๘. เจตนาสูตร ที่ ๑
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ๘. เจตนาสูตรที่ ๑
สาวตฺถิยํ วิหรติ ... ยญฺจ ภิกฺขเว เจเตติ ยญฺจ ปกปฺเปติ ยญฺจ อนุเสติ อารมฺมณเมตํ โหติ วิญฺญาณสฺส ฐิติยา อารมฺมเณ สติ ปติฏฺฐา วิญฺญาณสฺส โหติ ตสฺมึ ปติฏฺฐิเต วิญฺญาเณ วิรูเฬฺห อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ โหติ อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติยา สติ อายตึ ชาติชรามรณํ โสกปริเทว- ทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ โน จ ภิกฺขเว เจเตติ โน จ ปกปฺเปติ อถ จ อนุเสติ อารมฺมณเมตํ โหติ วิญฺญาณสฺส ฐิติยา อารมฺมเณ สติ ปติฏฺฐา วิญฺญาณสฺส โหติ ตสฺมึ ปติฏฺฐิเต วิญฺญาเณ วิรูเฬฺห อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ โหติ อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติยา สติ อายตึ ชาติชรามรณํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมจงใจ ย่อมดำริ และครุ่นคิดถึงสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นอารัมณปัจจัยเพื่อความตั้งอยู่แห่งวิญญาณ เมื่อมีอารัมณปัจจัย ความตั้งมั่นแห่งวิญญาณจึงมีเมื่อวิญญาณนั้นตั้งมั่นแล้ว เจริญขึ้นแล้ว ความบังเกิดคือภพใหม่ต่อไปจึงมี เมื่อมีความบังเกิดคือภพใหม่ต่อไป ชาติ ชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส จึงมีต่อไป ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่จงใจ ไม่ดำริ แต่ยังครุ่นคิดถึงสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นอารัมณปัจจัยเพื่อความตั้งอยู่แห่งวิญญาณ เมื่อมีอารัมณปัจจัย ความตั้งมั่นแห่งวิญญาณจึงมี เมื่อวิญญาณนั้นตั้งมั่นแล้ว เจริญขึ้นแล้ว ความบังเกิดคือภพใหม่ต่อไปจึงมี เมื่อมีความบังเกิดคือภพใหม่ต่อไป ชาติชราและมรณะ โสก-*ปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงมีต่อไป ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
ยโต จ โข ภิกฺขเว โน จ เจเตติ โน จ ปกปฺเปติ โน จ อนุเสติ อารมฺมณเมตํ น โหติ วิญฺญาณสฺส ฐิติยา อารมฺมเณ อสติ ปติฏฺฐา วิญฺญาณสฺส น โหติ ตทปฺปติฏฺฐิเต วิญฺญาเณ อวิรูเฬฺห อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ น โหติ อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติยา อสติ อายตึ ชาติชรามรณํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา นิรุชฺฌนฺติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิโรโธ โหตีติ ฯ อฏฺฐมํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุไม่จงใจ ไม่ดำริ และไม่ครุ่นคิดถึงสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมไม่เป็นอารัมณปัจจัยเพื่อความตั้งอยู่แห่งวิญญาณ เมื่อไม่มีอารัมณปัจจัย ความตั้งมั่นแห่งวิญญาณจึงไม่มี เมื่อวิญญาณนั้นไม่ตั้งมั่นแล้ว ไม่เจริญขึ้นแล้ว ความบังเกิดคือภพใหม่ต่อไปจึงไม่มี เมื่อความบังเกิดคือภพใหม่ต่อไปไม่มี ชาติชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสต่อไปจึงดับความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ จบ สูตรที่ ๘
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘. เจตนาสูตร ว่าด้วยเจตนา
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ... เขตกรุงสาวัตถี “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุจงใจ ดำริ และนึกคิดถึงสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นอารัมมณปัจจัยเพื่อความตั้งมั่นแห่งวิญญาณ เมื่ออารัมมณปัจจัยมี ความตั้งมั่นแห่งวิญญาณจึงมีเมื่อวิญญาณนั้นตั้งมั่นแล้ว เจริญขึ้นแล้ว ความบังเกิดแห่งภพใหม่ต่อไปจึงมี เมื่อความบังเกิดแห่งภพใหม่ต่อไปมี ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาสจึงมีต่อไป ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้@เชิงอรรถ : @ กรรมเก่า ในที่นี้เป็นโวหารที่ท่านเรียกกายที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจการปรุงแต่งแห่งปัจจัยทั้งหลาย@(ตามกระแสปฏิจจสมุปบาท) (สํ.นิ.อ. ๒/๓๗/๘๐) @ อารัมมณปัจจัย ในที่นี้หมายถึงธรรมชาติมีเจตนาเป็นต้น (สํ.นิ.อ. ๒/๓๘/๘๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๗๙}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๔. กฬารขัตติยวรรค ๙. ทุติยเจตนาสูตร ภิกษุไม่จงใจ ไม่ดำริ แต่ยังนึกคิดถึงสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นอารัมมณปัจจัย เพื่อความตั้งมั่นแห่งวิญญาณ เมื่ออารัมมณปัจจัยมี ความตั้งมั่นแห่งวิญญาณจึงมี เมื่อวิญญาณนั้นตั้งมั่นแล้ว เจริญขึ้นแล้ว ความบังเกิดแห่งภพใหม่ต่อไปจึงมี เมื่อความบังเกิดแห่งภพใหม่ต่อไปมี ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงมีต่อไป ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้ ภิกษุไม่จงใจ ไม่ดำริ และไม่นึกคิดถึงสิ่งใด สิ่งนั้นไม่เป็นอารัมมณปัจจัยเพื่อความตั้งมั่นแห่งวิญญาณ เมื่ออารัมมณปัจจัยไม่มี ความตั้งมั่นแห่งวิญญาณจึงไม่มีเมื่อวิญญาณนั้นไม่ตั้งมั่นแล้ว ไม่เจริญขึ้นแล้ว ความบังเกิดแห่งภพใหม่ต่อไปจึงไม่มีเมื่อความบังเกิดแห่งภพใหม่ต่อไปไม่มี ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส และอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้”เจตนาสูตรที่ ๘ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาเจตนาสูตรที่ ๘
พึงทราบวินิจฉัยในเจตนาสูตรที่ ๘ ต่อไป.
ข้อว่า ยญฺจ ภิกฺขเว เจเตติ "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมจงใจสิ่งใด" อธิบายว่า ย่อมจงใจ คือยังความจงใจใดให้เป็นไป.
ข้อว่า ยญฺจ ปกปฺเปติ "ย่อมดำริสิ่งใด" อธิบายว่า ย่อมดำริ คือยังความดำริใดให้เป็นไป.
ข้อว่า ยญฺจ อนุเสติ "ย่อมครุ่นคิดถึงสิ่งใด" อธิบายว่า ย่อมครุ่นคิด คือยังความครุ่นคิดใดให้เป็นไป.
ก็ในข้อความนี้ ความจงใจอันเป็นกุศลและอกุศล ที่เป็นไปในภูมิ ๓ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาว่า ย่อมจงใจ ความดำริด้วยตัณหาและทิฏฐิในจิตอันเกิดพร้อมด้วยโลภะ ๘ ดวง ทรงถือเอาว่า ย่อมดำริ. ความครุ่นคิด ทรงถือเอาด้วยที่สุดแห่งเจตนา ๑๒ ที่เกิดพร้อมกัน และด้วยที่สุดแห่งอุปนิสัยว่า ย่อมครุ่นคิด.
ข้อว่า อารมฺมณเมตํ โหติ "สิ่งนั้นเป็นอารัมมณปัจจัย" ได้แก่ ธรรมชาติมีเจตนาเป็นต้นนี้ เป็นปัจจัย. และปัจจัยทรงประสงค์เอาว่า อารมณ์ในที่นี้.
ข้อว่า วิญฺญาณสฺส ฐิติยา "เพื่อความตั้งอยู่แห่งวิญญาณ" คือเพื่อความตั้งอยู่แห่งกรรมวิญญาณ.
ข้อว่า อารมฺมเณ สติ เมื่อมีอารัมมณปัจจัย ได้แก่ เมื่อปัจจัยนั้นมีอยู่.
บทว่า ปติฏฺฐา วิญฺญาณสฺส โหติ ความว่า ย่อมเป็นที่ตั้งอาศัยแห่งกรรมวิญญาณนั้น.
บทว่า ตสฺมึ ปติฏฺฐิเต วิญฺญาเณ ได้แก่ เมื่อกัมมวิญญาณนั้นตั้งมั่นแล้ว.
บทว่า วิรุฬฺเห "เจริญขึ้นแล้ว" ได้แก่ เมื่อเกิดมูลเหตุแห่งการบังเกิด เพราะสามารถให้กรรมทรุดโทรมไปแล้วชักปฏิสนธิมา.
บทว่า ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ แปลว่า ความบังเกิด กล่าวคือภพใหม่. ขณะที่ความจงใจอันเป็นไปในภูมิ ๓ ไม่เป็นไป พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยคำนี้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุไม่จงใจ"ขณะที่ความดำริเรื่องตัณหาและทิฏฐิไม่เป็นไป พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยคำว่า "โน จ ภิกฺขเว เจเตติ ก็ภิกษุไม่ดำริ,"
ด้วยบทว่า โน จ ปกปฺเปติ ท่านกล่าวถึงขณะแห่งความดำริด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิไม่เป็นไป. กิริยาที่เป็นกามาพจร คือความครุ่นคิด ในวิบากอันเป็นไปในภูมิ ๓ ทรงถือเอาด้วยคำว่า "อนุเสติ ย่อมครุ่นคิด."ในคำว่า "อนุเสติ" นี้ ทรงถือเอาผู้ที่ยังละความครุ่นคิดไม่ได้.
ข้อว่า อารมฺมณเมตํ โหติ "อารัมมณปัจจัยนั้นย่อมมี" หมายความว่า เมื่อความครุ่นคิดมีอยู่ ความครุ่นคิดนั้นจึงเป็นปัจจัย (แห่งกัมมวิญญาณ) โดยแท้ เพราะความเกิดขึ้นแห่งกัมมวิญญาณเป็นสิ่งที่ใครห้ามไม่ได้.
ในบทว่า โน จ เจเตติ "ก็ภิกษุไม่จงใจ" เป็นต้น กุศลเจตนาและอกุศลเจตนาอันเป็นไปในภูมิ ๓พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในบทที่ ๑. ตัณหาและทิฏฐิในจิต ๘ ดวง ตรัสไว้ในบทที่ ๒. ความครุ่นคิดที่บุคคลครุ่นคิด โดยที่สุดที่ยังละไม่ได้ในธรรมมีประการดังกล่าวแล้ว ตรัสไว้ในบทที่ ๓.
อีกอย่างหนึ่ง เพื่อมิให้ฉงนในพระสูตรนี้ ควรทราบหมวด ๔ ดังนี้คือ
ย่อมจงใจ ย่อมดำริ ย่อมครุ่นคิด หมวด ๑.
ย่อมไม่จงใจ แต่ดำริ และครุ่นคิด หมวด ๑.
ย่อมไม่จงใจ ไม่ดำริ แต่ครุ่นคิด หมวด ๑.
ย่อมไม่จงใจ ไม่ดำริ และไม่ครุ่นคิด หมวด ๑.
ในหมวด ๔ นั้น การกำหนดธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ในนัยที่ ๑. กุศลเจตนาอันเป็นไปในภูมิ ๓ และอกุศลเจตนา ๔ ทรงถือเอาว่า "จงใจ" ในนัยที่ ๒. ตัณหาและทิฏฐิในจิต ๘ ดวง ทรงกล่าวว่า "ไม่ดำริ" ความครุ่นคิด โดยที่สุดแห่งอุปนิสัยในกุศลอันเป็นไปในภูมิ ๓ ก็ดีโดยที่สุดแห่งปัจจัยที่เกิดพร้อมกันในอกุศลเจตนา ๔ ก็ดี โดยที่สุดแห่งอุปนิสัยก็ดี ทรงถือเอาว่า "อนุสโย ครุ่นคิด." กุศลและอกุศลที่เป็นไปในภูมิ ๓ ทรงกล่าวว่า "ไม่จงใจ" ในนัยที่ ๓. ตัณหาและทิฏฐิในจิต ๘ ดวง ทรงกล่าวว่า "ไม่ดำริ" พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามจิตที่มาในพระสูตร แล้วทรงถือเอาอุปนิสัยโดยที่สุดที่ยังละไม่ได้ในกุศลจิต อกุศลจิต วิปากจิต กิริยาจิต ที่เป็นไปในภูมิ ๓ และรูป ด้วยคำว่า "ย่อมครุ่นคิด." นัยที่ ๔ เช่นกับนัยก่อนแล.
บทว่า ตทปฺปติฏฺฐิเต แปลว่า เมื่อวิญญาณนั้นไม่ตั้งมั่นแล้ว.
บทว่า อวิรุฬฺเห "ไม่เจริญขึ้นแล้ว" ได้แก่ เมื่อเกิดมูลแห่งการไม่บังเกิด เพราะสามารถให้กรรมทรุดโทรมแล้วชักปฏิสนธิมา.
ถามว่า ก็ในวาระที่ ๓ นี้ท่านกล่าวถึงอะไร.
แก้ว่า กล่าวถึงกิจของอรหัตมรรค.
จะกล่าวว่า การกระทำกิจของพระขีณาสพบ้าง นวโลกุตรธรรมบ้าง ก็ควร.
แต่ในวาระนี้ มีอธิบายว่า ระหว่างวิญญาณกับภพใหม่ในอนาคตเป็นสนธิอันหนึ่ง ระหว่างเวทนากับตัณหาเป็นสนธิอันหนึ่ง ระหว่างภพกับชาติเป็นสนธิอันหนึ่ง.
จบอรรถกถาปฐมเจตนาสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------