๕. กัจจานโคตตสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๔๒สาวตฺถิยํ วิหรติ ... อถ โข อายสฺมา กจฺจานโคตฺโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา กจฺจานโคตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาทิฏฺฐีติ ภนฺเต วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุ โข ภนฺเต สมฺมาทิฏฺฐิ โหตีติ ฯ
๔๓ทฺวยนิสฺสิโต โขยํ กจฺจาน โลโก เยภุยฺเยน อตฺถิตญฺเจว นตฺถิตญฺจ ฯ โลกสมุทยํ จ โข กจฺจาน ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต ยา โลเก นตฺถิตา สา น โหติ ฯ โลกนิโรธํ โข กจฺจาน ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต ยา โลเก อตฺถิตา สา น โหติ ฯ อุปายุปาทานาภินิเวสวินิพนฺโธ ขฺวายํ กจฺจาน โลโก เยภุยฺเยน ตญฺจายํ อุปายุปาทานํ เจตโส อธิฏฺฐานํ อภินิเวสานุสยํ น อุเปติ น อุปาทิยติ นาธิฏฺฐาติ อตฺตา เมติ ฯ ทุกฺขเมว อุปฺปชฺชมานํ อุปฺปชฺชติ ทุกฺขํ นิรุชฺฌมานํ นิรุชฺฌตีติ น กงฺขติ น วิจิกิจฺฉติ ฯ อปรปฺปจฺจยา ญาณเมวสฺส เอตฺถ โหติ ฯ เอตฺตาวตา โข กจฺจาน สมฺมาทิฏฺฐิ โหติ ฯ
๔๔สพฺพมตฺถีติ โข กจฺจาน อยเมโก อนฺโต สพฺพํ นตฺถีติ อยํ ทุติโย อนฺโต ฯ เอเต เต กจฺจาน อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม มชฺเฌน ตถาคโต ธมฺมํ เทเสติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ฯเปฯ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ อวิชฺชาย เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ สงฺขารนิโรธา วิญฺญาณนิโรโธ ฯเปฯ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิโรโธ โหตีติ ฯ ปญฺจมํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. กัจจานโคตตสูตร ว่าด้วยพระกัจจานโคตร
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ... เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระกัจจานโคตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่พระองค์ตรัสว่า ‘สัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ’ นี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอจึงเรียกว่าสัมมาทิฏฐิ” “กัจจานะ โดยมากโลกนี้อาศัยที่สุด ๒ อย่าง คือ (๑) ความมี (๒) ความไม่มีก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดขึ้นของโลกด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง ความไม่มีในโลก ก็ไม่มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง ความมีในโลก ก็ไม่มี กัจจานะ โดยมากโลกนี้ยังพัวพันอยู่ด้วยอุบายและความยึดมั่นอันเป็นเหตุที่ใจเข้าไปตั้งมั่นถือมั่นและนอนเนื่อง แต่อริยสาวกไม่เข้าไปถือมั่นอุบายและความยึดมั่นอันเป็นเหตุที่ใจเข้าไปตั้งมั่นถือมั่นและนอนเนื่องว่า ‘อัตตาของเรา’ ไม่เคลือบแคลงไม่สงสัยว่า ‘ทุกข์นั้นแล เมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับไป’ อริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๒๔}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๒. อาหารวรรค ๖. ธัมมกถิกสูตร กัจจานะ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ จัดว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ที่สุดอย่างที่ ๑ นี้ คือ สิ่งทั้งปวงมีอยู่ ที่สุดอย่างที่ ๒ นี้ คือ สิ่งทั้งปวง ไม่มีอยู่ ตถาคตไม่เข้าไปใกล้ที่สุดทั้ง ๒ อย่างนี้ ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลางว่า‘เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้ อนึ่ง เพราะอวิชชาดับไปไม่เหลือด้วยวิราคะ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้”กัจจานโคตตสูตรที่ ๕ จบ ๖. ธัมมกถิกสูตร ว่าด้วยพระธรรมกถึก
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ... เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่พระองค์ตรัสว่า ‘ภิกษุเป็นธรรมกถึก ภิกษุเป็นธรรมกถึก’ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ ภิกษุจึงเป็นธรรมกถึก” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ภิกษุทั้งหลาย หากภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับชราและมรณะ ควรเรียกได้ว่า ‘ภิกษุเป็นธรรมกถึก’ หากภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับชราและมรณะ ควรเรียกได้ว่า ‘ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม’ หากภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นเพราะความเบื่อหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะดับเพราะไม่ยึดมั่นถือมั่นชราและมรณะ ควรเรียกได้ว่า ‘ภิกษุผู้บรรลุนิพพานในปัจจุบัน’@เชิงอรรถ : @ สํ.ข. (แปล) ๑๗/๙๐/๑๗๓-๑๗๔ @ สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๑๕๕/๑๙๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๒๕}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถากัจจานโคตตสูตรที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในกัจจานโคตตสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้.
บทว่า สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาทิฏฐิ ความว่า เทวดาและมนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตกล่าวความเห็นชอบใดๆ ท่านกัจจานะทูลถามย่อๆ ถึงความเห็นชอบนั้น ทั้งหมดเข้าด้วยบททั้งสอง.
บทว่า ทฺวยนิสฺสิโต ได้แก่ อาศัยส่วนทั้งสอง. ทรงแสดงถึงมหาชนที่เหลือ ยกเว้นพระอริยบุคคลด้วยบทว่า เยภุยฺเยน นี้.
บทว่า อตฺถิตํ ได้แก่ เที่ยง. บทว่า นตฺถิตญฺจ ได้แก่ ขาดสูญ.
สังขารโลก ชื่อว่าโลก ความเกิดขึ้นแห่งสังขารโลกนั้น ชื่อว่าโลกสมุทัย.
บทว่า สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต ความว่า มรรคปัญญาพร้อมวิปัสสนา ชื่อว่าสัมมัปปัญญา ความรู้ชอบ ผู้พิจารณาเห็นด้วยสัมมัปปัญญานั้น.
บทว่า ยา โลเก นตฺถิตา ได้แก่ เมื่อเขาพิจารณาเห็นด้วยปัญญาในธรรมที่บังเกิดขึ้นในสังขารโลก อุจเฉททิฏฐิที่ว่าไม่มี จะพึงเกิดขึ้น ก็ย่อมไม่มี.
บทว่า โลกนิโรธํ ได้แก่ ความแตกแห่งสังขารทั้งหลาย.
บทว่า ยา โลเก อตฺถิตา ได้แก่ เมื่อเขาพิจารณาเห็นด้วยปัญญาในธรรมที่กำลังแตกในสังขารโลก สัสสตทิฏฐิที่ว่ามีอยู่ จะพึงเกิดขึ้น ก็ย่อมไม่มี.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า โลกสมุทยํ ได้แก่ ปัจจยาการโดยอนุโลม.
บทว่า โลกนิโรธํ ได้แก่ ปัจจยาการฝ่ายปฏิโลม.
ก็เมื่อบุคคลแม้จะพิจารณาเห็น คือพิจารณาเห็นความไม่ขาดสูญแห่งธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น เพราะความไม่ขาดสูญแห่งปัจจัยทั้งหลาย อุจเฉททิฏฐิที่ว่าไม่มี จะพึงเกิดขึ้น ย่อมไม่มี. เมื่อบุคคลพิจารณาเห็นความดับแห่งปัจจัย คือพิจารณาเห็นความดับแห่งธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น เพราะปัจจัยดับ สัสสตทิฏฐิที่ว่ามีอยู่ จะพึงเกิดขึ้น ก็จะไม่มี.
ความในข้อนี้มีดังกล่าวมานี้.
ความผูกพันกันด้วยอุบาย อุปาทาน และอภินิเวส ชื่อว่า อุปายุปาทานาภินิเวสวินิพันโธ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อุปาทาย ได้แก่อุบายมี ๒ อย่าง คือ ตัณหาอุบาย และทิฏฐิอุบาย.
____________________________
พม่าเป็น อุปย แปลว่า ความยึดถือ
นัยแม้ในอุปาทาน เป็นต้นก็เหมือนกันนี้.
ก็ตัณหาและทิฏฐิ ท่านเรียกว่า อุบาย เพราะเข้าถึง ืคือเข้าไปถึงธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ โดยอาการเป็นต้นว่าเรา ว่าของเรา. อนึ่ง ท่านว่า อุปาทาน และอภินิเวส เพราะถือมั่นและยึดมั่นธรรมเหล่านั้น. ก็โลกนี้ ถูกตัณหาและทิฏฐิเหล่านั้นผูกพันไว้. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อุปายุปาทานาภินิเวสวินิพนฺโธ.
บทว่า ตญฺจายํ ได้แก่ก็พระอริยสาวกนี้เข้าไปยึดถืออุบายและอุปาทานนั้น.
บทว่า เจตโส อธิฏฺฐานํ ได้แก่ เป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิต.
บทว่า อภินิเวสานุสยํ ได้แก่ อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย. เพราะอกุศลจิตย่อมตั้งอยู่ในตัณหาและทิฏฐิ และตัณหาและทิฏฐิก็ตั้งมั่น และนอนเนื่องในอกุศลจิตนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวธรรมทั้งสองประการนั้นว่า เป็นที่ตั้งมั่นและเป็นที่ยึดมั่นและนอนเนื่องแห่งจิต.
บทว่า น อุเปตี ได้แก่ ไม่เข้าถึง. บทว่า น อุปาทิยติ ได้แก่ ไม่ยึดถือ. บทว่า นาธิฏฺฐาติ ได้แก่ ไม่ตั้งมั่นว่า อะไรเป็นตัวตนของเรา.
บทว่า ทุกฺขเมว ได้แก่เพียงอุปาทานขันธ์ ๕ เท่านั้น. บทว่า น กงฺขติ ได้แก่ ไม่ทำความสงสัยว่า ความทุกข์นั่นแลย่อมเกิดขึ้น ความทุกข์ย่อมดับไป. ขึ้นชื่อว่าสัตว์อื่นในโลกนี้ไม่มี.
บทว่า น วิจิกิจฺฉติ ได้แก่ ไม่ให้ความลังเลใจเกิดขึ้น.
บทว่า อปรปฺปจฺจยา ได้แก่ เพราะผู้อื่นไม่ทำให้บรรลุความรู้ประจักษ์เฉพาะตัวเท่านั้นของผู้นี้มีอยู่ในข้อนี้.
ด้วยบทว่า เอตฺตาวตา โข กจฺจาน สมฺมาทิฏฺฐิ โหติ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงสัมมาทิฏฐิที่เจือปนกันว่า ความเห็นชอบเพียงเท่านี้มีอยู่ เพราะละสัตตสัญญาได้ด้วยอาการอย่างนี้.
บทว่า อยเมโก อนฺโต ได้แก่ ที่สุดยอด ที่สุดทรามอันเดียวกันนี้ จัดเป็นสัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่า เที่ยง อันที่หนึ่ง.
บทว่า อยํ ทุติโย ได้แก่ที่สุดยอด ที่สุดทราม กล่าวคือทิฏฐิที่จะเกิดขึ้นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มี นี้จัดเป็นอุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่า ขาดสูญ อันที่สอง.
คำที่เหลือใช้ในข้อนี้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถากัจจานโคตตสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------