๓. อุปนิสสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ๓. อุปนิสสูตร
สาวตฺถิยํ วิหรติ ... ชานโตหํ ภิกฺขเว ปสฺสโต อาสวานํ ขยํ วทามิ โน อชานโต โน อปสฺสโต ฯ กิญฺจ ภิกฺขเว ชานโต กึ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ ฯ อิติ รูปํ อิติ รูปสฺส สมุทโย อิติ รูปสฺส อตฺถงฺคโม ฯเปฯ อิติ เวทนา ฯเปฯ อิติ สญฺญา ฯเปฯ อิติ สงฺขารา ฯเปฯ อิติ วิญฺญาณํ อิติ วิญฺญาณสฺส สมุทโย อิติ วิญฺญาณสฺส อตฺถงฺคโมติ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ ฯ
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ- *บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเมื่อเรารู้อยู่ เห็นอยู่ เราจึงกล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เมื่อเราไม่รู้ไม่เห็น เราก็มิได้กล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรารู้เราเห็นอะไรเล่า ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายย่อมมี เมื่อเรารู้ เราเห็นว่าดังนี้รูป ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งรูป ดังนี้ความดับแห่งรูป ... ดังนี้เวทนา ... ดังนี้สัญญา ... ดังนี้สังขารทั้งหลาย ... ดังนี้วิญญาณ ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ดังนี้ความดับแห่งวิญญาณ ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายย่อมมี ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรารู้ เราเห็นอย่างนี้แล ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายย่อมมี ฯ
ยมฺปิ ตํ ภิกฺขเว ขยสฺมึ ขเย ญาณํ ตมฺปิ สอุปนิสํ วทามิ โน อนุปนิสํ ฯ กา จ ภิกฺขเว ขเย ญาณสฺส อุปนิสา ฯ วิมุตฺตีติสฺส วจนียํ ฯ วิมุตฺติมฺปหํ ภิกฺขเว สอุปนิสํ วทามิ โน อนุปนิสํ ฯ กา จ ภิกฺขเว วิมุตฺติยา อุปนิสา ฯ วิราโคติสฺส วจนียํ ฯ วิราคมฺปหํ ภิกฺขเว สอุปนิสํ วทามิ โน อนุปนิสํ ฯ กา จ ภิกฺขเว วิราคสฺส อุปนิสา ฯ นิพฺพิทาติสฺส วจนียํ ฯ นิพฺพิทมฺปหํ ภิกฺขเว สอุปนิสํ วทามิ โน อนุปนิสํ ฯ กา จ ภิกฺขเว นิพฺพิทาย อุปนิสา ฯ ยถาภูตญาณทสฺสนนฺติสฺส วจนียํ ฯ ยถาภูตญาณทสฺสนมฺปหํ ภิกฺขเว สอุปนิสํ วทามิ โน อนุปนิสํ ฯ กา จ ภิกฺขเว ยถาภูตญาณทสฺสนสฺส อุปนิสา ฯ สมาธีติสฺส วจนียํ ฯ สมาธิมฺปหํ ภิกฺขเว สอุปนิสํ วทามิ โน อนุปนิสํ ฯ {๖๙.๑} กา จ ภิกฺขเว สมาธิสฺส อุปนิสา ฯ สุขนฺติสฺส วจนียํ ฯ สุขมฺปหํ ภิกฺขเว สอุปนิสํ วทามิ โน อนุปนิสํ ฯ กา จ ภิกฺขเว สุขสฺส อุปนิสา ฯ ปสฺสทฺธีติสฺส วจนียํ ฯ ปสฺสทฺธิมฺปหํ ภิกฺขเว สอุปนิสํ วทามิ โน อนุปนิสํ ฯ กา จ ภิกฺขเว ปสฺสทฺธิยา อุปนิสา ฯ ปีตีติสฺส วจนียํ ฯ ปีติมฺปหํ ภิกฺขเว สอุปนิสํ วทามิ โน อนุปนิสํ ฯ กา จ ภิกฺขเว ปีติยา อุปนิสา ฯ ปามุชฺชนฺติสฺส วจนียํ ฯ ปามุชฺชมฺปหํ ภิกฺขเว สอุปนิสํ วทามิ โน อนุปนิสํ ฯ กา จ ภิกฺขเว ปามุชฺชสฺส อุปนิสา ฯ สทฺธาติสฺส วจนียํ ฯ สทฺธมฺปหํ ภิกฺขเว สอุปนิสํ วทามิ โน อนุปนิสํ ฯ {๖๙.๒} กา จ ภิกฺขเว สทฺธาย อุปนิสา ฯ ทุกฺขนฺติสฺส วจนียํ ฯ ทุกฺขมฺปหํ ภิกฺขเว สอุปนิสํ วทามิ โน อนุปนิสํ ฯ กา จ ภิกฺขเว ทุกฺขสฺส อุปนิสา ฯ ชาตีติสฺส วจนียํ ฯ ชาติมฺปหํ ภิกฺขเว สอุปนิสํ วทามิ โน อนุปนิสํ ฯ กา จ ภิกฺขเว ชาติยา อุปนิสา ฯ ภโวติสฺส วจนียํ ฯ ภวมฺปหํ ภิกฺขเว สอุปนิสํ วทามิ โน อนุปนิสํ ฯ กา จ ภิกฺขเว ภวสฺส อุปนิสา ฯ อุปาทานนฺติสฺส วจนียํ ฯ อุปาทานมฺปหํ ภิกฺขเว สอุปนิสํ วทามิ โน อนุปนิสํ ฯ กา จ ภิกฺขเว อุปาทานสฺส อุปนิสา ฯ ตณฺหาติสฺส วจนียํ ฯ ตณฺหมฺปหํ ภิกฺขเว สอุปนิสํ วทามิ โน อนุปนิสํ ฯ {๖๙.๓} กา จ ภิกฺขเว ตณฺหาย อุปนิสา ฯ เวทนาติสฺส วจนียํ ฯเปฯ ผสฺโสติสฺส วจนียํ ... สฬายตนนฺติสฺส วจนียํ ... นามรูปนฺติสฺส วจนียํ ... วิญฺญาณนฺติสฺส วจนียํ ... สงฺขาราติสฺส วจนียํ ฯ สงฺขาเรปหํ ภิกฺขเว สอุปนิเส วทามิ โน อนุปนิเส ฯ กา จ ภิกฺขเว สงฺขารานํ อุปนิสา ฯ อวิชฺชาติสฺส วจนียํ ฯ {๖๙.๔} อิติ โข ภิกฺขเว อวิชฺชูปนิสา สงฺขารา สงฺขารูปนิสํ วิญฺญาณํ วิญฺญาณูปนิสํ นามรูปํ นามรูปูปนิสํ สฬายตนํ สฬายตนูปนิโส ผสฺโส ผสฺสูปนิสา เวทนา เวทนูปนิสา ตณฺหา ตณฺหูปนิสํ อุปาทานํ อุปาทานูปนิโส ภโว ภวูปนิสา ชาติ ชาตูปนิสํ ทุกฺขํ ทุกฺขูปนิสา สทฺธา สทฺธูปนิสํ ปามุชฺชํ ปามุชฺชูปนิสา ปีติ ปีตูปนิสา ปสฺสทฺธิ ปสฺสทฺธูปนิสํ สุขํ สุขูปนิโส สมาธิ สมาธูปนิสํ ยถาภูตญาณทสฺสนํ ยถาภูตญาณทสฺสนูปนิสา นิพฺพิทา นิพฺพิทูปนิโส วิราโค วิราคูปนิสา วิมุตฺติ วิมุตฺตูปนิสํ ขเย ญาณํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมเป็นที่สิ้นไป เกิดขึ้นแล้ว ญาณ@ อรหัตผล ในธรรมเป็นที่สิ้นไป อันนั้นแม้ใด มีอยู่ เรากล่าวญาณแม้นั้นว่า มีเหตุเป็นที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่า ไม่มีเหตุเป็นที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งญาณในธรรมเป็นที่สิ้นไป ควรกล่าวว่า วิมุตติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งวิมุตติว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัยดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งวิมุตติ ควรกล่าวว่า วิราคะดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งวิราคะว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งวิราคะ ควรกล่าวว่า นิพพิทา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งนิพพิทาว่ามีเหตุที่อิงอาศัยมิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งนิพพิทา ควรกล่าวว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งยถาภูตญาณทัสสนะว่า มีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งยถาภูตญาณทัสสนะ ควรกล่าวว่าสมาธิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งสมาธิว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งสมาธิควรกล่าวว่า สุข ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งสุขว่า มีเหตุที่อิงอาศัยมิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งสุข ควรกล่าวว่า ปัสสัทธิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งปัสสัทธิว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่า ไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งปัสสัทธิ ควรกล่าวว่า ปีติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งปีติว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลายก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งปีติ ควรกล่าวว่า ความปราโมทย์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งความปราโมทย์ ว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งความปราโมทย์ควรกล่าวว่า ศรัทธา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งศรัทธาว่ามีเหตุที่อิงอาศัยมิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งศรัทธา ควรกล่าวว่า ทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งทุกข์ว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งทุกข์ ควรกล่าวว่า ชาติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งชาติว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งชาติ ควรกล่าวว่า ภพ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งภพว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลายก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งภพ ควรกล่าวว่า อุปาทาน ดูกรภิกษุทั้งหลายเรากล่าวแม้ซึ่งอุปาทานว่า มีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งอุปาทาน ควรกล่าวว่า ตัณหาดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งตัณหาว่า มีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งตัณหาควรกล่าวว่า เวทนา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งเวทนาว่ามีเหตุที่อิงอาศัยมิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งเวทนา ควรกล่าวว่า ผัสสะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งผัสสะว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งผัสสะ ควรกล่าวว่า สฬายตนะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งสฬายตนะว่า มีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งสฬายตนะ ควรกล่าวว่า นามรูปดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งนามรูปว่า มีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งนามรูปควรกล่าวว่า วิญญาณ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งวิญญาณว่า มีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งวิญญาณ ควรกล่าวว่า สังขารทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งสังขารทั้งหลายว่า มีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งสังขารทั้งหลาย ควรกล่าวว่าอวิชชา ด้วยเหตุดังนี้แล ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลาย มีอวิชชาเป็นที่อิงอาศัยวิญญาณมีสังขารเป็นที่อิงอาศัย นามรูปมีวิญญาณเป็นที่อิงอาศัย สฬายตนะมีนามรูปเป็นที่อิงอาศัย ผัสสะมีสฬายตนะเป็นที่อิงอาศัย เวทนามีผัสสะเป็นที่อิงอาศัย ตัณหามีเวทนาเป็นที่อิงอาศัย อุปาทานมีตัณหาเป็นที่อิงอาศัย ภพมีอุปาทานเป็นที่อิงอาศัยชาติมีภพเป็นที่อิงอาศัย ทุกข์มีชาติเป็นที่อิงอาศัย ศรัทธามีทุกข์เป็นที่อิงอาศัย ความปราโมทย์มีศรัทธาเป็นที่อิงอาศัย ปีติมีปราโมทย์เป็นที่อิงอาศัย ปัสสัทธิมีปีติเป็นที่อิงอาศัย สุขมีปัสสัทธิเป็นที่อิงอาศัย สมาธิมีสุขเป็นที่อิงอาศัย ยถาภูตญาณทัสสนะมีสมาธิเป็นที่อิงอาศัย นิพพิทามียถาภูตญาณทัสสนะเป็นที่อิงอาศัย วิราคะมีนิพพิทาเป็นที่อิงอาศัย วิมุตติมีวิราคะเป็นที่อิงอาศัย ญาณในธรรมเป็นที่สิ้นไปมีวิมุตติเป็นที่อิงอาศัย ฯ
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว อุปริ ปพฺพเต ถุลฺลผุสิตเก เทเว วสฺสนฺเต ตํ อุทกํ ยถานินฺนํ ปวตฺตมานํ ปพฺพตกนฺทรปทรสาขา ปริปูเรติ ปพฺพตกนฺทรปทรสาขา ปริปูรา กุสฺสุพฺเภ ปริปูเรนฺติ กุสฺสุพฺภา ปริปูรา มหาโสพฺเภ ปริปูเรนฺติ มหาโสพฺภา ปริปูรา กุนฺนทิโย ปริปูเรนฺติ กุนฺนทิโย ปริปูรา มหานทิโย ปริปูเรนฺติ มหานทิโย ปริปูรา มหาสมุทฺทํ ปริปูเรนฺติ เอวเมว โข ภิกฺขเว อวิชฺชูปนิสา สงฺขารา สงฺขารูปนิสํ วิญฺญาณํ วิญฺญาณูปนิสํ นามรูปํ นามรูปูปนิสํ สฬายตนํ สฬายตนูปนิโส ผสฺโส ผสฺสูปนิสา เวทนา เวทนูปนิสา ตณฺหา ตณฺหูปนิสํ อุปาทานํ อุปาทานูปนิโส ภโว ภวูปนิสา ชาติ ชาตูปนิสํ ทุกฺขํ ทุกฺขูปนิสา สทฺธา สทฺธูปนิสํ ปามุชฺชํ ปามุชฺชูปนิสา ปีติ ปีตูปนิสา ปสฺสทฺธิ ปสฺสทฺธูปนิสํ สุขํ สุขูปนิโส สมาธิ สมาธูปนิสํ ยถาภูตญาณทสฺสนํ ยถาภูตญาณทสฺสนูปนิสา นิพฺพิทา นิพฺพิทูปนิโส วิราโค วิราคูปนิสา วิมุตฺติ วิมุตฺตูปนิสํ ขเย ญาณนฺติ ฯ ตติยํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อฝนเมล็ดใหญ่ตกอยู่บนยอดภูเขา น้ำนั้นไหลไปตามที่ลุ่ม ยังซอกเขา ระแหง และห้วยให้เต็ม ซอกเขาระแหงและห้วยทั้งหลายเต็มเปี่ยมแล้ว ย่อมยังหนองทั้งหลายให้เต็ม หนองทั้งหลายเต็มเปี่ยมแล้วย่อมยังบึงทั้งหลายให้เต็ม บึงทั้งหลายเต็มเปี่ยมแล้ว ย่อมยังแม่น้ำน้อยๆ ให้เต็มแม่น้ำน้อยๆ เต็มเปี่ยมแล้ว ย่อมยังแม่น้ำใหญ่ๆ ให้เต็ม แม้น้ำใหญ่ๆ เต็มเปี่ยมแล้ว ย่อมยังมหาสมุทรให้เต็ม แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีอวิชชาเป็นที่อิงอาศัย ฯลฯ ญาณในธรรมเป็นที่สิ้นไป มีวิมุตติเป็นที่อิงอาศัย ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ จบสูตรที่ ๓
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. อุปนิสสูตร ว่าด้วยธรรมที่อาศัยกัน
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ... เขตกรุงสาวัตถี “ภิกษุทั้งหลาย เราเมื่อรู้เห็น จึงกล่าวถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เราเมื่อไม่รู้เห็น จึงไม่กล่าวถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เมื่อรู้เห็นอะไร ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายจึงมี คือ เมื่อเรารู้เห็นอย่างนี้ว่า ‘รูปเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นอย่างนี้ ความดับแห่งรูปเป็นอย่างนี้ เวทนาเป็นอย่างนี้ ฯลฯ สัญญาเป็นอย่างนี้ ฯลฯ สังขารเป็นอย่างนี้ ฯลฯ วิญญาณเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นอย่างนี้ ความดับแห่ง วิญญาณเป็นอย่างนี้’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๔๐}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๓. ทสพลวรรค ๓. อุปนิสสูตร เราเมื่อรู้เห็นอย่างนี้แล ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายจึงมี เมื่อธรรมเป็นที่สิ้นไป มีอยู่ ขยญาณ(ญาณในธรรมเป็นที่สิ้นไป) แม้ใด ย่อมมี เรากล่าวว่าขยญาณแม้นั้นมีที่อาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีที่อาศัย อะไรเล่าเป็นที่อาศัยแห่งขยญาณ สิ่งนั้นควรเรียกว่า ‘วิมุตติ‘ เรากล่าวว่าแม้วิมุตติก็มีที่อาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีที่อาศัย อะไรเล่าเป็นที่อาศัยแห่งวิมุตติ สิ่งนั้นควรเรียกว่า ‘วิราคะ‘ เรากล่าวว่าแม้วิราคะก็มีที่อาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีที่อาศัย อะไรเล่าเป็นที่อาศัยแห่งวิราคะ สิ่งนั้นควรเรียกว่า ‘นิพพิทา‘ เรากล่าวว่าแม้นิพพิทาก็มีที่อาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีที่อาศัย อะไรเล่าเป็นที่ อาศัยแห่งนิพพิทา สิ่งนั้นควรเรียกว่า ‘ยถาภูตญาณทัสสนะ‘ เรากล่าวว่าแม้ยถาภูตญาณทัสสนะก็มีที่อาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีที่อาศัย อะไร เล่าเป็นที่อาศัยแห่งยถาภูตญาณทัสสนะ สิ่งนั้นควรเรียกว่า ‘สมาธิ’ เรากล่าวว่าแม้สมาธิก็มีที่อาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีที่อาศัย อะไรเล่าเป็นที่อาศัยแห่งสมาธิ สิ่งนั้นควรเรียกว่า ‘สุข’ เรากล่าวว่าแม้สุขก็มีที่อาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีที่อาศัย อะไรเล่าเป็นที่อาศัย แห่งสุข สิ่งนั้นควรเรียกว่า ‘ปัสสัทธิ‘ เรากล่าวว่าแม้ปัสสัทธิก็มีที่อาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีที่อาศัย อะไรเล่าเป็นที่ อาศัยแห่งปัสสัทธิ สิ่งนั้นควรเรียกว่า ‘ปีติ’ @เชิงอรรถ : @ ธรรมเป็นที่สิ้นไป ในที่นี้หมายถึงมรรคและผล (สํ.นิ.อ. ๒/๒๓/๖๐-๖๑) @ วิมุตติ ในที่นี้หมายถึงความหลุดพ้นด้วยอรหัตตผล (๒/๒๓/๖๑) @ วิราคะ ในที่นี้หมายถึงมรรค คือ ธรรมเครื่องกำจัดกิเลส (สํ.นิ.อ. ๒/๒๓/๖๑)@ นิพพิทา ในที่นี้หมายถึงนิพพิทาญาณ คือ ญาณที่พิจารณาเห็นสังขารว่ามีโทษจนเกิดความเบื่อหน่าย@(สํ.นิ.อ. ๒/๒๓/๖๑) @ ยถาภูตญาณทัสสนะ ในที่นี้หมายถึงญาณที่พิจารณาเห็นสังขารตามความเป็นจริง (๒/๒๓/๖๒)@ ปัสสัทธิ คือธรรมที่สงบระงับความกระวนกระวาย อันเป็นปัจจัยแห่งความสุขที่เป็นเบื้องต้นแห่งสมาธิที่แน่วแน่@(สํ.นิ.อ. ๒/๒๓/๖๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๔๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๓. ทสพลวรรค ๓. อุปนิสสูตร เรากล่าวว่าแม้ปีติก็มีที่อาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีที่อาศัย อะไรเล่าเป็นที่อาศัย แห่งปีติ สิ่งนั้นควรเรียกว่า ‘ปราโมทย์’ เรากล่าวว่าแม้ปราโมทย์ก็มีที่อาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีที่อาศัย อะไรเล่าเป็นที่อาศัยแห่งปราโมทย์ สิ่งนั้นควรเรียกว่า ‘ศรัทธา’ เรากล่าวว่าแม้ศรัทธาก็มีที่อาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีที่อาศัย อะไรเล่าเป็นที่ อาศัยแห่งศรัทธา สิ่งนั้นควรเรียกว่า ‘ทุกข์’ เรากล่าวว่าแม้ทุกข์ก็มีที่อาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีที่อาศัย อะไรเล่าเป็นที่อาศัยแห่งทุกข์ สิ่งนั้นควรเรียกว่า ‘ชาติ’ เรากล่าวว่าแม้ชาติก็มีที่อาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีที่อาศัย อะไรเล่าเป็นที่อาศัยแห่งชาติ สิ่งนั้นควรเรียกว่า ‘ภพ’ เรากล่าวว่าแม้ภพก็มีที่อาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีที่อาศัย อะไรเล่าเป็นที่อาศัย แห่งภพ สิ่งนั้นควรเรียกว่า ‘อุปาทาน’ เรากล่าวว่าแม้อุปาทานก็มีที่อาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีที่อาศัย อะไรเล่าเป็นที่ อาศัยแห่งอุปาทาน สิ่งนั้นควรเรียกว่า ‘ตัณหา’ เรากล่าวว่าแม้ตัณหาก็มีที่อาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีที่อาศัย อะไรเล่าเป็นที่ อาศัยแห่งตัณหา สิ่งนั้นควรเรียกว่า ‘เวทนา’ ฯลฯ สิ่งนั้นควรเรียกว่า ‘ผัสสะ’ ... สิ่งนั้นควรเรียกว่า ‘สฬายตนะ’ ... สิ่งนั้นควรเรียกว่า ‘นามรูป’ ... สิ่งนั้นควรเรียกว่า ‘วิญญาณ’ ... สิ่งนั้นควรเรียกว่า ‘สังขารทั้งหลาย’ เรากล่าวว่าแม้สังขารทั้งหลายก็มีที่อาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีที่อาศัย อะไรเล่าเป็นที่อาศัยแห่งสังขารทั้งหลาย สิ่งนั้นควรเรียกว่า ‘อวิชชา’ ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนี้ สังขารทั้งหลายมีอวิชชาเป็นที่อาศัย วิญญาณมี สังขารเป็นที่อาศัย นามรูปมีวิญญาณเป็นที่อาศัย สฬายตนะมีนามรูปเป็นที่อาศัย ผัสสะมีสฬายตนะเป็นที่อาศัย เวทนามีผัสสะเป็นที่อาศัย ตัณหามีเวทนาเป็นที่อาศัยอุปาทานมีตัณหาเป็นที่อาศัย ภพมีอุปาทานเป็นที่อาศัย ชาติมีภพเป็นที่อาศัย ทุกข์มีชาติเป็นที่อาศัย ศรัทธามีทุกข์เป็นที่อาศัย ปราโมทย์มีศรัทธาเป็นที่อาศัย ปีติมี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๔๒}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๓. ทสพลวรรค ๔. อัญญติตถิยสูตร ปราโมทย์เป็นที่อาศัย ปัสสัทธิมีปีติเป็นที่อาศัย สุขมีปัสสัทธิเป็นที่อาศัย สมาธิ มีสุขเป็นที่อาศัย ยถาภูตญาณทัสสนะมีสมาธิเป็นที่อาศัย นิพพิทามียถาภูต- ญาณทัสสนะเป็นที่อาศัย วิราคะมีนิพพิทาเป็นที่อาศัย วิมุตติมีวิราคะเป็นที่อาศัย ขยญาณมีวิมุตติเป็นที่อาศัย เมื่อฝนเม็ดใหญ่ตกบนยอดภูเขา น้ำนั้นไหลไปตามที่ลุ่ม ทำให้ซอกเขา ลำธาร และห้วยเต็มเปี่ยม ซอกเขา ลำธารและห้วยทั้งหลายเต็มเปี่ยมแล้ว ทำหนองน้ำให้เต็มหนองน้ำเต็มเปี่ยมแล้ว ทำบึงให้เต็ม บึงเต็มแล้ว ทำแม่น้ำน้อยให้เต็ม แม่น้ำน้อย เต็มแล้ว ทำแม่น้ำใหญ่ให้เต็ม แม่น้ำใหญ่เต็มแล้ว ก็ทำมหาสมุทรให้เต็ม แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีอวิชชาเป็นที่อาศัย วิญญาณมีสังขารเป็นที่ อาศัย นามรูปมีวิญญาณเป็นที่อาศัย สฬายตนะมีนามรูปเป็นที่อาศัย ผัสสะมี สฬายตนะเป็นที่อาศัย เวทนามีผัสสะเป็นที่อาศัย ตัณหามีเวทนาเป็นที่อาศัย อุปาทานมีตัณหาเป็นที่อาศัย ภพมีอุปาทานเป็นที่อาศัย ชาติมีภพเป็นที่อาศัย ทุกข์มีชาติเป็นที่อาศัย ศรัทธามีทุกข์เป็นที่อาศัย ปราโมทย์มีศรัทธาเป็นที่อาศัย ปีติมีปราโมทย์เป็นที่อาศัย ปัสสัทธิมีปีติเป็นที่อาศัย สุขมีปัสสัทธิเป็นที่อาศัย สมาธิมีสุขเป็นที่อาศัย ยถาภูตญาณทัสสนะมีสมาธิเป็นที่อาศัย นิพพิทามียถาภูตญาณทัสสนะ เป็นที่อาศัย วิราคะมีนิพพิทาเป็นที่อาศัย วิมุตติมีวิราคะเป็นที่อาศัย ขยญาณมี วิมุตติเป็นที่อาศัย ฉันนั้นเหมือนกัน อุปนิสสูตรที่ ๓ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอุปนิสสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในอุปนิสสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้.
ในบททั้งหลายมีว่า ชานโต อหํ เป็นต้น บทว่า ชานโต แปลว่า รู้อยู่. บทว่า ปสฺสโต แปลว่า เห็นอยู่. แม้ทั้ง ๒ บท ก็มีความอย่างเดียวกัน ต่างแต่พยัญชนะเท่านั้น.
แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น บทว่า ชานโต จึงชี้บุคคลอาศัยลักษณะแห่งญาณ. ด้วยว่า ญาณมีความรู้ทั่วถึงเป็นลักษณะ.
บทว่า ปสฺสโต ชี้บุคคลอาศัยอานุภาพแห่งญาณ. ด้วยว่า ญาณมีการเห็นเป็นอานุภาพ. บุคคลผู้ประกอบด้วยญาณ ย่อมเห็นธรรมทั้งหลายที่เปิดเผยด้วยญาณ เหมือนคนมีจักษุ เห็นรูปทั้งหลายด้วยจักษุ.
ในคำว่า อาสวานํ ขยา นี้ ความละ ความไม่เกิดขึ้น อาการที่สิ้นไป ความไม่มีอาสวะทั้งหลายก็เรียกว่า อาสวักขัย. ภังคะก็ดี มรรคผลนิพพานก็ดี ท่านเรียกว่า อาสวักขัย แม้นี้.
จริงอยู่ อาการที่สิ้นไป ท่านเรียกว่า อาสวักขัย ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ เจโตวิมุตติที่ไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะสิ้นไป.
ภังคะ ก็เรียกว่า อาสวักขัย ได้ในบาลีนี้ว่า โย อาสวานํ ขโย วโย เภโท ปริเภโท อนิจฺจตา อนฺตรธานํ อาการที่อาสวะสิ้นไป เสื่อมไป แตกไป แตกขาดไป ไม่เที่ยง หายไป.
มรรค ก็เรียกว่า อาสวักขัย ได้ในบาลีนี้ว่า
เสกฺขสฺส เสกฺขมานสฺส อุชุมคฺคานุสาริโน ขยสฺมึ ปฐมํ ญาณํ ตโต อญฺญา อนนฺตรา. ญาณความรู้อันดับแรกในความสิ้นไป มีแก่พระเสกขะ
ผู้กำลังศึกษา ผู้ดำเนินไปตรงมรรค อันดับต่อไปก็มี
อัญญาความรู้ทั่วถึง.
จริงอยู่ มรรคนั้น ย่อมเกิดขึ้นทำอาสวะให้สิ้นไป ระงับไป. เพราะฉะนั้น มรรคท่านจึงเรียกว่า เป็นที่สิ้นอาสวะ. ผลก็เรียกว่า อาสวักขัย ได้ในบาลีนี้ว่า อาสวานํ ขยา สมโณ โหติ ชื่อว่าเป็นสมณะ เพราะสิ้นอาสวะ.
จริงอยู่ ผลนั้นเกิดขึ้นในที่สุดแห่งอาสวะทั้งหลายสิ้นไป เพราะฉะนั้น ผลท่านจึงเรียกว่า อาสวักขัย.
พระนิพพานก็เรียกว่า อาสวักขัย ได้ในบาลีนี้ว่า
อาสวา ตสฺส วฑฺฒนฺติ อารา โส อาสวกฺขยา.
อาสวะทั้งหลายของผู้นั้นเจริญอยู่
ผู้นั้นยังห่างไกลธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ.
จริงอยู่ อาศัยพระนิพพานนั้น อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไป เพราะฉะนั้น พระนิพพานนั้น ท่านเรียกว่า อาสวักขัย. แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์แค่มรรคและผล.
บทว่า โน อปสฺสโต ความว่า ผู้ใดไม่รู้ ไม่เห็น เราไม่กล่าวความสิ้นอาสวะของผู้นั้น. ด้วยบทนั้น ก็เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงคัดค้านพวกเจ้าลัทธิที่กล่าวถึงความบริสุทธิ์ด้วยสังขารวัฏเป็นต้นของผู้แม้ไม่รู้ไม่เห็นตรัสทางที่เป็นอุบายด้วยสองบทต้น ตรัสคัดค้านทางที่มิใช่อุบายด้วยบทนี้.
บัดนี้ มีพระประสงค์จะทรงแสดงข้อที่ภิกษุรู้อยู่ อาสวะสิ้นไป จึงทรงเริ่มถามว่า กิญฺเจ ภิกฺขเว ชานโต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุรู้อะไรเล่า. ในคำนั้น ความรู้มีมากอย่าง.
จริงอยู่ ภิกษุบางรูป เป็นผู้รู้อย่างธรรมดา รู้จักทำร่มได้. บางรูปรู้จักทำจีวรเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง. เมื่อภิกษุนั้นตั้งอยู่ในหัวข้อวัตรปฏิบัติ ทำแต่การงานเช่นนี้ ความรู้นั้นก็ไม่ควรกล่าวว่า ไม่เป็นปทัฏฐานของสวรรค์และมรรคผล. แต่ว่าผู้ใดบวชในพระศาสนาแล้ว รู้แต่ทำอเนสนามีเวชกรรมเป็นต้น. อาสวะทั้งหลาย่ย่อมเจริญแก่ผู้นั้น ซึ่งรู้อยู่. เพราะฉะนั้น เมื่อภิกษุรู้และเห็นสิ่งใด อาสวะทั้งหลายสิ้นไปได้ พระองค์เมื่อทรงแสดงสิ่งนั้น จึงตรัสว่า อิติ รูปํ ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า เอวํ โข ภิกฺขเว ชานโต ความว่า ผู้เห็นความเกิดและความสิ้นไปแห่งปัญจขันธ์อย่างนี้. บทว่า อาสวานํ ขโย โหติ ความว่า พระอรหัตที่ได้ชื่อว่า อาสวักขัย ก็มี เพราะเกิดในที่สุดแห่งความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นจบเทศนาด้วยยอด คือพระอรหัตอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อทรงแสดงปฏิปทาส่วนเบื้องต้นที่พระขีณาสพพึงบรรลุ จึงตรัสว่า ยมฺปิ ตํ ภิกฺขเว เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขยสฺมึ ขเย ญาณํ ความว่า เมื่อพระอรหัตผล กล่าวคืออาสวักขัย อันท่านได้แล้วมีอยู่ ปฏิเวธญาณก็มี. ด้วยว่า ปฏิเวธญาณนั้น ท่านเรียกว่า ขเย ญาณํ รู้ในความสิ้นไป เพราะเมื่อธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ กล่าวคืออรหัตผลเกิดขึ้นก่อน ปฏิเวธญาณเกิดภายหลัง.
บทว่า สอุปนิสํ แปลว่า มีเหตุมีปัจจัย. บทว่า วิมุตฺติ ได้แก่ วิมุตติที่สัมปยุตด้วยอรหัตผล.
จริงอยู่ วิมุตตินั้นย่อมเป็นปัจจัยโดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยแห่งพระอรหัตนั้น แม้ในปัจจัยอย่างอื่นจากนี้ ก็พึงทราบความเป็นปัจจัยด้วยอำนาจปัจจัยที่กำลังได้อยู่ ด้วยอาการอย่างนี้.
บทว่า วิราโค ได้แก่ มรรค. จริงอยู่ มรรคนั้นเกิดขึ้น ทำให้กิเลสคลายไป สิ้นไป เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า วิราคะ.
บทว่า นิพฺพิทา ได้แก่ นิพพิทาญาณ. ทรงแสดงวิปัสสนาที่มีกำลังด้วยนิพพิทาญาณนั้น. คำว่า วิปัสสนามีกำลัง เป็นชื่อของญาณ ๔ คือภยตูปัฏฐานญาณ อาทีนวานุปัสสนาญาณ มุญจิตุกัมยตาญาณ สังขารุเปกขาญาณ.
บทว่า ยถาภูตญาณทสฺสนํ แปลว่า ความเห็น กล่าวคือความรู้ตามสภาวะที่เป็นจริง. ทรงแสดงวิปัสสนาอย่างอ่อน ด้วยยถาภูตญาณทัสสนะนั้น.
จริงอยู่ วิปัสสนาอย่างอ่อน ย่อมเป็นปัจจัยแก่วิปัสสนาที่มีกำลัง.
คำว่า วิปัสสนาอย่างอ่อน เป็นชื่อของญาณ ๔ คือ สังขารปริเฉทญาณ กังขาวิตรณญาณ สัมมสนญาณ มัคคามัคคญาณ.
บทว่า สมาธิ ได้แก่ สมาธิที่มีฌานเป็นบาท. จริงอยู่ สมาธินั้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่วิปัสสนาอย่างอ่อน.
บทว่า สุขํ ได้แก่ สุขเบื้องต้นแห่งอัปปนาสมาธิ. จริงอยู่ สุขนั้นย่อมเป็นปัจจัยแก่สมาธิที่มีฌานเป็นบาท.
บทว่า ปสฺสทฺธิ ได้แก่ การระงับความกระวนกระวาย. จริงอยู่ ปัสสัทธินั้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่สุข ซึ่งเป็นเบื้องต้นแห่งอัปปนาสมาธิ.
บทว่า ปีติ ได้แก่ ปีติที่มีกำลัง. จริงอยู่ ปีตินั้นย่อมเป็นปัจจัยแก่การระงับความกระวนกระวาย.
บทว่า ปาโมชฺชํ ได้แก่ ปีติที่กำลังอ่อน. จริงอยู่ ปีติที่มีกำลังอ่อน ย่อมเป็นปัจจัยแก่ปีติที่มีกำลัง.
บทว่า สทฺธา ได้แก่ ความเชื่อที่เกิดในภพต่อๆ ไป. จริงอยู่ ความเชื่อที่เกิดในภพต่อๆ ไปนั้นย่อมเป็นปัจจัยแก่ปีติที่มีกำลังอ่อน.
บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์ในวัฏฏะ. จริงอยู่ ทุกข์ในวัฏฏะนั้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่ศรัทธาในภพต่อๆ ไป.
บทว่า ชาติ ได้แก่ ความเกิดแห่งขันธ์ที่มีอาการต่างๆ กัน. จริงอยู่ ชาตินั้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่ทุกข์ในวัฏฏะ.
บทว่า ภโว ได้แก่ กามภพ.
แม้บทที่เหลือ ก็พึงทราบโดยอุบายอย่างนี้.
บทว่า ถุลฺลผุสิตเก แปลว่า มีเมล็ดใหญ่.
ในบทว่า ปพฺพตกนฺทรปทรสาขา นี้มีวินิจฉัยดังนี้.
ประเทศแห่งภูเขาที่ถูกน้ำ อันได้ชื่อว่า กัง เซาะแตกออกเพราะน้ำ ชื่อว่ากันทระ ที่เรียกกันว่า นิตัมพะก็มี นิกุญชะก็มี. ภูมิประเทศที่แตกระแหง เมื่อฝนไม่ตกถึงกึ่งเดือน ชื่อว่าปทระ เหมืองเล็กที่ชักไปยังกุสุพภะ ชื่อว่าสาขา. บ่อเล็ก ชื่อว่ากุสุพภะ. บ่อใหญ่ ชื่อว่ามหากุสุพภะ. แม่น้ำน้อย ชื่อว่ากุนนที. แม่น้ำใหญ่มีคงคา ยมุนาเป็นต้น ชื่อว่ามหานที.
ในบทว่า เอวเมว โข ภิกฺขเว อวิชฺชูปนิสา สงฺขารา เป็นต้นมีวินิจฉัยดังนี้.
พึงเห็นอวิชชาว่าเหมือนภูเขา อภิสังขารทั้งหลายว่าเหมือนเมฆ วัฏฏะมีวิญญาณเป็นต้นว่าเหมือนแก่งน้ำ วิมุตติว่าเหมือนสาคร. ฝนตกบนยอดภูเขา ก็ทำแก่งภูเขาให้เต็ม ทำสาครคือมหาสมุทรให้เต็มตามลำดับฉันใด ก่อนอื่นพึงทราบถึงการตกแห่งเมฆคืออภิสังขาร บนยอดภูเขาคืออวิชชาก็ฉันนั้น.
แท้จริง ปุถุชนผู้เขลา ไม่ได้สดับ เป็นผู้ไม่รู้เพราะอวิชชา กระทำความปรารถนาเพราะตัณหา ย่อมสร้างกรรมที่เป็นกุศลและอกุศล. กรรมที่เป็นกุศลและอกุศลนั้นก็เป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิวิญญาณ. ปฏิสนธิวิญญาณเป็นต้น ก็เป็นปัจจัยแก่นามรูปเป็นต้น. เวลาที่เมฆคืออภิสังขาร ตกลงบนยอดภูเขาคืออวิชชา ทำวัฏฏะมีวิญญาณเป็นต้นให้เต็มตามลำดับ ตั้งอยู่ เพราะเป็นปัจจัยสืบต่อกันไป ก็เหมือนเวลาที่ฝนตกบนยอดภูเขา ทำแก่งภูเขาให้เต็มแล้วก็ตั้งจดมหาสมุทร.
แต่พระพุทธวจนะ แม้ท่านไม่ถือเอาในพระบาลี ก็พึงทราบว่า ท่านถือเอาไว้แล้วเหมือนกัน โดยอำนาจพระบาลีนี้ว่า อิธ ตถาคโต โลเก อุปฺปชฺชติ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชติ พระตถาคตเกิดขึ้นในโลกนี้ เสด็จออกผนวชจากเรือน ไม่มีเรือน ดังนี้.
ก็ความบังเกิดในเรือนแห่งตระกูลของพระตถาคตนั้น ชื่อว่าชาติ ที่มีการกระทำต่างๆ ร่วมกัน เพราะมีกรรมภพเป็นปัจจัย. บุคคลอาศัยความพร้อมหน้าของพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ หรือพระพุทธสาวก ฟังธรรมกถาที่นำมาโดยลักษณะอันแสดงถึงโทษของวัฏฏะ ย่อมเป็นอันถูกเบียดเบียนด้วยอำนาจวัฏฏะ. ชาติย่อมเป็นปัจจัยแก่วัฏฏทุกข์. ขันธ์ทั้งหลายที่มีการกระทำต่างๆ ย่อมมีแก่บุคคลนั้นด้วยอาการอย่างนี้. ชาติเป็นปัจจัยแก่วัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นถูกวัฏฏทุกข์เบียดเบียน ทำศรัทธาให้เกิดในภพต่อๆ ไป ก็ออกจากเรือนบวชไม่มีเรือน. วัฏฏทุกข์เป็นปัจจัยแก่ศรัทธาในภพต่อๆ ไป ของบุคคลนั้นด้วยประการฉะนี้.
บุคคลนั้นไม่สันโดษด้วยเหตุเพียงบรรพชาเท่านั้น ยังถือนิสัยในเวลาพรรษาไม่ครบ ๕ บำเพ็ญวัตรปฏิบัติ ทำมาติกาทั้งสองให้คล่องแคล่วแล้วเรียนกรรมและมิใช่กรรม สะสางให้หายรกจนถึงพระอรหัต ถือกัมมัฏฐานไปอยู่ป่า เริ่มการงานในปฐวีกสิณเป็นต้น. บุคคลนั้นอาศัยกัมมัฏฐานก็เกิดปีติที่มีกำลังอ่อนๆ เขาอาศัยปีตินั้นก็เกิดปราโมทย์ ปราโมทย์นั้นก็เป็นปัจจัยแก่ปีติที่มีกำลัง. ปีติที่มีกำลังก็เป็นปัจจัยแก่ปัสสัทธิ ระงับความกระวนกระวาย. ปัสสัทธินั้นก็เป็นปัจจัยแก่สุขส่วนเบื้องต้นแห่งอัปปนาสมาธิ สุขนั้นก็เป็นปัจจัยแก่สมาธิที่มีฌานเป็นบาท.
บุคคลนั้นทำสุขนั้นที่พรั่งพร้อมให้เกิดด้วยสมาธิ ก็ทำการงานด้วยวิปัสสนาอย่างอ่อน. สมาธิที่มีฌานเป็นบาทของเขา ก็เป็นปัจจัยแก่วิปัสนนาที่มีกำลังอ่อน. วิปัสสนาที่มีกำลังอ่อน ก็เป็นปัจจัยแก่วิปัสสนาที่มีกำลัง. วิปัสสนาที่มีกำลัง ก็เป็นปัจจัยแก่มรรค. มรรคก็เป็นปัจจัยแก่ผลวิมุตติ. ผลวิมุตติก็เป็นปัจจัยแก่ปัจจเวกขณญาณ. พึงทราบว่า เวลาที่พระขีณาสพ ทำสาครคือวิมุตติให้เต็มแล้วดำรงอยู่ ก็เหมือนเวลาที่ฝนทำสาครให้เต็มโดยลำดับ ตั้งอยู่ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาอุปนิสสูตรที่ ๓. -----------------------------------------------------