๔. โคมยสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๒๔๘สาวตฺถี ฯ อถ โข อญฺญตโร ภิกฺขุ ฯเปฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ อตฺถิ นุ โข ภนฺเต กิญฺจิ รูปํ ยํ รูปํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมํ สสฺสติสมํ ตเถว ฐสฺสติ ฯ อตฺถิ นุ โข ภนฺเต กาจิ เวทนา ยา เวทนา นิจฺจา ธุวา สสฺสตา อวิปริณามธมฺมา สสฺสติสมํ ตเถว ฐสฺสติ ฯ อตฺถิ นุ โข ภนฺเต กาจิ สญฺญา ยา สญฺญา ฯเปฯ อตฺถิ นุ โข ภนฺเต เกจิ สงฺขารา เย สงฺขารา นิจฺจา ธุวา สสฺสตา อวิปริณามธมฺมา สสฺสติสมํ ตเถว ฐสฺสนฺติ ฯ อตฺถิ นุ โข ภนฺเต กิญฺจิ วิญฺญาณํ ยํ วิญฺญาณํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมํ สสฺสติสมํ ตเถว ฐสฺสตีติ ฯ นตฺถิ โข ภิกฺขุ กิญฺจิ รูปํ ยํ รูปํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมํ สสฺสติสมํ ตเถว ฐสฺสติ ฯ นตฺถิ โข ภิกฺขุ กาจิ เวทนา ฯ กาจิ สญฺญา ฯ เกจิ สงฺขารา ฯ กิญฺจิ วิญฺญาณํ ยํ วิญฺญาณํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมํ สสฺสติสมํ ตเถว ฐสฺสติ ฯ
๒๔๙อถ โข ภควา ปริตฺตํ โคมยปิณฺฑํ ปาณินา คเหตฺวา ตํ ภิกฺขุํ เอตทโวจ เอตฺตโกปิ โข ภิกฺขุ อตฺตภาวปฏิลาโภ นตฺถิ นิจฺโจ ธุโว สสฺสโต อวิปริณามธมฺโม สสฺสติสมํ ตเถว ฐสฺสติ ฯ เอตฺตโก เจปิ ภิกฺขุ อตฺตภาวปฏิลาโภ อภวิสฺส นิจฺโจ ธุโว สสฺสโต อวิปริณามธมฺโม น ยิทํ พฺรหฺมจริยวาโส ปญฺญาเยถ สมฺมาทุกฺขกฺขยาย ฯ ยสฺมา จ โข ภิกฺขุ เอตฺตโกปิ อตฺตภาวปฏิลาโภ นตฺถิ นิจฺโจ ธุโว สสฺสโต อวิปริณามธมฺโม ตสฺมา พฺรหฺมจริยวาโส ปญฺญายติ สมฺมาทุกฺขกฺขยาย ฯ
๒๕๐ภูตปุพฺพาหํ ภิกฺขุ ราชา อโหสึ ขตฺติโย มุทฺธาวสิตฺโต ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขุ รญฺโญ สโต ขตฺติยสฺส มุทฺธาวสิตฺตสฺส จตุราสีติ นครสหสฺสานิ อเหสุํ กุสาวติราชธานิปฺปมุขานิ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขุ รญฺโญ สโต ขตฺติยสฺส มุทฺธาวสิตฺตสฺส จตุราสีติ ปาสาทสหสฺสานิ อเหสุํ ธมฺมปาสาทปฺปมุขานิ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขุ รญฺโญ สโต ขตฺติยสฺส มุทฺธาวสิตฺตสฺส จตุราสีติ กูฏาคารสหสฺสานิ อเหสุํ มหาพฺยูหกูฏาคารปฺปมุขานิ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขุ รญฺโญ สโต ขตฺติยสฺส มุทฺธาวสิตฺตสฺส จตุราสีติ ปลฺลงฺกสหสฺสานิ อเหสุํ ทนฺตมยานิ สารมยานิ โสวณฺณมยานิ รูปิยมยานิ โคนกตฺถตานิ ปฏิกตฺถตานิ ปฏลิกตฺถตานิ กทลิมิคปวรปจฺจตฺถรณานิ สอุตฺตรจฺฉทานิ อุภโตโลหิตกูปธานานิ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขุ รญฺโญ สโต ขตฺติยสฺส มุทฺธาวสิตฺตสฺส จตุราสีติ นาคสหสฺสานิ อเหสุํ โสวณฺณาลงฺการานิ โสวณฺณธชานิ เหมชาลปฏิจฺฉนฺนานิ อุโปสถนาคราชปฺปมุขานิ ฯ {๒๕๐.๑} ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขุ รญฺโญ สโต ขตฺติยสฺส มุทฺธาวสิตฺตสฺส จตุราสีติ อสฺสสหสฺสานิ อเหสุํ โสวณฺณาลงฺการานิ โสวณฺณธชานิ เหมชาลปฏิจฺฉนฺนานิ วลาหกอสฺสราชปฺปมุขานิ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขุ รญฺโญ สโต ขตฺติยสฺส มุทฺธาวสิตฺตสฺส จตุราสีติ รถสหสฺสานิ อเหสุํ โสวณฺณาลงฺการานิ โสวณฺณธชานิ เหมชาลปฏิจฺฉนฺนานิ ปฏิจฺฉนฺนานิ เวชยนฺตรถปฺปมุขานิ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขุ รญฺโญ สโต ขตฺติยสฺส มุทฺธาวสิตฺตสฺส จตุราสีติ มณิสหสฺสานิ อเหสุํ มณิรตนปฺปมุขานิ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขุ รญฺโญ สโต ขตฺติยสฺส มุทฺธาวสิตฺตสฺส จตุราสีติ อิตฺถีสหสฺสานิ อเหสุํ ภทฺทาเทวิปฺปมุขานิ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขุ ฯเปฯ จตุราสีติ ขตฺติยสหสฺสานิ อเหสุํ อนุยนฺตานิ ปริณายกรตนปฺปมุขานิ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขุ ฯเปฯ จตุราสีติ เธนุสหสฺสานิ อเหสุํ ทุกุลสนฺทนานิ กํสูปธรณานิ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขุ ฯเปฯ จตุราสีติ วตฺถโกฏิสหสฺสานิ อเหสุํ โขมสุขุมานิ โกเสยฺยสุขุมานิ กมฺพลสุขุมานิ กปฺปาสิกสุขุมานิ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขุ ฯเปฯ จตุราสีติ ถาลิปากสหสฺสานิ อเหสุํ สายํ ปาตํ ภตฺตาภิหาโร อภิหริยิตฺถ ฯ
๒๕๑เตสํ โข ปน ภิกฺขุ จตุราสีติยา นครสหสฺสานํ เอกญฺเญว ตํ นครํ โหติ ยมหํ เตน สมเยน อชฺฌาวสามิ กุสาวตี ราชธานี ฯ เตสํ โข ปน ภิกฺขุ จตุราสีติยา ปาสาทสหสฺสานํ เอโก เยว โส ปาสาโท โหติ ยมหํ เตน สมเยน อชฺฌาวสามิ ธมฺโม ปาสาโท ฯ เตสํ โข ปน ภิกฺขุ จตุราสีติยา กูฏาคารสหสฺสานํ เอกญฺเญว ตํ กูฏาคารํ โหติ ยมหํ เตน สมเยน อชฺฌาวสามิ มหาพฺยูหํ กูฏาคารํ ฯ เตสํ โข ปน ภิกฺขุ จตุราสีติยา ปลฺลงฺกสหสฺสานํ เอโก เยว โส ปลฺลงฺโก โหติ ยมหํ เตน สมเยน ปริภุญฺชามิ ทนฺตมโย วา สารมโย วา สุวณฺณมโย วา รูปิยมโย วา ฯ เตสํ โข ปน ภิกฺขุ จตุราสีติยา นาคสหสฺสานํ เอโก เยว โส นาโค โหติ ยมหํ เตน สมเยน อภิรูหามิ อุโปสโถ นาคราชา ฯ {๒๕๑.๑} เตสํ โข ปน ภิกฺขุ จตุราสีติยา อสฺสสหสฺสานํ เอโก เยว โส อสฺโส โหติ ยมหํ เตน สมเยน อภิรูหามิ พลาโห อสฺสราชา ฯ เตสํ โข ปน ภิกฺขุ จตุราสีติยา รถสหสฺสานํ เอโก เยว โส รโถ โหติ ยมหํ เตน สมเยน อภิรูหามิ เวชยนฺโต รโถ ฯ เตสํ โข ปน ภิกฺขุ จตุราสีติยา อิตฺถีสหสฺสานํ เอกา เยว สา อิตฺถี โหติ ยา มํ เตน สมเยน ปจฺจุปฏฺฐาติ ขตฺติยา วา เวลามิกา วา ฯ เตสํ โข ปน ภิกฺขุ จตุราสีติยา วตฺถโกฏิสหสฺสานํ เอกญฺเญว ตํ วตฺถยุคํ โหติ ยมหํ เตน สมเยน ปริทหามิ โขมสุขุมํ วา โกเสยฺยสุขุมํ วา กมฺพลสุขุมํ วา กปฺปาสิกสุขุมํ วา ฯ เตสํ โข ปน ภิกฺขุ จตุราสีติยา ถาลิปากสหสฺสานํ เอโก เยว โส ถาลิปาโก โหติ ยโต นาฬิโกทนปรมํ ภุญฺชามิ ตทุปิยํ จ สูปพฺยญฺชนํ ฯ อิติ โข ภิกฺขุ สพฺเพ เต สงฺขารา อตีตา นิรุทฺธา วิปริณตา เอวํ อนิจฺจา โข ภิกฺขุ สงฺขารา เอวํ อทฺธุวา โข ภิกฺขุ สงฺขารา เอวํ อนสฺสาสิกา โข ภิกฺขุ สพฺเพ สงฺขารา ฯ ยาวญฺจิทํ ภิกฺขุ อลเมว สพฺพสงฺขาเรสุ นิพฺพินฺทิตุํ อลํ วิรชฺชิตุํ อลํ วิมุจฺจิตุนฺติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. โคมยปิณฑสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยก้อนโคมัย
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง ฯลฯ นั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาค ดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ รูปอย่างใดอย่างหนึ่งที่จักเที่ยงแท้ ยั่งยืน คงทนไม่ผันแปร เที่ยงเสมออยู่อย่างนั้น มีอยู่หรือ เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งที่จักเที่ยงแท้ ยั่งยืน คงทน ไม่ผันแปร เที่ยงเสมออยู่อย่างนั้น มีอยู่หรือ สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่จักเที่ยงแท้ ยั่งยืน คงทน ไม่ผันแปร เที่ยงเสมออยู่อย่างนั้น มีอยู่หรือ วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งที่จักเที่ยงแท้ ยั่งยืน คงทน ไม่ผันแปร เที่ยง เสมออยู่อย่างนั้น มีอยู่หรือ” @เชิงอรรถ : @ บทอันไม่จุติ ในที่นี้หมายถึงพระนิพพาน (สํ.ข.อ. ๒/๙๕/๓๕๓) @ สังโยชน์ หมายถึง กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์กับทุกข์ มี ๑๐ ประการ คือ (๑) สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่า@เป็นตัวของตน (๒) วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย (๓) สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต (๔) กามราคะ@ความติดใจในกามคุณ (๕) ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งในใจ หรือพยาบาท ความคิดร้าย (๖) รูปราคะ@ความติดใจในรูปธรรม (๗) อรูปราคะ ความติดใจในอรูปธรรม (๘) มานะ ความถือตัว (๙) อุทธัจจะ@ความฟุ้งซ่าน (๑๐) อวิชชา ความไม่รู้จริง (สํ.สฬา.อ. ๓/๕๓-๖๒/๑๔, องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๓/๒๑,@อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๔๐/๕๙๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๘๓}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๕. ปุปผวรรค ๔. โคมยปิณฑสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ภิกษุ รูปอย่างใดอย่างหนึ่งที่จักเที่ยงแท้ ยั่งยืนคงทน ไม่ผันแปร เที่ยงเสมออยู่อย่างนั้น ไม่มีเลย เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ... สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ... สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ... วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งที่จักเที่ยงแท้ ยั่งยืน คงทน ไม่ผันแปร เที่ยง เสมออยู่อย่างนั้น ไม่มีเลย” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงหยิบก้อนโคมัย (มูลโค) เล็กๆ ขึ้นมาแล้ว ตรัสว่า “ภิกษุ การได้อัตภาพแม้ประมาณเท่านี้ที่จักเที่ยงแท้ ยั่งยืน คงทน ไม่ผันแปร เที่ยงเสมออยู่อย่างนั้น ไม่มี ถ้าแม้การได้อัตภาพประมาณเท่านี้ จักเที่ยงแท้ยั่งยืน คงทน ไม่ผันแปรแล้วไซร้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อความสิ้น ทุกข์โดยชอบนี้ ก็จะไม่พึงปรากฏ แต่เพราะการได้อัตภาพแม้ประมาณเท่านี้ที่จักเที่ยงแท้ ยั่งยืน คงทน ไม่ผันแปร ไม่มี ฉะนั้น การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบจึงปรากฏ ภิกษุ เรื่องเคยมีมาแล้ว เราได้เป็นพระราชามหากษัตริย์ผู้ได้รับมูรธาภิเษก มีเมือง ๘๔,๐๐๐ เมือง ซึ่งมีกุสาวดีราชธานีเป็นเมืองหลวง มีปราสาท ๘๔,๐๐๐ องค์ ซึ่งมีธรรมปราสาทเป็นปราสาทหลวง มีเรือนยอด ๘๔,๐๐๐ หลัง ซึ่งมีเรือนยอดมหาพยูหะเป็นเรือนยอดหลวง มีบัลลังก์ ๘๔,๐๐๐ บัลลังก์ ทำด้วยงา ทำด้วยแก่นจันทน์แดง ประดับ ด้วยทองและเงิน ลาดด้วยผ้าโกเชาว์ ลาดด้วยผ้ากำพลขาว ลาดด้วยเครื่องลาดทำด้วยขนแกะ มีเครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด มีเพดานสีแดง มีหมอน สีแดงทั้ง ๒ ข้าง มีช้างต้น ๘๔,๐๐๐ ช้าง ซึ่งมีเครื่องประดับทำด้วยทอง มีธงทำด้วยทอง คลุมด้วยข่ายทอง มีพญาช้างอุโบสถเป็นหัวหน้า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๘๔}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๕. ปุปผวรรค ๔. โคมยปิณฑสูตร มีม้าต้น ๘๔,๐๐๐ ม้า ซึ่งมีเครื่องประดับทำด้วยทอง คลุมด้วยข่ายทอง มีม้าวลาหกอัศวราชเป็นหัวหน้า มีรถทรง ๘๔,๐๐๐ คัน มีเครื่องประดับทำด้วยทอง มีธงทำด้วยทอง คลุม ด้วยข่ายทอง มีเวชยันตราชรถเป็นประธาน มีแก้ว ๘๔,๐๐๐ ดวง มีแก้วมณีเป็นประธาน มีพระสนม ๘๔,๐๐๐ นาง มีพระนางสุภัททาเทวีเป็นหัวหน้า มีกษัตริย์ ๘๔,๐๐๐ พระองค์ตามเสด็จ มีขุนพลแก้วเป็นประมุข มีแม่โคนม ๘๔,๐๐๐ ตัว ผูกด้วยเชือกป่าน แขวนกระดิ่งสำริด มีผ้า ๘๔,๐๐๐ โกฏิ คือผ้าเปลือกไม้เนื้อละเอียด ผ้าไหมเนื้อละเอียด ผ้าขนสัตว์เนื้อละเอียด ผ้าฝ้ายเนื้อละเอียด มีภาชนะทอง ๘๔,๐๐๐ สำรับ ซึ่งชนทั้งหลายใส่อาหารนำมาทั้งในเวลาเย็น และในเวลาเช้า ภิกษุ ก็บรรดาเมือง ๘๔,๐๐๐ เมืองนั้น เมืองที่เราครองในสมัยนั้นมีเมือง เดียวเท่านั้น คือกุสาวดีราชธานี บรรดาปราสาท ๘๔,๐๐๐ องค์นั้น ปราสาทที่เราครองในสมัยนั้นมีหลัง เดียวเท่านั้น คือธรรมปราสาท บรรดาเรือนยอด ๘๔,๐๐๐ หลังนั้น เรือนยอดที่เราครองในสมัยนั้นมีหลัง เดียวเท่านั้น คือเรือนยอดมหาพยูหะ บรรดาบัลลังก์ ๘๔,๐๐๐ บัลลังก์นั้น บัลลังก์ที่เรานั่งในสมัยนั้นมีบัลลังก์ เดียวเท่านั้น คือบัลลังก์ที่ทำด้วยงา ทำด้วยแก่นจันทน์แดง ทำด้วยทอง ทำด้วยเงินบรรดาช้างต้น ๘๔,๐๐๐ ช้างนั้น ช้างที่เราทรงในสมัยนั้นมีช้างเดียวเท่านั้น คือพญาช้างอุโบสถ บรรดาม้าต้น ๘๔,๐๐๐ ม้านั้น ม้าที่เราทรงในสมัยนั้นมีม้าเดียวเท่านั้น คือม้าวลาหกอัศวราช
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๘๕}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๕. ปุปผวรรค ๕. นขสิขาสูตร บรรดาราชรถ ๘๔,๐๐๐ คันนั้น ราชรถที่เราทรงในสมัยนั้นมีคันเดียวเท่านั้นคือเวชยันตราชรถ บรรดาพระสนม ๘๔,๐๐๐ นางนั้น พระสนมที่เรายกย่องในสมัยนั้นมีนาง เดียวเท่านั้น คือนางขัตติยานีหรือนางเวลามิกา บรรดาผ้า ๘๔,๐๐๐ โกฏินั้น ผ้าที่เราทรงในสมัยนั้นมีคู่เดียวเท่านั้น คือ ผ้าเปลือกไม้เนื้อละเอียด ผ้าไหมเนื้อละเอียด ผ้าขนสัตว์เนื้อละเอียด หรือผ้าฝ้ายเนื้อละเอียด บรรดาภาชนะทอง ๘๔,๐๐๐ สำรับนั้น ภาชนะทองซึ่งใส่ข้าวสุกที่หุงจาก ข้าวสาร ๑ ทะนานเป็นอย่างมากและแกงกับอันพอเหมาะแก่ข้าวนั้นที่เราบริโภคมีสำรับเดียวเท่านั้น ภิกษุ สังขารทั้งปวงนั้น ล่วงไป ดับไป แปรผันไปแล้ว ด้วยประการดังนี้ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงอย่างนี้ สังขารทั้งหลายไม่ยั่งยืนอย่างนี้ สังขารทั้งหลายไม่น่าเบาใจอย่างนี้ ก็สังขารทั้งปวงมีลักษณะที่ไม่เที่ยงอย่างนี้ ควรทีเดียวที่จะ เบื่อหน่าย คลายกำหนัด พ้นไปจากสังขารทั้งปวง” โคมยปิณฑสูตรที่ ๔ จบ ๕. นขสิขาสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยฝุ่นที่ปลายเล็บ
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ภิกษุนั้นนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ รูปอย่างใดอย่างหนึ่งที่จักเที่ยงแท้ ยั่งยืน คงทน ไม่ผันแปร เที่ยงเสมออยู่อย่างนั้น มีอยู่หรือ เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งที่จักเที่ยงแท้ ยั่งยืน คงทน ไม่ผันแปร เที่ยงเสมออยู่อย่างนั้น มีอยู่หรือ @เชิงอรรถ : @ นางเวลามิกา หมายถึงหญิงที่ถือกำเนิดจากกษัตริย์กับนางพราหมณ์ หรือถือกำเนิดจากพราหมณ์กับ@นางกษัตริย์ (สํ.ข.อ. ๒/๙๖-๙๘/๓๕๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๘๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาโคมยปิณฑสูตรที่ ๔
พึงทราบวินิจฉัยในโคมยปิณฑสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สสฺสติสมํ ได้แก่ เสมอด้วยสิ่งที่ยั่งยืนทั้งหลายมีภูเขาสิเนรุ แผ่นดินใหญ่ พระจันทร์และพระอาทิตย์เป็นต้น.
บทว่า ปริตฺตํ โคมยปิณฺฑํ ได้แก่ ก้อนโคมัย (มูลโค) มีประมาณน้อยขนาดเท่าดอกมะซาง.
ถามว่า ก็ก้อนโคมัยนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้มาจากไหน?
ตอบว่า พระองค์ทรงหยิบมาจากก้อนโคมัยที่ภิกษุรูปนั้นนำมาเพื่อต้องการใช้ฉาบทา (เสนาสนะ).
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ก็พึงทราบว่า ก้อนโคมัย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใช้ฤทธิ์บันดาลให้มาอยู่ในพระหัตถ์ ก็เพื่อให้ภิกษุได้เข้าใจความหมาย (ของพระธรรมเทศนา) ได้แจ่มแจ้ง.
บทว่า อตฺตภาวปฏิลาโภ ได้แก่ ได้อัตภาพ.
บทว่า นยิทํ พฺรหฺมจริยวาโส ปญฺญาเยถ ความว่า ชื่อว่าการอยู่ประพฤติมรรคพรหมจรรย์นี้ไม่พึงปรากฏ เพราะว่ามรรคเกิดขึ้นทำสังขารที่เป็นไปในภูมิ ๓ ให้ชะงักก็ถ้าว่าอัตภาพเพียงเท่านี้ จะพึงเที่ยงไซร้ มรรคแม้เกิดขึ้นก็จะไม่สามารถทำสังขารวัฏให้ชะงักได้ เพราะเหตุนั้น การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์จะไม่พึงปรากฏ.
บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงว่า ถ้าสังขารอะไรจะพึงเที่ยงไซร้ สมบัติที่เราเคยครอบครอง เมื่อครั้งเป็นพระเจ้ามหาสุทัสสนะก็จะพึงเที่ยงด้วยแต่สมบัติแม้นั้นก็ไม่เที่ยง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า ภูตปุพฺพาหํ ภิกฺขุ ราชา อโหสึ เป็นต้น
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุสาวติราชธานิปฺปมุขานิ ความว่า กุสาวดีราชธานีเป็นใหญ่กว่านครเหล่านั้น. อธิบายว่า ประเสริฐสุดกว่านคร (อื่น) ทั้งหมด.
บทว่า สารมยานิ คือ สำเร็จด้วยแก่นไม้จันทน์แดง. ก็พระเขนย สำหรับบัลลังก์เหล่านั้นล้วนทำจากด้ายทั้งสิ้น.
(ปาฐะว่า ทามํ ฉบับพม่าเป็น อุปธานํ แปลตามฉบับพม่า)
บทว่า โคนกตฺถตานิ ความว่า บัลลังก์ทั้งหลายปูลาดด้วยผ้าขนแกะสีดำ ซึ่งมีขนยาวเกิน ๔ นิ้วที่คนทั้งหลายเรียกกันว่า ผ้าขนแกะมหาปัฏฐิยะ.
บทว่า ปฏิกตฺถตานิ ความว่า บัลลังก์ทั้งหลายปูลาดด้วยผ้ากัมพลสีขาวที่ทำจากขนสัตว์ซึ่งมีขนทั้ง ๒ ด้าน.
บทว่า ปฏลิกตฺถานิ ความว่า บัลลังก์ทั้งหลายปูลาดด้วยเครื่องปูลาดขนสัตว์มีดอกหนา.
บทว่า กทลิมิคปวรปจฺจตฺถรณานิ ความว่า บัลลังก์ทั้งหลายปูลาดด้วยพระบรรจถรณ์ชั้นยอด ทำจากหนังชะมด.
เล่ากันว่า เครื่องปูลาดชนิดนั้น คนทั้งหลายเอาหนังชะมดลาดทับบนผ้าขาว แล้วเย็บทำ.
บทว่า สอุตฺตรจฺฉทนานิ ความว่า บัลลังก์ทั้งหลายพร้อมทั้ง (ติด) หลังคาเบื้องบน. อธิบายว่า พร้อมทั้งเพดานสีแดงที่ติดไว้เบื้องบน.
บทว่า อุภโตโลหิตกูปธานานิ ความว่า พระเขนยสีแดงที่วางไว้สองข้างของบัลลังก์ คือพระเขนยหนุนพระเศียรและพระเขนยหนุนพระบาท.
(ปาฐะว่า สีสูปขาเนญฺจ ฉบับพม่าเป็น สีสูปธานญฺจ แปลตามฉบับพม่า)
ในบทว่า เวชยนฺตรถปฺปมุขานิ นี้มีอธิบายว่า รถของพระราชานั้น ชื่อว่าเวชยันตะ มีดุมล้อทำด้วยแก้วอินทนิลและแก้วมณี มีกำ (ซี่ล้อ) ทำด้วยแก้ว ๗ ประการ มีกงทำด้วยแก้วประพาฬ มีเพลาทำด้วยเงิน มีงอนทำด้วยแก้วอินทนิลและแก้วมณี มีทูบทำด้วยเงิน รถนั้นจัดเป็นรถทรง คือเป็นเลิศแห่งรถเหล่านั้น.
บทว่า ทุกูลสนฺทนานิ ได้แก่ มีผ้าทุกูลพัสตร์เป็นผ้าคลุมหลัง.
(ปาฐะว่า ทุกูลสนฺทนาติ ฉบับพม่าเป็น ทุกูลสนฺถรานิ แปลตามฉบับพม่า.)
บทว่า กํสูปธานานิ ได้แก่ ภาชนะสำหรับรีดนม ทำด้วยเงิน.
(ปาฐะว่า รชตมย โลหภาชนานิ ฉบับพม่าเป็น รชตมยโทหภาชนานิ แปลตามฉบับพม่า)
บทว่า วตฺถโกฏิสหสฺสานิ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงพระภูษาที่ราชบุรุษนำไป ในเวลาประทับยืนสรงสนานด้วยคิดว่าพระองค์จักทรงใช้พระภูษานั้นตามพระราชประสงค์.
บทว่า ภตฺตาภิหาโร ได้แก่ พระกระยาหารที่พึงนำเข้าไปเทียบ.
บทว่า ยมหํ เตน สมเยน อชฺฌาวสามิ ความว่า เราอยู่ในนครใด นครนั้นก็เป็นนครแห่งหนึ่งนั่นแล (ในบรรดานคร ๘๔,๐๐๐ นคร)(ส่วน) ประยูรญาติที่เหลือ มีพระราชโอรสและพระราชธิดาเป็นต้น และคนที่เป็นทาส ก็อาศัยอยู่ด้วย.
แม้ในปราสาทและเรือนยอดเป็นต้น ก็มีนัย (ความหมายเดียวกัน) นี้แล. แม้ในพระราชบัลลังก์เป็นต้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะก็ทรงใช้เองเพียงพระราชบัลลังก์เดียวบัลลังก์ที่เหลือเป็นของสำหรับพระราชโอรสเป็นต้นทรงใช้สอย. บรรดาพระสนมทั้งหลายก็มีพระสนมคนเดียวเท่านั้นที่ปรนนิบัติถวาย. ที่เหลือเป็นเพียงบริวาร.
หญิงที่เกิดในครรภ์ของนางพราหมณี (ผู้เป็นมเหสี) ของกษัตริย์ก็ดี หญิงที่เกิดในครรภ์ของเจ้าหญิง (ผู้เป็นภรรยา) ของพราหมณ์ก็ดี ชื่อว่า เวลามิกา.
ด้วยบทว่า ปริทหามิ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า เรานุ่งผ้าคู่เดียวเท่านั้นที่เหลือเป็นของพวกราชบุรุษที่เที่ยวแวดล้อมจำนวน ๑,๖๘๐,๐๐๐ คน.
ด้วยบทว่า ภุญฺชามิ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า เราเสวยข้าวสุกประมาณ ๑ ทะนานเป็นอย่างสูง ที่เหลือเป็นของราชบุรุษที่เที่ยวแวดล้อม จำนวน ๘๔๐,๐๐๐ คน.
ก็ข้าวสุกถาดเดียว พอคน ๑๐ คนกินได้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงสมบัติเมื่อครั้งเป็นพระเจ้ามหาสุทัสสนะนี้อย่างนี้แล้ว บัดนี้เมื่อจะทรงแสดงว่า สมบัตินั้นไม่เที่ยง จึงตรัสคำว่า อิติ โข ภิกฺขุ เป็นต้น
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปริณตา ได้แก่ (สังขารทั้งหลาย) ถึงความเป็นสภาพหาบัญญัติมิได้ เพราะละปกติ เปรียบเหมือนประทีปดับฉะนั้น.
บทว่า เอวํ อนิจฺจา โข ภิกฺขุ สงฺขารา ความว่า ที่ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะหมายความว่า มีแล้วกลับไม่มีอย่างนี้.
เปรียบเหมือน บุรุษพึงผูกบันไดไว้ที่ต้นจำปาซึ่งสูงถึง ๑๐๐ ศอก แล้วไต่ขึ้นไปเก็บเอาดอกจำปา ทิ้งบันไดไต่ลงมาฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เป็นฉันนั้นเหมือนกัน ด้วยเหตุเพียงดังว่า คือเสด็จขึ้นสู่สมบัติของพระเจ้ามหาสุทัสสนะซึ่งกินเวลานานหลายแสนโกฏิปี เป็นเหมือนทรงผูกบันได (ไต่ขึ้นไป) ทรงถือเอาอนิจจลักษณะที่อยู่ในที่สุดแห่งสมบัติแล้วเสด็จลงมาเหมือนทรงทิ้งบันได (ไต่ลงมา) ฉะนั้น.
บทว่า เอวํ อธุวา ความว่า เว้นจากความเป็นสภาพยั่งยืนอย่างนั้น เหมือนต่อมน้ำเป็นต้นฉะนั้น.
บทว่า เอวํ อนสฺสาสิกา ความว่า เว้นจากความน่ายินดีอย่างนั้น เหมือนน้ำดื่มที่ดื่มในความฝัน และเหมือนกระแจะจันทน์ที่ตนไม่ได้ลูบไล้ฉะนั้น.
(ปาฐะว่า สุวินิเก ฉบับพม่าเป็น สุปินเก แปลตามฉบับพม่า)
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนิจจลักษณะไว้ในสูตรนี้ดังพรรณนามานี้.
จบอรรถกถาโคมยปิณฑสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------