๕. วักกลิสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๒๑๕เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทก- นิวาเป ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา วกฺกลิ กุมฺภการนิเวสเน วิหรติ อาพาธิโก ทุกฺขิโต พาฬฺหคิลาโน ฯ อถ โข อายสฺมา วกฺกลิ อุปฏฺฐาเก อามนฺเตสิ เอถ ตุเมฺห อาวุโส เยน ภควา เตนุปสงฺกมถ อุปสงฺกมิตฺวา มม วจเนน ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทถ วกฺกลิ ภนฺเต ภิกฺขุ อาพาธิโก ทุกฺขิโต พาฬฺหคิลาโน โส ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทตีติ เอวญฺจ วเทถ สาธุ กิร ภนฺเต ภควา เยน วกฺกลิ ภิกฺขุ เตนุปสงฺกมตุ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ฯ เอวมาวุโสติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต วกฺกลิสฺส ปฏิสฺสุตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ฯเปฯ ภควนฺตํ เอตทโวจุํ วกฺกลิ ภนฺเต ภิกฺขุ อาพาธิโก ทุกฺขิโต พาฬฺหคิลาโน โส ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทติ เอวญฺจ ปน วเทติ สาธุ กิร ภนฺเต ภควา เยน วกฺกลิ ภิกฺขุ เตนุปสงฺกมตุ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ฯ อธิวาเสสิ ภควา ตุณฺหีภาเวน ฯ
๒๑๖อถ โข ภควา นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยนายสฺมา วกฺกลิ เตนุปสงฺกมิ ฯ อทฺทสา โข อายสฺมา วกฺกลิ ภควนฺตํ ทูรโตว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน มญฺจเก สมญฺโจปิ ฯ อถ โข ภควา อายสฺมนฺตํ วกฺกลึ เอตทโวจ อลํ วกฺกลิ มา ตฺวํ มญฺจเก สมญฺโจปิ สนฺตีมานิ อาสนานิ ปญฺญตฺตานิ ตตฺถาหํ นิสีทิสฺสามีติ ฯ นิสีทิ ภควา ปญฺญตฺเต อาสเน ฯ นิสชฺช โข ภควา อายสฺมนฺตํ วกฺกลึ เอตทโวจ กจฺจิ เต วกฺกลิ ขมนียํ กจฺจิ ยาปนียํ กจฺจิ ทุกฺขา เวทนา ปฏิกฺกมนฺติ โน อภิกฺกมนฺติ ฯ ปฏิกฺกโม สานํ ปญฺญายติ โน อภิกฺกโมติ ฯ {๒๑๖.๑} น เม ภนฺเต ขมนียํ น ยาปนียํ พาฬฺหา เม ทุกฺขา เวทนา อภิกฺกมนฺติ โน ปฏิกฺกมนฺติ อภิกฺกโม สานํ ปญฺญายติ โน ปฏิกฺกโมติ ฯ กจฺจิ เต วกฺกลิ น กิญฺจิ กุกฺกุจฺจํ น โกจิ วิปฺปฏิสาโรติ ฯ ตคฺฆ เม ภนฺเต อนปฺปกํ กุกฺกุจฺจํ อนปฺปโก วิปฺปฏิสาโรติ ฯ กจฺจิ ปน ตํ วกฺกลิ อตฺตา สีลโต น อุปวทตีติ ฯ น โข มํ ภนฺเต อตฺตา สีลโต อุปวทตีติ ฯ โน เจ กิร ตํ วกฺกลิ อตฺตา สีลโต อุปวทติ อถ กิญฺจิ เต กุกฺกุจฺจํ โก จ วิปฺปฏิสาโรติ ฯ จิรปฏิกาหํ ภนฺเต ภควนฺตํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิตุกาโม นตฺถิ จ เม กายสฺมึ ตาวติกา พลมตฺตา ยาวตาหํ ภควนฺตํ ทสฺสนาย อุปสงฺกเมยฺยนฺติ ฯ {๒๑๖.๒} อลํ วกฺกลิ กึ เต อิมินา ปูติกาเยน ทิฏฺเฐน ฯ {๒๑๖.๓} โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ ปสฺสติ โส มํ ปสฺสติ โย มํ ปสฺสติ โส ธมฺมํ ปสฺสติ ฯ ธมฺมํ หิ วกฺกลิ ปสฺสนฺโต มํ ปสฺสติ มํ ปสฺสนฺโต ธมฺมํ ปสฺสติ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ วกฺกลิ ฯ รูปํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯ ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ ฯ ทุกฺขํ ภนฺเต ฯ ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ เวทนา ฯ สญฺญา ฯ สงฺขารา ฯ วิญฺญาณํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯเปฯ เอโส เม อตฺตาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตสฺมา ติห ฯเปฯ เอวํ ปสฺสํ ฯเปฯ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาตีติ ฯ อถ โข ภควา อายสฺมนฺตํ วกฺกลึ อิมินา โอวาเทน โอวทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา เยน คิชฺฌกูโฏ ปพฺพโต เตน ปกฺกมิ ฯ
๒๑๗อถ โข อายสฺมา วกฺกลิ อจิรปกฺกนฺตสฺส ภควโต อุปฏฺฐาเก อามนฺเตสิ เอถ มํ อาวุโส มญฺจกํ อาโรเปตฺวา เยน อิสิคิลิปสฺสํ กาฬสิลา เตนุปสงฺกมถ กถํ หิ นาม มาทิโส อนฺตรฆเร กาลํ กตฺตพฺพํ มญฺเญยฺยาติ ฯ เอวมาวุโสติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต วกฺกลิสฺส ปฏิสฺสุตฺวา อายสฺมนฺตํ วกฺกลึ มญฺจกํ อาโรเปตฺวา เยน อิสิคิลิปสฺสํ กาฬสิลา เตนุปสงฺกมึสุ ฯ อถ โข ภควา ตญฺจ รตฺตึ ตญฺจ ทิวสาวเสสํ คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต วิหาสิ ฯ อถ โข เทฺว เทวตาโย อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺณา เกวลกปฺปํ คิชฺฌกูฏํ โอภาเสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ ฯเปฯ เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ ฯ เอกมนฺตํ ฐิตา โข เอกา เทวตา ภควนฺตํ เอตทโวจ วกฺกลิ ภนฺเต ภิกฺขุ วิโมกฺขาย เจเตตีติ ฯ อปรา เทวตา ภควนฺตํ เอตทโวจ โส หิ นูน โส ภนฺเต สุวิมุตฺโต วิมุจฺจิสฺสตีติ ฯ อิทมโวจุํ ตา เทวตาโย อิทํ วตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ตตฺเถวนฺตรธายึสุ ฯ
๒๑๘อถ โข ภควา ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน ภิกฺขู อามนฺเตสิ เอถ ตุเมฺห ภิกฺขเว เยน วกฺกลิ ภิกฺขุ เตนุปสงฺกมถ อุปสงฺกมิตฺวา วกฺกลึ ภิกฺขุํ เอวํ วเทถ สุณาวุโส ตฺวํ วกฺกลิ ภควโต วจนํ ทฺวินฺนํ เทวตานํ อิมํ อาวุโส รตฺตึ เทฺว เทวตาโย อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺณา เกวลกปฺปํ คิชฺฌกูฏํ โอภาเสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ เอกมนฺตํ ฐิตา โข อาวุโส เอกา เทวตา ภควนฺตํ เอตทโวจ วกฺกลิ ภนฺเต ภิกฺขุ วิโมกฺขาย เจเตตีติ ฯ อปรา เทวตา ภควนฺตํ เอตทโวจ โส หิ นูน โส ภนฺเต สุวิมุตฺโต วิมุจฺจิสฺสตีติ ฯ ภควา จ ตํ อาวุโส วกฺกลิ เอวมาห มา ภายิ วกฺกลิ มา ภายิ วกฺกลิ อปาปกนฺเต มรณํ ภวิสฺสติ อปาปิกา กาลกิริยาติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปฏิสฺสุตฺวา เยนายสฺมา วกฺกลิ เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ วกฺกลึ เอตทโวจุํ สุณาวุโส วกฺกลิ ภควโต วจนํ ทฺวินฺนญฺจ เทวตานนฺติ ฯ
๒๑๙อถ โข อายสฺมา วกฺกลิ อุปฏฺฐาเก อามนฺเตสิ เอถ มํ อาวุโส มญฺจกา โอโรเปถ กถํ หิ นาม มาทิโส อุจฺเจ อาสเน นิสีทิตฺวา ตสฺส ภควโต สาสนํ โสตพฺพํ มญฺเญยฺยาติ ฯ เอวมาวุโสติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต วกฺกลิสฺส ปฏิสฺสุตฺวา อายสฺมนฺตํ วกฺกลึ มญฺจกา โอโรเปสุํ อิมํ อาวุโส รตฺตึ เทฺว เทวตาโย อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา ฯเปฯ เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ เอกมนฺตํ ฐิตา โข อาวุโส เอกา เทวตา ภควนฺตํ เอตทโวจ วกฺกลิ ภนฺเต ภิกฺขุ วิโมกฺขาย เจเตตีติ ฯ {๒๑๙.๑} อปรา เทวตา ภควนฺตํ เอตทโวจ โส หิ นูน โส ภนฺเต สุวิมุตฺโต วิมุจฺจิสฺสตีติ ฯ ภควา จ ตํ อาวุโส วกฺกลิ เอวมาห มา ภายิ วกฺกลิ มา ภายิ วกฺกลิ อปาปกนฺเต มรณํ ภวิสฺสติ อปาปิกา กาลกิริยาติ ฯ เตนหาวุโส มม วจเนน ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทถ วกฺกลิ ภนฺเต ภิกฺขุ อาพาธิโก ทุกฺขิโต พาฬฺหคิลาโน โส ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทติ เอวญฺจ วเทติ รูปํ อนิจฺจํตาหํ ภนฺเต น กงฺขามิ ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขนฺติ น วิจิกิจฺฉามิ ยทนิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณาม- ธมฺมํ นตฺถิ เม ตตฺถ ฉนฺโท วา ราโค วา เปมํ วาติ น วิจิกิจฺฉามิ ฯ เวทนา อนิจฺจาตาหํ ภนฺเต น กงฺขามิ ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขนฺติ น วิจิกิจฺฉามิ ยทนิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ นตฺถิ เม ตตฺถ ฉนฺโท วา ราโค วา เปมํ วาติ น วิจิกิจฺฉามิ ฯ สญฺญา อนิจฺจาตาหํ ภนฺเต น กงฺขามิ ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขนฺติ น วิจิกิจฺฉามิ ยทนิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ นตฺถิ เม ตตฺถ ฉนฺโท วา ราโค วา เปมํ วาติ น วิจิกิจฺฉามิ ฯ สงฺขารา อนิจฺจาตาหํ ภนฺเต น กงฺขามิ ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขนฺติ น วิจิกิจฺฉามิ ยทนิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ นตฺถิ เม ตตฺถ ฉนฺโท วา ราโค วา เปมํ วาติ น วิจิกิจฺฉามิ ฯ วิญฺญาณํ อนิจฺจํตาหํ ภนฺเต น กงฺขามิ ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขนฺติ น วิจิกิจฺฉามิ ยทนิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ นตฺถิ เม ตตฺถ ฉนฺโท วา ราโค วา เปมํ วาติ น วิจิกิจฺฉามีติ ฯ เอวมาวุโสติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต วกฺกลิสฺส ปฏิสฺสุตฺวา ปกฺกมึสุ ฯ อถ โข อายสฺมา วกฺกลิ อจิรปกฺกนฺเตสุ เตสุ ภิกฺขูสุ สตฺถํ อาหเรสิ ฯ
๒๒๐อถ โข เต ภิกฺขู เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํ วกฺกลิ ภนฺเต ภิกฺขุ อาพาธิโก ทุกฺขิโต พาฬฺหคิลาโน โส ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทติ เอวญฺจ วเทติ รูปํ อนิจฺจํตาหํ ภนฺเต น กงฺขามิ ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขนฺติ น วิจิกิจฺฉามิ ยทนิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ นตฺถิ เม ตตฺถ ฉนฺโท วา ราโค วา เปมํ วาติ น วิจิกิจฺฉามิ ฯ เวทนา ฯ สญฺญา ฯ สงฺขารา ฯ วิญฺญาณํ อนิจฺจํตาหํ ภนฺเต น กงฺขามิ ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขนฺติ น วิจิกิจฺฉามิ ยทนิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ นตฺถิ เม ตตฺถ ฉนฺโท วา ราโค วา เปมํ วาติ น วิจิกิจฺฉามีติ ฯ
๒๒๑อถ โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อายาม ภิกฺขเว เยน อิสิคิลิปสฺสํ กาฬสิลา เตนุปสงฺกมิสฺสาม ยตฺถ วกฺกลินา กุลปุตฺเตน สตฺถํ อาหริตนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ อถ โข ภควา สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ เยน อิสิคิลิปสฺสํ กาฬลิลา เตนุปสงฺกมิ ฯ อทฺทสา โข ภควา อายสฺมนฺตํ วกฺกลึ ทูรโตว มญฺจเก วิวตฺตกฺขนฺธํ เสยฺยมานํ ฯ เตน โข ปน สมเยน ธูมายิตตฺตํ ติมิรายิตตฺตํ คจฺฉเตว ปุริมทิสํ คจฺฉติ ปจฺฉิมทิสํ คจฺฉติ อุตฺตรทิสํ คจฺฉติ ทกฺขิณทิสํ คจฺฉติ อุทฺธํทิสํ คจฺฉติ อโธทิสํ คจฺฉติ อนุทิสํ ฯ อถ โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ปสฺสถ โน ตุเมฺห ภิกฺขเว เอวํ ธูมายิตตฺตํ ติมิรายิตตฺตํ คจฺฉเตว ปุริมทิสํ ฯเปฯ คจฺฉติ อนุทิสนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ เอโส โข ภิกฺขเว มาโร ปาปิมา วกฺกลิสฺส กุลปุตฺตสฺส วิญฺญาณํ สมเนฺวสติ กตฺถ วกฺกลิสฺส กุลปุตฺตสฺส วิญฺญาณํ ปติฏฺฐิตนฺติ ฯ อปฺปติฏฺฐิเตน จ ภิกฺขเว วิญฺญาเณน วกฺกลิ กุลปุตฺโต ปรินิพฺพุโตติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. วักกลิสูตร ว่าด้วยพระวักกลิ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให้ เหยื่อกระแต เขตกรุงราชคฤห์ สมัยนั้น ท่านพระวักกลิอาพาธ ได้รับทุกข์เป็นไข้หนัก พักอยู่ที่โรงช่างหม้อ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๕๗}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๔. เถรวรรค ๕. วักกลิสูตร ครั้งนั้น ท่านพระวักกลิเรียกภิกษุผู้อุปัฏฐากทั้งหลายมากล่าวว่า “มาเถิดท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านจงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทพระยุคลบาทด้วยเศียรเกล้าตามคำของผมว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญภิกษุวักกลิอาพาธ ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก ท่านขอถวายอภิวาทพระยุคลบาทของพระองค์ด้วยเศียรเกล้า’ และขอพวกท่านจงกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคโปรดอาศัยความอนุเคราะห์เสด็จไปเยี่ยมภิกษุวักกลิถึงที่อยู่เถิด” ภิกษุเหล่านั้นรับคำแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญภิกษุวักกลิอาพาธ ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก ท่านขอถวายอภิวาทพระยุคลบาทของพระองค์ด้วยเศียรเกล้า และฝากมากราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญขอประทานวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคโปรดอาศัยความอนุเคราะห์เสด็จไปเยี่ยมภิกษุวักกลิถึงที่อยู่เถิด” พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพ ต่อมา พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร ได้เสด็จเข้าไปเยี่ยมท่านพระวักกลิถึงที่อยู่ ท่านพระวักกลิได้เห็นพระผู้มีพระภาคกำลังเสด็จมาแต่ไกลจึงลุกขึ้นจากเตียง ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับท่านพระวักกลิดังนี้ว่า “อย่าเลย วักกลิเธออย่าลุกจากเตียงเลย เราจักนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้นั้น” พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้ว ได้ตรัสถามว่า “วักกลิเธอยังสบายดีหรือ ยังพอเป็นอยู่ได้หรือ ทุกขเวทนาทุเลาลง ไม่กำเริบขึ้นหรืออาการทุเลาปรากฏ อาการกำเริบไม่ปรากฏหรือ” ท่านพระวักกลิกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่สบาย จะเป็นอยู่ไม่ได้ ทุกขเวทนามีแต่กำเริบหนักขึ้น ไม่ทุเลาลงเลย อาการกำเริบปรากฏอาการทุเลาไม่ปรากฏ พระพุทธเจ้าข้า”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๕๘}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๔. เถรวรรค ๕. วักกลิสูตร “วักกลิ เธอไม่รำคาญ ไม่ทุรนทุรายบ้างหรือ’ “ความจริง ข้าพระองค์รำคาญ ทุรนทุรายมาก พระพุทธเจ้าข้า’ “วักกลิ เธอติเตียนตนเองโดยศีลได้หรือไม่’ “ข้าพระองค์ติเตียนตนเองโดยศีลไม่ได้เลย พระพุทธเจ้าข้า’ “วักกลิ ถ้าเธอติเตียนตนเองโดยศีลไม่ได้แล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอจะรำคาญทุรนทุรายไปทำไม’ “ข้าพระองค์ประสงค์จะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคนานแล้ว แต่ร่างกายของข้าพระองค์ไม่มีกำลังพอที่จะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคได้ พระพุทธเจ้าข้า’ “อย่าเลย วักกลิ จะมีประโยชน์อะไรด้วยร่างกายอันเปื่อยเน่าที่เธอเห็นอยู่นี้ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม ความจริงเมื่อเห็นธรรมก็ชื่อว่าเห็นเรา เมื่อเห็นเราก็ชื่อว่าเห็นธรรม วักกลิ เธอจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง’ “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า’ “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข’ “เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า’ “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะ พิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา’ “ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า” “เวทนา .... สัญญา .... สังขาร ... วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง’ “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า’ ฯลฯ “ ... นั่นเป็นอัตตาของเรา’ “ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๕๙}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๔. เถรวรรค ๕. วักกลิสูตร “เพราะเหตุนั้นแล ฯลฯ อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ รู้ชัดว่า ... ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป” ครั้นพระผู้มีพระภาคตรัสสอนท่านพระวักกลิด้วยพระโอวาทนี้แล้วทรงลุกจากพุทธอาสน์เสด็จไปทางภูเขาคิชฌกูฏ ลำดับนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จจากไปไม่นาน ท่านพระวักกลิได้เรียกภิกษุผู้อุปัฏฐากทั้งหลายมากล่าวว่า “มาเถิด ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย จงช่วยอุ้มผมขึ้นเตียงแล้วหามไปยังวิหารกาฬสิลาข้างภูเขาอิสิคิลิ ทำไมพระอย่างผมจะพึงสำคัญตนว่าควรมรณภาพในละแวกบ้านเล่า’ ภิกษุผู้อุปัฏฐากเหล่านั้นรับคำแล้วอุ้มท่านพระวักกลิขึ้นเตียง หามไปยังวิหารกาฬสิลาข้างภูเขาอิสิคิลิ ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏตลอดคืนและวันที่ยังเหลืออยู่นั้น เมื่อราตรี ผ่านไป เทวดา ๒ องค์ มีวรรณะงดงามยิ่งนัก เปล่งรัศมีให้สว่างทั่วภูเขาคิชฌกูฏ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ยืนอยู่ณ ที่สมควร ครั้นแล้วเทวดาองค์หนึ่งได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระวักกลิคิดเพื่อหลุดพ้น’ เทวดาอีกองค์หนึ่งได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระวักกลินั้นหลุดพ้นดีแล้ว จักหลุดพ้นได้แน่’ เทวดาเหล่านั้นได้กราบทูลดังนี้แล้ว ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้ว หายตัวไป ณ ที่นั้นนั่นเอง ครั้นราตรีนั้นผ่านไป พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “มาเถิดภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเข้าไปหาภิกษุวักกลิถึงที่อยู่แล้วบอกว่า‘ท่านวักกลิ ท่านจงฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคและคำของเทวดา ๒ องค์เมื่อคืนนี้ เมื่อราตรีผ่านไป เทวดา ๒ องค์ มีวรรณะงดงามยิ่งนัก เปล่งรัศมีให้สว่างทั่วภูเขาคิชฌกูฏ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว@เชิงอรรถ : @ ราตรี ในที่นี้หมายถึงปฐมยาม (สํ.ส.อ. ๑/๑/๑๓, องฺ.ติก.อ. ๒/๑๒๘/๒๖๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๖๐}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๔. เถรวรรค ๕. วักกลิสูตร ยืนอยู่ ณ ที่สมควร ครั้นแล้วเทวดาองค์หนึ่งได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระวักกลิคิดเพื่อหลุดพ้น’ เทวดาอีกองค์หนึ่งได้กราบทูลว่า‘ข้าแต่พระองค์ผู้จริญ พระวักกลินั้นหลุดพ้นดีแล้ว จักหลุดพ้นได้แน่’ ทั้งพระผู้มีพระภาคได้ตรัสถึงท่านว่า ‘อย่ากลัวเลยวักกลิ อย่ากลัวเลยวักกลิ ความตายอันไม่ต่ำช้าจักมีแก่เธอ การทำกาละ (ตาย) จะไม่เลวทราม’ ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว เข้าไปหาท่านพระวักกลิถึงที่อยู่แล้วได้บอกว่า “ท่านวักกลิ ท่านจงฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค และคำของเทวดา๒ องค์เถิด’ ลำดับนั้น ท่านพระวักกลิได้เรียกภิกษุผู้อุปัฏฐากทั้งหลายมากล่าวว่า “มาเถิดท่านผู้มีอายุทั้งหลาย จงช่วยอุ้มผมลงจากเตียง ทำไมพระอย่างผมจะพึงสำคัญตนว่าควรนั่งบนอาสนะสูงแล้วฟังคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเล่า’ ภิกษุเหล่านั้นรับคำแล้วก็ช่วยกันอุ้มท่านพระวักกลิลงจากเตียง ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า “ท่านผู้มีอายุ เมื่อคืนนี้ เมื่อราตรีผ่านไป เทวดา ๒ องค์ ฯลฯ ยืนอยู่ณ ที่สมควร ครั้นแล้วเทวดาองค์หนึ่งได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระวักกลิคิดเพื่อหลุดพ้น’ เทวดาอีกองค์หนึ่งได้กราบทูลว่า‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระวักกลินั้นหลุดพ้นดีแล้ว จักหลุดพ้นได้แน่’ ทั้งพระผู้มีพระภาคได้ตรัสถึงท่านว่า ‘อย่ากลัวเลยวักกลิ อย่ากลัวเลยวักกลิ ความตายอันไม่ต่ำช้าจักมีแก่เธอ การทำกาละจะไม่เลวทราม” ท่านพระวักกลิกล่าวว่า “ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงถวายอภิวาทพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้าตามคำของผมว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุวักกลิอาพาธ ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก เธอขอถวายอภิวาทพระยุคลบาทของพระองค์ด้วยเศียรเกล้า’ และขอพวกท่านจงกราบทูลอย่างนี้ว่า‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่เคลือบแคลงรูปที่ไม่เที่ยง ไม่สงสัยว่า ‘สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์’ ไม่สงสัยว่า ‘สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา ความพอใจ ความกำหนัด หรือความรักใคร่ในสิ่งนั้นไม่มีแก่เรา’ ไม่เคลือบแคลงเวทนาที่ไม่เที่ยง ไม่สงสัยว่า ‘สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์’ไม่สงสัยว่า ‘สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา ความพอใจความกำหนัด หรือความรักใคร่ในสิ่งนั้นไม่มีแก่เรา’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๖๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๔. เถรวรรค ๕. วักกลิสูตร ไม่เคลือบแคลงสัญญาที่ไม่เที่ยง ไม่สงสัยว่า ‘สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์’ไม่สงสัยว่า ‘สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา ความพอใจความกำหนัด หรือความรักใคร่ในสิ่งนั้นไม่มีแก่เรา’ ไม่เคลือบแคลงสังขารที่ไม่เที่ยง ไม่สงสัยว่า ‘สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์’ไม่สงสัยว่า ‘สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา ความพอใจความกำหนัด หรือความรักใคร่ในสิ่งนั้นไม่มีแก่เรา’ ไม่เคลือบแคลงวิญญาณที่ไม่เที่ยง ไม่สงสัยว่า ‘สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์’ไม่สงสัยว่า ‘สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา ความพอใจความกำหนัด หรือความรักใคร่ในสิ่งนั้นไม่มีแก่เรา” ภิกษุเหล่านั้นรับคำแล้วก็จากไป เมื่อภิกษุเหล่านั้นจากไปไม่นาน ท่านพระวักกลิก็ได้นำศัสตรามา ต่อมา ภิกษุเหล่านั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ นั่ง ณ ที่สมควรแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุวักกลิอาพาธได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก เธอขอถวายอภิวาทพระยุคลบาทของพระองค์ด้วยเศียรเกล้าและฝากมากราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่เคลือบแคลงรูปที่ไม่เที่ยง ไม่สงสัยว่า ‘สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์’ ไม่สงสัยว่า ‘สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา ความพอใจ ความกำหนัด หรือความรักใคร่ในสิ่งนั้นไม่มีแก่เรา’ ไม่เคลือบแคลงเวทนาที่ไม่เที่ยง ... สัญญา ... สังขาร ... ไม่เคลือบแคลงวิญญาณที่ไม่เที่ยง ไม่สงสัยว่า ‘สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์’ ไม่สงสัยว่า ‘สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา ความพอใจ ความกำหนัดหรือความรักใคร่ในสิ่งนั้นไม่มีแก่เรา” ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “มาเถิด ภิกษุทั้งหลาย เราจะไปยังวิหารกาฬสิลาข้างภูเขาอิสิคิลิ ซึ่งเป็นสถานที่ที่วักกลิกุลบุตรได้นำศัสตรามา” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว @เชิงอรรถ : @ นำศัสตรามา ในที่นี้หมายถึงนำศัสตรามาฆ่าตัวตาย คือตัดก้านคอ @(สํ.ข.อ. ๒/๘๗/๓๔๓, สํ.สฬา.อ. ๓/๘๗/๒๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๖๒}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๔. เถรวรรค ๖. อัสสซิสูตร ต่อมา พระผู้มีพระภาคเสด็จไปยังวิหารกาฬสิลาข้างภูเขาอิสิคิลิพร้อมด้วยภิกษุจำนวนมาก ได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระวักกลินอนคอบิดอยู่บนเตียงแต่ไกลเทียว สมัยนั้น ปรากฏกลุ่มควันกลุ่มหมอกลอยไปทางทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง และทิศเฉียง ลำดับนั้นเอง พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายมองเห็นกลุ่มควันกลุ่มหมอกลอยไปทางทิศตะวันออก ฯลฯ และทิศเฉียงหรือไม่” ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “เห็น พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหลาย นั่นแลคือมารผู้มีบาป ค้นหาวิญญาณของวักกลิกุลบุตรด้วย คิดว่า ‘วิญญาณของวักกลิกุลบุตรสถิตอยู่ที่ไหน’ ภิกษุทั้งหลาย วักกลิกุลบุตรไม่มีวิญญาณสถิตอยู่ ปรินิพพานแล้ว” วักกลิสูตรที่ ๕ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาวักกลิสูตรที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในวักกลิสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กุมฺภการนิเวสเน แปลว่า ในโรงช่างหม้อ เล่ากันมาว่า พระเถระออกพรรษาปวารณาแล้วได้เดินทางมาเพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านเกิดอาพาธหนัก(ขณะที่เดินทางมาถึง) กลางพระนคร (ราชคฤห์) เท้า (ทั้งสองข้าง) ก้าวไม่ออก. ที่นั้น พวกชาวเมืองใช้วอมีลักษณะเป็นเตียงน้อยหามท่านไปไว้ในโรงช่างหม้อ. และโรงนั้นก็เป็นโรงที่ทำงานของช่างหม้อเหล่านั้น (แต่) มิใช่เป็นโรงที่เขาพักอาศัยกัน
พระสังคีติกาจารย์หมายเอาโรงนั้นจึงกล่าวว่า กุมฺภการนิเวสเน วิหรติ (พระวักกลิเถระอยู่ในเรือนของช่างหม้อ).
บทว่า พาฬฺหคิลาโน คือ เป็นไข้เกินขนาด (ไข้หนัก).
บทว่า สมญฺโจปิ ความว่า (พระวักกลิเถระ) แสดงนอบน้อม (เคารพ) แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยอาการไหว (กาย) ทั่วไป.
ว่ากันว่า การที่ภิกษุผู้มีพรรษาอ่อนกว่าเห็นภิกษุผู้มีพรรษาแก่กว่า แม้ (ตนเอง) จะเจ็บป่วยหนักก็ต้องแสดงความนอบน้อมด้วยอาการลุกขึ้น นี้ถือเป็นธรรมเนียมแต่ภิกษุผู้มีพรรษาแก่กว่านั้นก็ต้องบอกเธอว่า อย่าลุกขึ้นเลย.
บทว่า สนฺติมานิ อาสนานิ ความว่า ก็ในสมัยพุทธกาล ในที่อยู่ของภิกษุแม้รูปหนึ่งจะปูลาดอาสนะไว้รอท่าเหมือนกันหมดด้วยหวังว่า ถ้าพระศาสดาจักเสด็จมาไซร้จักได้ประทับนั่งบนอาสนะนี้. ชั้นที่สุด (ถ้าไม่มีอาสนะ) ก็จะปูลาดแต่แผ่นกระดาน (หรือ) แม้เพียงเครื่องลาดใบไม้ก็จะปูลาดไว้.
บทว่า ขมนียํ ยาปนียํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า เธอทนได้แลหรือ คือเธอสามารถทนทุกข์หรือเคลื่อนไหวอิริยาบถได้แลหรือ.
บทว่า ปฏิกฺกมนฺติ แปลว่า ทุเลาลง (ลดน้อย).
บทว่า อภิกฺกมนฺติ แปลว่า กำเริบ (สูงขึ้น).
บทว่า ปฏิกฺกโมสานํ เท่ากับ ปฏิกฺกโม เอตาสํ แปลว่า ทุกขเวทนาเหล่านั้นเพลาลง.
บทว่า สีลโต น อุปวทติ ความว่า กล่าวติเตียนเพราะปรารภศีล คือโดยศีลเป็นเหตุไม่ได้.
บทว่า จิรปฏิกาหํ ตัดบทเป็น จิรปฏิโก อหํ ความว่า ข้าพระองค์ (ประสงค์จะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า) ตั้งแต่นานมาแล้ว.
บทว่า ปูติกาเยน ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระวรกายของพระองค์ แม้จะมีสีงามดังสีทองคำอย่างนั้น ก็เพราะหมายความว่า (มีของปฏิกูล) ไหลออกประจำ.
ในบทว่า โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ นี้ พึงทราบอธิบายว่า (ยังสงสัยจะเป็นพระนาคเสน กล่าวหรือเปล่า?)พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระธรรมกายที่ตรัสไว้ว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ธรรมกายแลคือพระตถาคต ความจริงโลกุตตรธรรม ๙ อย่าง (มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑) ชื่อว่า พระกายของพระตถาคต.
บัดนี้ เมื่อจะทรงเริ่มแสดงธรรม มีปริวัฏ ๓ แก่พระเถระ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า ตึ กึ มญฺญสิ เป็นต้น.
บทว่า กาฬสิลา ได้แก่ วัดกาฬสิลา.
บทว่า วิโมกฺขาย ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่มรรควิโมกข์.
บทว่า สุวิมุตฺโต วิมุจฺจิสฺสต ความว่า (พระวักกลิเถระนั้น) เป็นผู้หลุดพ้นดีแล้ว จักหลุดพ้นด้วยวิมุตติคืออรหัตตผล.
ได้ยินว่า เทวดาเหล่านั้นทราบว่า พระเถระนี้ปรารภวิปัสสนาแล้ว ท่านก็จักบรรลุพระอรหัตตผลโดยไม่มีอันตรายโดยทำนองใด จึงได้กล่าวอย่างนี้.
บทว่า อปาปกํ คือ ไม่ลามก.
บทว่า สตฺถํ อาหเรสิ ความว่า ได้ยินว่า พระเถระเป็นผู้มีมานะจัด. ท่านมองไม่เห็นการกลับฟุ้งขึ้นมา (อีก) แห่งกิเลสทั้งหลายที่ข่มไว้ได้ด้วยสมาธิและวิปัสสนาจึงมีความสำคัญว่า เราเป็นพระขีณาสพ แล้วคิด (ต่อไป) ว่า ชีวิตนี้เป็นทุกข์ เราจะอยู่ไปทำไมเราจักเอามีดมาฆ่าตัวตาย ดังนี้แล้ว ได้เอามีดที่คมมาเฉือนก้านคอ.
ทันใดนั้น ทุกขเวทนาก็เกิดขึ้นแก่ท่าน. ขณะนั้น ท่านจึงทราบว่า ตนเองยังเป็นปุถุชนอยู่เลย รีบคว้าเอากัมมัฏฐานข้อเดิมมาพิจารณาเนื่องจากว่าท่านยังไม่ได้ละทิ้งกัมมัฏฐาน (ไม่ช้า) ก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วมรณภาพ (ทันที).
ถามว่า ก็ปัจจเวกขณญาณได้มีแล้วอย่างไร?
ตอบว่า พระขีณาสพมีปัจจเวกขณญาณ ๑๙ อย่าง ปัจจเวกขณญาณทั้งหมดพระขีณาสพต้องได้อย่างแน่แท้. ก็เมื่อพระวักกลิเถระเอามีดคมตัดศีรษะ (ปัจจเวกขณ) ญาณย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอนไม่หนึ่งก็สองข้อ.
บทว่า วิวตฺตกฺขนฺธํ แปลว่า คอบิด.
บทว่า เสยฺยมานํ แปลว่า นอนอยู่.
ได้ยินว่า พระเถระนอนหงายแล้วเอามีดมา (เชือดคอตนเอง) ร่างกายของท่านได้ทรงอยู่ดุจเดิม ส่วนศีรษะได้บิดไปอยู่ข้างขวา อันที่จริงพระอริยสาวกทั้งหลาย ส่วนมาก (เมื่อนิพพาน) จะนิพพานโดย (นอน) ตะแคงข้างขวาเหมือนกันหมดด้วยเหตุนั้น ร่างกายของพระวักกลินั้นจึงได้ทรงอยู่ดุจเดิม ส่วนศีรษะกลับบิดไปอยู่ข้างขวา
พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายหมายถึงพระวักกลิเถระผู้นอนคอบิดอยู่นั้น จึงกล่าวว่า พระวักกลิ (นอน) คอบิด ดังนี้บ้าง.
บทว่า ธูมายิตตฺตํ แปลว่า ภาวะที่เกิดเป็นควัน.
บทว่า ติมิรายิตตฺตํ แปลว่า ภาวะที่มืดมิด. อธิบายว่า เปรียบเหมือนเมฆควันและเปรียบเหมือนหมอก.
จบอรรถกถาวักกลิสูตรที่ ๕ ---------------------------------