๔. อัญญติตถิยสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ๔. อัญญติตถิยสูตร
ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน ... อถ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย ราชคหํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ ฯ อถ โข อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส เอตทโหสิ อติปฺปโค โข ตาว ราชคเห ปิณฺฑาย จริตุํ ยนฺนูนาหํ เยน อญฺญติตฺถิยานํ ปริพฺพาชกานํ อาราโม เตนุปสงฺกเมยฺยนฺติ ฯ อถ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต เยน อญฺญติตฺถิยานํ ปริพฺพาชกานํ อาราโม เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เตหิ อญฺญติตฺถิเยหิ ปริพฺพาชเกหิ สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันกลันทกนิวาปสถานเขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเช้า ท่านพระสารีบุตรนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปสู่พระนครราชคฤห์ เพื่อบิณฑบาต ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรได้มีความคิดดังนี้ว่า เวลานี้ยังเช้าเกินไปที่จะเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์อย่ากระนั้นเลย เราพึงเข้าไปยังอารามของพวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์เถิด ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรได้เข้าไปยังอารามของพวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์ ครั้นแล้วได้สนทนาปราศรัยกับปริพาชกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้น ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ เต อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา เอตทโวจุํ สนฺตาวุโส สารีปุตฺต เอเก สมณพฺราหฺมณา กมฺมวาทา สยํกตํ ทุกฺขํ ปญฺญเปนฺติ ฯ สนฺติ ปนาวุโส สารีปุตฺต เอเก สมณพฺราหฺมณา กมฺมวาทา ปรกตํ ทุกฺขํ ปญฺญเปนฺติ ฯ สนฺตาวุโส สารีปุตฺต เอเก สมณพฺราหฺมณา กมฺมวาทา สยํกตญฺจ ปรกตญฺจ ทุกฺขํ ปญฺญเปนฺติ ฯ สนฺติ ปนาวุโส สารีปุตฺต เอเก สมณพฺราหฺมณา กมฺมวาทา อสยํการํ อปรการํ อธิจฺจ สมุปฺปนฺนํ ทุกฺขํ ปญฺญเปนฺติ ฯ อิธ ปนาวุโส สารีปุตฺต สมโณ โคตโม กึวาที กิมกฺขายี กถํ พฺยากรมานา จ มยํ วุตฺตวาทิโน เจว สมณสฺส โคตมสฺส อสฺสาม น จ สมณํ โคตมํ อภูเตน อพฺภาจิกฺเขยฺยาม ธมฺมสฺส จานุธมฺมํ พฺยากเรยฺยาม น จ โกจิ สหธมฺมิโก วาทานุปาโต คารยฺหํ ฐานํ อาคจฺเฉยฺยาติ ฯ
ท่านพระสารีบุตรพอนั่งเรียบร้อยแล้ว พวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์ได้กล่าวกะท่านดังนี้ว่า ดูกรท่านสารีบุตร มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรมย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเอง มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรม ย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ผู้อื่นทำให้ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรม ย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย อนึ่ง มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรม ย่อมบัญญัติว่า ทุกข์เกิดขึ้นเอง เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำดูกรท่านสารีบุตร ก็ในวาทะทั้ง ๔ นี้ พระสมณโคดมกล่าวไว้อย่างไร บอกไว้อย่างไร พวกข้าพเจ้าพยากรณ์อย่างไร จึงจะชื่อว่าเป็นผู้กล่าวตามที่พระสมณโคดมกล่าวแล้ว จะไม่กล่าวตู่พระสมณโคดมด้วยคำไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้ ฯ
ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ โข อาวุโส ทุกฺขํ วุตฺตํ ภควตา กึ ปฏิจฺจ ผสฺสํ ปฏิจฺจ อิติ วทํ วุตฺตวาที เจว ภควโต อสฺส น จ ภควนฺตํ อภูเตน อพฺภาจิกฺเขยฺย ธมฺมสฺส จานุธมฺมํ พฺยากเรยฺย น จ โกจิ สหธมฺมิโก วาทานุปาโต คารยฺหํ ฐานํ อาคจฺเฉยฺย ฯ {๗๓.๑} ตตฺราวุโส เย เต สมณพฺราหฺมณา กมฺมวาทา สยํกตํ ทุกฺขํ ปญฺญเปนฺติ ตทปิ ผสฺสปจฺจยา ฯ เยปิ เต ฯเปฯ เยปิ เต ฯเปฯ เยปิ เต สมณพฺราหฺมณา กมฺมวาทา อสยํการํ อปรการํ อธิจฺจ สมุปฺปนฺนํ ทุกฺขํ ปญฺญเปนฺติ ตทปิ ผสฺสปจฺจยา ฯ {๗๓.๒} ตตฺราวุโส เย เต สมณพฺราหฺมณา กมฺมวาทา สยํกตํ ทุกฺขํ ปญฺญเปนฺติ เต วต อญฺญตฺร ผสฺสา ปฏิสํเวทยนฺตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ เยปิ เต สมณพฺราหฺมณา กมฺมวาทา ปรกตํ ทุกฺขํ ปญฺญเปนฺติ เต วต อญฺญตฺร ผสฺสา ปฏิสํเวทยนฺตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ เยปิ เต สมณพฺราหฺมณา กมฺมวาทา สยํกตญฺจ ปรกตญฺจ ทุกฺขํ ปญฺญเปนฺติ เต วต อญฺญตฺร ผสฺสา ปฏิสํเวทยนฺตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ เยปิ เต สมณพฺราหฺมณา กมฺมวาทา อสยํการํ อปรการํ อธิจฺจ สมุปฺปนฺนํ ทุกฺขํ ปญฺญเปนฺติ เต วต อญฺญตฺร ผสฺสา ปฏิสํเวทยนฺตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ฯ
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ดูกรท่านทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ทุกข์เป็นของอาศัยเหตุเกิดขึ้น ทุกข์อาศัยอะไรเกิดขึ้น ทุกข์อาศัยผัสสะเกิดขึ้น บุคคลผู้กล่าวดังนี้ จึงจะชื่อว่าเป็นผู้กล่าวตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วไม่กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ ก็จะไม่ถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้ ดูกรท่านทั้งหลาย ในวาทะทั้ง ๔ นั้น แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ตนทำเอง ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณ-*พราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ผู้อื่นทำให้ ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ตนทำเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่าเกิดเอง เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ดูกรท่านทั้งหลาย ในวาทะทั้ง ๔ นั้น พวก-*สมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเอง เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ แม้พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์ผู้อื่นทำให้ เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ดังนี้ ก็มิใช่ฐานะที่จะมีได้ แม้พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเองด้วยผู้อื่นทำให้ด้วย เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ดังนี้ ก็มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ถึงพวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์เกิดเอง เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้ เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ดังนี้ก็มิใช่ฐานะจะมีได้ ดังนี้ ฯ
อสฺโสสิ โข อายสฺมา อานนฺโท อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส เตหิ อญฺญติตฺถิเยหิ ปริพฺพาชเกหิ สทฺธึ อิมํ กถาสลฺลาปํ ฯ อถ โข อายสฺมา อานนฺโท ราชคเห ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภีวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อานนฺโท ยาวตโก อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส เตหิ อญฺญติตฺถิเยหิ ปริพฺพาชเกหิ สทฺธึ อโหสิ กถาสลฺลาโป ตํ สพฺพํ ภควโต อาโรเจสิ ฯ
ท่านพระอานนท์ได้ยินท่านพระสารีบุตรสนทนาปราศรัยกับพวก-*ปริพาชกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นแล้ว ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ ในกาลภายหลังภัตกลับจากบิณฑบาตแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มี-*พระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลถ้อยคำสนทนาของท่านพระสารีบุตรกับพวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์ซึ่งได้มีมาแล้วทั้งหมดแด่พระผู้มีพระภาค ฯ
สาธุ สาธุ อานนฺท ยถาตํ สารีปุตฺโต จ สมฺมา พฺยากรมาโน พฺยากเรยฺย ฯ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ โข อานนฺท ทุกฺขํ วุตฺตํ มยา กึ ปฏิจฺจ ผสฺสํ ปฏิจฺจ อิติ วทํ วุตฺตวาที เจว เม อสฺส น จ มํ อภูเตน อพฺภาจิกฺเขยฺย ธมฺมสฺส จานุธมฺมํ พฺยากเรยฺย น จ โกจิ สหธมฺมิโก วาทานุปาโต คารยฺหํ ฐานํ อาคจฺเฉยฺย ฯ ตตฺรานนฺท เย เต สมณพฺราหฺมณา กมฺมวาทา สยํกตํ ทุกฺขํ ปญฺญเปนฺติ ตทปิ ผสฺสปจฺจยา ฯ เยปิ เต ฯเปฯ เยปิ เต ฯเปฯ เยปิ เต สมณพฺราหฺมณา กมฺมวาทา อสยํการํ อปรการํ อธิจฺจ สมุปฺปนฺนํ ทุกฺขํ ปญฺญเปนฺติ ตทปิ ผสฺสปจฺจยา ฯ {๗๕.๑} ตตฺรานนฺท เยปิ เต สมณพฺราหฺมณา กมฺมวาทา สยํกตํ ทุกฺขํ ปญฺญเปนฺติ เต วต อญฺญตฺร ผสฺสา ปฏิสํเวทยนฺตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ เยปิ เต ฯเปฯ เยปิ เต ฯเปฯ เยปิ เต สมณพฺราหฺมณา กมฺมวาทา อสยํการํ อปรการํ อธิจฺจ สมุปฺปนฺนํ ทุกฺขํ ปญฺญเปนฺติ เต วต อญฺญตฺร ผสฺสา ปฏิสํเวทยนฺตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละๆ อานนท์ ตามที่สารีบุตรพยากรณ์ชื่อว่าพยากรณ์โดยชอบ ดูกรอานนท์ เรากล่าวว่าทุกข์เป็นของอาศัยเหตุเกิดขึ้นทุกข์อาศัยอะไรเกิดขึ้น ทุกข์อาศัยผัสสะเกิดขึ้น บุคคลผู้กล่าวดังนี้ จึงจะชื่อว่าเป็นผู้กล่าวตามที่เรากล่าวแล้ว ไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ ก็จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้ ดูกรอานนท์ ในวาทะทั้ง ๔ นั้น ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่าตนทำเอง ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ผู้อื่นทำให้ ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ตนทำเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณ-*พราหมณ์ผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า เกิดเอง เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้ ก็ย่อมเกิด เพราะผัสสะเป็นปัจจัย ดูกรอานนท์ ในวาทะทั้ง ๔ นั้นพวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเอง เว้นผัสสะเสียเขาย่อมเสวยทุกข์ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ แม้พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์ผู้อื่นทำให้ เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ดังนี้ ก็มิใช่ฐานะที่จะมีได้ แม้พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ดังนี้ ก็มิใช่ฐานะที่จะมีได้ถึงพวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์เกิดเอง เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำ เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ดังนี้ก็มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ฯ
เอกมิทาหํ อานนฺท สมยํ อิเธว ราชคเห วิหรามิ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ อถ ขฺวาหํ อานนฺท ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย ราชคหํ ปิณฺฑาย ปาวิสึ ฯ ตสฺส มยฺหํ อานนฺท เอตทโหสิ อติปฺปโค โข ตาว ราชคเห ปิณฺฑาย จริตุํ ยนฺนูนาหํ เยน อญฺญติตฺถิยานํ ปริพฺพาชกานํ อาราโม เตนุปสงฺกเมยฺยนฺติ ฯ {๗๖.๑} อถ ขฺวาหํ อานนฺท เยน อญฺญติตฺถิยานํ ปริพฺพาชกานํ อาราโม เตนุปสงฺกมึ อุปสงฺกมิตฺวา เตหิ อญฺญติตฺถิเยหิ ปริพฺพาชเกหิ สทฺธึ สมฺโมทึ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข มํ อานนฺท เต อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา เอตทโวจุํ สนฺตาวุโส โคตม เอเก สมณพฺราหฺมณา กมฺมวาทา สยํกตํ ทุกฺขํ ปญฺญเปนฺติ สนฺติ ปนาวุโส โคตม เอเก สมณพฺราหฺมณา กมฺมวาทา ปรกตํ ทุกฺขํ ปญฺญเปนฺติ สนฺตาวุโส โคตม เอเก สมณพฺราหฺมณา กมฺมวาทา สยํกตญฺจ ปรกตญฺจ ทุกฺขํ ปญฺญเปนฺติ สนฺติ ปนาวุโส โคตม เอเก สมณพฺราหฺมณา กมฺมวาทา อสยํการํ อปรการํ อธิจฺจ สมุปฺปนฺนํ ทุกฺขํ ปญฺญเปนฺติ ฯ อิธ โน อายสฺมา โคตโม กึวาที กิมกฺขายี กถํ พฺยากรมานา จ มยํ วุตฺตวาทิโน เจว อายสฺมโต โคตมสฺส อสฺสาม น จ อายสฺมนฺตํ โคตมํ อภูเตน อพฺภาจิกฺเขยฺยาม ธมฺมสฺส จานุธมฺมํ พฺยากเรยฺยาม น จ โกจิ สหธมฺมิโก วาทานุปาโต คารยฺหํ ฐานํ อาคจฺเฉยฺยาติ ฯ {๗๖.๒} เอวํ วุตฺตาหํ อานนฺท เต อญฺญติตฺถิเย ปริพฺพาชเก เอตทโวจํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ โข อาวุโส ทุกฺขํ วุตฺตํ มยา กึ ปฏิจฺจ ผสฺสํ ปฏิจฺจ อิติ วทํ วุตฺตวาที เจว เม อสฺส น จ มํ อภูเตน อพฺภาจิกฺเขยฺย ธมฺมสฺส จานุธมฺมํ พฺยากเรยฺย น จ โกจิ สหธมฺมิโก วาทานุปาโต คารยฺหํ ฐานํ อาคจฺเฉยฺย ฯ ตตฺราวุโส เย เต สมณพฺราหฺมณา กมฺมวาทา สยํกตํ ทุกฺขํ ปญฺญเปนฺติ ตทปิ ผสฺสปจฺจยา ฯ เยปิ เต ฯเปฯ เยปิ เต ฯเปฯ เยปิ เต สมณพฺราหฺมณา กมฺมวาทา อสยํการํ อปรการํ อธิจฺจ สมุปฺปนฺนํ ทุกฺขํ ปญฺญเปนฺติ ตทปิ ผสฺสปจฺจยา ฯ ตตฺราวุโส เย เต สมณพฺราหฺมณา กมฺมวาทา สยํกตํ ทุกฺขํ ปญฺญเปนฺติ เต วต อญฺญตฺร ผสฺสา ปฏิสํเวทยนฺตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ เยปิ เต ฯเปฯ เยปิ เต ฯเปฯ เยปิ เต สมณพฺราหฺมณา กมฺมวาทา อสยํการํ อปรการํ อธิจฺจ สมุปฺปนฺนํ ทุกฺขํ ปญฺญเปนฺติ เต วต อญฺญตฺร ผสฺสา ปฏิสํเวทยนฺตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ฯ
ดูกรอานนท์ สมัยหนึ่ง เราอยู่ที่เวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ใกล้กรุงราชคฤห์นี้แหละ ครั้งนั้นแล อานนท์ ในเวลาเช้า เรานุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปสู่กรุงราชคฤห์เพื่อบิณฑบาต ดูกรอานนท์ เรานั้นได้คิดดังนี้ว่า เวลานี้ยังเช้าเกินไปที่จะเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ อย่ากระนั้นเลย เราพึงเข้าไปยังอารามของพวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์เถิด ครั้งนั้นแล อานนท์ เราได้เข้าไปยังอารามของพวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์ ครั้นแล้ว ได้สนทนาปราศรัยกับปริพาชก-*อัญญเดียรถีย์เหล่านั้น ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ดูกรอานนท์ พอเรานั่งเรียบร้อยแล้ว พวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นได้กล่าวกะเราดังนี้ว่า ท่านพระโคดม มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเอง อนึ่ง มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นผู้กล่าวกรรมย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ผู้อื่นทำให้ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย อนึ่ง มีสมณพราหมณ์พวก-*หนึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมย่อมบัญญัติว่า ทุกข์เกิดเอง เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำ ในวาทะทั้ง ๔ นี้ ท่านพระโคดมกล่าวไว้อย่างไร บอกไว้อย่างไร ข้าพเจ้าทั้งหลายพยากรณ์อย่างไร จึงจะชื่อว่าเป็นผู้กล่าวตามที่ท่านพระโคดมกล่าวแล้ว จะไม่กล่าวตู่ท่านพระโคดมด้วยคำไม่จริง และพึงพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้ ดูกรอานนท์ เมื่อพวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นกล่าวแล้วอย่างนี้เราได้กล่าวกะพวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นดังนี้ว่า ดูกรท่านทั้งหลาย เรากล่าวว่าทุกข์เป็นของอาศัยเหตุเกิดขึ้น ทุกข์อาศัยผัสสะเกิดขึ้น บุคคลผู้กล่าวดังนี้จึงจะชื่อว่าเป็นผู้กล่าวตามที่เรากล่าวแล้ว ไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ ก็จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้ ดูกรท่านทั้งหลาย ในวาทะทั้ง ๔ นั้น แม้ทุกข์ที่พวก-*สมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ตนทำเอง ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ผู้อื่นทำให้ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ตนทำเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า เกิดเอง เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำ ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ดูกรท่านทั้งหลายในวาทะทั้ง ๔ นั้น พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเองเว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์ผู้อื่นทำให้ เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ดังนี้ ก็มิใช่ฐานะที่จะมีได้ แม้พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่าทุกข์ตนทำเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ดังนี้ ก็มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ถึงพวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์เกิดเองเพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้ เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ดังนี้ ก็มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ฯ
อจฺฉริยํ ภนฺเต อพฺภูตํ ภนฺเต ยตฺร หิ นาม เอเกน ปเทน สพฺโพ อตฺโถ วุตฺโต ภวิสฺสติ สิยา นุ โข ภนฺเต เอเสวตฺโถ วิตฺถาเรน วุจฺจมาโน คมฺภีโร เจว อสฺส คมฺภีราวภาโส จาติ ฯ เตนหานนฺท ตญฺเญเวตฺถ ปฏิภาตูติ ฯ
ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า น่าอัศจรรย์พระเจ้าข้า ไม่เคยมีพระเจ้าข้า ในการที่เนื้อความทั้งหมดจักเป็นอรรถอันพระองค์ตรัสแล้วด้วยบทๆเดียว เนื้อความนี้ เมื่อกล่าวโดยพิสดารจะเป็นอรรถอันลึกซึ้งด้วย เป็นอรรถมีกระแสความอันลึกซึ้งด้วย พึงมีไหมหนอ พระเจ้าข้า ดูกรอานนท์ ถ้ากระนั้นเนื้อความในเรื่องนี้จงแจ่มแจ้งกะเธอเองเถิด ฯ
สเจ มํ ภนฺเต เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ ชรามรณํ อาวุโส อานนฺท กึนิทานํ กึสมุทยํ กึชาติกํ กึปภวนฺติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยํ ชรามรณํ โข อาวุโส ชาตินิทานํ ชาติสมุทยํ ชาติชาติกํ ชาติปฺปภวนฺติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยํ ฯ {๗๘.๑} สเจ มํ ภนฺเต เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ ชาติ ปนาวุโส อานนฺท กึนิทานา กึสมุทยา กึชาติกา กึปภวาติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยํ ชาติ โข อาวุโส ภวนิทานา ภวสมุทยา ภวชาติกา ภวปฺปภวาติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยํ ฯ {๗๘.๒} สเจ มํ ภนฺเต เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ ภโว ปนาวุโส อานนฺท กึนิทาโน กึสมุทโย กึชาติโก กึปภโวติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยํ ภโว โข อาวุโส อุปาทานนิทาโน อุปาทานสมุทโย อุปาทานชาติโก อุปาทานปฺปภโวติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยํ ฯ {๗๘.๓} สเจ มํ ภนฺเต เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ อุปาทานํ ปนาวุโส ฯเปฯ ตณฺหา ปนาวุโส ฯเปฯ เวทนา ปนาวุโส ฯเปฯ สเจ มํ ภนฺเต เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ ผสฺโส ปนาวุโส อานนฺท กึนิทาโน กึสมุทโย กึชาติโก กึปภโวติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยํ ผสฺโส โข อาวุโส สฬายตนนิทาโน สฬายตนสมุทโย สฬายตนชาติโก สฬายตนปฺปภโว ฉนฺนํ เตฺวว อาวุโส ผสฺสายตนานํ อเสสวิราคนิโรธา ผสฺสนิโรโธ ผสฺสนิโรธา เวทนานิโรโธ เวทนานิโรธา ตณฺหานิโรโธ ตณฺหานิโรธา อุปาทานนิโรโธ อุปาทานนิโรธา ภวนิโรโธ ภวนิโรธา ชาตินิโรโธ ชาตินิโรธา ชรามรณํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา นิรุชฺฌนฺติ ฯ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิโรโธ โหตีติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยนฺติ ฯ จตุตฺถํ ฯ
ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าว่าชนเหล่าอื่นจะพึงถามข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ท่านอานนท์ ชราและมรณะมีอะไรเป็นเหตุมีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกรท่านทั้งหลาย ชราและมรณะมีชาติเป็นเหตุ มีชาติเป็นที่ตั้งขึ้น มีชาติเป็นกำเนิด มีชาติเป็นแดนเกิด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าว่าชนเหล่าอื่นพึงถามข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ท่านอานนท์ ก็ชาติเล่า มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด ดังนี้ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกรท่านทั้งหลาย ชาติมีภพเป็นเหตุ มีภพเป็นที่ตั้งขึ้น มีภพเป็นกำเนิด มีภพเป็นแดนเกิด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าว่าชนเหล่าอื่นพึงถามข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ท่านอานนท์ ก็ภพเล่ามีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด ดังนี้ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกรท่านทั้งหลาย ภพมีอุปาทานเป็นเหตุ มีอุปาทานเป็นที่ตั้งขึ้น มีอุปาทานเป็นกำเนิด มีอุปาทานเป็นแดนเกิด ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าว่าชนเหล่าอื่นพึงถามข้าพระองค์อย่างนี้ว่าท่านอานนท์ ก็อุปาทานเล่า มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด ดังนี้ ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า อุปาทานมีตัณหาเป็นเหตุ มีตัณหาเป็นที่ตั้งขึ้น มีตัณหาเป็นกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิด ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าว่าชนเหล่าอื่นพึงถามข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ท่านอานนท์ ก็ตัณหาเล่า มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด ดังนี้ ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ตัณหามีเวทนาเป็นเหตุ มีเวทนาเป็นที่ตั้งขึ้น มีเวทนาเป็นกำเนิด มีเวทนาเป็นแดนเกิด ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าว่าชนเหล่าอื่นพึงถามข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ท่านอานนท์ ก็เวทนาเล่า มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด ดังนี้ ข้าพระองค์ ถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกรท่านทั้งหลาย เวทนามีผัสสะเป็นเหตุมีผัสสะเป็นที่ตั้งขึ้น มีผัสสะเป็นกำเนิด มีผัสสะเป็นแดนเกิด ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าว่าชนเหล่าอื่นพึงถามข้าพระองค์ว่า ท่านอานนท์ ก็ผัสสะเล่า มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด ดังนี้ข้าพระองค์ ถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกรท่านทั้งหลาย ผัสสะมีสฬายตนะเป็นเหตุ มีสฬายตนะเป็นที่ตั้งขึ้น มีสฬายตนะเป็นกำเนิด มีสฬายตนะเป็นแดนเกิด ดูกรท่านทั้งหลาย ก็เพราะผัสสายตนะ ๖ นั่นแหละดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและมรณะโสกปริเทวทุกข-*โทมนัสและอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ถูกถามแล้วอย่างนี้ พึงพยากรณ์อย่างนี้ดังนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๔
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. อัญญติตถิยสูตร ว่าด้วยอัญเดียรถีย์
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน ... เขตกรุงราชคฤห์ ครั้นในเวลาเช้า ท่านพระสารีบุตรครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ ได้มีความคิดดังนี้ว่า “การเที่ยวไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ยังเช้านัก ทางที่ดี เราพึงเข้าไปยังอารามของพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกเถิด” ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรได้เข้าไปยังอารามของพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันกับพวกอัญเดียรถีย์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๔๓}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๓. ทสพลวรรค ๔. อัญญติตถิยสูตร ปริพาชกนั้น แล้วนั่ง ณ ที่สมควร พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกนั้น ได้กล่าวกับท่านพระสารีบุตรดังนี้ว่า “ท่านพระสารีบุตร มีสมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะพวกหนึ่งบัญญัติว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่ตนกระทำเอง อนึ่ง สมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะพวกหนึ่งบัญญัติว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่คนอื่นกระทำให้ สมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะพวกหนึ่งบัญญัติว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่ตนกระทำเองด้วย และเป็นสิ่งที่คนอื่นกระทำให้ด้วย อนึ่ง สมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะพวกหนึ่งบัญญัติว่า ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุที่ตนกระทำเองก็มิใช่และคนอื่นกระทำให้ก็มิใช่ ท่านพระสารีบุตร ก็ในวาทะเหล่านี้ พระสมณโคดมตรัสไว้อย่างไร ตรัสบอกไว้อย่างไร และพวกข้าพเจ้าจะตอบอย่างไร จึงจะชื่อว่าพูดตรงตามที่พระสมณโคดมตรัสไว้ ไม่ชื่อว่ากล่าวตู่พระสมณโคดมด้วยคำเท็จ ชื่อว่ากล่าวแก้อย่างสมเหตุสมผลทั้งไม่มีการคล้อยตามคำเช่นนั้นที่จะเป็นเหตุให้ถูกตำหนิได้” “ท่านทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ‘ทุกข์เป็นสภาวะที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นอาศัยปัจจัยอะไร คืออาศัยผัสสะ บุคคลผู้กล่าวถ้อยคำเช่นนี้ จึงชื่อว่าเป็นผู้พูดตรงตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ ไม่ชื่อว่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำเท็จ ชื่อว่ากล่าวแก้อย่างสมเหตุสมผลทั้งไม่มีการคล้อยตามคำเช่นนั้นที่จะเป็นเหตุให้ถูกตำหนิได้ ท่านทั้งหลาย ในวาทะทั้ง ๔ นั้น ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะบัญญัติว่า เป็นสิ่งที่ตนกระทำเอง ก็เกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ทุกข์ที่พวกสมณ-พราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะบัญญัติว่า เป็นสิ่งที่คนอื่นกระทำให้ ก็เกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะบัญญัติว่า เป็นสิ่งที่ตนกระทำเองด้วย และเป็นสิ่งที่คนอื่นกระทำให้ด้วย ก็เกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะบัญญัติว่า เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุที่ตนกระทำเองก็มิใช่ และคนอื่นกระทำให้ก็มิใช่ ก็เกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ท่านทั้งหลาย ในวาทะทั้ง ๔ นั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกสมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะบัญญัติว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่ตนกระทำเอง จะเสวยทุกข์เว้นจากผัสสะเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกสมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะบัญญัติว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่คนอื่นกระทำให้ จะเสวยทุกข์เว้นจากผัสสะ เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกสมณพราหมณ์ฝ่าย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๔๔}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๓. ทสพลวรรค ๔. อัญญติตถิยสูตร กรรมวาทะบัญญัติว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่ตนกระทำเองด้วย และเป็นสิ่งที่คนอื่นกระทำให้ด้วย จะเสวยทุกข์เว้นจากผัสสะ เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกสมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะบัญญัติว่า ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุที่ตนกระทำเองก็มิใช่ และคนอื่นกระทำให้ก็มิใช่ จะเสวยทุกข์เว้นจากผัสสะ” ท่านพระอานนท์ได้ฟังท่านพระสารีบุตรสนทนาปราศรัยกับพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เที่ยวไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์กลับจากบิณฑบาต หลังจากฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ครั้นแล้ว ได้กราบทูลคำสนทนาทั้งหมดของท่านพระสารีบุตรกับพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดีละ ดีละ อานนท์ ตามที่สารีบุตรพยากรณ์นั้น ชื่อว่าพึงพยากรณ์โดยชอบ เรากล่าวว่า ทุกข์เป็นสภาวะที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น อาศัยปัจจัยอะไร คืออาศัยผัสสะ บุคคลผู้กล่าวถ้อยคำเช่นนี้ จึงชื่อว่าเป็นผู้พูดตรงตามที่เรากล่าวไว้ ไม่ชื่อว่ากล่าวตู่เราด้วยคำเท็จ ชื่อว่ากล่าวแก้อย่างสมเหตุสมผลทั้งไม่มีการคล้อยตามคำเช่นนั้นที่จะเป็นเหตุให้ถูกตำหนิได้ ในวาทะทั้ง ๔ นั้น ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะบัญญัติว่า เป็นสิ่งที่ตนกระทำเอง ก็เกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ฯลฯ ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะบัญญัติว่า เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุที่ตนกระทำเองก็มิใช่ และคนอื่นกระทำให้ก็มิใช่ ก็เกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ในวาทะทั้ง ๔ นั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกสมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะ บัญญัติว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่ตนกระทำเอง จะเสวยทุกข์เว้นจากผัสสะ ฯลฯ เป็นไปไม่ได้ที่พวกสมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะบัญญัติว่า ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุที่ตนกระทำเองก็มิใช่ และคนอื่นกระทำให้ก็มิใช่ จะเสวยทุกข์เว้นจากผัสสะ สมัยหนึ่ง เราอยู่ที่เวฬุวัน สถานที่ให้เหยื่อกระแต เขตกรุงราชคฤห์นี้แหละครั้นในเวลาเช้า เราครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ อานนท์ เราได้มีความคิดดังนี้ว่า ‘การเที่ยวไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ยังเช้านัก ทางที่ดี เราพึงเข้าไปยังอารามของพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกเถิด’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๔๕}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๓. ทสพลวรรค ๔. อัญญติตถิยสูตร ครั้งนั้น เราได้เข้าไปยังอารามของพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชก ได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันกับพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชก แล้วนั่ง ณ ที่สมควร พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกได้กล่าวคำนี้กับเราว่า “ท่านพระโคดม สมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะพวกหนึ่งบัญญัติว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่ตนกระทำเอง อนึ่ง สมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะพวกหนึ่งบัญญัติว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่คนอื่นกระทำให้ สมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะพวกหนึ่งบัญญัติว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่ตนกระทำเองด้วย และเป็นสิ่งที่คนอื่นกระทำให้ด้วย อนึ่ง สมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะพวกหนึ่งบัญญัติว่า ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุที่ตนกระทำเองก็มิใช่และคนอื่นกระทำให้ก็มิใช่ ก็ในวาทะเหล่านี้ ท่านพระโคดมตรัสไว้อย่างไร ตรัสบอกไว้อย่างไร และพวกข้าพเจ้าจะตอบว่าอย่างไร จึงจะชื่อว่าพูดตรงตามที่พระโคดมตรัสไว้ ไม่ชื่อว่ากล่าวตู่ท่านพระโคดมด้วยคำเท็จ ชื่อว่ากล่าวแก้อย่างสมเหตุสมผล ทั้งไม่มีการคล้อยตามคำเช่นนั้นที่จะเป็นเหตุให้ถูกตำหนิได้” อานนท์ เมื่ออัญเดียรถีย์ปริพาชกกล่าวอย่างนี้แล้ว เราได้กล่าวว่า ‘ท่านทั้งหลาย เรากล่าวว่า ทุกข์เป็นสภาวะที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น อาศัยปัจจัยอะไร คืออาศัยผัสสะ บุคคลผู้กล่าวถ้อยคำเช่นนี้ จึงชื่อว่าเป็นผู้พูดตรงตามที่เรากล่าวไว้ไม่ชื่อว่ากล่าวตู่เราด้วยคำเท็จ ชื่อว่ากล่าวแก้อย่างสมเหตุสมผล ทั้งไม่มีการคล้อยตามคำเช่นนั้นที่จะเป็นเหตุให้ถูกตำหนิได้’ ท่านทั้งหลาย ในวาทะทั้ง ๔ นั้น ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ฝ่ายกรรม- วาทะบัญญัติว่า เป็นสิ่งที่ตนกระทำเอง ก็เกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะบัญญัติว่า เป็นสิ่งที่คนอื่นกระทำให้ ก็เกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะบัญญัติว่า เป็นสิ่งที่ตนกระทำเองด้วย และเป็นสิ่งที่คนอื่นกระทำให้ด้วย ก็เกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะบัญญัติว่า เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุที่ตนกระทำเองก็มิใช่ และคนอื่นกระทำให้ก็ไม่ใช่ ก็เกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๔๖}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๓. ทสพลวรรค ๔. อัญญติตถิยสูตร ท่านทั้งหลาย ในวาทะทั้ง ๔ นั้น เป็นไปไม่ได้ที่พวกสมณพราหมณ์ฝ่าย กรรมวาทะบัญญัติว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่ตนกระทำเอง จะเสวยทุกข์เว้นจากผัสสะ ฯลฯ พวกสมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะ ฯลฯ พวกสมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะ ฯลฯ พวกสมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะบัญญัติว่า ทุกข์ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุที่ตนกระทำเองก็มิใช่ และคนอื่นกระทำให้ก็มิใช่ จะเสวยทุกข์เว้นจากผัสสะ “พระพุทธเจ้าข้า น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ ที่เนื้อความทั้งหมด พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ด้วยบทๆ เดียว พึงมีหรือ ที่เนื้อความเหมือนอย่างนี้ เมื่อพระองค์ตรัสโดยพิสดาร จะเป็นเนื้อความที่ลึกซึ้งด้วย จะเป็นกระแสความที่ลึกซึ้งด้วย” “อานนท์ ถ้าเช่นนั้น เนื้อความในเรื่องนี้จงปรากฏชัดแก่เธอเองเถิด” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าใครๆ พึงถามข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ‘ท่านอานนท์ชราและมรณะมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด’ ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้ พึงตอบอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลาย ชราและมรณะ มีชาติเป็นเหตุ มีชาติเป็นเหตุเกิด มีชาติเป็นกำเนิด มีชาติเป็นแดนเกิด’ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้ ตอบอย่างนี้ พระพุทธเจ้าข้า’ ถ้าใครๆ พึงถามข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ‘ท่านพระอานนท์ ชาติมีอะไรเป็นเหตุมีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด’ ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้พึงตอบอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลาย ชาติมีภพเป็นเหตุ มีภพเป็นเหตุเกิด มีภพเป็นกำเนิดมีภพเป็นแดนเกิด’ ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้ พึงตอบอย่างนี้ พระพุทธเจ้าข้า’ ‘ถ้าใครๆ พึงถามข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ‘ท่านอานนท์ ภพมีอะไรเป็นเหตุมีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด’ ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้พึงตอบอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลาย ภพมีอุปาทานเป็นเหตุ มีอุปาทานเป็นเหตุเกิดมีอุปาทานเป็นกำเนิด มีอุปาทานเป็นแดนเกิด’ ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้ พึงตอบอย่างนี้ พระพุทธเจ้าข้า’ ถ้าใครๆ พึงถามข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ‘ท่านอานนท์ อุปาทาน ฯลฯ ตัณหาฯลฯ เวทนา ฯลฯ ผัสสะมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิดมีอะไรเป็นแดนเกิด’ ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้ พึงตอบอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลายผัสสะมีสฬายตนะเป็นเหตุ มีสฬายตนะเป็นเหตุเกิด มีสฬายตนะเป็นกำเนิด มีสฬายตนะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๔๗}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๓. ทสพลวรรค ๕. ภูมิชสูตร เป็นแดนเกิด’ ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้ พึงตอบอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลาย ก็เพราะผัสสายตนะทั้ง ๖ นั้น ดับไปไม่เหลือด้วยวิราคะ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้ พึงตอบดังกล่าวมานี้แล”อัญญติตถิยสูตรที่ ๔ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอัญญติตถิยสูตรที่ ๔
พึงทราบวินิจฉัยในอัญญติตถิยสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ปาวิสิ แปลว่า เข้าไปแล้ว. ก็ท่านพระสารีบุตรนั้นเข้าไปแล้วก่อน. แต่ท่านกล่าวอย่างนี้ ก็เพราะท่านพระสารีบุตรออกไปแล้วด้วยคิดว่า จักเข้าไป. ถามว่า เหมือนอะไร. เหมือนบุรุษผู้ออกไปแล้ว ด้วยคิดว่าจักไปบ้าน แม้ยังไม่ถึงบ้าน เมื่อเขาถามว่า ผู้มีชื่อนี้ไปไหน ก็ตอบว่าไปบ้าน ฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้น.
บทว่า อติปฺปโค ความว่า ได้ยินว่า ในครั้งนั้น วันที่ออกไปยังเช้านักสำหรับพระเถระ. เหล่าภิกษุที่ออกไปเวลาเช้าตรู่ ย่อมจะชักช้าอยู่จนถึงเวลาภิกขาจาร ในสถานที่เหล่านี้คือ ที่ลานต้นโพธิ์ ที่ลานพระเจดีย์ ที่ครองผ้าเป็นประจำ. แต่พระเถระคิดว่า เราจักทำการพูดจาคำสองคำกับพวกปริพาชก จนกว่าจะถึงเวลาภิกขาจาร จึงได้ดำริว่า ยนฺนูนาหํ ถ้ากระไรเรา เป็นต้น.
บทว่า ปริพฺพาชกานํ อาราโม ความว่า เขาว่า อารามนั้น อยู่ระหว่างประตูด้านใต้ กับพระเวฬุวัน.
บทว่า อิธ ได้แก่ในฐานะ ๔ เหล่านี้. บทว่า กึวาที กิมกฺขายี ได้แก่ [พระสมณโคดม] ห้ามอะไร บอกอะไร. พระเถระถามว่า พวกปริพาชกจักให้อะไรในข้อนี้แก่พระสมณโคดม.
บทว่า ธมฺมสฺส จานุธมฺมํ พฺยากเรยฺยาม ความว่า ท่านพระโคดมตรัสเหตุอันใด พวกเราพึงกล่าวเหตุตามสมควรแก่เหตุอันนั้น.
บทว่า สหธมฺมิโก วาทานุปาโต ความว่า สหธรรมิกผู้ร่วมประพฤติธรรมไรๆ แม้มีจำนวนน้อย เป็นผู้เป็นไปกับเหตุด้วยเหตุแห่งคำอันชมเหล่าอื่นกล่าวแล้ว ชื่อว่าตกไปตามวาทะ เข้าถึงวาทะของพระสมณโคดม ไม่พึงมาถึงเหตุที่เหล่าผู้รู้ควรติเตียนอย่างไร. ท่านอธิบายไว้อย่างนี้ว่า เหตุที่น่าติเตียนในวาทะของพระสมณโคดม ด้วยอาการที่เป็นจริง จะไม่พึงมีได้อย่างไร.
บทว่า อิติ วทํ ความว่า บุคคลเมื่อกล่าวอย่างนี้ว่า ทุกข์มีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย.
บทว่า ตตฺร ได้แก่ ในวาทะ ๔ เหล่านั้น.
คำว่า เต วต อญฺญตฺร ผสฺสา นี้ เป็นคำสาธกปฏิญญาว่า แม้ข้อนั้นมีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย. อธิบายในข้อนั้น มีดังนี้ว่า ก็เพราะเหตุที่เว้นผัสสะเสีย การเสวยทุกข์ก็ไม่มี ฉะนั้น ข้อนั้นก็พึงทราบเหมือนคำว่า แม้ข้อนั้นมีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย.
สาธุการนี้ว่า สาธุ สาธุ อานนฺท พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ประทานแก่พระสารีบุตรเถระ แต่ [นั่น] พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรึกษากับพระอานนทเถระ.
คำว่า อิท ในคำว่า เอกมิทาหํ นี้ เป็นเพียงนิบาต. ความว่า สมัยหนึ่ง. คำนี้ท่านกล่าวเพื่อแสดงว่า มิใช่พระสารีบุตรเท่านั้นเข้าไปกรุงราชคฤห์อย่างเดียว ถึงเราก็เข้าไป. มิใช่วิตกนี้เกิดแก่พระสารีบุตรอย่างเดียวเท่านั้น ก็เกิดขึ้นแม้แก่เรา. การกล่าวกับพวกเดียรถีย์นี้ มิใช่เกิดแก่สารีบุตรนั้นอย่างเดียวเท่านั้นการกล่าวนั้น ก็เคยเกิดแม้แก่เรา.
คำ ๒ คำนี้ว่า อจฺฉริยํ อพฺภูตํ เป็นคำแสดงความพิศวง [อัศจรรย์] อย่างเดียว. ก็ความของคำในคำทั้ง ๒ นั้นว่า ที่ชื่อว่าอัจฉริยะ เพราะควรแก่การดีดนิ้ว [ปรบมือ]. ชื่อว่า อัพภูตะ เพราะไม่เคยมี ก็มีขึ้น.
บทว่า เอเกน ปเทน ได้แก่ ด้วยบทบทเดียวนี้ว่า ทุกข์มีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย. ตรัสความคัดค้านบททั้งหลาย ทุกแห่ง ด้วยบทเหล่านั้น.
บทว่า เอเสวตฺโถ ความว่า นั้นนั่นแล เป็นความแห่งปฏิจจสมุปบาทที่ว่า ทุกข์มีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย.
บทว่า ตญฺเญเวตฺถ ปฏิภาตุ แปลว่า ในข้อนั้นญาณจงปรากฏในพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น.
บัดนี้ พระเถระเมื่อจะทำความข้อนั้นให้ลึกซึ้งและมีโอภาสลึกซึ้งด้วยปฏิจจสมุปบาทกถามีชรามรณะเป็นต้น จึงกล่าวว่า สเจ มํ ภนฺเต เป็นต้น ถ้อยคำมีบทใดเป็นมูลเกิดขึ้น ก็ยึดถือบทนั้นแล้วแสดงวิวัฏฏะ จึงกล่าวว่า ฉนฺนํ เตฺวว เป็นต้น.
คำที่เหลือ ความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอัญญติตถิยสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------