๑. อุปาลีเถราปทาน (๔๑)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปญฺจโม อุปาลิวคฺโค ปฐมํ อุปาลิตฺเถราปทานํ (๔๑)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ อุปาลีวรรคที่ ๕ อุปาลีเถราปทานที่ ๑ (๔๑) ว่าด้วยพระอุบาลีปรารภกรรมของตน
|๔๓.๑| ขีณาสวสหสฺเสหิ ปริวุโต โลกนายโก วิเวกมนุยุตฺโต โส คจฺฉเต ปฏิสลฺลิตุํ ฯ |๔๓.๒| อชิเนน นิวตฺโถหํ ติทณฺฑปริจารโณ ภิกฺขุสงฺฆปริพฺยุฬฺหํ อทฺทสํ โลกนายกํ ฯ |๔๓.๓| เอกํสํ อชินํ กตฺวา สีเส กตฺวาน อญฺชลึ สมฺพุทฺธํ อภิวาเทตฺวา สนฺถวึ โลกนายกํ ฯ |๔๓.๔| ยถาณฺฑชา จ สํเสทา โอปปาตี ชลมฺพุชา กากาทิปกฺขิโน สพฺเพ อนฺตลิกฺเข สทา จรา ฯ |๔๓.๕| เย เกจิ ปาณภูตตฺถิ สญฺญิโน วา อสญฺญิโน สพฺเพ เต ตว ญาณมฺหิ อนฺโต โหนฺติ สโมคธา ฯ |๔๓.๖| คนฺธา จ ปพฺพเตยฺยา เย หิมวนฺเต นคุตฺตเม สพฺเพ เต ตว สีลมฺหิ กลาโยปิ น ยุชฺชเร ฯ |๔๓.๗| โมหนฺธการปกฺขนฺโน อยํ โลโก สเทวโก ตว ญาณมฺหิ โชตนฺเต อนฺธการา วิธํสิตา ฯ |๔๓.๘| ยถา อตฺถงฺคเต สุริเย โหนฺติ สตฺตา ตโมคตา เอวํ พุทฺเธ อนุปฺปนฺเน โหติ โลโก ตโมคโต ฯ |๔๓.๙| ยโถทยนฺโต อาทิจฺโจ วิโนเทติ ตมํ สทา ตเถว ตฺวํ พุทฺธเสฏฺฐ วิทฺธํเสสิ ตมํ สทา ฯ |๔๓.๑๐| ปธานํ ปหิตตฺโตสิ พุทฺโธ โลเก สเทวเก ตว กมฺมาภิรทฺเธน โตเสสิ ชนตํ พหุํ ฯ |๔๓.๑๑| ตํ สุตฺวา อนุโมทิตฺวา ปทุมุตฺตโร มหามุนิ นเภ อพฺภุคฺคมิ ธีโร หํสราชาว อมฺพเร ฯ |๔๓.๑๒| อพฺภุคฺคนฺตฺวาน สมฺพุทฺโธ มเหสิ ปทุมุตฺตโร อนฺตลิกฺเข ฐิโต สตฺถา อิมา คาถา อภาสถ ฯ |๔๓.๑๓| เยนิทํ ถวิตํ ญาณํ อุปเมหิ สมายุตํ ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ |๔๓.๑๔| อฏฺฐารสญฺจ ขตฺตุํ โส เทวราชา ภวิสฺสติ ปฐพฺยา รชฺชํ ติสตํ วสุธํ อาวสิสฺสติ ฯ |๔๓.๑๕| ปญฺจวีสติกฺขตฺตุญฺจ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ |๔๓.๑๖| กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๔๓.๑๗| ตุสิตาหิ จวิตฺวาน สุกฺกมูเลน โจทิโต หีโนว ชาติยา สนฺโต อุปาลิ นาม เหสฺสติ ฯ |๔๓.๑๘| โส จ ปจฺฉา ปพฺพชิตฺวา วิราชิตฺวาน ปาปกํ สพฺพาสเว ปริญฺญาย นิพฺพายิสฺสตฺยนาสโว ฯ |๔๓.๑๙| ตุฏฺโฐ จ โคตโม พุทฺโธ สกฺยปุตฺโต มหายโส วินยาธิคตํ ตสฺส เอตทคฺเค ฐเปสฺสติ ฯ |๔๓.๒๐| สทฺธายหํ ปพฺพชิโต กตกิจฺโจ อนาสโว สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหรามิ อนาสโว ฯ |๔๓.๒๑| ภควา จานุกมฺปี มํ วินเยหํ วิสารโท สกกมฺมาภิรทฺโธ จ วิหรามิ อนาสโว ฯ |๔๓.๒๒| สํวุโต ปาฏิโมกฺขมฺหิ อินฺทฺริเยสุ จ ปญฺจสุ ธาเรมิ วินยํ สพฺพํ เกวลํ รตนากรํ ฯ |๔๓.๒๓| มมญฺจ คุณมญฺญาย สตฺถา โลเก อนุตฺตโร ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ ฯ |๔๓.๒๔| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อุปาลิ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ อุปาลิตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
พระผู้มีพระภาคผู้เป็นนายกของโลก แวดล้อมด้วยพระขีณาสพหนึ่งพัน พระองค์ทรงประกอบความสงัด เสด็จไปเพื่ออยู่ในที่ลับ เรานุ่งห่มหนัง สัตว์ ถือไม้เท้าสามง่ามเที่ยวไป ได้พบพระผู้มีพระภาคผู้นำของโลก แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จึงทำหนังสัตว์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมอัญชลี เหนือเศียรเกล้า ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า แล้วชมเชยพระองค์ผู้นำ ของโลกว่า สัตว์ทั้งหลายที่เกิดในไข่ เกิดในเถ้าไคล เกิดผุดขึ้น เกิด ในครรภ์ และนกมีกาเป็นต้นทั้งหมด ย่อมเที่ยวไปในอากาศทุกเมื่อ ฉันใด สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีสัญญาก็ตาม ไม่มีสัญญาก็ตาม สัตว์ เหล่านั้น ก็ฉันนั้น ย่อมเข้าไปภายในพระญาณของพระองค์ทั้งหมด อนึ่ง กลิ่นหอมอันมีอยู่ที่ภูเขา ณ ภูเขาหิมวันต์อันเป็นภูเขาสูงสุด กลิ่นหอม ทั้งหมดนั้น ย่อมไม่ถึงแม้ส่วนเสี้ยวในศีลของพระองค์ โลกนี้พร้อมทั้ง เทวโลก แล่นไปเข้าความมืดมนใหญ่ โลกกำจัดความมืดได้ส่งแสงโชติ ช่วงอยู่ เพราะพระญาณของพระองค์ เปรียบเหมือนพระอาทิตย์อัสดงคต แล้ว โลกก็ถึงความมืด ฉันใด เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติ สัตว์โลก ถึงความมืด ฉันนั้น (อนึ่ง) เปรียบเหมือนเมื่อพระอาทิตย์อุทัย ย่อม ขจัดความมืดได้ทุกเมื่อ ฉันใด พระองค์ผู้เป็นพระพุทธเจ้าอันประเสริฐ สุด ก็ขจัดความมืดได้ทุกเมื่อ ฉันนั้น พระองค์ทรงส่งพระองค์ไปเพื่อ ความเพียร ได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก พร้อมทั้งเทวโลก ทรงยังหมู่ชน เป็นอันมากให้ยินดีด้วยการปรารภกรรมของพระองค์ พระมหามุนีพระนาม ว่าปทุมุตระผู้เป็นนักปราชญ์ ทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงอนุโมทนา แล้ว เสด็จเหาะขึ้นในอากาศ ดังพระยาหงส์ในอัมพร พระสัมพุทธเจ้าผู้แสวง หาคุณอันใหญ่หลวง พระนามว่าปทุมุตระ เป็นศาสดาของเทวดาและ มนุษย์ทั้งหลาย ทรงเหาะขึ้นไปประทับอยู่ในอากาศ ได้ตรัสพระคาถา เหล่านี้ว่า ผู้ใดเชยชมญาณอันประกอบด้วยข้ออุปมาทั้งหลายนี้ เราจัก พยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว เขาจักได้เป็นท้าวเทวราช ๑๘ ครั้ง จักได้เป็นพระราชาในแผ่นดินครอบครองพสุธา ๓๐๐ ครั้ง จัก ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๕ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยจะคณานับมิได้ ในกัลปที่แสน พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก เขาอันกุศล มูลตักเตือนแล้ว จักเคลื่อนจากภพดุสิต จักเป็นผู้ต่ำโดยชาติ (มีชาติต่ำ) มีชื่อว่าอุบาลีและภายหลังเขาบวชแล้ว หน่ายกรรมอันลามก กำหนดรู้ อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน พระโคดมพุทธเจ้าผู้ศากยบุตร มียศใหญ่ จักทรงโปรดตั้งเขาไว้ในเอตทัคคสถานทางบรรลุ (ผู้ยิ่งด้วย) วินัย เราบวชด้วยศรัทธา ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะกำหนด รู้อาสวะทั้งปวง ไม่มีอาสวะอยู่ และพระผู้มีพระภาคทรงอนุเคราะห์เราว่า เราแกล้วกล้าในวินัย เราปรารภในกรรมของตน ไม่มีอาสวะอยู่ เราสำรวม ในพระปาติโมกข์และในอินทรีย์ ๕ ทรงพระวินัยอันเป็นบ่อเกิดรัตนะไว้ ได้หมดทั้งสิ้น พระศาสดาผู้ไม่มีใครเทียบถึงในโลก ทรงรู้คุณของเราแล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในเอตทัคคสถาน คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้ง ชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระอุบาลีเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ อุปาลีเถราปทาน. -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕. อุปาลิวรรค] ๑. อุปาลิเถราปทาน ๕. อุปาลิวรรค หมวดว่าด้วยพระอุบาลีเป็นต้น ๑. อุปาลิเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระอุบาลีเถระ (พระอุบาลีเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก มีพระขีณาสพ ๑,๐๐๐ องค์แวดล้อม พระองค์ผู้ขวนขวายวิเวก จึงเสด็จไปเพื่อหลีกเร้น
ข้าพเจ้านุ่งห่มหนังสัตว์ ถือไม้เท้า ๓ ง่ามเที่ยวไป ได้พบพระผู้มีพระภาค ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก มีหมู่ภิกษุห้อมล้อม
ข้าพเจ้าจึงทำหนังสัตว์เฉวียงบ่า ประคองอัญชลีไว้เหนือเศียรเกล้า ถวายอภิวาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วชมเชยพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกว่า
สัตว์ทั้งหลายที่เกิดในไข่ เกิดในเถ้าไคล เกิดผุดขึ้น เกิดในครรภ์ และนกมีกาเป็นต้นทั้งหมด ได้เที่ยวไปในอากาศทุกเมื่อ ฉันใด
สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีสัญญาก็ตาม ไม่มีสัญญาก็ตาม สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดก็ฉันนั้น ย่อมเข้าไปปรากฏภายในพระญาณของพระองค์
อนึ่ง กลิ่นหอมเหล่าใดมีอยู่ที่ภูเขา ณ ภูเขาหิมพานต์ซึ่งเป็นภูเขาสูงสุด กลิ่นหอมเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมไม่ควรแม้ส่วนเสี้ยวในศีลของพระองค์เลย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๖๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕. อุปาลิวรรค] ๑. อุปาลิเถราปทาน
โลกนี้พร้อมทั้งเทวโลกแล่นเข้าไปสู่ความมืดคือโมหะ เมื่อพระญาณของพระองค์ส่องแสงโชติช่วงอยู่ ความมืดก็ถูกกำจัดไป
เมื่อดวงอาทิตย์อัสดงคตแล้ว สัตว์ทั้งหลายก็ตกอยู่ในความมืด ฉันใด เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้น สัตว์โลกก็ตกอยู่ในความมืด ฉันนั้น
ดวงอาทิตย์เมื่ออุทัยขึ้น ย่อมขจัดความมืดได้ทุกเมื่อ ฉันใด ข้าแต่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด พระองค์ก็ทรงขจัดความมืดได้ทุกเมื่อ ฉันนั้น
พระองค์ทรงมีพระทัยเด็ดเดี่ยวเพื่อบำเพ็ญเพียร ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ทรงทำหมู่ชนจำนวนมากให้ยินดี ด้วยการปรารภการกระทำของพระองค์
พระผู้มีพระภาคผู้มหามุนีพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้เป็นนักปราชญ์ ทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงอนุโมทนาแล้ว เสด็จเหาะไปในท้องฟ้า เหมือนพญาหงส์โผบินไปในท้องฟ้า ฉะนั้น
พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่พระนามว่าปทุมุตตระ เสด็จเหาะขึ้นไปประทับอยู่ในอากาศได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
เราจักพยากรณ์ผู้ที่ชมเชยญาณ ซึ่งประกอบด้วยข้ออุปมาทั้งหลายนี้ ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด
เขาจักเป็นเทวราช ๑๘ ชาติ จักเป็นพระเจ้าแผ่นดินครองแผ่นดิน ๓๐๐ ชาติ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๖๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕. อุปาลิวรรค] ๑. อุปาลิเถราปทาน
เขาจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๕ ชาติ จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ นับชาติไม่ถ้วน
ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป) พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก
เขาถูกกุศลมูลตักเตือนแล้วจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตแล้ว จักเป็นคนต่ำต้อยโดยชาติกำเนิด ชื่อว่าอุบาลี
ภายหลัง เขาบวชแล้ว คลายบาปได้ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงเป็นผู้ไม่มีอาสวะแล้วนิพพาน
อนึ่ง พระโคดมพุทธเจ้าผู้ศากยบุตร มีพระยศยิ่งใหญ่ ทรงยินดีแล้ว จักตั้งเขาไว้ในเอตทัคคะว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญทางพระวินัย
ข้าพเจ้าบวชด้วยศรัทธา ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงอนุเคราะห์ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็เป็นผู้เชี่ยวชาญในทางพระวินัย และปรารภกรรมของตนอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ข้าพเจ้าสำรวมในพระปาติโมกข์และในอินทรีย์ ๕ ทรงพระวินัยทั้งหมด ซึ่งเป็นบ่อเกิดรัตนะทั้งมวลไว้
พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก ทรงทราบคุณสมบัติของข้าพเจ้า ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว ทรงแต่งตั้งข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๖๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕. อุปาลิวรรค] ๒. โสณโกฬิวิสเถราปทาน
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระอุบาลีเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้อุปาลิเถราปทานที่ ๑ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อุปาลิวรรคที่ ๕ ๔๑. อรรถกถาอุปาลิเถราปทาน
____________________________
ม. ภาคิเนยฺยอุปาลิเถราปทาน.
อปทานของท่านพระอุบาลีเถระมีคำเริ่มต้นว่า ขีณาสวสหสฺเสหิ ดังนี้.
ก็พระเถระนี้ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในตระกูลหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เห็นโทษในการอยู่ครองเรือน จึงละเรือนออกบวชเป็นฤาษี ได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ สำเร็จการอยู่ ณ หิมวันตประเทศ.
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงประสงค์วิเวก จึงเข้าไปสู่หิมวันตประเทศ. ดาบสเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รุ่งโรจน์เหมือนพระจันทร์เพ็ญแต่ไกลเทียว มีใจเลื่อมใส กระทำหนังเฉวียงบ่า ประคองอัญชลี ถวายบังคมแล้วยืนอยู่นั่นแล ด้วยสดุดีเป็นอเนก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงประทานพยากรณ์ว่า ในอนาคต ดาบสนี้จักบวชในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคตมะ จักได้เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้ปัญญาเฉียบแหลมในทางพระวินัย.
ท่านดำรงอยู่ตลอดอายุ มีฌานไม่เสื่อม บังเกิดในพรหมโลก. ท่านจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเสวยสมบัติ.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดเป็นหลานของพระอุบาลีเถระในกรุงกบิลพัสดุ์. ท่านถึงความเจริญวัยโดยลำดับ บวชในสำนักของพระอุบาลีเถระผู้เป็นลุง เรียนพระกรรมฐาน เจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. ท่านเป็นผู้มีญาณเฉียบแหลม เพราะเหตุที่ตนอยู่ในที่ใกล้อาจารย์.
ลำดับนั้น พระศาสดาจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งอันเลิศว่า ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุทั้งหลายผู้สาวกของเราผู้มีปัญญาเฉียบแหลมในปัญหาพระวินัยนี้ ภาคิเนยยอุบาลีเป็นเลิศ.
ท่านได้รับตำแหน่งเอตทัคคะอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ขีณาสวสหสฺเสหิ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น ชื่อว่าอาสวะ เพราะแล่นไปคือเป็นไปโดยรอบจดภวัคคพรหม. ชื่อว่า ขีณาสวา เพราะอาสวะ ๔ มีกามาสวะเป็นต้นสิ้นไป เหือดแห้งไป ผากไปแล้ว อันเธอกำจัดแล้ว.
ภิกษุผู้มีอาสวะสิ้นแล้วเหล่านั้นนั่นแลมีประมาณ ๑,๐๐๐ คือมีพระขีณาสพ ๑,๐๐๐ รูปเป็นประมาณ. ด้วยพระขีณาสพประมาณ ๑,๐๐๐ นั้น.
เชื่อมความว่า พระโลกนาถแวดล้อมไปด้วยภิกษุผู้ขีณาสพเหล่านั้น ผู้ยังโลกให้ถึงพระนิพพาน ประกอบเนืองๆ ซึ่งวิเวก ย่อมเสด็จไปเพื่อหลีกเร้นคือเพื่อความเป็นผู้โดดเดี่ยว.
บทว่า อชิเนน นิวตฺโถหํ ความว่า เราอันหนังมฤคปิดบังไว้. อธิบายว่า นุ่งหนังสัตว์.
บทว่า ติฑณฺฑปริธารโก ความว่า ถือเอาท่อนไม้ ๓ อันเพื่อวางคนโทน้ำทรงไว้.
เชื่อมความว่า เราได้เห็นพระองค์ผู้นำโลกผู้แวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์.
คำที่เหลือปรากฏชัดแล้วทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาอุปาลิเถราปทาน -----------------------------------------------------