อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๙๘

๑. ภูตมิทสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๘–๑๐๓พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 6 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 6 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 1 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

กฬารขตฺติยวคฺโค จตุตฺโถ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค กฬารขัตติยวรรคที่ ๔ ๑. ภูตมิทสูตร

ข้อ ๙๘

เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ ... ตตฺร โข ภควา อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ อามนฺเตสิ วุตฺตมิทํ สารีปุตฺต ปารายเน อชิตปเญฺห เย จ สงฺขาตธมฺมาเส เย จ เสกฺขา ปุถู อิธ เตสมฺเม นิปโก อิริยํ ปุฏฺโฐ จ พฺรูหิ มาริสาติ อิมสฺส นุ โข สารีปุตฺต สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส กถํ วิตฺถาเรน อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพติ ฯ

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกท่านพระสารีบุตรมาว่า ดูกรสารีบุตร อชิตมาณพได้กล่าวปัญหานี้ไว้ในอชิตปัญหา ในปรายนวรรคว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ บุคคลที่ได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว และบุคคล ที่ยังเป็นเสขบุคคลอยู่เหล่าใด มีอยู่มากในศาสนานี้ พระองค์ ผู้มีปัญญาอันข้าพเจ้าถามแล้ว ขอได้โปรดตรัสบอกความ ประพฤติของบุคคลทั้งสองพวกนั้น แก่ข้าพเจ้า ดังนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร เธอจะพึงเห็นเนื้อความของคาถาที่กล่าวโดยย่อนี้ โดยพิสดารได้อย่างไร ฯ

ข้อ ๙๙

เอวํ วุตฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต ตุณฺหี อโหสิ ฯ ทุติยมฺปิ โข ภควา อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ อามนฺเตสิ ฯเปฯ ทุติยมฺปิ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ตุณฺหี อโหสิ ฯ ตติยมฺปิ โข ภควา อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ อามนฺเตสิ วุตฺตมิทํ สารีปุตฺต ปารายเน อชิตปเญฺห เย จ สงฺขาตธมฺมาเส เย จ เสกฺขา ปุถู อิธ เตสมฺเม นิปโก อิริยํ ปุฏฺโฐ จ พฺรูหิ มาริสาติ อิมสฺส นุ โข สารีปุตฺต สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส กถํ วิตฺถาเรน อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพติ ฯ เอวํ วุตฺเต ตติยมฺปิ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ตุณฺหี อโหสิ ฯ

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้นิ่งอยู่ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสกะท่านพระสารีบุตรเป็นครั้งที่สอง ฯลฯ แม้ในครั้งที่สองท่านพระสารีบุตรก็ได้นิ่งอยู่ แม้ในครั้งที่สาม พระผู้มีพระภาคก็ตรัสกะท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรสารีบุตร อชิตมาณพได้กล่าวปัญหานี้ไว้ในอชิตปัญหา ในปรายนวรรคว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ บุคคลที่ได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว และบุคคล ที่ยังเป็นเสขบุคคลอยู่เหล่าใด มีอยู่มากในศาสนานี้ พระองค์ ผู้มีปัญญาอันข้าพเจ้าถามแล้ว ขอได้โปรดตรัสบอกความ ประพฤติของบุคคลทั้งสองพวกนั้น แก่ข้าพเจ้า ดังนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร เธอจะพึงเห็นเนื้อความของคำที่กล่าวโดยย่อนี้ โดยพิสดารได้อย่างไร เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรก็ยังนิ่งอยู่ แม้ในครั้งที่สาม ฯ @ อรรถกถาหมายถึงพระขีณาสพ

ข้อ ๑๐๐

ภูตมิทนฺติ สารีปุตฺต ปสฺสสีติ ฯ ภูตมิทนฺติ ภนฺเต ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ภูตมิทนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา ภูตสฺส นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ ตทาหารา สมฺภวนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ตทาหารา สมฺภวนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา อาหารสมฺภวสฺส นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ ตทาหารนิโรธา ยํ ภูตํ ตํ นิโรธธมฺมนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ตทาหารนิโรธา ยํ ภูตํ ตํ นิโรธธมฺมนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา นิโรธธมฺมสฺส นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ ฯ เอวํ โข ภนฺเต เสกฺโข โหติ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรสารีบุตร เธอเห็นไหมว่า นี้คือขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ฯ ท่านพระสารีบุตรกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า นี้คือขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลายความกำหนัด เพื่อความดับแห่งขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า ขันธปัญจกนี้เกิดเพราะอาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลายความกำหนัด เพื่อความดับแห่งขันธปัญจกที่เกิดเพราะอาหาร ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า สิ่งใดเกิดแล้ว สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เพราะอาหารนั้นดับไป ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลายความกำหนัด เพื่อความดับแห่งขันธปัญจกซึ่งมีความดับเป็นธรรมดา พระพุทธ-*เจ้าข้า บุคคลย่อมเป็นเสขะได้ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๑๐๑

กถญฺจ ภนฺเต สงฺขาตธมฺโม โหติ ฯ ภูตมิทนฺติ ภนฺเต ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ภูตมิทนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา ภูตสฺส นิพฺพิทา วิราคา นิโรธา อนุปาทา วิมุตฺโต โหติ ตทาหารา สมฺภวนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ตทาหารา สมฺภวนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา อาหารสมฺภวสฺส นิพฺพิทา วิราคา นิโรธา อนุปาทา วิมุตฺโต โหติ ตทาหารนิโรธา ยํ ภูตํ ตํ นิโรธธมฺมนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ตทาหารนิโรธา ยํ ภูตํ ตํ นิโรธธมฺมนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา นิโรธธมฺมสฺส นิพฺพิทา วิราคา นิโรธา อนุปาทา วิมุตฺโต โหติ ฯ เอวํ โข ภนฺเต สงฺขาตธมฺโม โหติ ฯ อิติ โข ภนฺเต ยํ ตํ วุตฺตํ ปารายเน อชิตปเญฺห เย จ สงฺขาตธมฺมาเส เย จ เสกฺขา ปุถู อิธ เตสมฺเม นิปโก อิริยํ ปุฏฺโฐ จ พฺรูหิ มาริสาติ อิมสฺส โขหํ ภนฺเต สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามีติ ฯ

พระพุทธเจ้าข้า บุคคลได้ชื่อว่าตรัสรู้ธรรมเป็นไฉน บุคคลเห็น ด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า นี้คือขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะคลายความกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นซึ่งขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า ขันธปัญจกนี้เกิดเพราะอาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้วย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะคลายความกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นซึ่งขันธปัญจกที่เกิดเพราะอาหารนั้น ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า สิ่งใดเกิดแล้ว สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เพราะอาหารนั้นดับไป ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะคลายความกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นซึ่งขันธปัญจกซึ่งมีความดับเป็นธรรมดาบุคคลชื่อว่าได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้แล คำที่อชิตมาณพกล่าวไว้ในอชิตปัญหา ในปรายนวรรคว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ บุคคลที่ได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว และบุคคล ที่ยังเป็นเสขบุคคลอยู่เหล่าใด มีอยู่มากในศาสนานี้ พระองค์ ผู้มีปัญญาอันข้าพเจ้าถามแล้ว ขอได้โปรดตรัสบอกความ ประพฤติของบุคคลทั้งสองพวกนั้น แก่ข้าพเจ้า ดังนี้ ฯ พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์ทราบเนื้อความของคำที่กล่าวไว้โดยย่อนี้ โดยพิสดารอย่างนี้แล ฯ

ข้อ ๑๐๒

สาธุ สาธุ สารีปุตฺต ภูตมิทนฺติ สารีปุตฺต ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ภูตมิทนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา ภูตสฺส นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ ตทาหารา สมฺภวนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ตทาหารา สมฺภวนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา อาหารสมฺภวสฺส นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ ตทาหารนิโรธา ยํ ภูตํ ตํ นิโรธธมฺมนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ตทาหารนิโรธา ยํ ภูตํ ตํ นิโรธธมฺมนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา นิโรธธมฺมสฺส นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ ฯ เอวํ โข สารีปุตฺต เสกฺโข โหติ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ถูกละๆ สารีบุตร บุคคลเห็นด้วย ปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า นี้คือขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลายความกำหนัด เพื่อความดับแห่งขันธ-*ปัญจกที่เกิดแล้ว ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า ขันธปัญจกนี้เกิดเพราะอาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลายความกำหนัด เพื่อความดับแห่งขันธปัญจกที่เกิดเพราะอาหาร ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า สิ่งใดเกิดแล้ว สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เพราะความดับแห่งอาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลายความกำหนัด เพื่อความดับแห่งขันธปัญจกที่มีความดับเป็นธรรมดา ดูกรสารีบุตร บุคคลชื่อว่าเป็นเสขะได้ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้แล ฯ

ข้อ ๑๐๓

กถญฺจ สารีปุตฺต สงฺขาตธมฺโม โหติ ฯ ภูตมิทนฺติ สารีปุตฺต ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ภูตมิทนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา ภูตสฺส นิพฺพิทา วิราคา นิโรธา อนุปาทา วิมุตฺโต โหติ ตทาหารา สมฺภวนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ตทาหารา สมฺภวนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา อาหารสมฺภวสฺส นิพฺพิทา วิราคา นิโรธา อนุปาทา วิมุตฺโต โหติ ตทาหารนิโรธา ยํ ภูตํ ตํ นิโรธธมฺมนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ตทาหารนิโรธา ยํ ภูตํ ตํ นิโรธธมฺมนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา นิโรธธมฺมสฺส นิพฺพิทา วิราคา นิโรธา อนุปาทา วิมุตฺโต โหติ ฯ เอวํ โข สารีปุตฺต สงฺขาตธมฺโม โหติ ฯ อิติ โข สารีปุตฺต ยํ ตํ วุตฺตํ ปารายเน อชิตปเญฺห เย จ สงฺขาตธมฺมาเส เย จ เสกฺขา ปุถู อิธ เตสมฺเม นิปโก อิริยํ ปุฏฺโฐ จ พฺรูหิ มาริสาติ อิมสฺส โข สารีปุตฺต สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพติ ฯ ปฐมํ ฯ

ดูกรสารีบุตร ก็บุคคลชื่อว่าได้ตรัสรู้ธรรมแล้วเป็นไฉน ดูกร สารีบุตร บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า นี้คือขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะคลายความกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นซึ่งขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า ขันธปัญจกนี้เกิดเพราะอาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะคลายความกำหนัด เพราะความดับ เพราะความไม่ถือมั่นซึ่งขันธปัญจกที่เกิดแล้วเพราะอาหาร ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า สิ่งใดเกิดแล้ว สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เพราะความดับแห่งอาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะคลายความกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นซึ่งขันธ-*ปัญจกที่มีความดับเป็นธรรมดา ดูกรสารีบุตร บุคคลได้ชื่อว่าตรัสรู้ธรรมแล้วด้วยอาการอย่างนี้แล คำที่อชิตมาณพกล่าวไว้ในอชิตปัญหาในปรายนวรรคว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ บุคคลที่ได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว และบุคคลที่ ยังเป็นเสขะบุคคลอยู่เหล่าใด มีอยู่มากในศาสนานี้ พระองค์ ผู้มีปัญญาอันข้าพเจ้าถามแล้ว ขอได้โปรดตรัสบอกความ ประพฤติของบุคคลทั้งสองพวกนั้น แก่ข้าพเจ้า ดังนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร เธอพึงเห็นเนื้อความของคำที่กล่าวโดยย่อนี้ โดยพิสดารได้อย่างนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๑

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๔. กฬารขัตติยวรรค ๑. ภูตสูตร ๔. กฬารขัตติยวรรค หมวดว่าด้วยพระกฬารขัตติยะ ๑. ภูตสูตร ว่าด้วยภูตะ

ข้อ ๓๑

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่... เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกท่านพระสารีบุตรมาตรัสว่า ‘สารีบุตรอชิตมาณพได้กล่าวคาถานี้ไว้ในอชิตปัญหา ปารายนวรรคว่า พระอรหันตขีณาสพเหล่าใดผู้มีสังขาตธรรม และพระเสขะเหล่าใดที่มีอยู่เป็นอันมากในที่นี้ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอพระองค์ผู้มีปัญญา โปรดตรัสบอกการดำเนินชีวิต ของพระอรหันตขีณาสพ และพระเสขะเหล่านั้น เธอพึงทราบเนื้อความแห่งคาถาที่กล่าวโดยย่อนี้ โดยพิสดารได้อย่างไร’ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้นิ่งอยู่ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสกับท่านพระสารีบุตรเป็นครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๒ ท่านพระสารีบุตรก็ได้นิ่งอยู่ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสกับท่านพระสารีบุตรเป็นครั้งที่ ๓ ว่า ‘สารีบุตร อชิต-มาณพ ได้กล่าวคาถานี้ไว้ในอชิตปัญหา ปารายนวรรคว่า พระอรหันตขีณาสพเหล่าใดผู้มีสังขาตธรรม และพระเสขะเหล่าใดที่มีอยู่เป็นอันมากในที่นี้ @เชิงอรรถ : @ ภูตะ ในที่นี้หมายถึงขันธ์ ๕ ของสัตว์ (สํ.นิ.อ. ๒/๓๑/๖๙) @ สังขาตธรรม ในที่นี้หมายถึงธรรมที่พระอรหันต์ทั้งหลายได้รู้แล้ว เทียบเคียงไตร่ตรองแล้ว คือพระอรหันต์@ทั้งหลายรู้แจ้งแทงตลอดสัจจะ (สํ.นิ.อ. ๒/๓๑/๖๘, สํ.นิ.ฏีกา ๒/๓๑/๘๘)@ ขุ.สุ. (แปล) ๒๕/๑๐๔๕/๗๔๗, ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๗/๖๒

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๕๙}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๔. กฬารขัตติยวรรค ๑. ภูตสูตร ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอพระองค์ผู้มีปัญญา โปรดตรัสบอกการดำเนินชีวิต ของพระอรหันตขีณาสพ และพระเสขะเหล่านั้น เธอพึงทราบเนื้อความแห่งคาถาที่กล่าวโดยย่อนี้ โดยพิสดารได้อย่างไร’ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรก็ยังนิ่งอยู่ถึง ๓ ครั้ง พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า “สารีบุตร เธอเห็นหรือว่า นี้คือภูตะ” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า ‘นี้คือภูตะ’ ครั้นเห็นอย่างนั้นแล้ว จึงปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดเพื่อดับภูตะ บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า ‘ภูตะนี้เกิดเพราะอาหารนั้น’ ครั้นเห็นอย่างนั้นแล้ว จึงปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดเพื่อดับภูตะที่เกิดเพราะอาหารนั้น บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า ‘ภูตะใดเกิดแล้ว ภูตะนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เพราะความดับแห่งอาหารนั้น’ครั้นเห็นอย่างนั้นแล้ว จึงปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด เพื่อดับภูตะซึ่งมีความดับเป็นธรรมดาเพราะอาหารนั้นดับไป บุคคลชื่อว่าเป็นเสขะด้วยการปฏิบัติอย่างนี้ พระพุทธเจ้าข้า บุคคลชื่อว่ามีสังขาตธรรม เป็นอย่างไร คือ บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า ‘นี้คือภูตะ’ ครั้นเห็นอย่างนั้นแล้ว จึงเป็นผู้หลุดพ้นเพราะความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ดับ เพราะไม่ถือมั่นภูตะ บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า ‘ภูตะนี้เกิดเพราะอาหารนั้น’ ครั้นเห็นอย่างนั้นแล้ว จึงเป็นผู้หลุดพ้นเพราะความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดดับ เพราะไม่ถือมั่นภูตะที่เกิดเพราะอาหารนั้น บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า ‘ภูตะใดเกิดแล้ว ภูตะนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เพราะความดับแห่งอาหารนั้น’ ครั้นเห็นอย่างนั้นแล้ว จึงเป็นผู้หลุดพ้นเพราะความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ดับ เพราะไม่ถือมั่นภูตะที่มีความดับเป็นธรรมดา บุคคลชื่อว่ามีสังขาตธรรมเป็นอย่างนี้ พระพุทธเจ้าข้า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๖๐}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๔. กฬารขัตติยวรรค ๑. ภูตสูตร คาถานี้อชิตมาณพกล่าวไว้ในอชิตปัญหา ปารายนวรรคว่า พระอรหันตขีณาสพเหล่าใดผู้มีสังขาตธรรม และพระเสขะเหล่าใดที่มีอยู่เป็นอันมากในที่นี้ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอพระองค์ผู้มีปัญญา โปรดตรัสบอกการดำเนินชีวิต ของพระอรหันตขีณาสพ และพระเสขะเหล่านั้น ข้าพระองค์รู้เนื้อความแห่งคาถาที่กล่าวไว้โดยย่อนี้ โดยพิสดารอย่างนี้” “ดีละ ดีละ สารีบุตร บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า ‘นี้คือภูตะ’ ครั้นเห็นอย่างนั้นแล้ว จึงปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดเพื่อดับภูตะ บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า ‘ภูตะนี้เกิดเพราะอาหารนั้น’ ครั้นเห็นอย่างนั้นแล้ว จึงปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดเพื่อดับภูตะที่เกิดเพราะอาหารนั้น บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า ‘ภูตะใดเกิดแล้ว ภูตะนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เพราะความดับแห่งอาหารนั้น’ครั้นเห็นอย่างนั้นแล้ว จึงปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด เพื่อดับภูตะที่มีความดับเป็นธรรมดาเพราะอาหารนั้นดับไป บุคคลชื่อว่าเป็นเสขะด้วยการปฏิบัติอย่างนี้” บุคคลชื่อว่ามีสังขาตธรรม เป็นอย่างไร คือ บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า ‘นี้คือภูตะ’ ครั้นเห็นอย่างนั้นแล้ว จึงเป็นผู้หลุดพ้นเพราะความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ดับ เพราะไม่ถือมั่นภูตะ บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า ‘ภูตะนี้เกิดเพราะอาหารนั้น’ ครั้นเห็นอย่างนั้นแล้ว จึงเป็นผู้หลุดพ้นเพราะความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ดับ เพราะไม่ถือมั่นภูตะที่เกิดเพราะอาหารนั้น บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า ‘ภูตะใดเกิดแล้ว ภูตะนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เพราะความดับแห่งอาหารนั้น’ ครั้นเห็นอย่างนั้นแล้ว จึงเป็นผู้หลุดพ้นเพราะความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ดับ เพราะไม่ถือมั่นภูตะที่มีความดับเป็นธรรมดา บุคคลชื่อว่ามีสังขาตธรรมเป็นอย่างนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๖๑}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๔. กฬารขัตติยวรรค ๒. กฬารสูตร คาถานี้อชิตมาณพกล่าวไว้ในอชิตปัญหา ปารายนวรรคว่า พระอรหันตขีณาสพเหล่าใดผู้มีสังขาตธรรม และพระเสขะเหล่าใดที่มีอยู่เป็นอันมากในที่นี้ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอพระองค์ผู้มีปัญญา โปรดตรัสบอกการดำเนินชีวิต ของพระอรหันตขีณาสพ และพระเสขะเหล่านั้น สารีบุตร เธอพึงเห็นเนื้อความแห่งคาถาที่กล่าวโดยย่อนี้ โดยพิสดารอย่างนี้แล”ภูตสูตรที่ ๑ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

กฬารขัตติยวรรคที่ ๔ อรรถกถาภูตมิทสูตรที่ ๑

พึงทราบวินิจฉัยในภูตมิทสูตรที่ ๑ แห่งกฬารขัตติยวรรคต่อไป.

บทว่า อชิตปญฺเห ในอชิตปัญหา ได้แก่ ในปัญหาที่อชิตมาณพทูลถามแล้ว.

บทว่า สงฺขาตธมฺมาเส ได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว ได้แก่ ผู้มีธรรมอันรู้แล้ว คือมีธรรมอันตรัสรู้แล้ว มีธรรมอันชั่งแล้ว มีธรรมอันไตร่ตรองเสร็จแล้ว.

บทว่า เสกฺขา เสกขบุคคล ได้แก่ พระเสขะทั้ง ๗.

บทว่า ปุถู จำนวนมาก คือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาชน (พระเสขะ) ๗ พวกนั่นแหละ จึงตรัสว่า ปุถู.

บทว่า อิธ คือ ในพระศาสนานี้. ในบทว่า นิปโก ปัญญา ท่านเรียกว่าเนปักกะ ผู้ประกอบด้วยปัญญานั้น ชื่อว่านิปกะ อชิตมาณพทูลวิงวอนว่า "ก็พระองค์ผู้ฉลาด ขอได้โปรดตรัสบอก."

บทว่า อิริยํ ซึ่งความประพฤติ ได้แก่ความประพฤติ คือการปฏิบัติที่มีอาจาระความประพฤติดีเป็นแนวทางอยู่. อชิตมาณพกราบทูลเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ท่านผู้นิรทุกข์" ในอชิตปัญหานี้ มีความสังเขปดังนี้.

"ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ผู้ฉลาด ท่านผู้มุ่งการปฏิบัติของพระเสขบุคคล และพระขีณาสพผู้ตรัสรู้ธรรมแล้ว อันข้าพเจ้าถามแล้ว ขอได้โปรดตรัสบอกแก่ข้าพเจ้าเถิด."

คำว่า ตุณฺหี อโหสิ ได้นิ่งอยู่ ได้แก่ พระสารีบุตรเถระถูกพระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งถามถึง ๓ ครั้ง เพราะเหตุใด จึงได้นิ่งอยู่.

ถามว่า คงจะสงสัยในปัญหาหรือไม่ก็สงสัยในพระอัธยาศัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

แก้ว่า มิได้สงสัยในปัญหา.

เล่ากันว่า พระสารีบุตรเถระได้มีความคิดอย่างนี้ว่า "พระศาสดาทรงมีพระประสงค์จะให้เรากล่าวปฏิปทา (ข้อปฏิบัติ) อันควรบรรลุสำหรับพระเสขบุคคลและพระอเสขะ และปฏิปทานั้นไม่อาจกล่าวด้วยเหตุมาก คือด้วยอำนาจแห่งขันธ์ด้วยอำนาจแห่งธาตุ ด้วยอำนาจแห่งอายตนะ และด้วยอำนาจแห่งปัจจยาการ. เมื่อเรากล่าวอยู่ จักอาจกำหนดพระอัธยาศัยของพระศาสดากล่าวหรือไม่หนอ."

ครั้งนั้น พระศาสดาทรงพระดำริว่า "เว้นเราเสียแล้ว ชื่อว่าสาวกอื่นผู้ถือบาตรเที่ยวไปอยู่ จะมีปัญญาเสมอกับพระสารีบุตร ย่อมไม่มี แม้เธอจะถูกเราถามปัญหา ก็ได้นิ่งเสียถึง ๓ ครั้ง เธอคงสงสัยในปัญหา หรือไม่ก็สงสัยในอัธยาศัย (ความประสงค์ของเรา).

ครั้นทรงทราบว่าสงสัยในอัธยาศัยแล้ว เมื่อจะทรงประทานนัยเพื่อกล่าวแก้ปัญหา จึงตรัสว่า "ภูตมิทนฺติ สารีปุตฺต ปสฺสสิ ดูก่อนสารีบุตร เธอเห็นไหมว่า นี้คือขันธปัญจก (ขันธ์ ๕) ที่เกิดแล้ว"

ในพระบาลีนั้น คำว่า ภูตํ แปลว่า เกิดแล้ว ได้แก่บังเกิดแล้ว. และคำว่า ภูตํ นี้เป็นชื่อของขันธปัญจก.

เพราะเหตุนั้น พระศาสดาจึงประทานนัยแก่พระสารีบุตรเถระว่า "ดูก่อนสารีบุตร เธอจงกล่าวแก้ปัญหานี้ด้วยอำนาจแห่งขันธ์ ๕" ดังนี้. และพร้อมกับการประทานนัย การพยากรณ์ปัญหาจึงปรากฏแก่พระสารีบุตรเถระ ด้วยนัยนับร้อยนับพัน ดุจมหาสมุทรอันโล่งเป็นผืนเดียวปรากฏแก่บุรุษผู้ยืนอยู่ที่ริมฝั่งฉะนั้น

ครั้งนั้น พระสารีบุตรเถระเมื่อจะพยากรณ์ปัญหานั้น ได้กล่าวว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า นี้คือขันธปัญจกที่เกิดแล้ว."

คำว่า ภูตมิทํ ในข้อนั้น แปลว่า นี้คือขันธปัญจกที่บังเกิดแล้ว.

คำว่า ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบ ได้แก่ ย่อมเห็นโดยชอบด้วยมรรคปัญญา (รู้ทางดำเนินไปสู่ความดับทุกข์) พร้อมด้วยวิปัสสนา.

ข้อว่า ปฏิปนฺโน โหติ ได้แก่ ย่อมปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่นิพพิทาเป็นต้น เริ่มแต่ศีลจนถึงพระอรหัตมรรค. เพราะเหตุใดพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงปรารภความนี้ว่า "ขันธปัญจกนี้เกิดเพราะอาหารนั้น." เพราะขันธปัญจกนี้อาศัยอาหารจึงตั้งอยู่ได้ฉะนั้น พระพุทธองค์จึงทรงปรารภความข้อนี้ เพื่อทรงแสดงอาหารนั้นทำให้เป็นสภาวนาม. ปฏิปทาคือข้อปฏิบัติของพระเสขบุคคลจึงเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยปริยายนี้แล.

บทว่า ตทาหารนิโรธา เพราะอาหารนั้นดับ คือเพราะความดับแห่งอาหารเหล่านั้น.

เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภข้อความนี้.

เพราะขันธปัญจกนั้นย่อมดับเพราะอาหารดับ ฉะนั้น พระพุทธองค์จึงทรงปรารภข้อความนี้ เพื่อทรงแสดงความดับแห่งอาหารนั้น กระทำให้เป็นสภาวนาม. ปฏิปทาของพระเสขบุคคล จึงเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยปริยายนี้แล.

คำว่า นิพฺพิทา เป็นต้น พึงทราบว่า เป็นการกล่าวบอกเหตุทุกอย่าง.

บทว่า อนุปาทา เพราะความไม่ยึดมั่น ได้แก่พ้นจากอุปาทาน คือความยึดมั่น ๔ ประการ ไม่ถือเอาธรรมไรๆ.

ด้วยคำว่า สาธุ สาธุ "ดีละๆ" นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำการพยากรณ์ปัญหาของพระสารีบุตรเถระให้รื่นเริง เมื่อจะทรงพยากรณ์เช่นนั้นแหละด้วยพระองค์เอง จึงตรัส้ซ้ำว่า "นี้คือขันธปัญจกที่เกิดแล้ว" ดังนี้เป็นต้น.

จบอรรถกถาภูตมิทสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา