาทิยติ อธิฏฺฐาติ อตฺตา เมติ ฯ ตสฺสิเม ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อุเปตา อุปาทินฺนา ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺติ ฯ

สุตวา จ โข อาวุโส อริยสาวโก อริยานํ ทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส โกวิโท อริยธมฺเม สุวินีโต ฯเปฯ สปฺปุริสธมฺเม สุวินีโต น รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ น รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ น อตฺตนิ วา รูปํ น รูปสฺมึ วา อตฺตานํ น เวทนํ ฯ น สญฺญํ ฯ น สงฺขาเร ฯ น วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ น วิญฺญาณวนฺตํ วา อตฺตานํ น อตฺตนิ วา วิญฺญาณํ น วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ ฯ {๒๐๗.๑} โส อนิจฺจํ รูปํ อนิจฺจํ รูปนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อนิจฺจํ เวทนํ ฯ อนิจฺจํ สญฺญํ ฯ อนิจฺเจ สงฺขาเร ฯ อนิจฺจํ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ วิญฺญาณนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ ฯ ทุกฺขํ รูปํ ทุกฺขํ รูปนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ ทุกฺขํ เวทนํ ฯ ทุกฺขํ สญฺญํ ฯ ทุกฺเข สงฺขาเร ฯ ทุกฺขํ วิญฺญาณํ ทุกฺขํ วิญฺญาณนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ ฯ อนตฺตํ รูปํ อนตฺตํ รูปนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อนตฺตํ เวทนํ ฯ อนตฺตํ สญฺญํ ฯ อนตฺเต สงฺขาเร ฯ อนตฺตํ วิญฺญาณํ อนตฺตํ วิญฺญาณนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ ฯ {๒๐๗.๒} สงฺขตํ รูปํ สงฺขตํ รูปนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ สงฺขตํ เวทนํ ฯ สงฺขตํ สญฺญํ ฯ สงฺขเต สงฺขาเร ฯ สงฺขตํ วิญฺญาณํ สงฺขตํ วิญฺญาณนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ ฯ วธกํ รูปํ วธกํ รูปนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ วธกํ เวทนํ ฯ วธกํ สญฺญํ ฯ วธเก สงฺขาเร วธกา สงฺขาราติ ยถาภูตํ ปชานาติ วธกํ วิญฺญาณํ วธกํ วิญฺญาณนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ ฯ โส รูปํ น อุเปติ น อุปาทิยติ น อธิฏฺฐาติ อตฺตา เมติ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ น อุเปติ น อุปาทิยติ น อธิฏฺฐาติ อตฺตา เมติ ฯ ตสฺสิเม ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อนุเปตา อนุปาทินฺนา ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย สํวตฺตนฺตีติ ฯ เอวเญฺหตํ อาวุโส สารีปุตฺต โหติ เยสํ อายสฺมนฺตานํ ตาทิสา สพฺรหฺมจาริโน อนุกมฺปกา อตฺถกามา โอวาทกา อนุสาสกา อิทญฺจ ปน เม อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ธมฺมเทสนํ สุตฺวา อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตํ วิมุตฺตนฺติ ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๔. เถรวรรค ๓. ยมกสูตร ๓. ยมกสูตร ว่าด้วยพระยมกะ

ข้อ ๘๕

สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น ภิกษุยมกะเกิดทิฏฐิชั่วเช่นนี้ว่า “เรารู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ว่า ‘ภิกษุขีณาสพหลังจากตายแล้วย่อมขาดสูญ พินาศ ไม่เกิดอีก” ภิกษุจำนวนมากได้ยินว่า “ภิกษุยมกะเกิดทิฏฐิชั่วเช่นนี้ว่า ‘เรารู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ว่า ‘ภิกษุขีณาสพหลังจากตายแล้วย่อมขาดสูญ พินาศไม่เกิดอีก” ต่อมา ภิกษุเหล่านั้นเข้าไปหาท่านพระยมกะถึงที่อยู่ ได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้ถามท่านพระยมกะว่า “ท่านยมกะ ทราบว่า ท่านเกิดทิฏฐิชั่วเช่นนี้ว่า ‘เรารู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ว่า ‘ภิกษุขีณาสพหลังจากตายแล้วย่อมขาดสูญ พินาศ ไม่เกิดอีก’จริงหรือ” ท่านพระยมกะตอบว่า “จริง ขอรับ” “ท่านยมกะ ท่านอย่าได้กล่าวอย่างนั้น อย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค เพราะการกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย เพราะพระผู้มีพระภาคไม่พึงตรัสอย่างนี้ว่า‘ภิกษุขีณาสพหลังจากตายแล้วย่อมขาดสูญ พินาศ ไม่เกิดอีก” ท่านพระยมกะถูกภิกษุเหล่านั้นว่ากล่าวแม้อย่างนี้ ก็ยังยึดทิฏฐิชั่วนั้นอย่างมั่นคงกล่าวว่า “เรารู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ว่า ‘ภิกษุขีณาสพหลังจากตายแล้วย่อมขาดสูญ พินาศ ไม่เกิดอีก” ภิกษุเหล่านั้นไม่สามารถจะให้ท่านพระยมกะคลายทิฏฐิชั่วนั้นได้จึงพากันลุกจากอาสนะเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่แล้วกล่าวว่า “ข้าแต่ท่านสารีบุตรพระยมกะเกิดทิฏฐิชั่วเช่นนี้ว่า ‘เรารู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ว่า ‘ภิกษุขีณาสพหลังจากตายแล้วย่อมขาดสูญ พินาศ ไม่เกิดอีก’ ขอโอกาสขอท่านพระสารีบุตรโปรดอาศัยความอนุเคราะห์เข้าไปหาภิกษุยมกะถึงที่อยู่เถิด”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๔๗}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๔. เถรวรรค ๓. ยมกสูตร ท่านพระสารีบุตรรับนิมนต์โดยดุษณีภาพ ครั้นในเวลาเย็น ท่านพระสารีบุตรออกจากที่หลีกเร้นแล้วเข้าไปหาท่านพระยมกะถึงที่อยู่ ได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้ว นั่ง ณที่สมควร ได้ถามท่านพระยมกะดังนี้ว่า “ท่านยมกะ ทราบว่า ท่านเกิดทิฏฐิชั่วเช่นนี้ว่า ‘เรารู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ว่า ‘ภิกษุขีณาสพหลังจากตายแล้วย่อมขาดสูญ พินาศ ไม่เกิดอีก’ จริงหรือ” ท่านพระยมกะตอบว่า “จริง ขอรับ ผมรู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ว่า ‘ภิกษุขีณาสพหลังจากตายแล้วย่อมขาดสูญ พินาศ ไม่เกิดอีก” “ท่านยมกะ ท่านจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง ขอรับ” ฯลฯ “เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง ขอรับ” “เพราะเหตุนั้นแล ฯลฯ พระอริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ รู้ชัดว่า ... ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป’ ท่านยมกะ ท่านจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ท่านพิจารณาเห็นรูปว่า‘เป็นตถาคต’ หรือ” “ไม่ใช่ ขอรับ” “ท่านพิจารณาเห็นเวทนาว่า ‘เป็นตถาคต’ หรือ” “ไม่ใช่ ขอรับ” “ท่านพิจารณาเห็นสัญญา ... สังขาร ... วิญญาณว่า ‘เป็นตถาคต’ หรือ” “ไม่ใช่ ขอรับ” @เชิงอรรถ : @ ตถาคต ในที่นี้เป็นคำที่ลัทธิอื่นๆ ใช้กันมาก่อนพุทธกาล หมายถึงอัตตา (อาตมัน) ไม่ได้หมายถึง@พระพุทธเจ้า อรรถกถาอธิบายว่า หมายถึงสัตว์ (สํ.ข.อ. ๒/๘๕/๓๓๙, ที.สี.อ. ๖๕/๑๐๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๔๘}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๔. เถรวรรค ๓. ยมกสูตร “ท่านยมกะ ท่านจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ท่านพิจารณาเห็นว่า ‘ตถาคตมีในรูป’ หรือ” “ไม่ใช่ ขอรับ” “ท่านพิจารณาเห็นว่า ‘ตถาคตมีนอกจากรูป’ หรือ” “ไม่ใช่ ขอรับ” “ท่านพิจารณาเห็นว่า ‘ตถาคตมีในเวทนา’ หรือ” “ไม่ใช่ ขอรับ” “... ในเวทนา ฯลฯ นอกจากเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ... นอกจากสัญญา... ในสังขารทั้งหลาย ... นอกจากสังขารทั้งหลาย ... “ท่านพิจารณาเห็นว่า ‘ตถาคตมีในวิญญาณ’ หรือ” “ไม่ใช่ ขอรับ” “ท่านพิจารณาเห็นว่า ‘ตถาคตมีนอกจากวิญญาณ’ หรือ” “ไม่ใช่ ขอรับ” “ท่านยมกะ ท่านจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ท่านพิจารณาเห็นรูป ... เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณว่า ‘เป็นตถาคต’ หรือ” “ไม่ใช่ ขอรับ” “ท่านยมกะ ท่านจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ท่านพิจารณาเห็นว่า ‘ตถาคตนี้ไม่มีรูป’ ... ไม่มีเวทนา ... ไม่มีสัญญา ... ไม่มีสังขาร ... ไม่มีวิญญาณหรือ” “ไม่ใช่ ขอรับ” “ท่านยมกะ แท้จริง ท่านจะค้นหาตถาคตในขันธ์ ๕ ประการนี้ในปัจจุบันไม่ได้เลย ควรหรือที่ท่านจะกล่าวว่า ‘เรารู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ว่า ‘ภิกษุขีณาสพหลังจากตายแล้วย่อมขาดสูญ พินาศ ไม่เกิดอีก”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๔๙}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๔. เถรวรรค ๓. ยมกสูตร “ท่านสารีบุตร เมื่อก่อนผมไม่รู้จึงได้เกิดทิฏฐิชั่วเช่นนั้น แต่บัดนี้ เพราะฟังธรรมเทศนานี้ของท่านสารีบุตร ผมจึงละทิฏฐิชั่วนั้นได้แล้ว และได้บรรลุธรรม” “ท่านยมกะ ถ้าชนทั้งหลายพึงถามท่านอย่างนี้ว่า ‘ท่านยมกะ ภิกษุอรหันต-ขีณาสพ หลังจากตายแล้วเป็นอะไร ท่านถูกถามอย่างนี้จะพึงตอบอย่างไร” “ท่านผู้มีอายุ ถ้าพวกเขาถามอย่างนี้ว่า ‘ภิกษุอรหันตขีณาสพหลังจากตายแล้วเป็นอะไร’ ผมถูกถามอย่างนี้จะพึงตอบอย่างนี้ว่า ‘รูปไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นดับไปแล้ว ตั้งอยู่ไม่ได้ เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์สิ่งนั้นดับไปแล้ว ตั้งอยู่ไม่ได้ ท่านผู้มีอายุ ผมถูกถามอย่างนี้พึงตอบอย่างนี้” “ดีละ ดีละ ท่านยมกะ ถ้าอย่างนั้น ผมจะยกอุปมาให้ท่านฟัง เพื่อเข้าใจเนื้อความนั้นชัดเจนขึ้น เปรียบเหมือนคหบดีหรือบุตรคหบดีผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มากมีโภคะมาก และมีการอารักขาอย่างกวดขัน เกิดมีบุรุษคนหนึ่งมุ่งความพินาศความไม่เป็นประโยชน์ และความไม่ปลอดภัย อยากจะปลิดชีวิตเขาเสีย เขาจึงมีความคิดว่า ‘คหบดีหรือบุตรคหบดีผู้นี้เป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมากและเขามีการอารักขาอย่างกวดขัน การที่จะอุกอาจปลิดชีวิตเขามิใช่ทำได้ง่ายทางที่ดี เราควรใช้อุบายปลิดชีวิตเสีย’ เขาพึงเข้าไปหาคหบดีหรือบุตรคหบดีนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ผมจะขอรับใช้ท่าน’คหบดีหรือบุตรคหบดีพึงรับเขาไว้ เขารับใช้อย่างดี คือ มีปกติตื่นก่อน นอนทีหลังคอยฟังคำสั่ง ประพฤติตนให้เป็นที่พอใจ พูดแต่คำไพเราะ คหบดีหรือบุตรคหบดีนั้นเชื่อว่าเขาเป็นมิตรสหาย และไว้ใจเขา เมื่อใด บุรุษนั้นคิดว่า ‘คหบดีหรือบุตรคหบดีนี้ไว้ใจเราแล้ว’ เมื่อนั้น เขารู้ว่าคหบดีหรือบุตรคหบดีอยู่ในที่ลับ จึงใช้ศัสตราอันคมปลิดชีวิตเสีย ท่านยมกะ ท่านจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ในกาลใด บุรุษนั้นเข้าไปหาคหบดีหรือบุตรคหบดีโน้นแล้วกล่าวว่า ‘ผมจะขอรับใช้ท่าน’ แม้ในกาลนั้น เขาก็ชื่อว่าเป็นผู้ฆ่านั่นเอง แต่คหบดีหรือบุตรคหบดีนั้นก็ไม่รู้จักบุรุษผู้ฆ่าว่า ‘เป็นผู้ฆ่าตน’ แม้ในกาลใด บุรุษนั้นรับใช้อย่างดี คือ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๕๐}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๔. เถรวรรค ๓. ยมกสูตร มีปกติตื่นก่อน นอนทีหลัง คอยฟังคำสั่ง ประพฤติตนให้เป็นที่พอใจ พูดแต่คำไพเราะแม้ในกาลนั้น เขาก็ชื่อว่าเป็นผู้ฆ่านั่นเอง แต่คหบดีหรือบุตรคหบดีนั้นก็ไม่รู้จักบุรุษผู้ฆ่าว่า ‘เป็นผู้ฆ่าตน’ แม้ในกาลใด บุรุษนั้นรู้ว่าคหบดีหรือบุตรคหบดีอยู่ในที่ลับจึงใช้ศัสตราอันคมปลิดชีวิตเสีย แม้ในกาลนั้น เขาก็ชื่อว่าเป็นผู้ฆ่านั่นเองแต่คหบดีหรือบุตรคหบดีนั้นก็ไม่รู้จักบุรุษผู้ฆ่าว่า ‘เป็นผู้ฆ่าตน’ หรือ” “อย่างนั้น ขอรับ” “ท่านยมกะ อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้นเหมือนกัน ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา พิจารณาเห็นอัตตาว่ามีรูปพิจารณาเห็นรูปในอัตตา หรือพิจารณาเห็นอัตตาในรูป ... เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... พิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา ฯลฯ หรือพิจารณาเห็นอัตตาในวิญญาณ เขาไม่รู้ชัดรูปที่ไม่เที่ยงตามความเป็นจริงว่า ‘รูปไม่เที่ยง’ ไม่รู้ชัดเวทนาที่ไม่เที่ยงตามความเป็นจริงว่า ‘เวทนาไม่เที่ยง’ ไม่รู้ชัดสัญญาที่ไม่เที่ยงตามความเป็นจริงว่า ‘สัญญาไม่เที่ยง’ ไม่รู้ชัดสังขารที่ไม่เที่ยงตามความเป็นจริงว่า ‘สังขารไม่เที่ยง’ไม่รู้ชัดวิญญาณที่ไม่เที่ยงตามความเป็นจริงว่า ‘วิญญาณไม่เที่ยง’ ไม่รู้ชัดรูปที่เป็นทุกข์ตามความเป็นจริงว่า ‘รูปเป็นทุกข์’ ... เวทนาที่เป็นทุกข์... สัญญาที่เป็นทุกข์ ... สังขารที่เป็นทุกข์ ... ไม่รู้ชัดวิญญาณที่เป็นทุกข์ตามความเป็นจริงว่า ‘วิญญาณเป็นทุกข์’ ไม่รู้ชัดรูปที่เป็นอนัตตาตามความเป็นจริงว่า ‘รูปเป็นอนัตตา’ ... เวทนาที่เป็นอนัตตา ... สัญญาที่เป็นอนัตตา ... สังขารที่เป็นอนัตตา ... ไม่รู้ชัดวิญญาณที่เป็นอนัตตาตามความเป็นจริงว่า ‘วิญญาณเป็นอนัตตา’ ไม่รู้ชัดรูปที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งตามความเป็นจริงว่า ‘รูปถูกปัจจัยปรุงแต่ง’ ... เวทนาที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ... สัญญาที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ... สังขารที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ... ไม่รู้ชัดวิญญาณที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งตามความเป็นจริงว่า ‘วิญญาณถูกปัจจัยปรุงแต่ง’

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๕๑}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๔. เถรวรรค ๓. ยมกสูตร ไม่รู้ชัดรูปที่เป็นผู้ฆ่าตามความเป็นจริงว่า ‘รูปเป็นผู้ฆ่า’ ... เวทนาที่เป็นผู้ฆ่า ... สัญญาที่เป็นผู้ฆ่า ... สังขารที่เป็นผู้ฆ่า ... ไม่รู้ชัดวิญญาณที่เป็นผู้ฆ่าตามความเป็นจริงว่า ‘วิญญาณเป็นผู้ฆ่า’ เขาเข้าไปยึดมั่นรูปว่า ‘เป็นอัตตาของเรา’ ... เวทนา ... สัญญา ... สังขาร... เข้าไปยึดมั่นวิญญาณว่า ‘เป็นอัตตาของเรา’ อุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ที่ปุถุชนนั้นเข้าไปยึดมั่น ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์ตลอดกาลนาน ท่านผู้มีอายุ ส่วนพระอริยสาวกผู้ได้สดับ ได้เห็นพระอริยะ ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยะ ฯลฯ ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ไม่พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา ไม่พิจารณาเห็นอัตตาว่ามีรูป ไม่พิจารณาเห็นรูปในอัตตา หรือไม่พิจารณาเห็นอัตตาในรูป ไม่พิจารณาเห็นเวทนา ... ไม่พิจารณาเห็นสัญญา ... ไม่พิจารณาเห็นสังขาร ... ไม่พิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา ไม่พิจารณาเห็นอัตตาว่ามีวิญญาณไม่พิจารณาเห็นวิญญาณในอัตตา หรือไม่พิจารณาเห็นอัตตาในวิญญาณ เขารู้ชัดรูปที่ไม่เที่ยงตามความเป็นจริงว่า ‘รูปไม่เที่ยง’ รู้ชัดเวทนาที่ไม่เที่ยง ... สัญญาที่ไม่เที่ยง ... สังขารที่ไม่เที่ยง ... รู้ชัดวิญญาณที่ไม่เที่ยงตามความเป็นจริงว่า‘วิญญาณไม่เที่ยง’ รู้ชัดรูปที่เป็นทุกข์ตามความเป็นจริงว่า ‘รูปเป็นทุกข์’ รู้ชัดเวทนาที่เป็นทุกข์... สัญญาที่เป็นทุกข์ ... สังขารที่เป็นทุกข์ ... รู้ชัดวิญญาณที่เป็นทุกข์ตามความเป็นจริงว่า ‘วิญญาณเป็นทุกข์’ รู้ชัดรูปที่เป็นอนัตตาตามความเป็นจริงว่า ‘รูปเป็นอนัตตา’ รู้ชัดเวทนาที่เป็นอนัตตา ... สัญญาที่เป็นอนัตตา ... สังขารที่เป็นอนัตตา ... รู้ชัดวิญญาณที่เป็นอนัตตาตามความเป็นจริงว่า ‘วิญญาณเป็นอนัตตา’ รู้ชัดรูปที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งตามความเป็นจริงว่า ‘รูปถูกปัจจัยปรุงแต่ง’ รู้ชัดเวทนาที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ... สัญญาที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ... สังขารที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ... รู้ชัดวิญญาณที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งตามความเป็นจริงว่า ‘วิญญาณถูกปัจจัยปรุงแต่ง’

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๕๒}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๔. เถรวรรค ๔. อนุราธสูตร รู้ชัดรูปที่เป็นผู้ฆ่าตามความเป็นจริงว่า ‘รูปเป็นผู้ฆ่า’ รู้ชัดเวทนาที่เป็นผู้ฆ่า ... สัญญาที่เป็นผู้ฆ่า ... รู้ชัดสังขารที่เป็นผู้ฆ่าตามความเป็นจริงว่า ‘สังขารเป็นผู้ฆ่า’รู้ชัดวิญญาณที่เป็นผู้ฆ่าตามความเป็นจริงว่า ‘วิญญาณเป็นผู้ฆ่า’ เขาไม่เข้าไปยึดมั่นรูปว่า ‘รูปเป็นอัตตาของเรา’ ... เวทนา ... สัญญา ... สังขาร... ไม่เข้าไปยึดมั่นวิญญาณว่า ‘วิญญาณเป็นอัตตาของเรา’ อุปาทานขันธ์ ๕ประการนี้ที่พระอริยสาวกนั้นไม่เข้าไปยึดมั่น ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุขตลอดกาลนาน” “ข้าแต่ท่านสารีบุตร ข้อที่เพื่อนพรหมจารีทั้งหลายผู้เช่นกับท่านเป็นผู้อนุเคราะห์มุ่งประโยชน์ ว่ากล่าว พร่ำสอน ย่อมเป็นอย่างนั้น และเพราะได้ฟังธรรมเทศนานี้ของท่านสารีบุตร จิตของผมจึงหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น”ยมกสูตรที่ ๓ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถายมกสูตรที่ ๓

พึงทราบวินิจฉัยในยมกสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-

ทิฏฐิของพระยมกะ

บทว่า ทิฏฺฐิคตํ ความว่า ก็ถ้าพระยมกะนั้นจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า สังขารทั้งหลายเกิดขึ้นและดับไป ความเป็นไปแห่งสังขารนั่นแหละที่ไม่เป็นไป มีอยู่ (ความคิดดังว่ามานี้) ยังไม่ควรเป็นทิฏฐิ(แต่) ควรเป็นญาณที่ท่องเที่ยวไปในคำสอน (ศาสนา).

แต่เพราะพระยมกะนั้นได้มีความคิดว่า สัตว์ขาดศูนย์ สัตว์พินาศ ฉะนั้น ความคิดนั้นจึงเป็นทิฏฐิ.

บทว่า ถามสา ปรามาสา ความว่า ด้วยพลังของทิฏฐิ และด้วยการลูบคลำด้วยทิฏฐิ.

บทว่า เยนายสฺมา สารีปุตฺโต ความว่า เมื่อปัจจันตชนบทเกิดจลาจล เจ้าหน้าที่ไม่สามารถปราบปรามให้สงบราบคาบได้ จึงไปหาเสนาบดี หรือไม่ก็ไปเฝ้าพระราชาฉันใด เมื่อพระเถระนั้นสับสนด้วยอำนาจทิฏฐิ ภิกษุเหล่านั้นไม่สามารถจะกำหราบเธอได้ จึงพากันเข้าไปหาพระสารีบุตรผู้เป็นพระธรรมเสนาบดีของพระธรรมราชาจนถึงที่อยู่.

พระสารีบุตรสอนพระยมกะ

บทว่า เอวํ พฺยาโข ความว่า พระยมกะไม่สามารถจะกล่าวได้เต็มปาก (พูดอ้อมแอ้ม) ต่อหน้าพระ (สารีบุตร) เถระ เหมือนที่กล่าวในสำนักภิกษุเหล่านั้นได้ จึงกล่าวด้วยหัวใจที่ห่อเหี่ยวว่า เอวํ พฺยาโข (เป็นอย่างนี้แล) ดังนี้.

____________________________

บาลีเป็น เอวํ ขฺวาหํ

ในตอนนี้ พระสารีบุตรได้กล่าวอุปมาเปรียบเทียบไว้ดังนี้ว่า ดูก่อนผู้มีอายุ ท่านสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน?

พระเถระได้ฟังคำของพระยมกะนั้นดังนี้แล้ว คิดว่า ภิกษุนี้ไม่เห็นโทษในลัทธิของตน เราจักทำโทษนั้นให้ปรากฏแก่เธอด้วยการแสดงธรรมดังนี้ แล้วเริ่มแสดงเทศนามีปริวัฏ ๓ (เทศนา ๓ รอบ).

ถามว่า เพราะเหตุไร พระสารีบุตรจึงเริ่มคำนี้ไว้ว่า ดูก่อนยมกะผู้มีอายุ ท่านสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน? ท่านพิจารณาเห็นรูปว่า เป็นสัตว์หรือ?

ตอบว่า เริ่มไว้เพื่อให้บรรลุธรรมเนียมการซักถาม. เพราะว่า พระเถระสำเร็จเป็นพระโสดาบัน ในเวลาจบเทศนามีปริวัฏ ๓.

เวลานั้น พระสารีบุตรกล่าวคำว่า ท่านสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เป็นต้นไว้ก็เพื่อให้พระยมกะนั้นได้บรรลุถึงธรรมเนียมในการซักถาม.

บทว่า ตถาคโต คือ สตฺโต (แปลว่า สัตว์).

พระสารีบุตรเถระประมวล (รวบรวม) ขันธ์ ๕ เหล่านี้ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มาแล้วถามว่า ท่านพิจารณาเห็นขันธ์ ๕ เหล่านี้ว่าเป็นสัตว์หรือ?

รูปประโยคว่า เอตฺถ จ เต อาวุโส นี้ เป็นสัตตมีวิภัตติแสดงถึงการซักถามของพระเถระ.

มีคำอธิบายดังนี้ว่า ก็เมื่อในปัจจุบันท่านยังหาสัตว์ไม่ได้ ตามความเป็นจริง ตามสภาพที่ถ่องแท้ในที่นี้ คือในฐานะมีประมาณเท่านี้.

พระสารีบุตร (เถระ) ประสงค์จะให้พระยมกะพยากรณ์ความเป็นพระอรหันต์ จึงถามคำถามนี้ว่า สเจ ตํ อาวุโส ดังนี้เป็นต้น.

บทว่า ยํ ทุกฺขํ ตํ นิรุทฺธํ ความว่า สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นแลดับไปแล้ว ไม่มีสัตว์ที่จะชื่อว่าดับต่างหาก ข้าพเจ้าพึงพยากรณ์อย่างนี้.

บทว่า เอตสฺเสว อตฺถสฺส ความว่า ปฐมมรรค (โสดาปัตติมรรค) นั้น อย่างนี้.

บทว่า ภิยฺโยโสมตฺตาย ญาณาย ความว่า เพื่อประโยชน์แก่ญาณมีประมาณยิ่ง.

อธิบายว่า เพื่อประโยชน์แก่การทำมรรค ๓ ชั้นสูง พร้อมทั้งวิปัสสนาให้แจ่มแจ้ง.

บทว่า อารกฺขสมฺปนฺโน คือ ถึงพร้อมด้วยการอารักขาภายในและการอารักขาภายนอก.

บทว่า อโยคกฺเขมกาโม คือ ไม่ปรารถนาความเกษม (ปลอดภัย) จากโยคะ ๔.

บทว่า ปสยฺห คือ ข่มขู่ ได้แก่ข่มขี่.

บทว่า อนุปขชฺช คือ ลักลอบเข้าไป.

ในบทว่า ปุพฺพุฏฺฐายี เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บุรุษที่ชื่อว่า ปุพฺพุฏฺฐายี เพราะหมายความว่า เห็นคหบดีหรือบุตรคหบดี มาแต่ไกลก็ลุกจากที่นั่งก่อน.

ที่ชื่อว่า ปจฺฉานิปาตี เพราะหมายความว่า ให้ที่นั่งแก่คหบดีหรือบุตรคหบดีนั้นแล้ว เมื่อท่านนั่ง (ตนเอง) จึงหย่อนตัวลง คือนั่งทีหลัง.

(อีกอย่างหนึ่ง) บุรุษนั้นตื่นขึ้นแต่เช้าตรู่ แล้วจัดแจงว่า พวกเจ้าจำนวนเท่านี้จงไปไถนา จำนวนเท่านี้จงไปหว่าน ดังนี้ชื่อว่าลุกขึ้นก่อนใครหมด เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ปุพฺพุฏฺฐายี.

บุรุษนี้นั้น ชื่อว่า ปุจฺฉานิปาตี เพราะเมื่อคนงานทั้งหมดกลับไปยังที่อยู่ของตนๆ แล้ว (ตนเอง) ก็ยังจัดการอารักขารอบเรือน ปิดประตูนอนทีหลังเขาหมด.

ที่ชื่อว่า กึการปฏิสาวี เพราะหมายความว่า มองดูหน้าคหบดีหรือบุตรคหบดี คล้ายจะถามว่าจะให้ผมทำอะไรครับท่าน (จะให้) ผมทำอะไรครับท่าน (จากนั้น) ก็คอยฟังคำสั่งว่า จะให้ทำอะไร.

____________________________

ปาฐะว่า กึ ฉบับพม่าเป็น กึ การํ แปลตามฉบับพม่า.

ที่ชื่อว่า มนาปจารี เพราะหมายความว่า ประพฤติสิ่งที่ถูกใจ.

ที่ชื่อว่า ปิยวาที เพราะหมายความว่า พูดวาจาที่น่ารัก.

บทว่า มิตฺตโตปิ นํ ทเหยฺย ความว่า (คหบดีหรือบุตรคหบดี) พึงเชื่อว่า บุรุษนี้เป็นมิตรของเรา.

บทว่า วิสฺสาสํ อาปชฺเชยฺย ความว่า (คหบดีหรือบุตรคหบดี) พึงทำกิจทั้งหลายมีดื่มกินร่วมกันเป็นต้น จึงเป็นผู้คุ้นเคยกัน.

บทว่า สํวิสฺสฏฺโฐ แปลว่า คุ้นเคยกันดี.

อุปมาเปรียบเทียบ

ในบทว่า เอวเมว โข นี้ มีข้ออุปมาเปรียบเทียบดังต่อไปนี้ :-

พาลปุถุชนผู้มิได้สดับ (ธรรมของพระอริยะ) ในเวลาที่อาศัยวัฏฏะ (ยังเวียนว่ายตายเกิด) เปรียบเหมือนบุตรคหบดีผู้โง่เขลา.

เบญจขันธ์ไม่มีกำลังทุรพล (ทรุดโทรม, เกิดดับอยู่ตลอดเวลา) เปรียบเหมือนศัตรูคอยดักสังหาร.

เบญจขันธ์ซึ่งเข้าถึงในขณะปฏิสนธิ เปรียบเหมือนเวลาที่ศัตรูผู้คอยดักสังหารเข้าไปหาด้วยหวังว่า จักรับใช้บุตรคหบดีผู้โง่.

เวลาที่ปุถุชนผู้อาศัยวัฏฏะไม่ยึดถือเบญจขันธ์ว่า เหล่านี้เป็นของเรา (แต่กลับแยก) ยึดถือว่า รูปของเรา เวทนาของเรา สัญญาของเรา สังขารของเรา วิญญาณของเรา เปรียบเหมือนเวลาที่บุตรคหบดีผู้โง่เขลาไม่ทราบว่า ผู้นี้เป็นสหายของเรา ผู้นี้เป็นศัตรูผู้คอยดักสังหารของเรา.

เวลาที่ปุถุชนผู้อาศัยวัฏฏะยึดถือ (เบญจขันธ์) ว่าเหล่านี้ของเราแล้วทำสักการะ (ปรนนิบัติ) เบญจขันธ์ด้วยการอาบน้ำและการกินเป็นต้น เปรียบเหมือนเวลาที่ศัตรูผู้คอยดักสังหารยอมรับว่า ผู้นี้เป็นมิตรของเราแล้วทำสักการะ (ปรนนิบัติ).

การที่พาลปุถุชนผู้คุ้นเคยแล้ว สิ้นชีวิตเพราะขันธ์แตกในขณะจุติ พึงทราบว่าเปรียบเหมือนการที่ศัตรูผู้คอยดักสังหาร ทราบว่าคหบดีหรือบุตรคหบดีกับเราคุ้นเคยกันมากแล้ว ทำสักการะพลางเอาดาบตัดศีรษะ (ของคหบดีหรือบุตรของคหบดี).

บทว่า อุเปติ แปลว่า เข้าใกล้.

บทว่า อุปาทิยติ แปลว่า ยึดถือ.

บทว่า อธิฏฺฐาติ แปลว่า ตั้งมั่น.

บทว่า อตฺตา เม ความว่า นี้เป็นอัตตาของเรา.

บทว่า สุตวา จ โข อาวุโส อริยสาวโก ความว่า บุตรคหบดีผู้เป็นบัณฑิตรู้จักศัตรูผู้เข้าใกล้อย่างนี้ว่า ผู้นี้เป็นศัตรูของเรา แล้วไม่ประมาท ใช้ศัตรูให้ทำงานชนิดนั้นๆ หลบหลีกสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ย่อมได้รับประโยชน์ฉันใด แม้พระอริยสาวกผู้ได้สดับ (ธรรมของพระอริยะ) ก็ฉันนั้น ไม่ยึดถือเบญจขันธ์ว่าเป็นเราหรือว่าของเรา โดยนัยเป็นต้นว่า ไม่พิจารณาเห็นรูปว่าเป็นอัตตา ทราบว่า เบญจขันธ์เหล่านี้เป็นศัตรูของเราแล้วประกอบเข้ากับวิปัสสนา โดยเป็นรูปสัตตกะ (หมวดเจ็ดของรูป) และอรูปสัตตกะ (หมวดเจ็ดของอรูป) เป็นต้น หลีกเว้นทุกข์ซึ่งเกิดจากเบญจขันธ์นั้น ย่อมได้บรรลุเป็นพระอรหันต์อันเป็นผลที่เลิศ.

บทที่เหลือในสูตรนี้ง่ายทั้งนั้น.

จบอรรถกถายมกสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา