๒. ผัคคุนสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ๒. ผัคคุนสูตร
สาวตฺถิยํ วิหรติ ... จตฺตาโรเม ภิกฺขเว อาหารา ภูตานํ วา สตฺตานํ ฐิติยา สมฺภเวสีนํ วา อนุคฺคหาย ฯ กตเม จตฺตาโร ฯ กวฬีกาโร อาหาโร โอฬาริโก วา สุขุโม วา ผสฺโส ทุติโย มโนสญฺเจตนา ตติยา วิญฺญาณํ จตุตฺถํ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร อาหารา ภูตานํ วา สตฺตานํ ฐิติยา สมฺภเวสีนํ วา อนุคฺคหายาติ ฯ
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายอาหาร ๔ เหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด อาหาร ๔ เป็นไฉน คือ [๑] กวฬิงการาหารหยาบหรือละเอียด [๒] ผัสสาหาร [๓] มโนสัญเจตนาหาร [๔] วิญญาณาหารอาหาร ๔ เหล่านี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด ฯ
เอวํ วุตฺเต อายสฺมา โมลิยผคฺคุโน ภควนฺตํ เอตทโวจ โก นุ โข ภนฺเต วิญฺญาณาหารํ อาหาเรตีติ ฯ โน กลฺโล ปโญฺหติ ภควา อโวจ อาหาเรตีติ อหํ น วทามิ อาหาเรตีติ จาหํ วเทยฺยํ ตตฺรสฺส กลฺโล ปโญฺห โก นุ โข ภนฺเต อาหาเรตีติ เอวญฺจาหํ น วทามิ เอวํ มํ อวทนฺตํ โย เอวํ ปุจฺเฉยฺย กิสฺส นุ โข ภนฺเต วิญฺญาณาหาโรติ เอส กลฺโล ปโญฺห ตตฺร กลฺลํ เวยฺยากรณํ วิญฺญาณาหาโร อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติยา ตสฺมึ ภูเต สติ สฬายตนํ สฬายตนปจฺจยา ผสฺโสติ ฯ
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระโมลิยผัคคุนะได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมกลืนกินวิญญาณาหารพระผู้มีพระภาคตรัสว่า ตั้งปัญหายังไม่ถูก เรามิได้กล่าวว่า กลืนกิน [วิญญาณา-*หาร] ถ้าเรากล่าวว่ากลืนกิน [วิญญาณาหาร] ควรตั้งปัญหาในข้อนั้นได้ว่าพระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมกลืนกิน [วิญญาณาหาร] แต่เรามิได้กล่าวอย่างนั้นผู้ใดพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า วิญญาณาหารย่อมมีเพื่ออะไรหนอ อันนี้ควรเป็นปัญหา ควรชี้แจงให้กระจ่างในปัญหานั้นว่าวิญญาณาหารย่อมมีเพื่อความบังเกิดในภพใหม่ต่อไป เมื่อวิญญาณาหารนั้นเกิดมีแล้ว จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ฯ
โก นุ โข ภนฺเต ผุสตีติ ฯ โน กลฺโล ปโญฺหติ ภควา อโวจ ผุสตีติ อหํ น วทามิ ผุสตีติ จาหํ วเทยฺยํ ตตฺรสฺส กลฺโล ปโญฺห โก นุ โข ภนฺเต ผุสตีติ เอวญฺจาหํ น วทามิ เอวํ มํ อวทนฺตํ โย เอวํ ปุจฺเฉยฺย กึปจฺจยา นุ โข ภนฺเต ผสฺโสติ เอส กลฺโล ปโญฺห ตตฺร กลฺลํ เวยฺยากรณํ สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส ผสฺสปจฺจยา เวทนาติ ฯ
ม. พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมถูกต้อง ฯ ภ. ตั้งปัญหายังไม่ถูก เรามิได้กล่าวว่าย่อมถูกต้อง ถ้าเรากล่าวว่าย่อมถูกต้อง ควรตั้งปัญหาในข้อนั้นได้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมถูกต้อง แต่เรามิได้กล่าวอย่างนั้น ผู้ใดพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า เพราะอะไรเป็นปัจจัยหนอ จึงมีผัสสะ อันนี้ควรเป็นปัญหา ควรชี้แจงให้กระจ่างในปัญหานั้นว่า เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ฯ
โก นุ โข ภนฺเต เวทยตีติ ฯ โน กลฺโล ปญฺโหติ ภควา อโวจ เวทยตีติ อหํ น วทามิ เวทยตีติ จาหํ วเทยฺยํ ตตฺรสฺส กลฺโล ปโญฺห โก นุ โข ภนฺเต เวทยตีติ เอวญฺจาหํ น วทามิ เอวํ มํ อวทนฺตํ โย เอวํ ปุจฺเฉยฺย กึปจฺจยา นุ โข ภนฺเต เวทนาติ เอส กลฺโล ปโญฺห ตตฺร กลฺลํ เวยฺยากรณํ ผสฺสปจฺจยา เวทนา เวทนาปจฺจยา ตณฺหาติ ฯ
ม. พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมเสวยอารมณ์ ฯ ภ. ตั้งปัญหายังไม่ถูก เรามิได้กล่าวว่า ย่อมเสวยอารมณ์ ถ้าเรากล่าวว่า ย่อมเสวยอารมณ์ ควรตั้งปัญหาในข้อนั้นได้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมเสวยอารมณ์ แต่เรามิได้กล่าวอย่างนั้น ผู้ใดถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้นอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า เพราะอะไรเป็นปัจจัยหนอ จึงมีเวทนา อันนี้ควรเป็นปัญหา ควรชี้แจงให้กระจ่างในปัญหานั้นว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนาเพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ฯ
โก นุ โข ภนฺเต ตณฺหียตีติ ฯ โน กลฺโล ปโญฺหติ ภควา อโวจ ตณฺหียตีติ อหํ น วทามิ ตณฺหียตีติ จาหํ วเทยฺยํ ตตฺรสฺส กลฺโล ปโญฺห โก นุ โข ภนฺเต ตณฺหียตีติ เอวญฺจาหํ น วทามิ เอวํ มํ อวทนฺตํ โย เอวํ ปุจฺเฉยฺย กึ ปจฺจยา นุ โข ภนฺเต ตณฺหาติ เอส กลฺโล ปโญฺห ตตฺร กลฺลํ เวยฺยากรณํ เวทนาปจฺจยา ตณฺหา ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานนฺติ ฯ
ม. พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมทะเยอทะยาน ฯ ภ. ตั้งปัญหายังไม่ถูก เรามิได้กล่าวว่า ย่อมทะเยอทะยาน ถ้าเรากล่าวว่า ย่อมทะเยอทะยาน ควรตั้งปัญหาในข้อนั้นได้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมทะเยอทะยาน แต่เรามิได้กล่าวอย่างนั้น ผู้ใดถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้นอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า เพราะอะไรเป็นปัจจัยหนอ จึงมีตัณหา อันนี้ควรเป็นปัญหา ควรชี้แจงให้กระจ่างในปัญหานั้นว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหาเพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ฯ
โก นุ โข ภนฺเต อุปาทิยตีติ ฯ โน กลฺโล ปโญฺหติ ภควา อโวจ อุปาทิยตีติ อหํ น วทามิ อุปาทิยตีติ จาหํ วเทยฺยํ ตตฺรสฺส กลฺโล ปโญฺห โก นุ โข ภนฺเต อุปาทิยตีติ เอวญฺจาหํ น วทามิ เอวํ มํ อวทนฺตํ โย เอวํ ปุจฺเฉยฺย กึปจฺจยา นุ โข ภนฺเต อุปาทานนฺติ เอส กลฺโล ปโญฺห ตตฺร กลฺลํ เวยฺยากรณํ ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ อุปาทานปจฺจยา ภโวติ ฯเปฯ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ
ม. พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมถือมั่น ฯ ภ. ตั้งปัญหายังไม่ถูก เรามิได้กล่าวว่า ย่อมถือมั่น ถ้าเราพึงกล่าวว่าย่อมถือมั่น ควรตั้งปัญหาในข้อนั้นได้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมถือมั่นแต่เรามิได้กล่าวอย่างนั้น ผู้ใดถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า เพราะอะไรเป็นปัจจัยหนอ จึงมีอุปาทาน อันนี้ควรเป็นปัญหา ควรชี้แจงให้กระจ่างในปัญหานั้นว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ... ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
ฉนฺนํ เตฺวว ผคฺคุน ผสฺสายตนานํ อเสสวิราคนิโรธา ผสฺสนิโรโธ ผสฺสนิโรธา เวทนานิโรโธ เวทนานิโรธา ตณฺหานิโรโธ ตณฺหานิโรธา อุปาทานนิโรโธ อุปาทานนิโรธา ภวนิโรโธ ภวนิโรธา ชาตินิโรโธ ชาตินิโรธา ชรามรณํ โสกปริเทวทุกฺข- โทมนสฺสุปายาสา นิรุชฺฌนฺติ ฯ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิโรโธ โหตีติ ฯ ทุติยํ ฯ
ดูกรผัคคุนะ ก็เพราะบ่อเกิดแห่งผัสสะทั้ง ๖ ดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับเพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ จบสูตรที่ ๒
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. โมลิยผัคคุนสูตร ว่าด้วยพระโมลิยผัคคุนะ
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ... เขตกรุงสาวัตถี “ภิกษุทั้งหลาย อาหาร ๔ อย่างนี้ เป็นไปเพื่อการดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดแล้วหรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด อาหาร ๔ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. กวฬิงการาหารที่หยาบหรือละเอียด ๒. ผัสสาหาร ๓. มโนสัญเจตนาหาร ๔. วิญญาณาหาร อาหาร ๔ อย่างนี้ เป็นไปเพื่อการดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถข้อ ๑๑ หน้า ๑๗ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๑๙}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๒. อาหารวรรค ๒.โมลิยผัคคุนสูตร เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระโมลิยผัคคุนะได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครหนอ ย่อมกลืนกินวิญญาณาหาร’ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสตอบว่า ‘ปัญหานี้ไม่สมควรถาม เรามิได้กล่าวว่า‘ย่อมกลืนกิน’ ถ้าเราพึงกล่าวว่า ‘ย่อมกลืนกิน’ ในคำกล่าวนั้น ปัญหาที่สมควรถามก็คือ ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครหนอย่อมกลืนกิน’ เมื่อเรามิได้กล่าวอย่างนั้นผู้ที่ถามอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วิญญาณาหารมีเพื่ออะไร’ ปัญหาของผู้นั้นจึงเป็นปัญหาที่สมควรถาม ในปัญหานั้น คำตอบที่สมควรคือ ‘วิญญาณาหารเป็นปัจจัยเพื่อเกิดในภพใหม่ต่อไป เมื่อวิญญาณาหารนั้น เกิดแล้ว สฬายตนะจึงมีเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครเล่าย่อมถูกต้อง” “ปัญหานี้ไม่สมควรถาม เรามิได้กล่าวว่า ‘ย่อมถูกต้อง’ ถ้าเราพึงกล่าวว่า‘ย่อมถูกต้อง” ในคำกล่าวนั้น ปัญหาที่สมควรถามก็คือ ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญใครเล่าย่อมถูกต้อง’ เมื่อเรามิได้กล่าวอย่างนั้น ผู้ที่ถามอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะอะไรเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี’ ปัญหาของผู้นั้นจึงเป็นปัญหาที่สมควรถาม ในปัญหานั้น คำตอบที่สมควรคือ ‘เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครเล่าย่อมเสวยอารมณ์” “ปัญหานี้ไม่สมควรถาม’ เรามิได้กล่าวว่า ‘ย่อมเสวยอารมณ์’ ถ้าเราพึงกล่าวว่า ‘ย่อมเสวยอารมณ์’ ในคำกล่าวนั้น ปัญหาที่สมควรถามก็คือ ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครหนอย่อมเสวยอารมณ์’ เมื่อเรามิได้กล่าวอย่างนั้น ผู้ที่ถามอย่างนี้ว่า‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะอะไรเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี’ ปัญหาของผู้นั้นจึงเป็นปัญหาที่สมควรถาม ในปัญหานั้น คำตอบที่สมควรคือ ‘เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมีเพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครเล่าย่อมทะยานอยาก” “ปัญหานี้ไม่สมควรถาม เรามิได้กล่าวว่า ‘ย่อมทะยานอยาก’ ถ้าเราพึงกล่าวว่า ‘ย่อมทะยานอยาก’ ในคำกล่าวนั้น ปัญหาที่สมควรถามก็คือ ‘ข้าแต่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๒๐}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๒. อาหารวรรค ๓. สมณพราหมณสูตร พระองค์ผู้เจริญ ใครเล่าย่อมทะยานอยาก’ เมื่อเรามิได้กล่าวอย่างนี้ ผู้ที่ถามอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะอะไรเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี’ ปัญหาของผู้นั้นจึงเป็นปัญหาที่สมควรถาม ในปัญหานั้น คำตอบที่สมควรคือ ‘เพราะเวทนาเป็นปัจจัยตัณหาจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครเล่าย่อมถือมั่น” “ปัญหานี้ไม่สมควรถาม เรามิได้กล่าวว่า ‘ย่อมถือมั่น’ ถ้าเราพึงกล่าวว่า‘ย่อมถือมั่น’ ในคำกล่าวนั้นปัญหาที่สมควรถามก็คือ ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครเล่าย่อมถือมั่น’ เมื่อเรามิได้กล่าวอย่างนี้ ผู้ที่ถามอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญเพราะอะไรเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี’ ปัญหาของผู้นั้นจึงเป็นปัญหาที่สมควรถามในปัญหานั้น คำตอบที่สมควรคือ ‘เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี’ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้ ผัคคุนะ ก็เพราะผัสสายตนะทั้ง ๖ ดับไปไม่เหลือด้วยวิราคะ ผัสสะจึงดับเพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับอุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้” โมลิยผัคคุนสูตรที่ ๒ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาผัคคุนสูตรที่ ๒
ในผัคคุนสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สมฺภเวสีนํ วา อนุคฺคหาย ได้แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เทศนาจบลงในที่นี้นั่นเอง.
เพราะเหตุไร. เพราะผู้มีทิฏฐินั่งอยู่แล้ว.
จริงอยู่ พระโมลิยผัคคุนภิกษุซึ่งมีทิฏฐินั่งอยู่ในบริษัทนั้นแล้ว ต่อนั้น พระศาสดาทรงดำริว่า โมลิยผัคคุนภิกษุนี้จักลุกขึ้นถามปัญหาเราเมื่อเป็นเช่นนั้น เราจักแก้ปัญหาให้เธอ แล้วให้เทศนาจบลง เพื่อให้โอกาสเธอได้ถาม.
มวยผม ท่านเรียกว่า โมลี ในคำว่า โมลิยผคฺคุโน นี้.
สมดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า
พระสักยมุนี ทรงตัดพระเมาลีที่อบด้วยน้ำหอมอย่างดี
แล้วทรงเหวี่ยงไปในอากาศ ท้าวอาสวะผู้สหัสสเนตร
ก็เอาผอบทองคำอย่างประเสริฐ รับไว้ด้วยเศียรเกล้า.
ในสมัยที่ท่านเป็นคฤหัสถ์ เมาลี (มวยผม) ของท่านใหญ่มาก. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเกิดมีชื่อเรียกว่า โมลิยผัคคุนะ. แม้ท่านจะบวชแล้ว คนก็ยังรู้จักตามชื่อนั้นนั่นแหละ.
บทว่า เอตทโวจ ได้แก่ ท่านเมื่อจะสืบต่อเทศนานุสนธิ ก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครหนอนำวิญญาณาหารมา.
พึงทราบเนื้อความแห่งคำนั้นดังต่อไปนี้ :-
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผู้ที่กินหรือบริโภควิญญาณาหารนั้น คือใคร.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร. พระโมลิยะนี้จึงไม่ถามถึงอาหาร ๓ นอกจากนี้ ถามแต่เพียงวิญญาณาหารนี้อย่างเดียว.
ตอบว่า เพราะเธอมีลัทธิความเห็นว่า ตัวเองรู้.
จริงอยู่ เธอเห็นแต่คนที่ทำคำข้าวคำใหญ่ๆ แล้วบริโภคอาหารเป็นคำๆ เพราะเหตุนั้น เธอจึงมีลัทธิความเห็นว่า ตัวเองรู้. ก็เธอเห็นแต่นกคุ่ม นกกระทา นกยูงและไก่เป็นต้นเลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยมาตุสัมผัส จึงมีความเห็นว่า สัตว์เหล่านั้นเลี้ยงชีวิตด้วยมาตุสัมผัส. ส่วนเต่าขึ้นจากทะเลในอุตุสมัยของตนแล้ววางไข่ที่หลุมทรายริมฝั่งทะเลแล้วเอาทรายกลบ จึงลงไปสู่ทะเลตามเดิม. ไข่เหล่านั้นไม่เสีย (ไม่เน่า) ด้วยอำนาจระลึกถึงแม่. เธอมีลัทธิความเห็นว่า ไข่เหล่านั้นมีชีวิตอยู่ได้ด้วยมโนสัญเจตนาหาร. แม้พระเถระมีความเห็นอย่างนั้นก็จริง ถึงกระนั้นท่านก็หาถามปัญหานี้ตามความเห็นนั้นไม่. เพราะท่านถือทิฏฐิเป็นเสมือนคนบ้า. คนบ้าถือกระเช้าข้ามระหว่างถนนก็เก็บเอาโคมัยบ้าง ก้อนหินบ้าง คูถบ้าง ท่านเชือกบ้าง สิ่งของนั้นๆ ชอบใจบ้าง ไม่ชอบใจบ้าง ก็เก็บใส่ลงในกระเช้าฉันใดพระเถระผู้ถือทิฏฐินี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถามปัญหาที่ควรบ้าง ไม่ควรบ้าง. เธอก็ไม่ถูกข่มว่า ทำไมถึงถามปัญหาอย่างนี้ แต่ทรงปลุกให้รู้ถึงการถือในที่ถามแล้วถามอีก.
ด้วยเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ตรัส เพราะเหตุไร เธอจึงถามอย่างนี้ กลับตรัสว่า โน กลฺโล ปญฺโห (ปัญหาไม่เหมาะ) เพื่อจะเปลื้องเธอให้พ้นจากการถือที่เธอถืออยู่ก่อน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โน กลฺโล ได้แก่ ไม่สมควร.
ข้อว่า อาหาเรตีติ อหํ น วทามิ ได้แก่ เราไม่บอกว่า สัตว์หรือบุคคลใดๆ นำอาหารมา.
บทว่า อาหาเรตีติ จาหํ วเทยฺยํ ไขความได้ว่า ยทิ อหํ อาหาเรตีติ วเทยฺยํ ผิว่า เราจะพึงบอกว่า นำมาไซร้.
บทว่า ตตฺรสฺส กลฺโล ปญฺโห ได้แก่ เมื่อเราพูดอย่างนี้ ปัญหานี้ก็จะเหมาะสม.
บทว่า กิสฺส นุ โข ภนฺเต วิญฺญาณาหาโร ได้แก่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วิญญาณาหารนี้เป็นปัจจัยของธรรมข้อไหน.
บทว่า ตตฺถ กลฺลํ เวยฺยากรณํ ได้แก่ เมื่อปัญหาถูกถามอย่างนี้ ไวยากรณ์นี้ก็ย่อมเหมาะ.
วิญญาณาหารย่อมเป็นปัจจัยแก่ความบังเกิดในภพใหม่ต่อไป. คำว่า วิญฺญาณาหาโร ได้แก่ ปฏิสนธิจิต.
บทว่า อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ ได้แก่ นามรูปที่เกิดขึ้นพร้อมกับวิญญาณนั้นนั่นเอง.
บทว่า ตสฺมึ ภูเต สตึ สฬายตนํ ได้แก่ เมื่อนามรูป กล่าวคือความบังเกิดขึ้นในภพใหม่ต่อไปนี้ เกิดมีอยู่ สฬายตนะก็ย่อมมี.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงให้โอกาสเธอได้ถามปัญหาสูงยิ่งขึ้น จึงให้เทศนาจบลง แม้ในคำนี้ว่า สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส. เพราะเธอถือทิฏฐิ จึงไม่อาจจะให้ปัญหาใหม่ๆ เกิดขึ้น แต่ถือเอาข้อที่ตกลงกันได้เท่านั้นถามด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ประทานโอกาสแก่เธอ แต่เนื้อความในทุกๆ บท ก็พึงถือเอาตามนัยที่กล่าวมานั่นแล.
เพราะเหตุไร เธอจึงไม่ทูลถามว่า ใครเล่ามีอยู่ พระเจ้าข้า. เพราะเธอถือทิฏฐิจึงมีความเห็นว่า ขึ้นชื่อว่าสัตว์เกิดแล้ว คือบังเกิดแล้ว เพราะเหตุนั้น เธอจึงได้ทูลถามว่า นี้ผิดจากความเห็นของตน.
อีกอย่างหนึ่ง เธอชื่อว่า เข้าถึงสัญญัตติ เพราะกล่าวไว้ในที่มากแห่งว่า อิทปฺปจฺจยา อิทํ อิทปฺปจฺจยา อิทํ เพราะสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงมี แม้เพราะเหตุนั้น เธอจึงไม่ทูลถาม. แม้พระศาสดาก็ทรงดำริว่า ภิกษุนี้ แม้จะถามอย่างมากมาย ก็หาอิ่มไม่ ก็ยังถามปัญหาที่ไร้สาระอยู่นั่นเอง แต่นั้นก็ทรงแสดงเทศนาให้ต่อเนื่องกันไป.
บทว่า ฉนฺนํ เตฺวว ได้แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงถือเอาเวลาที่เทศนาถูกยกขึ้นแสดง ก็ทรงเปิดเผยเทศนาตรัสอย่างนั้น.
ก็ในพระสูตรนี้มีสนธิ ๓ อย่าง โดยย่อดังนี้ คือ ระหว่างวิญญาณกับนามรูปจัดเป็นสนธิอันหนึ่ง ระหว่างเวทนากับตัณหาเป็นสนธิอันหนึ่ง ระหว่างภพกับชาติเป็นสนธิอันหนึ่ง.
จบอรรถกถาผัคคุนสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------