๗. ปัจจยสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๘๘สาวตฺถิยํ วิหรติ ... อวิชฺชาปจฺจยา ภิกฺขเว สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ฯเปฯ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ
๘๙กตมญฺจ ภิกฺขเว ชรามรณํ ฯ ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ตมฺหิ ตมฺหิ สตฺตนิกาเย ชรา ชีรณตา ขณฺฑิจฺจํ ปาลิจฺจํ วลิตฺตจตา อายุโน สํหานิ อินฺทฺริยานํ ปริปาโก อยํ วุจฺจติ ชรา ฯ ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ตมฺหา ตมฺหา สตฺตนิกายา จุติ จวนตา เภโท อนฺตรธานํ มจฺจุ มรณํ กาลกิริยา ขนฺธานํ เภโท กเฬวรสฺส นิกฺเขโป ชีวิตินฺทฺริยสฺส อุปจฺเฉโท อิทํ วุจฺจติ มรณํ ฯ อิติ อยญฺจ ชรา อิทญฺจ มรณํ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ชรามรณํ ฯ ชาติสมุทยา ชรามรณสมุทโย ชาตินิโรธา ชรามรณนิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ชรามรณนิโรธคามินี ปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ ฯ {๘๙.๑} กตมา จ ภิกฺขเว ชาติ ฯเปฯ กตโม จ ภิกฺขเว ภโว ... กตมญฺจ ภิกฺขเว อุปาทานํ ... กตมา จ ภิกฺขเว ตณฺหา ... กตมา จ ภิกฺขเว เวทนา ... กตโม จ ภิกฺขเว ผสฺโส ... กตมญฺจ ภิกฺขเว สฬายตนํ ... กตมญฺจ ภิกฺขเว นามรูปํ ... กตมญฺจ ภิกฺขเว วิญฺญาณํ ... กตเม จ ภิกฺขเว สงฺขารา ตโยเม ภิกฺขเว สงฺขารา กายสงฺขาโร วจีสงฺขาโร จิตฺตสงฺขาโร อิเม วุจฺจนฺติ ภิกฺขเว สงฺขารา ฯ อวิชฺชาสมุทยา สงฺขารสมุทโย อวิชฺชานิโรธา สงฺขารนิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค สงฺขารนิโรธคามินี ปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ
๙๐ยโต โข ภิกฺขเว อริยสาวโก เอวํ ปจฺจยํ ปชานาติ เอวํ ปจฺจยสมุทยํ ปชานาติ เอวํ ปจฺจยนิโรธํ ปชานาติ เอวํ ปจฺจยนิโรธคามินึ ปฏิปทํ ปชานาติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อริยสาวโก ทิฏฺฐิสมฺปนฺโน อิติปิ ทสฺสนสมฺปนฺโน อิติปิ อาคโต อิมํ สทฺธมฺมํ อิติปิ ปสฺสติ อิมํ สทฺธมฺมํ อิติปิ เสกฺเขน ญาเณน สมนฺนาคโต อิติปิ เสกฺขาย วิชฺชาย สมนฺนาคโต อิติปิ ธมฺมโสตํ สมาปนฺโน อิติปิ อริโย นิพฺเพธิกปญฺโญ อิติปิ อมตทฺวารํ อาหจฺจ ติฏฺฐติ อิติปีติ ฯ สตฺตมํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. ปัจจยสูตร ว่าด้วยปัจจัย
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ... เขตกรุงสาวัตถี “ภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๕๒}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๓. ทสพลวรรค ๗. ปัจจยสูตร ชราและมรณะ เป็นอย่างไร คือ ความแก่ ความคร่ำคร่า ความมีฟันหลุด ความมีผมหงอก ความมี หนังเหี่ยวย่น ความเสื่อมอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่า ชรา ความจุติ ความเคลื่อนไป ความทำลายไป ความหายไป ความตายกล่าวคือมฤตยู การทำกาละ ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งร่างกาย ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ของเหล่าสัตว์นั้นๆ จากหมู่สัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่า มรณะ ชราและมรณะ ดังพรรณนามาฉะนี้ นี้เรียกว่า ชราและมรณะ เพราะชาติเกิด ชราและมรณะจึงเกิด เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น คือ ๑. สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ) ๒. สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ) ๓. สัมมาวาจา (วาจาชอบ) ๔. สัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ) ๕. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ) ๖. สัมมาวายามะ (พยายามชอบ) ๗. สัมมาสติ (ระลึกชอบ) ๘. สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ) ชื่อว่าปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ ชาติเป็นอย่างไร ฯลฯ ภพเป็นอย่างไร ... อุปาทานเป็นอย่างไร ... ตัณหาเป็นอย่างไร ... เวทนาเป็นอย่างไร ... ผัสสะเป็นอย่างไร ... สฬายตนะเป็นอย่างไร ... นามรูปเป็นอย่างไร ... วิญญาณเป็นอย่างไร สังขารทั้งหลาย มีเท่าไร สังขารมี ๓ ประการนี้ คือ ๑. กายสังขาร (สภาวะที่ปรุงแต่งกาย) ๒. วจีสังขาร (สภาวะที่ปรุงแต่งวาจา) ๓. จิตตสังขาร (สภาวะที่ปรุงแต่งใจ) นี้เรียกว่า สังขารทั้งหลาย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๕๓}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๓. ทสพลวรรค ๘. ภิกขุสูตร เพราะอวิชชาเกิด สังขารจึงเกิด เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น คือ ๑. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ๘. สัมมาสมาธิ ชื่อว่าปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งสังขาร ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดอริยสาวกรู้ชัดปัจจัยอย่างนี้ รู้ชัดความเกิดแห่งปัจจัยอย่างนี้ รู้ชัดความดับแห่งปัจจัยอย่างนี้ รู้ชัดปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งปัจจัยอย่างนี้ เมื่อนั้นอริยสาวกนี้เราเรียกว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ บ้าง ผู้ถึงพร้อมด้วยทัศนะบ้าง ผู้ถึงสัทธรรมนี้บ้าง เห็นสัทธรรมนี้บ้าง ประกอบด้วยญาณอันเป็นเสขะบ้างประกอบด้วยวิชชาอันเป็นเสขะบ้าง บรรลุกระแสแห่งธรรมบ้าง เป็นพระอริยะผู้มีปัญญาเพิกถอนกิเลสบ้าง ดำรงอยู่ใกล้ประตูอมตนิพพานบ้าง” ปัจจยสูตรที่ ๗ จบ ๘. ภิกขุสูตร ว่าด้วยภิกษุ
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ... เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้น ฯลฯ “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ รู้ชัดชราและมรณะ รู้ชัดความเกิดแห่งชราและมรณะ รู้ชัดความดับแห่งชราและมรณะ รู้ชัดปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ รู้ชัดชาติ ฯลฯ รู้ชัดภพ ... รู้ชัดอุปาทาน ... รู้ชัดตัณหา ... รู้ชัดเวทนา... รู้ชัดผัสสะ ... รู้ชัดสฬายตนะ ... รู้ชัดนามรูป ... รู้ชัดวิญญาณ ... รู้ชัดสังขารทั้งหลายรู้ชัดความเกิดแห่งสังขาร รู้ชัดความดับแห่งสังขาร รู้ชัดปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งสังขาร @เชิงอรรถ : @ ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ในที่นี้หมายถึงถึงพร้อมด้วยมรรค (สํ.นิ.อ. ๒/๒๗/๖๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๕๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปฏิจจสมุปปาทสูตรที่ ๗
พึงทราบวินิจฉัยในปฏิจจสมุปปาทสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้.
____________________________
พระสูตรเป็นปัจจยสูตร.
เมื่อตรัสปฏิจจสมุปบาท ตามลำดับ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาบทสุดท้าย ตรัสว่า กตมญฺจ ภิกฺขเว ชรามรณํ เป็นต้น.
บทว่า เอวํ ปจฺจยํ ปชานาติ ความว่า อริยสาวกรู้ชัดถึงปัจจัยด้วยอำนาจทุกขสัจอย่างนี้. แม้ปัจจยสมุทัยเป็นต้น ก็พึงทราบด้วยอำนาจสมุทยสัจเป็นต้นเหมือนกัน.
บทว่า ทิฏฺฐิสมฺปนฺโน ได้แก่ สมบูรณ์ด้วยปัญญา ในมรรค.
บทว่า ทสฺสนสมฺปนฺโน เป็นไวพจน์ของบทว่า ทิฏฺฐิสมฺปนฺโน นั้นนั่นเอง.
บทว่า อิมํ สทฺธมฺมํ ได้แก่ มาถึงสัทธรรมคือมรรค.
บทว่า ปสฺสติ ได้แก่ เห็นสัทธรรมคือมรรคนั่นแหละ.
บทว่า เสกฺเขน ญาเณน ได้แก่ ด้วยญาณในมรรค.
บทว่า เสกฺขาย วิชฺชาย ได้แก่ ด้วยความรู้แจ้งในมรรค.
บทว่า ธมฺมโสตํ สมาปนฺโน ได้แก่ เข้าถึงกระแสธรรม กล่าวคือมรรคนั่นเอง.
บทว่า อริโย ได้แก่ ล่วงภูมิของปุถุชน.
บทว่า นิพฺเพธิกปญฺโญ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยปัญญาเจาะแทง.
พระนิพพาน ชื่อว่าอมตะ ในคำว่า อมตทฺวารํ อาหจฺจ ติฏฺฐติ. ตั้งอยู่จดอริยมรรคประตูของพระนิพพานนั้นตั้งอยู่แล.
จบอรรถกถาปฏิจจสมุปปาทสูตรที่ ๗ -----------------------------------------------------